วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"อลงกรณ์" ทวิต ย้ำ ปชป.ต้องปฏิรูป 3โครงสร้างหลัก มั่นใจถ้ารื้อสำเร็จ ประเทศชาติได้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว (‏@alongkornpb) โดยชี้แจงกรณีนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ด้วยระบบไพรมารีหรือคอคัสว่า แม้จะศึกษาระบบไพรมารี่ของสหรัฐฯมาเป็นต้นคิดแต่ไม่ใช่ต้นแบบ เพราะเราได้ออกแบบระบบของเราเองตามแนวทางปฏิรูป "เปิดพรรคกว้าง สร้าง ส.ส.ของประชาชน" และการจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ จ.พระนครศรีอยุธยานั้น ก็เป็นการเพิ่มบทบาทของสาขาพรรค ส่วนกรอบการปฏิรูปประชาธิปัตย์นั้น จะเน้นอย่างน้อย 3 ปฏิรูป คือ 1.โครงสร้างและระบบ 2.การบริหารจัดการ และ 3.วัฒนธรรมองค์กรและบุคคลากร ซึ่งการปฏิรูปจะไม่ใช่มีแค่ระบบไพรมารีเท่านั้น แต่จะครอบคลุมทุกด้านรวมทั้งข้อเสนอของนายพิชัย และคนอื่นๆ โดยจะสรุปเป็นพิมพ์เขียวปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรควันที่ 13 พฤษภาคมนี้
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า ต้องขอขอบคุณความเห็นของนายพิชัย และกว่า 1 ปีที่ภาคกลางของพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำร่องการปฏิรูป เช่นการพัฒนาศักยภาพสาขาและสมาชิกพรรค โดยจัดโครงการฝึกอบรมทุกเดือนๆ ละ 2 ครั้ง มีการจัดตั้งโครงสร้างบริหารใหม่ตามยุทธศาสตร์ 4 ปี ได้จัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มจังหวัด 7 กลุ่ม และกระจายอำนาจการบริหารออกไป นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาการเมืองการบริหารพัฒนาบุคคลากรทางการเมืองของพรรค ขณะนี้ฝึกอบรมไปแล้ว 1,100 คน รวมถึงได้จัดตั้งโครงสร้างและระบบพื้นฐานในการดูแลประชาชน และการพัฒนาท้องถิ่นด้วยการขยายสาขาพรรคและเพิ่มศูนย์ประชาธิปัตย์ตำบล เกือบ 200 แห่งใน 26 จังหวัด และจัดงาน "ประชาธิปัตย์พบประชาชนภาคกลางสัญจร-ออกแบบประเทศไทยออกแบบจังหวัด" ตามนโยบายของหัวหน้าพรรคทุกเดือนจัดมาแล้ว 10 จังหวัด ทั้งนี้ ภาคกลางได้บริหารงานเชิงกลยุทธ์โดยมีเป้าหมาย และเน้นผลลัพธ์เป็นตัวชี้วัด โดยใช้ 5 กลยุทธ์ขับเคลื่อน คือ "ติดอาวุธความคิด-ใกล้ชิดมวลชน-เปิดพรรคกว้าง-สร้างเครือข่าย-ขยายฐานพรรค" การนำร่องปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ภาคกลางนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค ถึงเวลาแล้วที่จะขยายผลไปทุกภาคทั่วประเทศ


“การนำร่องปฏิรูปประชาธิปัตย์ภาคกลาง ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จหรือไร้ปัญหาทุกโครงการแต่เมื่อเกิดปัญหาหรือจุดอ่อนก็ปรับปรุงแก้ไขด้วยวิธีบริหารจัดการระบบใหม่ ซึ่งการปฏิรูปพรรคต้องปฏิรูปแบบองค์รวมคือปรับปรุงพัฒนาทุกๆ ด้านพร้อมๆ กันและต้องทำอย่างต่อเนื่องหยุดพักไม่ได้ เราไม่ใช่รถที่จะจอดแล้วจึงซ่อม และถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิรูปแบบองค์รวมสำเร็จก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะจะมีพรรคการเมืองที่พร้อมเป็นรัฐบาล และฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพยึดมั่นประชาธิปไตย การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ จะส่งผลให้ระบบ 2 พรรคใหญ่คือประชาธิปัตย์และเพื่อไทย พัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองและแข่งขันเชิงคุณภาพอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าวทิ้งทาย