วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

โรฮิงญา:มนุษยธรรมหรือค้ามนุษย์

ปัญหาผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายชาวโรฮิงญา อันเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่ประเทศไทยต้องเผชิญมานานกว่าสิบปีทุกครั้งที่คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันเริ่มสงบลง ได้ปะทุกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยเริ่มมีความคิดแตกเป็นสองเสี่ยง โดยกลุ่มหนึ่งยืนยันว่า สมควรช่วยเหลือคนไร้รัฐจากพม่าเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม ซึ่งรวมไปถึงการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวจนกว่าจะมีประเทศที่สามรับไปตั้งหลักแหล่งถาวรในประเทศนั้น เนื่องจากในระยะหลังผู้อพยพชาวโรฮิงญาไม่ได้มีแต่ผู้ชายเหมือนในยุคแรก หากแต่มีเด็กและผู้หญิงปะปนเข้ามาไม่ใช่น้อย ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งยืนยันให้ผลักไสไล่ส่งออกจากไปน่านน้ำของไทย เพราะไม่ต้องการเชิญชวนให้ชาวโรฮิงญาหลบหนีเข้าไทยมากขึ้น อันจะกลายเป็นปัญหาระยาวที่ไทยต้องแบกรับจากปัจจุบันที่ต้องรับภาระแล้วกว่า 1.3 แสนคน

ปัญหาชาวโรฮิงญายังส่งกลิ่นกระจายดึงดูดสายตาประชาคมโลกให้หันมาจับจ้องประเทศไทยอย่างชนิดตาแทบไม่กะพริบ แทนที่จะมองไปที่พม่า ซึ่งเป็นต้นตอแท้จริงของปัญหานี้ เมื่อสื่อต่างประเทศเริ่มประโคมข่าวว่าปัญหานี้ได้ลุกลามออกไปจากปัญหาด้านมนุษยธรรมกลายเป็นเรื่องของขบวนการค้ามนุษย์ ที่มีเจ้าหน้าที่ของไทยบางคนสมคบคิดกับนายหน้าชาวโรฮิงญาหลอกเรียกเงินจากชาวโรฮิงญารายละ 3-5 หมื่นบาท เป็นค่าพาหนีออกจากพม่า หรือบางกรณีอาจถึงขั้นยึดเรือกลางทะเลแล้วเจรจาขายชาวโรฮิงญาบนเรือน้อยลำนั้น เพื่อไปเป็นทาสแรงงานหรือเรียกค่าไถ่จากญาติอีกต่อหนึ่ง

ในส่วนของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทางการจะต้องเร่งจับกุมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์มาลงโทษโดยเร็ว พร้อมกันนั้นจะต้องลงมือแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่สุด นั่นก็คือต้องเกลี้ยกล่อมให้พม่าและบังกลาเทศ เจ้าของปัญหาระดับต้นน้ำตัวจริง ให้เข้ามาร่วมแก้ปัญหานี้ โดยไม่คิดผลักภาระให้ประเทศที่อยู่กลางน้ำหรือปลายน้ำอย่างเช่นประเทศไทยต้องแบกรับภาระเหมือนดังในปัจจุบัน ทางหนึ่งที่ทำได้ก็คือ การดึงภาคีสมาชิกอาเซียนบางประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ในฐานะเป็นประเทศปลายน้ำที่ชาวโรฮิงญาอยากจะหลบหนีเข้าไปตั้งหลักแหล่ง และในฐานะที่เป็นชาวมุสลิมเหมือนๆ กัน

สุดท้ายก็คือ จะต้องดึงสหประชาชาติให้เข้ามีบทบาทโดยตรงมากขึ้นในการคัดเลือกผู้อพยพชาวโรฮิงยาเข้าไปตั้งหลักฐานในประเทศที่สาม ไม่ใช่แค่รับบทหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศเพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์นี้ รวมทั้งขอเงินบริจาคจากประเทศมุสลิมดังที่เห็นและเป็นอยู่ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ มีแต่ปล่อยให้ปัญหานี้เรื้อรังต่อไปจากที่เรื้อรังมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว หนำซ้ำนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการหนีภัยทางการเมืองและเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องของกระบวนการค้ามนุษย์ จากการประเมินของสหประชาชาติคาดว่า เมื่อปีที่แล้ว มีชาวโรฮิงญาหนีจากพม่าและบังกลาเทศราว 1.3 หมื่นคน หรือมากกว่าปีก่อนหน้าถึงเกือบ 2 เท่า จากมีอยู่ราว 7,000 คน

แหล่งที่มา คมชัดลึก