วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

รายงานพิเศษ เรื่อง ACMECS Single Visa หรือ ASV ระหว่างไทย-กัมพูชา

ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือ JC ครั้งที่ ๘ ซึ่งประเทศไทยจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ผลการประชุมที่สำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการประกาศใช้ความตกลงการตรวจลงตราเดียวภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS Single Visa โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานั้น
        นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้นำประเทศสมาชิก ACMECS เห็นว่าหากมีการจัดทำการตรวจลงตราเดียว หรือ Single visa เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มยุโรป จะเป็นกลไกอำนวยความสะดวก และดึงดูดนักท่องเที่ยวนอกภูมิภาคให้เข้ามาในภูมิภาคมากขึ้น ดังนั้นในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ACMECS ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ที่ประชุมเห็นพ้องให้ไทยกับกัมพูชาเริ่มต้นดำเนินโครงการนำร่อง ACMECS Single Visa โดยให้สมาชิกอื่นเข้าร่วมภายหลัง ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาได้ลงนามในความตกลงการตรวจลงตราเดียวภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ
          ทั้งนี้ หลักเกณฑ์โดยย่อของ ACMECS Single Visa ระหว่างไทยกับกัมพูชา มีดังนี้ คือ ACMECS Single Visa เป็นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว โดยอนุญาตให้พำนักอยู่ในไทยได้ ๖๐ วัน และในกัมพูชาได้ ๓๐ วัน, การตรวจลงตราฯ ดำเนินการเมื่อคนชาติที่สาม จาก ๓๕ ประเทศ ที่กำหนดไว้ ได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐออสเตรีย ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม รัฐบาห์เรน แคนาดา สาธารณรัฐประชาชนจีน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐเฮลเลนิก เขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ รัฐอิสราเอล สาธารณรัฐอิตาลี สาธารณรัฐอินเดีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี รัฐคูเวต ราชรัฐลักเซมเบิร์ก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ รัฐสุลต่านโอมาน สาธารณรัฐโปรตุเกส รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรสเปน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ราชอาณาจักรสวีเดน สมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ และสหรัฐอเมริกา ไปขอรับการตรวจลงตรา ณ สถานเอกอัครราชทูต/ สถานกงสุลใหญ่ของไทยหรือกัมพูชา โดยก่อนที่จะตรวจลงตราสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ นั้นๆ จะต้องขอรับความเห็นชอบจากอีกฝ่ายหนึ่งให้อนุมัติก่อน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายสามารถสงวนสิทธิในการปฏิเสธการตรวจลงตราได้
             สถานเอกอัครราชทูต/ สถานกงสุลใหญ่ ที่ตรวจลงตราจะเก็บเงินค่าธรรมเนียมเฉพาะในส่วนของประเทศตนเท่านั้น และผู้เดินทางจะเดินทางเข้าอีกประเทศ ก็จะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมตามอัตราที่อีกประเทศกำหนด, ในส่วนของไทย จะเก็บเงินค่าธรรมเนียม ACMECS Single Visa เช่นเดียวกับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว กล่าวคือ เก็บตามจำนวนครั้ง ๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่มีการให้แบบหลายครั้ง, ในกรณีที่คนต่างชาติได้รับการตรวจลงตรา ACMECS Single Visa จากกัมพูชา เมื่อเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของไทย ซึ่งช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองในการเดินทางเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักร ของบุคคลที่ได้รับการตรวจลงตราเดียวภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Single Visa) กำหนดไว้ ๒๖ แห่ง ได้แก่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานเชียงใหม่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานภูเก็ต ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานหาดใหญ่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานอู่ตะเภา ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา ด่านตรวจคนเข้าเมืองสมุย ณ บริเวณเขตท่าอากาศยานสมุย ด่านตรวจคนเข้าเมืองสมุย ณ ทำเลจอดเรือบริเวณอ่าวหน้าทอน ด่านตรวจคนเข้าเมืองตาก ณ บริเวณเขตสนามบินสุโขทัย ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าเรือกรุงเทพ ด่านตรวจคนเข้าเมืองศรีราชา ด่านตรวจคนเข้าเมืองมาบตาพุด ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต ด่านตรวจคนเข้าเมืองสตูล ด่านตรวจคนเข้าเมืองกระบี่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าเรือสงขลา ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานเชียงราย ด่านตรวจคนเข้าเมืองสุราษฎร์ธานี ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองใหญ่ และด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเป็นผู้เก็บเงินค่าธรรมเนียม
               โครงการ ACMECS Single Visa ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ประเทศสมาชิกจะได้รับผลประโยชน์ร่วมในลักษณะเกื้อกูลกัน และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการนำรายได้เข้าสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการสร้างรายได้ให้แก่คนท้องถิ่น อันส่งผลถึงการช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางทางคมนาคมของไทย