วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

'มาร์ค'บี้'พงศพัศ'แจงไม่ลาออกจากเลขาฯปปส.


"อภิสิทธิ์" บี้ "พงศพัศ" แจงเหตุไม่ลาออกเลขาธิการป.ป.ส. จี้กกต.ดูแลกรณี "นายกฯ" ใช้รถประจำตำแหน่งช่วยผู้สมัครหาเสียง หลังเคยออกระเบียบห้าม
 วันที่ 17 ม.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคเพื่อไทยยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ส. ว่า ขอให้พล.ต.อ.พงศพัศ ทำสถานะของตัวเองให้ชัดเจน เพราะเปิดตัวแล้วจะได้ไม่มีปัญหาข้อกฎหมายตามมา และยังเดินหน้าหาเสียงทางการเมืองด้วยถือว่าไม่เหมาะสม ทำไมไม่แสดงความบริสุทธิ์ใจในเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อไม่ให้มีข้อคลางแคลงใจเหมือนกับที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครของพรรคก็ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ก่อนครบวาระ เพื่อไม่ให้อยู่ในตำแหน่งรักษาการจะได้ไม่ทำให้ข้าราชการเกิดความลำบากใจ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แต่ถ้าพล.ต.อ.พงศพัศยังไม่ออกจากการเป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ย่อมมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง เพราะเท่ากับว่าทุกวันที่เดินหาเสียง พล.ต.อ.พงศพัศ มีผู้ใต้บังคับบัญชา มีหน่วยงานที่เป็นกลไกของรัฐอยู่ในมือ ทั้งนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องทำให้เกิดปมปัญหาที่หมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมาย จึงต้องถามพล.ต.อ.พงศพัศว่า มีเหตุผลอะไรที่จะต้องดำรงตำแหน่งอยู่

“ถ้าพรรคเพื่อไทยบอกว่าจะหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ก็ควรเริ่มต้นด้วยการเป็นแบบอย่างว่าทุกฝ่ายต้องการให้การเลือกตั้งอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ต้องถามเจ้าตัวว่ามีความจำเป็นอะไรถึงต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ใช้รถราชการในการช่วย พล.ต.อ.พงศพัศ หาเสียง ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เคยมีหนังสือกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในระหว่างการเลือกตั้ง โดยระบุห้ามไม่ให้มีการใช้ทรัพยากรของรัฐ และเวลาราชการ จึงอยากให้ กกต.เข้ามาพิจารณาและทำให้เกิดความชัดเจนเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องที่ต้องมาเถียงกันหยุมหยิมระหว่างนักการเมืองจะได้เดินหน้าพูดเรื่องนโยบายหาเสียงกับประชาชน โดย กกต.มีหน้าที่ดูแลว่าไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ซึ่งแนวปฏิบัติของคนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ควรใช้ทรัพย์สินทางราชการหรือสถานะความเป็นนายกฯไปเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ไม่มีปัญหา

ส่วนผลสำรวจคะเเนนความนิยม(โพลล์)ที่ระบุว่ามีความใกล้เคียงกันระหว่าง 2 ผู้สมัครจากพรรคการเมืองใหญ่นั้นนายอภิสิทธิ์ เห็นว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเชื่อว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นจึงทำงานหนักและไม่ประมาท แต่กรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเชิญให้คนกรุงเทพฯเบื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และให้โอกาส พล.ต.อ.พงศพัศ นั้น ก็ต้องถามกลับไปว่านี่คือการเมืองสร้างสรรค์หรือไม่ที่ชวนให้เบื่อคนอื่น



"อภิสิทธิ์" ยันฟ้อง "ธาริต" และพวกยัดเยียดข้อกล่าวหา "ฆ่าคนโดยเจตนา"

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการฟ้องดำเนินคดีกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพวกรวม 4 คน กรณีตั้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลต่อศาลโดยตรงในสัปดาห์หน้าว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบขัดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 โดยได้พิจารณาคำฟ้องเรียบร้อยแล้วเหลือแค่เรื่องทางธุรการเท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนว่ามีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งนายธาริตและพนักงานสอบสวนทราบดีจากการทำสำนวนในคดีอื่นว่าเป็นอย่างไรแต่กลับบรรยายในสำนวนเป็นคนละเรื่องกัน และนายธาริต ซึ่งเป็นหนึ่งใน ศอฉ.ทราบดีถึงสถานการณ์และโครงสร้างความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่กลับไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ อีกทั้งยังจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการแจ้งข้อกล่าวหาตนในฐานะเจ้าพนักงานเพื่อดึงอำนาจการสอบสวนไว้ที่ดีเอสไอทั้งที่เรื่องนี้ต้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช. )

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจะยื่นฟ้องดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย หากดีเอสไอยังยืนยันที่จะดำเนินการอย่างนี้ก็จะเจออีกหลายคดี เพราะพนักงานที่ทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยากเตือนว่าถ้ามีธงทางการเมืองหรือมีการสั่งการแล้วไม่ยึดหลักกฎหมาย สุดท้ายคนสั่งการไม่รับผิดชอบด้วยแต่คนทำจะโดนหมด แต่เท่าที่ดูท่าทีของดีเอสไอที่มีการเลื่อนการแจ้งข้อกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาธิปัตย์ กรณีบริจาคเงิน 2 หมื่นบาทเข้าพรรคโดยไม่จ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมในนามส่วนตัวจากเดิมที่กำหนดในวันที่ 18 ม.ค.นี้ ให้เป็นช่วงหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แทน ก็เห็นว่าเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและสิ่งที่ควรจะทำมากขึ้น แต่ตนยังติดใจเรื่องการเชิญไปให้ถ้อยคำแบบพร่ำเพรื่อ ทั้งนี้ตนได้ทำหนังสือทักท้วงไปอีกครั้งภายในวันที่18 ม.ค. เพราะมีความสงสัยเกี่ยวกับมาตรฐานการทำงานของดีเอสไอ เนื่องจากคดีนี้มีข้อเท็จจริงไม่แตกต่างจากที่ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหากับตนไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการแยกคดีพิจารณาและเชิญส.ส. 44 คนของพรรคไปให้ปากคำ ขณะที่บางคนกลับถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความจงใจที่จะสร้างประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวกับตนและผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ก่อน

“ผมคิดว่าบรรทัดฐานการทำงานของดีเอสไอเหมือนจงใจที่จะเล่นงานฝ่ายตรงกันข้ามตลอดเวลา และการดำเนินการด้วยการใช้วิธีส่งแฟ็กซ์มาเชิญไปให้ปากคำทุกวันพฤหัสบดีให้ไปให้การวันจันทร์หรืออังคาร ซึ่งเป็นช่วงสมัยประชุมจึงถือเป็นการคุกคามการทำงานของส.ส.และจะเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ส.ส.ด้วย พวกผมให้ความร่วมมือทุกอย่างแม้เห็นว่าเป็นเรื่องไม่มีมูล กลั่นแกล้งกัน ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำหนังสือมายังไม่รู้ว่าจะสอบถามอะไร จึงอยากให้นายธาริตทบทวนการทำหน้าที่และวิธีการเชิญบุคคลไปให้ถ้อยคำไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 44 ส.ส.ของพรรคเตรียมที่จะทำหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อให้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากการเป็นคดีพิเศษ นั้นนายชำนิ ศักดิเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งใจที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าว แต่ตนไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีจะทบทวนเรื่องนี้หรือไม่ แต่เป็นการถามนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นประธานกรรมการชุดนี้ เพราะหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็นคดีพิเศษกำหนดไว้ โดยพรรคเคยสอบถามไปว่าเหตุใดจึงทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นคดีพิเศษแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ และเห็นว่าในหลายกรณีไม่เข้าข่ายอำนาจดีเอสไอเป็นอำนาจขององค์กรอิสระเช่นคดีตนและนายสุเทพเป็นอำนาจของปปช.ส่วนกรณีบริจาคเงินก็เป็นเรื่องของกกต.ที่จะเป็นผู้พิจารณาตามกฎหมายซึ่งมีการสอบเรื่องนี้อยู่แล้วแต่ดีเอสไอก็ยังเดินหน้าทำคดีต่อ


"อภิสิทธิ์" เตือนรัฐเร่งหารือธปท.บริหารค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนจนกระทบส่งออก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่องว่า จะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังควรจะได้หารือกันเพื่อบริหารไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนเกินไป เพราะขณะนี้การส่งออกมีปัญหาอยู่แล้วเพราะตัวเลขต่ำกว่าเป้าหมายและยังมีตัวเลขการขาดดุลด้วย ดังนั้นต้องไปดูว่าทำไมค่าเงินจึงแข็งขึ้นว่า เหตุที่มาเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไร ดังนั้นการสร้างความสมดุลย์ในเรื่องนี้ต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก และปรึกษากับกระทรวงการคลังในเรื่องมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินไป โดยไม่ควรมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แต่ให้บริหารความผันผวนไม่ให้กระทบกับผู้ที่ค้าขายเป็นจุดสำคัญที่สุด เพราะหากยังปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อไปก็จะกระทบกับผู้ส่งออกมาก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นอยู่แล้วก็จะถูกบีบในหลายด้านรัฐบาลจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจากที่ผ่านมาก็เริ่มมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงต้องจับตาดูต่อไปด้วยเพราะรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศได้วางนโยบายหลายอย่างบนสมมติฐานว่าไทยจะเกินดุลย์อย่างต่อเนื่องแต่การขาดดุลสุดท้ายจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยเช่นเดียวกั