จากวันที่ 30 กันยายน 2554 อันเป็นวันที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ มาจนถึงวันนี้ 30 พฤษภาคม 2556 นั้นช่วงเวลา 1 ปี 8 เดือนอาจจะไม่ยาวนานนักสำหรับการปฏิบัติราชการทั่วไป แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ขมขื่นปวดร้าวอย่างเอกอุสำหรับผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมความจริงของการย้ายคราวนั้นเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ เลขาธิการถวิล โดยตรง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ตำแหน่งนี้ว่างลงคนไม่มีอะไรผิด ผิดที่เก้าอี้ที่นั่งอยู่เป็นที่ปรารถนาของผู้อื่นเพราะเรื่องราวรายนี้มันพัวพันไปถึงตำแหน่งอื่นๆอีกนั่นคือตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องจัดการให้ว่างเพื่อรองรับคนที่เหมาะสมในสายตาของรัฐบาล
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นคือ พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รู้ตัวว่าไม่สามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้แน่นอนก็เลยมีการต่อรองโดยยอม เปลี่ยนสี โอนมาเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งก็มิได้ว่างอย่างเป็นทางการ จึงมีรายการย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ออกไปดังกล่าว
ด้วยความเป็นข้าราชการที่มีเกียรติยศศักดิ์ศรี เลขาถวิล ได้ใช้วิธีการร้องทุกข์ไปตามระบบระเบียบของทางราชการ โดยเริ่มจากการร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. หรือ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (แต่ชื่อ)
แต่ผลที่ออกมาปรากฏว่ามีการพลิกแพลงเล่นกลอย่างน่าละอาย ถ้าจะจำกันได้ที่นี่เคยเสนอเรื่องราวดังกล่าวมาแล้ว พร้อมกับเลิกคบค้ากับ ก.พ.ค.มาตั้งแต่บัดนั้น
ถึงแม้ว่าจะถูกกระทำซ้ำสองถึงขนาดนั้น เลขาถวิล ก็มิได้ย่อท้อเสียกำลังใจ ยังหันไปหาที่พึ่งตามกระบวนการคือการยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครอง
บัดนี้มีคำพิพากษาของศาลปกครองกลางออกมาแล้วว่า ให้เพิกถอนคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ย้ายนายถวิลในคราวนั้น ซึ่งโดยทางกฎหมายถือว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี ยังคงดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาตลอดจนถึงทุกวันนี้
ใครที่นั่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติจากตอนนั้นถึงตอนนี้ล้วนไม่ใช่ของจริง
นอกจากนั้นศาลปกครองกลางยังได้ เพิกถอนมติ ของ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (แต่ชื่อ) ที่ ยกคำร้องทุกข์ ด้วย เพราะศาลเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล...งามหน้าไหมล่ะ
มาถึงตอนนี้ก็อยู่ที่การดำเนินการต่อไปของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคือ นายกรัฐมนตรี ที่มีอยู่ 2 ทางเลือกคือการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาโดยเร็วหรืออีกทางหนึ่งคือการยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด ภายใน 30 วัน
แต่การกระทำในประการหลังนั้นจะแสดงให้เห็นถึงความโลเลไม่มีมาตรฐานของรัฐบาล เพราะเพิ่งมีมติ ครม. เมื่อไม่นานมานี้ที่ไม่อุทธรณ์คดีของ นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ที่ศาลปกครองกลางพิพากษาให้คืนตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว
ก็รอดูว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ จะตัดสินใจเลือกทางเดินอย่างไร จะแสดงออกถึงความเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินที่ยึดหลักคุณธรรมหรือจะทำอะไรตาม อำเภอใจโดยใช้เหตุผลของบริวารฝ่ายกฎหมายเสกสรรปั้นแต่งมาให้
เรื่องเหล่านี้ยังมีประเด็นที่ต้องเอ่ยถึงอีกมากมายโปรดติดตามเป็นระยะ.
“ซี.12” ขอบคูณ นสพ.ไทยรัฐ