วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

ปมร้อนพระวิหารยิ่งนิ่งเฉยกลับยิ่งรุนแรง

วันที่ 21 มกราคม จะมีม็อบใหญ่ขับไล่รัฐบาลตั้งแต่ต้นปี ภายใต้สโลแกน “การเคลื่อนไหวเพื่อตั้งหลักประเทศ หยุดประชาธิปไตยสามานย์”แม้ไม่ใช่กองกำลังหลักของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ประเด็นที่จะใช้ชุมนุมก็สามารถต่อยอดได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
กิจกรรมในวันนั้น กลุ่มแนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ รักษาแผ่นดิน ที่นำโดยนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จะนำรายชื่อประชาชนที่มีอยู่ในมือแล้วขณะนี้ 510,000 รายชื่อ และมั่นใจว่าเมื่อถึงวันเคลื่อนไหวจะมีมากถึง 1 ล้านรายชื่อ ไปยื่นต่อประธานศาลฎีกาและผู้นำเหล่าทัพ

ต้องการให้ผู้นำทั้ง 2 องค์กร ทราบว่าประชาชนเหล่านี้ไม่พอใจท่าทีของรัฐบาลต่อปัญหาชายแดนกัมพูชาด้านเขาพระวิหาร ที่เห็นว่ารัฐบาลให้ข้อมูลเป็นเท็จต่อประชาชนเพื่อให้สยบสมยอมต่อการเสียดินแดน

สะพานมัฆวานรังสรรค์ จุดยุทธศาสตร์สำคัญของม็อบขับไล่รัฐบาล จะกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แต่การชุมนุมจะยกเดียวจอดหรือยืดเยื้อยาวนานแค่ไหนยังต้องรอดูของจริง

สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ประเด็นการชุมนุมสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯที่อาจยกทัพหลวงออกมาสมทบเมื่อไรก็ได้หากเห็นโอกาสในการตีหักเอาชัยอยู่เบื้องหน้า

ส่งสัญญาณเตือนไปถึงรัฐบาลว่าจะนิ่งเฉย ดูแคลน หรือได้ใจจากความสำเร็จจับม็อบ เสธ.อ้ายตอนจนต้องยอมถอนทัพกลับไปในวันเดียวไม่ได้

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯและแนวร่วมในครั้งนี้ดูมีกระบวนท่าและน้ำหนักมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นการนำเสนอแนวทางต่อสู้ที่เป็นหลักการ กฎหมาย มากกว่าการสร้างเรื่องกล่าวหาเพียงอย่างเดียว

นับเป็นการต่อสู้ที่มีอารยะมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา ไม่ใช่แค่ยุยงให้ใช้กำลังทางทหารเข้าสู้รบเพื่อชิงดินแดน

ครั้งนี้เสนอแนวคิดแหลมคมในประเด็นข้อกฎหมายและวิธีการ

ข้อเสนอ 7 ข้อที่ถูกยื่นถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกอธิบายขยายความต่อด้วยความเห็นของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์หากรัฐบาลสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนใน 3 กรณี

1.เพื่อให้ศาลโลกตระหนักว่าหากตัดสินให้เป็นคุณกับฝ่ายกัมพูชาแล้ว คำตัดสินนั้นไม่มีผลใดๆ เพราะฝ่ายไทยจะปฏิเสธ ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติตามอย่างแน่นอน ตอกย้ำความเสื่อมของศาลโลกที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์

2.เพื่อให้ศาลโลกตระหนักและเชื่อว่าหากตัดสินแล้วจะเกิดการต่อสู้รุนแรงอย่างหนัก จนศาลโลกถูกประณามว่าเป็นชนวนทำให้เกิดความรุนแรง

3.เพื่อให้ศาลโลกตระหนักและเชื่อว่าหากตัดสินให้เป็นคุณกับฝ่ายกัมพูชา โดยที่ฝ่ายไทยไม่ยินยอม แล้วมีประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างน้อยแค่ 1 ประเทศ ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยืนอยู่เคียงข้างไทยที่สามารถใช้สิทธิวีโต้ การสั่งของศาลโลกก็ไม่มีผลทางปฏิบัติ

ซ้ำยังหักมุมชี้ให้เห็นว่าถ้าเป็นรัฐบาลขายชาติก็จะทำตรงกันข้าม คือสอนให้คนไทยรับอำนาจศาลโลก สอนให้ยอมรับการเสียดินแดนโดยอ้างว่าเพื่อรักษาสันติภาพ เข้าขัดขวางและปราบปรามการเคลื่อนไหวของประชาชน

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่มีชั้นเชิง เป็นขั้นเป็นตอน ต่อยอดข้อเรียกร้องได้อีกในวันข้างหน้า ปูทางเอาไว้รอเวลาที่เหมาะสมก็ขนทัพใหญ่ออกมาขับไล่รัฐบาลได้ทันที

ตรงกันข้ามท่าทีของรัฐบาลกลับยังนิ่งเฉย ไม่มีแม้ข้อชี้แจงประเด็นทางกฎหมายว่าไทยปฏิเสธอำนาจศาลโลกได้หรือไม่ หากปฏิเสธแล้วจะมีผลกระทบอะไรที่จะสร้างความเสียหายตามมา

ไม่มีแม้แต่การเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมรับมือผู้ชุมนุมของฝ่ายรักษาความมั่นคง

รัฐบาลมั่นใจอะไรมากเกินไปหรือเปล่า!