ครม.ยังไม่สรุปเรื่องการทำประชามติ แต่ให้ตั้งคณะทำงานศึกษาการออกเสียงประชามติ และการจัดประชาเสวนา รวมถึงหาหน่วยงานผู้รับผิดชอบ คาดแล้ว เสร็จภายใน 1 เดือน และจะทำประชามติได้อย่างช้าเดือนพ.ค.ปีหน้า
พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุม ครม. วันนี้ (18 ธ.ค.55)เรื่องที่เกี่ยวกับการทำประชามติว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย และหลายหน่วยงาน ครม.จึงเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา เพื่อศึกษาแนวทางการออกเสียงประชามติ และการจัดประชาเสวนา โดยต้องจัดทำรายละเอียด ทั้งชื่อเรื่องที่จะทำประชามติ, เหตุผล และความจำเป็น, สาระคำสัญ รวมถึงประโยชน์ได้เสียที่จะเกิดขึ้นจากการทำประชามติ พร้อมกำหนดให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบในการดำเนินการแล้วเสนอให้ ครม.พิจารณา
หาก ครม.ให้ความเห็นชอบ ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพไปดำเนินการจัดทำร่างประกาศการทำประชามติ และกำหนดประเด็นคำถามให้ชัดเจน แล้วส่งให้ ครม.พิจารณาอีกรอบ แล้วค่อยไปหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา หากไม่มีใครเห็นแย้งก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขั้นตอนทั้งหมดนี้น่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
หาก ครม.ให้ความเห็นชอบ ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพไปดำเนินการจัดทำร่างประกาศการทำประชามติ และกำหนดประเด็นคำถามให้ชัดเจน แล้วส่งให้ ครม.พิจารณาอีกรอบ แล้วค่อยไปหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา หากไม่มีใครเห็นแย้งก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขั้นตอนทั้งหมดนี้น่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
จากนั้นต้องไปหารือกับ กกต.เพื่อกำหนดวันทำประชามติภายใน 120 วัน (4 เดือน) นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ดังนั้นก็เท่ากับว่าน่าจะทำประชามติได้ประมาณเดือนพฤษภาคมปี 56
สำหรับเกณฑ์คะแนนเสียงที่จะผ่านประชามตินั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา รายงานให้ ครม.ทราบว่า ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1.ต้องมีผู้ใช้สิทธิ์เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 46 ล้านคน เท่ากับว่าต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากกว่า 23 ล้านคน
2.ต้องได้เสียงข้างมาก และเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ เท่ากับว่า ต้องมีเสียงสนับสนุนการทำประชามติมากกว่า 11.5 ล้านเสียงขึ้นไป
สำหรับเกณฑ์คะแนนเสียงที่จะผ่านประชามตินั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา รายงานให้ ครม.ทราบว่า ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1.ต้องมีผู้ใช้สิทธิ์เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 46 ล้านคน เท่ากับว่าต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากกว่า 23 ล้านคน
2.ต้องได้เสียงข้างมาก และเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ เท่ากับว่า ต้องมีเสียงสนับสนุนการทำประชามติมากกว่า 11.5 ล้านเสียงขึ้นไป
ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยจะเป็นเจ้าภาพในการไปทำความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงการทำประชาเสวนาทั่วประเทศ เชื่อว่า น่าจะมีตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิ์น่าจะเกิน 23 ล้านคน เพราะการเลือกตั้งแต่ละครั้งมีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่าร้อยละ 50 อยู่แล้ว