วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

'สุวัจน์'ถ่อมตัวปัดนั่งเก้าอี้นายกฯ


'สุวัจน์' เชื่อ กู้ 2.2 ล้านล้าน ส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมย้ำแก้ รธน.ควรเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ถ่อมตัวไม่รับเก้าอี้นายกฯ ตามมารยาทต้องมาจากพรรคใหญ่
7 พ.ค. 56 ที่หอประชุมอนุสรณ์ 70 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีรัฐบาลกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานมอบดอกไม้ยินดีแก่บัณฑิต ผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2554-2555 ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาว่า เนื้อหาใจความสำคัญของการกู้เงินครั้งนี้ คือการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามรถทางด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยลดต้นทุนของการดำรงชีวิต หรือการดำรงธุรกิจ เช่นการมีรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางสั้นลง เกิดการพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งการค้าที่ส่งเสริมในการะพัฒนาเศรษฐกิจ ที่สำคัญยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างประเทศ สนใจหันมาลงทุน มีเงินหมุนเวียนในประเทศ รวมทั้งโครงการต่างๆ ที่เรายังเชื่อมั่นว่าในภาพรวมถือเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ทันสมัย ความเป็นสากล มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซี่ยน และสอดคล้องกับการแข่งขันในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นเรื่องที่สภา ฯ ต้องพิจารณารับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้าน และรัฐบาล ที่ทุกคนนั้นมีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความห่วงใยว่าโครงการอภิมหาโปรเจ็กต์นี้ จะมีความโปร่งใส ชอบธรรม เป็นไปตามกระบวนการมากน้อยเพียงไร ดังนั้นฝ่ายบริหารคือรัฐบาลต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เกิดความรอบคอบ ทำสิ่งที่มุ่งหวังให้เต็มความสามารถ ใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่า

นายสุวัจน์ กล่าวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระแสการวิพากษ์วิจารณ์กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง ว่า สำหรับเรื่องนี้หากทุกฝ่ายต่างหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล มีข้อเสนอแนะ เห็นด้วยหรือไม่ ในกรณีใดต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล สิ่งสำคัญควรสร้างบรรยากาศของทั้งสองความเห็นนี้ให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยร่วมกันรักษากติกา ยึดถือกฎหมาย ขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ ต้องใช้เวลา ความรอบคอบในการพิจารณา ใช้ความชอบธรรมในการพิจารณาให้เกิดความยอมรับจากทุกฝ่าย เพราะบ้านเมืองทุกวันนี้เราต้องพยายามให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น ดังนั้นควรตระหนักสำนึกถึงปัญหา และผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง หากสามารถปฏิบัติได้อย่างที่กล่าวมาเชื่อว่าน่าจะได้คำตอบที่ดีสำหรับทุกคนในประเทศ และสามารถเดินหน้าสู่ความเจริญต่อไปได้

"สำหรับกรณีนิรโทษกรรม นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ควรอยู่ในหลักเกณฑ์ และอยู่บนกรอบของกติกา ดำเนินการให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย รัฐบาลได้นั้นปฏิบัติหน้าที่กันมาร่วมครึ่งเทอม จากนี้ต่อไปถือเป็นการเร่งเครื่องในการทำงานเพื่อสนองความต้องการของพี่น้อง ประชาชน เพื่อครองใจสามารถอยู่รอดถึงสมัยต่อไป คงจะเกิดสีสันทางการเมืองมากมาย แต่ไม่น่าเกิดปัญหาอุปสรรคใดที่รุนแรงมากนัก ตราบใดที่เราช่วยกันรักษากติกาบ้านเมือง"

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า การเมืองไทยทุกวันนี้ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเมืองเชิงนโยบาย โดยมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค แบ่งเป็น 2 ขั้ว พรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กเริ่มมีบทบาทน้อยลง ฉะนั้นความน่าเชื่อถือในพรรคการเมืองใหญ่มีมากกว่า เพราะพรรคใหญ่มีความน่าเชื่อถือที่จะสามารถปฏิบัติตามนโยบายให้สำเร็จได้ ถือเป็นสิ่งที่ดีในการพัฒนาการเมืองอีกก้าวหนึ่ง ที่ความเสถียรภาพทางการเมืองประเทศไทยเริ่มชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรม ดังนั้นพรรคการเมืองขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยเฉพาะพรรคชาติพัฒนา ถือเป็นพรรคขนาดกลาง ต้องมีความตื่นตัวในการปรับนโยบายที่เน้นนโยบายประโยชน์ในท้องถิ่นของตนเอง โดยสอดคล้อง และสนับสนุนนโยบายจากพรรคใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง

"สำหรับกระแสคำถามของชาวโคราช ว่าจะมีความเป็นไปได้ หรือไม่ว่าจะมีนายกรัฐมนตรี เป็นชาวโคราช ผมมีความเห็นว่า โดยตามครรลอง กติกามารยาท ผู้นำประเทศ หรือนายกรัฐมนตรีต้องมาจากผู้นำที่เหมาะสมจากพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งผมไม่ได้ยึดถือหรือวิตกกังวลแต่อย่างใด