วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

“ธาริต” แขวะถูกฟ้องกลับเหตุ “มาร์ค-สุเทพ” รับไม่ได้ข้อหาสั่งฆ่า ยันไม่จงใจกลั่นแกล้ง ปชป. หนุนออก กม.นิรโทษฯให้อภัยกัน อุ้ม “เสื้อแดง” เร่งเกมทำคลอด กม.ล้างผิด


นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยื่นฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบว่า ที่ผ่านมาคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีอยู่ 64 คดี 295 คน ทุกคนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เพิ่งเริ่มดำเนินคดี อาจทำให้ทั้งคู่รับไม่ได้ จึงมาเล่นงานคนดำเนินคดี ซึ่งเราก็น้อมรับ

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าขณะนี้ดีเอสไอเร่งทำคดีในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างผิดปกติ นายธาริต กล่าวว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการ เพราะอย่างกรณีการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทั่วประเทศนั้น ก็พบว่ามีการทิ้งร้างอยู่ 396 จาก 473 หลัง และเมื่อตรวจสอบก็พบว่ามีการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองเข้าไปเปลี่ยนแปลงสัญญาอย่างไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายก็ต้องทำหน้าที่

“เราไม่ได้ไปแกล้ง หรือไปสร้างเรื่อง เพราะเหตุก็มาจากพฤติกรรมของนักการเมืองเอง ซึ่งเราก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าฝ่ายไหน เสื้อแดงก็ดำเนินคดี รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นจำเลยอยู่ในศาล จะติดคุกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สรุปแล้วก็คงไม่มีใครชอบดีเอสไอ” นายธาริต กล่าว

เมื่อถามถึงความพยายามในการผลักดันให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ตนเคยแสดงความเห็นไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ควรจะมี เพราะเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเป็นอาชญากรตัวจริง เป็นเรื่องความขัดแย้งที่กระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง ฉะนั้นหลักการควรจะให้มีการนิรโทษกรรมให้เกิดการให้อภัยกัน แต่จะครอบคลุมถึงใครบ้าง ทั้งคนสั่งการ แกนนำ หรือฮาร์ดคอร์ที่มีพฤติกรรมรุนแรงหรือไม่ ตรงนี้ต้องมาพูดคุยกันในรายละเอียด ส่วนจะออกในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) นั้นกฎหมายระบุไว้ว่า หากอยู่ในสมัยประชุมสภาต้องออกเป็น พ.ร.บ. แต่หากปิดสมัยประชุมจะออกเป็น พ.ร.ก.ก็ทำได้ ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมนั้น คงให้ความเห็นไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำ เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติต้องไปพิจารณา

“หากดูตามกฎหมาย กรณีจะออกเป็นพระราชกำหนดได้ ต้องเป็นเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน เร่งด่วน ต้องทำเป็นความลับ ซึ่งมุมมองของผมเห็นว่า ในขณะที่มีฝ่ายการเมืองและฝ่ายนิติบัญญติ ก็ควรออกเป็นพระราชบัญญัติ ผ่านสภาให้ถูกต้อง ทุกฝ่ายจะได้สบายใจ” นายธาริต ระบุ

สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น นายธาริตมองว่า ในสังคมประชาธิปไตย ทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้ภายใต้กรอบที่ถูกต้อง และคงไม่เป็นชนวนความขัดแย้ง เพราะเราได้บทเรียนอันหนักหน่วงแล้วจากความขัดแย้ง ก็คงมีความระมัดระวังที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ทั้งความขัดแย้งทางความคิด หรือความเห็นที่แตกต่าง ถือเป็นสีสันของประชาธิปไตยด้วยซ้ำ อีกทั้งระดับแกนนำของกลุ่มต่างๆก็ได้บทเรียนมาแล้ว คงไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก