วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

"รู้ทันข่าว รู้ทันสื่อ" ฟังนักข่าวไทย-กัมพูชา "คดีพระวิหาร" ความคิดต่างของส่วนกลางและชายแดน

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556 กลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ จัดเสวนา เรื่อง “ไทย-กัมพูชา-ปราสาทพระวิหาร..รู้ทันข่าว รู้ทันสื่อ” ที่ห้องโถงกลาง สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน เชิงสะพานหัวช้าง ราชเทวี
ผู้ร่วมสนทนาประกอบด้วย นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการอาวุโส ไทยพีบีเอส นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ The Nation นายซก สุวรรณ ประธานกรรมการสื่อมวลชนกัมพูชาและรองเลขาธิการสหพันธ์สื่อมวลชนอาเซียน นายประสิทธิ์ แสงรุ่งเรือง นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดยนายจอม เพชรประดับ
นายจอม กล่าวว่า ประชาชนคาดหวังสูงว่าจะชนะคดีปราสาทพระวิหารในศาลโลก แต่ในฐานะสื่อมวลชนจำเป็นจะต้องมองประเด็นแพ้-ชนะหรือเปล่า ที่จริง ฝั่งไทย ไม่มีอะไรที่บอกได้บ้างว่าชนะ และประเด็นข้อถกเถียงคืออะไร พอเสนอข่าวออกไปถูกวิจารณ์ว่าเป็นการนำเสนอแบบ “มืออาชีพหรือรักชาติยิ่งชีพ” เพราะสังคมไทยมีความรู้สึกว่าชนะ ทีมทนายกลับมาก็เป็นฮีโร่ วันนี้เรามาคุยกันว่า การทำงานของสื่อช่วงที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกเป็นอย่างไร เราได้ทบทวนกันไหม ว่าต้องระวังการนำเสนอข่าวอย่างไร เมื่อความรู้สึกชาตินิยมเกิดขึ้น ความเป็นมืออาชีพก็หายไป

นายสุภลักษณ์ กล่าวว่า สไตล์ในการทำงานสื่อแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน จึงเปรียบไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร ส่วนตัวมองว่า คดีปราสาทพระวิหารเป็นประเด็นเนื่องจากมีกลุ่มการเมืองในไทย ต้องการล้มรัฐบาล โดยเคลื่อนไหวต่อต้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มากกว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาเป็นเหตุหลัก ตนคาดหมายไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2008 ว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นศาลโลกแน่ เนื่องจากมีเหตุการณ์ลุกลาม มีการปะทะที่ชายแดนทั้งทหารและประชาชนบาดเจ็บล้มตาย

เมื่อเรื่องไปถึงศาลโลก กัมพูชาอยากให้ตีความคำพิพากษา ปี 2505 ตามนัยยะในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ขณะที่เราก็ทราบว่า ในปี 2505 ครม.ของไทย กำหนดแนวทางจัดทำพื้นที่รองรับปราสาทพระวิหาร และ เคลมพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารด้วยเช่นกัน


“ผมสนใจว่า การกำหนดขอบเขตพระวิหารในปี 2505 นั้น ยืนอยู่บนพื้นฐานหลักการใด ในความเห็นผม ผมเห็นว่า ไม่เป็นไปตามคำพิพากษาแน่ๆ เพราะว่าในถ้อยคำของมติ ครม.นั้น ไม่มีเกณฑ์อ้างอิง เช่น ไม่ได้อ้างอิงเขตแดน ไม่ได้อ้างหลักภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ก็ไม่อ้าง สิ่งที่ ครม.อ้าง มีเพียง เรามีทางเลือก 2 ทาง ทางแรก เป็น 3 เหลี่ยม ½ ตารางกิโลเมตร ทางที่ 2 ทำเป็นรูป4 เหลี่ยม พื้นที่ ¼ ตารางกิโลเมตร ครม. ตัดสินใจเลือกทางที่ 2 เพราะว่าเราเสียพื้นที่น้อยกว่า

ผมคุยกับทูตวีรชัย (พลาศรัย) ว่า ผมคิดว่านี่เป็นจุดอ่อนในการพิจารณาเที่ยวนี้ เพราะผมเชื่อว่า กัมพูชา ก็เห็นข้อเท็จจริงประเด็นนี้ว่า การกำหนดขอบเขตพระวิหารในปีนั้น ไม่มีพื้นฐานใดๆ ท่านทูตวีรชัยโต้แย้งบอกว่า ไม่จริง และเรามีข้อโต้แย้งแน่นอน โดยให้คอยดูหลักฐานของไทย พอไปถึงศาลผมก็คอยฟัง 2 ประเด็น คือ 1 ไทยจะอธิบายการทำขอบเขตปราสาทพระวิหารอย่างไร เรามอง vicinity ปราสาทพระวิหารอย่างไร และ 2 ปฏิกิริยา การโต้แย้งของกัมพูชา จะเป็นอย่างไร ก่อนไปทำข่าวเราต้องหาประเด็นใจความสำคัญว่าจะเสนออะไรที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดของคดี ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ทำข่าวเนื้อหา ก็จะไปทำข่าวท่าที บรรยากาศ ซึ่งผมไม่ค่อยทำแบบนั้น ผมเลือกทำเนื้อหาหลักของเรื่อง ฝ่ายไทย บอกว่า พื้นรอบปราสาทพระวิหารเล็กนิดเดียว ฉะนั้น 4.6 ตารางกม. ไม่ได้อยู่ในนั้น และ ผู้พิพากษา ยูซูฟ (ผู้พิพากษาอับดุลคาวิ อะห์เม็ด ยูซูฟ ชาวโซมาเลีย) ถามประเด็นต่อคู่ความทั้งคู่ว่า ที่เถียงมา 2-3 วัน แล้ว vicinity ที่ว่า จริงๆ แล้วมันอยู่ที่ไหน ผู้พิพากษากำลังบอกนัยว่าทั้ง 2 ประเทศ เห็นเรื่อง vicinity ไม่ตรงกัน ฉะนั้น ให้บอกมาว่า vicinity ของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ไหนแน่ นัยยะอีกอย่างคือศาลจะต้องให้คำอธิบายความ ฉะนั้น แสดงว่าในความเห็นท่านยูซูฟ ท่านคิดว่าท่านมีอำนาจที่จะตีความ

มีความเห็นฝ่ายกัมพูชา เพราะ ผมก็ไปสัมภาษณ์ ท่านฮอร์นัมฮง ผมถามว่า vicinity ตามความหมายของกัมพูชาคืออะไร ท่านฮอร์นัมฮง ไม่ลังเลใจที่จะตอบว่า แผนที่ไปถึงไหน ก็ไปถึงนั่น เขาพูดถึงแผนที่ 1 ต่อ2 แสน

ส่วนของไทย เสนอขนาดพื้นที่ ถ้าเป็นไปตามมติ ครม. ปี 2505 อย่างตรงไปตรงมาแล้ว มันจะมีขนาด 0.28 ตารางกิโลเมตร แต่คณะที่ปรึกษากฎหมายฝ่ายไทยได้บอกต่อศาลว่า ปีนั้นถียงกันในพื้นที่ประมาณ 0.35 ตารางกิโลเมตร แปลว่ามีพื้นที่เหลือ 0.07 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 43.75 ไร่ คือพื้นที่จากกระไดหักมากระไดด้านหน้า คำถามในทางกฎหมาย คือ พื้นที่ของไทย หรือเป็นพื้นที่ในเขตพิพาท แล้วทำไม มติ ครม. ไม่เขียนให้ครบตามนั้น และข้อสุดท้าย ที่สำคัญมากคือ ผมคิดว่า มองต่อหน้าศาลแล้ว ผมคิดว่า ไทยยังแสดงความสับสนเกี่ยวกับความเข้าใจของเราเอง เกี่ยวกับ vicinity ของปราสาทพระวิหารด้วยเช่นกัน”

“ในฐานะสื่อมวลชน ผมตัดปัญหาแวดล้อมอื่นๆ เช่น ผมไม่แคร์ว่า สิ่งที่ผมกำลังคิดนี้ เข้าทางใคร ผมไม่แคร์ จริงๆ ผมก็กินข้าวกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ แต่ผมก็ไปสัมภาษณ์ฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยก็อยากรู้ด้วยซ้ำว่า กัมพูชาเขาคิดอะไร แม้การทำข่าวในสภาวะแบบนี้ อาจจะลำบากนิดหน่อยตรงที่ว่าในฐานะสื่อมวลชนไทยคนอาจจะคิดว่า ต้องเข้าข้างไทย แต่ผมอาจจะโชคร้ายกว่าคนอื่น ตรงที่ว่า เราไม่สามารถเข้าข้างประเทศไทยได้ เพราะหนังสือพิมพ์ผมมีขายที่พนมเปญด้วยนะครับ ก็ต้องเขียนข่าวโดยที่คนพนมเปญอ่านแล้วโอเค ผมไม่ควรพลาดข่าวทุกชิ้น ต้องมีบอกว่ากัมพูชาพูดว่าอะไร”

นายสุภลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ในแง่คนทั่วไปอาจจะอยากให้นักข่าวประเมินแต่ผมไม่มีความรู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศมากพอ ในฐานะสื่อมวลชนไม่สามารถตอบได้ว่าหลักฐานของฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน เนื่องจากไม่มีเครื่องมือในการชั่ง ก็คือความรู้ด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่เพียงพอ แม้ในใจจะมี เพราะส่วนตัวก็เรียนกฎหมาย อีกประการคือ ไม่ควรตอบ เพื่อให้เกิดความคาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าบอกว่า ไทยไม่ได้เรื่อง ก็จะกลายเป็นถูกหาว่าไม่รักชาติ ส่วนตัวรู้สึกว่า การทำข่าวที่ศาลโลก ตื่นเต้นน้อยกว่าการทำข่าวที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เพราะครั้งนี้ เกิดขึ้นในบรรยากาศ ที่เราไม่ได้โกรธกัมพูชา คือ รัฐบาล 2 รัฐบาลไม่ได้โกรธกัน ส่วนประชาชนไม่ได้โกรธกันแต่ไหนแต่ไร พื้นที่ปราสาทพระวิหาร ถ้าเทียบกับพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด มันน้อย สื่อมวลชนรายงานราวกับกีฬาโอลิมปิค แต่ส่วนตัวคิดว่า เราควรจะมองในภาพที่ใหญ่ขึ้น

“ผมไม่อยากให้ไทยกัมพูชารบกันผมอยากให้อยู่กันด้วยดี เวลาคนให้ประเมินว่าใครจะชนะ ผมมีความลำบากใจ เพราะ ผมเป็นคนที่เกิดในแผ่นดินไทย แต่มีญาติพี่น้องในฝั่งกัมพูชาเยอะ ผมไม่กล้าพูดว่าใครควรจะชนะ หรือพูดว่าผมจะเชียร์ใคร ผมมีปัญหามาก คนที่รักชาติไทยมากๆ ก็คงด่าผมว่าเป็นนักข่าวไทยหัวใจเขมร ก็ไม่เป็นไร ผมก็ยอมเจ็บปวด ทั้งที่บางกรณีญาติพี่น้องก็ว่าผมเข้าข้างไทยมากเกินไป บางกรณีผมยังเคยถูกรัฐบาลกัมพูชาด่า เพราะ ผมเคยบอกว่า รัฐบาลกัมพูชาเคยยอมรับบริเวณพื้นที่โดยรอบนี้แล้วมิใช่หรือ เขาก็ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ

ฉะนั้น ในฐานะสื่อมวลชน ต้องถอยตัวเอง ออกมาจากเรื่องให้ไกล อย่าเอาตัวเองไปเกี่ยวมาก ไม่ว่าจะในฐานะพลเมืองของชาติ ในฐานะ ผู้สนับสนุน หรือผู้ต่อต้านรัฐบาลก็ตาม ซึ่ง ความสามารถชนิดพิเศษที่สื่อมวลชนทำได้ ก็คือ เราสามารถ แยกตัวเองออกจากปัญหาที่เรากำลังทำข่าวได้ อย่างผมมีปัญหาในการแยกแยะด้วยซ้ำไป เพราะบ้านเมียผมอยู่แถวนั้น ผมเป็นคนแถวนั้น ผมไป-มา ตอนที่เขารบกัน ผมก็รับญาติพี่น้อง ให้ออกมาไกลจากรัศมีลูกระเบิด แล้วนั่งลุ้นว่า สวนยางพารา จะโดนระเบิดด้วยหรือไม่ ฉะนั้น เรามีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่น้อย

นักข่าว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ควรมองภาพใหญ่ให้ออกก่อน มองป่าทั้งป่า ให้ชัดเจนก่อน เสร็จแล้ว รายละเอียดของต้นไม้แต่ละต้นอยู่ส่วนไหน ไม่ว่าเราจะชนะหรือแพ้ ผมว่าพระวิหาร เป็นต้นไม้ 1 ต้น ในป่าทั้งป่า ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ฉะนั้น ต้นไม้นี้ 1 ต้น อาจจะหักโค่นไป ลมพัดหัก หรือปลวกแมลงเจาะ แต่คนไทยรู้สึกกับมัน มากเกินเหตุ
แต่เที่ยวนี้ยังดี มีความแตกต่างจากตอนไปคณะกรรมการมรดกโลก กรณีขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เพราะตอนนั้นสังคมไทยเรามีอารมณ์ความรู้สึกมากเกินเหตุ แค่จดทะเบียนมรดกโลก แล้วเราบอกว่าเสียดินแดนเลย ผมคิดว่าบ้าแล้ว ตอนนี้ เราควรจะเข้าใจว่า เราต้องคิดไปให้ไกลให้สุดว่า ระหว่างต่อสู้ยืนหยัดเอาพื้นที่ 2 พันกว่าไร่นั้นมาให้ได้ แล้วเราเสียผลประโยชน์จำนวนมาก เสียความสัมพันธ์กับกัมพูชา เสียการค้าขาย เสียอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำกับกัมพูชา ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่มากกว่า เราจะเสียตรงนั้นไปทำไมในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องอยู่ร่วมกันอีกนาน ผมคิดว่า ปัญหามันเหมือนก้อนกรวดกับรองเท้าที่อยู่กับเรามานาน ควรจะถอดรองเท้า แล้วเอาก้อนกรวดไปเสีย นี่คือประเด็น ที่เราคิดว่าสื่อมวลชนควรมองเรื่องนี้ โดย ยืดเรื่องออกห่างตัว แล้วดูว่าเรื่องนี้ คือ ส่วนไหนของเรื่อง แล้วอย่ากลับด้านเอาเรื่องใหญ่มาเป็นเรื่องเล็ก แล้ว เอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่”

นายเสริมสุข กล่าวว่า ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้มีการถ่ายทอดสดเพื่อให้คนไทยรู้เนื้อหาการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม คิดว่า MOU43 เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่สื่อไทย ไม่นำเสนอเรื่องนี้เลย ถ้าไปอ่านเอกสารของฝ่ายไทย ก่อนไปศาล เพราะทั้ง 2 ฝ่ายจะเสนอเอกสารโดยฝ่ายกัมพูชาเสนอก่อน แล้วเราก็เสนอชี้แจงหักล้างสิ่งที่กัมพูชาเสนอ แล้วกัมพูชาเสนอมาอีกฉบับหนึ่ง เราก็เสนอปิดท้ายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งในเอกสารจะมี MOU43 ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงร่วมกันในปี 2543 เหตุผลที่ทำช่วงนั้น เพราะมีความขัดแย้งในพื้นที่บริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร มีการสร้างวัดแก้วฯ แล้วมีการสร้างชุมชน


ประเด็นใหญ่ ของ MOU43 คือให้มีการยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย มีปัญหาขัดแย้งเรื่องเขตแดน การแก้ปัญหาเขตแดน คือให้ใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน และ ให้ใช้สนธิสัญญาซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อย อย่างไรก็ตามการอ้างแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้คัดค้าน MOU43 หยิบประเด็นนี้มาตี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในศาลโลก ฝ่ายไทยมีการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา แล้วพูดให้เห็นว่า มีความขัดแย้งที่เกิดบริเวณชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชา ตัดสินด้วยแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แต่ฝ่ายไทยไม่เห็นว่าเป็นเช่นนั้น เพราะการที่มี MOU43 แสดงว่า ยอมรับทั้ง 2 ฝ่ายว่ายังมีปัญหาเรื่องเขตแดน แล้วตรงนี้ เป็นเอกสารที่นอกจากชี้แจงฝ่ายกัมพูชาและศาลโลกแล้ว ในระหว่างการพูด 2 วันของฝ่ายไทย ทนายก็พูดประเด็นนี้ และตอนจบทูตวีรชัย ก็พูดในบทสรุป ท่านบอกว่า MOU43 เป็นการยอมรับ ทั้ง 2 ฝ่ายว่า ต้องใช้แนว JBC ในการแก้ปัญหาเขตแดน ในขณะที่ สังคมไทยจุดประเด็นมาเป็นข่าวว่า กัมพูชา นำ MOU43 มาชี้แจงหักล้างให้ยอมรับ 1 ต่อ 2 แสน สะท้อนความไม่เข้าใจของสื่อส่วนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้ที่ศาลโลก ทั้ง2 ฝ่ายต้องแก้โดย JBC

นายเสริมสุข กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการตัดสินคาดว่ามีความเป็นไปได้ 5 แนวทาง 1) ศาลโลกไม่รับคำร้องกัมพูชา แล้วทั้ง 2 ฝ่ายใช้ช่องทาง JBC
2) ศาลจะตัดสินเส้นเขตแดน คือไทยเสีย 4.6 ตารางกิโลเมตรทั้งหมด แต่ทนายฝ่ายไทยเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะการต่อสู้ของฝ่ายไทยพยายามชี้ ว่า 1 ต่อ 2 แสนไม่น่าเชื่อถืออย่างไร
3) ศาลรับคำฟ้องและยืนยันสิ่งที่ไทยพูดไป
4) สิ่งที่คณะทำงานฝ่ายไทยคาดว่าจะเกิดขึ้น คืออาจจะเสียพื้นที่ 43 ไร่
5) ตามที่ ผู้พิพากษายูซูฟ ให้ ทั้ง 2 ฝ่ายทำ vicinity ฉะนั้น ศาลโลกอาจจะกำหนด vicinity ใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

นายเสริมสุข กล่าวว่า เชื่อว่า เหตุที่คดีนี้ ต้องไปศาลโลก ตนเชื่อมาตลอดว่ามีเจตนาของผู้มีอำนาจต้องการให้เกิด โดยมีการสู้รบเมื่อต้นปี 2554


“ผมเชื่อว่าเป็นเจตนาของผู้นำกัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อเอาเคสนี้ขึ้นสู่ศาลโลก เพราะ ปี 2551 ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโดลก โดยกัมพูชา ไม่สามารถถือครองพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร จึงสร้างสถานการณ์ให้เกิดการสู้รบขึ้น เพื่อที่จะบอกศาลว่า หากไม่ชี้เส้นเขตแดน จะเกิดปัญหาข้อขัดแย้ง ผมนำเรื่องนี้ มาพูด เพื่อเห็นบริบทว่าพื้นที่ชายแดนมีเรื่องนี้อยู่ มีเรื่องอำนาจ มีเรื่องฝ่ายการเมืองเข้ามา แล้วทุกวันนี้ ต้องมาแก้สิ่งที่เกิดในอดีต”




ด้านนายซก กล่าวว่า ได้ดูการถ่ายทอดสด จาก ช่อง 11 ของไทย เนื่องจากกัมพูชาดูทีวีของไทยได้ ช่อง คือ3, 7, 11 แต่ช่องของกัมพูชาไม่มีการถ่ายทอดสด สื่อมวลชนกัมพูชาออกข่าวไม่เหมือนช่องของไทยเพราะที่ประเทศไทยออกข่าวตลอดเวลาส่วนสื่อกัมพูชา สรุปข่าวมารายงานช่วงเช้ากับเย็น สำหรับประชาชนชาวกัมพูชามองว่า ยังไม่ถึงเวลาในการตัดสิน แต่ฝ่ายกัมพูชา ก็เชื่อว่าจะชนะ เพราะแผนที่ที่ใช้อ้างในศาลโลกคือ แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งเป็นแผนที่ที่ศาลโลก ตัดสินให้กัมพูชาชนะ

ในส่วนนักการเมืองและรัฐบาลกัมพูชาพูดเรื่องนี้น้อยโดยเขาอยากให้ศาลโลกตัดสินให้ชัด ว่า เขตแดนไหนของกัมพูชาเพราะ ไม่อยากให้มีเรื่องราวซ้ำ กระทบพระวิหารและการพัฒนาประเทศ

ขณะที่ประชาชนกัมพูชาไม่ได้สนใจเท่าไหร่เวลาออกข่าวรัฐบาลก็เชื่อว่าชนะ เพราะ ชนะมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมื่อขึ้นศาลอีกก็คิดว่าชนะอีก ส่วนประชาชนไม่สนใจเท่าไหร่

นักข่าวโทรทัศน์กัมพูชาไปติดตามรายงานข่าวที่ศาลโลกหลายช่องโดยรายงานตอน 7 โมง กับตอนเย็น รายงานจากศาลโลก สรุปมา ว่าทนายไทย กัมพูชา พูดอะไร

จริงๆ ชาวกัมพูชา เห็นว่าเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องศาล เขาไม่คิดอะไร เขากลัวอย่างเดียว คือ กลัวสงคราม การตัดสินอย่างไร ศาลตัดสินแบบไหนประชาชนก็ไม่มีปัญหา

ประชาชนกัมพูชามองว่าศาลตัดสินสิ้นปีนี้และประชาชนมองว่าคดีพระวิหารเป็นเรื่องเก่า แรกๆ ฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหว แต่เมื่อศาลยังไม่ตัดสิน ก็ยังเงียบๆ อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวกัมพูชา ไม่ชอบความขัดแย้ง เพราะผ่านมาเยอะ ส่วนคดีปราสาทพระวิหาร มีรัฐบาลเป็นตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว

ชาวกัมพูชามองว่า ข่าวในไทยก็เรื่องของไทย เพราะ ประเทศไหนก็รักชาติ กัมพูชามีเสรีภาพในการเขียน แต่ถ้าทำให้เสียหายก็มีโทษเหมือนกัน อะไรที่ไม่แน่นอนก็ไม่เขียน เมื่อก่อนสื่อมวลชนเขียนเยอะมีอะไรเกิดขึ้นก็เขียน แต่เดี๋ยวนี้มีความรู้มากขึ้น มีความระมัดระวังเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเขียนข่าวเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารต้องระวัง เมื่อก่อนเขียนให้น้ำหนักเกี่ยวกับไทย แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ให้น้ำหนัก เพราะ มองว่า เป็นเรื่องของไทย

สำหรับผลการตัดสินของศาลโลกที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้นายซก กล่าวว่า เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายให้ศาลตีความ ฉะนั้น ศาลโลกจะตัดสินแบบไหน ประชาชนกัมพูชา ก็ยอมรับ

นายซก กล่าวว่า ประชาชน มองว่า การสู้รบมีแต่ความเสียหาย เวลามีสงคราม ด่านปิด ประชาชนลำบาก ไม่สามารถมาทำงาน หรือ ไม่สามารถติดต่อกันได้ เมื่อเรื่องถึงศาลโลกก็ให้ศาลตัดสิน ประชาชนไม่อยากได้สงคราม อยากได้ การค้าการทำงาน

อย่างไรก็ตาม กัมพูชามองว่า การสู้รบ 2-3 ปีก่อน เพราะ มีคนไทยกลุ่มหนึ่งทำเรื่องให้เกิดขึ้น แต่คิดว่า ประชาชนชาวไทย ทั่วไป ก็เหมือนประชาชนชาวกัมพูชา คือ ไม่มีใครอยากได้สงคราม เพราะสงคราม ไม่ทำให้เจริญ ลูกหลาน ก็ต้องมาเป็นทหาร ถ้าไม่มีสงคราม การไปมาหาสู่ทำได้ง่าย

ด้านนายประสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาเขาพระวิหาร คนภาคกลาง หรือ รัฐบาล อาจจะมองอย่างหนึ่ง แตกต่างจากคนชายแดน ขณะที่คนซึ่งอยู่ชายแดนมองอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่คนชายแดนเป็นห่วงคือ การกระทบกระทั่ง หรือปัญหาที่เกิดขึ้น คนชายเคยเห็นผู้อพยพชาวกัมพูชาอพยพเข้ามาประเทศไทยนับล้าน เห็นคนเวียดนามอพยมาล้มตายนับแสนคนทางทะเล ภาพเหล่านี้ ยังประทับในใจไม่ลืม ถ้าเกิดความขัดแย้ง คนชายแดนเสียหาย

เวลามีปัญหาสงครามปะชาชน จะได้รับความเดือดร้อนมาก เมื่อพูดเรื่องพระวิหาร เรื่องฝ่ายตุลาการก็ให้ฝ่ายตุลาการดำเนินการไป ทุกฝ่ายก็ต้องทำเพื่อประเทศตัวเอง ส่วนกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ขุดแผ่นดินหนีกันไปไม่ได้

ส่วนตัวเคยคุยกับรัฐมนตรีขาวสารกัมพูชาท่านยังบอกว่า ไทย-กัมพูชา น่าจะพัฒนาร่วมกัน เขาไม่ได้พูดเรื่องเขตแดน
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย-กัมพูชา มักจะได้ข่าวสารซีกเดียว ของตัวเอง ทางที่ดี คือ พยายาม อย่าเสนอความเห็นขัดแย้งเพราะจะเข้ากันไม่ได้ในอนาคต ไม่ว่าเขาจะพิพากษา อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ปัญหาตรงนี้ น่าจะตกลงกันด้วยดี มีทางออก หากตกลงกันไม่ได้ ก็ควรจะใช้พื้นที่นี้ร่วมกันไปเลย ขีดเส้น หาประโยชน์ร่วมกัน เป็นวิธีที่น่าจะดีที่สุด แต่ถ้าต่างฝ่าย ต่างคิดว่า จะเป็นเจ้าของ จะไม่สามารถรอมชอมกัน ได้

เราเป็นผู้นำอาเซียน ประเทศเล็กๆ อย่างเราในกลุ่มอาเซียน เป็นประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากร ถ้าเราขัดแย้งกันมากๆ วันหนึ่งประวัติศาสตร์ เหมือนสมัยก่อนอาจจะย้อนกลับมา คือสงคราม ประเทศมหาอำนาจอาจจะย้อนกลับมาอีกครั้งหนี่ง ปัญหาที่เกิดไม่ใช่คนในประเทศ ผมรายงานข่าวสงครามมานานมาก ไม่อยากเห็นความหายนะอีก ประชาชนสิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อเกิดสงคราม คนพิการชายแดนก็มากมาย คนเหล่านี้เหมือนเป็นกันชนที่ต้องกระทบกระเทือน
อะไรก็ตามที่คุยกันได้ เราน่าจะคุย ผมไม่อยากให้ขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน


เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2546 สถานทูตไทยในพนมเปญ ถูกเผา เพราะเรื่องการสื่อสารความไม่เข้าใจกัน ซึ่งเราต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา อยากให้มีความร่วมมือรักกัน หวังว่าปัญหาเขาพระวิหารน่าจะได้รับการแก้ไข ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะจากรัฐบาลนี้ หวังว่าจะได้รับการแก้ไขในวิถีทางที่ถูกต้อง ไม่อยากให้ปลุกระดม ซึ่งคนไทยก็มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่อยากให้รบกัน และกลุ่มที่อยากให้รบกันอย่างเดียว ก็อยากให้เบาๆ หน่อย