สัมภาษณ์พิเศษ โดย พนัสชัย คงศิริขันต์ / ปิยะ สารสุวรรณ
"...หลังน้ำท่วมปี 2554มาการเสริมสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายทหารของท่านนายกฯทำมาด้วยดีตลอด แต่วันนี้สานต่อให้เข้มข้นมากขึ้นผ่านตำแหน่งความเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม..."หมายเหตุ–นายสุรชาติบำรุงสุข รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ทางทหาร ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการตั้งโจทย์ใหญ่ต่อภารกิจหลักที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังมีการปรับ “คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์5”
@ การจัดวางตำแหน่งให้นายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกสะท้อนอะไร
การที่มีผู้หญิงนั่งเป็นประธานสภากลาโหม แต่ผมคิดว่าเมื่อโผนี้ปรากฏในสื่อแล้วเกิดขึ้นจริง ผมเชื่อว่าเป็นความน่าตื่นเต้น ด้านหนึ่ง วันนี้เราอาจจะต้องยอมรับว่า นอกจากการเมืองไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิง เราก็เริ่มจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหญิง ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราคิดในมุมที่ดี ต้องยอมรับวันนี้เท่ากับกองทัพไทยเปิดใจกว้างขึ้น ยอมรับที่จะเห็นผู้หญิงมานั่งเป็นประธานการประชุมสภากลาโหมได้ อันนี้ในด้านหนึ่งผมคิดว่า ต้องให้เครดิตกับการเมืองไทย และกองทัพไทย
ต้องยอมรับว่าผมใช้เส้นเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นตัวแบ่งเวลา เพราะว่าเมื่อตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 และรับมอบอำนาจเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 จนถึงก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เป็นภาวะที่ต่างฝ่ายต่างยังไม่รู้จักกัน แต่ภาวะน้ำท่วมมันบีบให้ 2 คน (น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หรือผบ.ทบ.) ต้องไปยืนอยู่ด้วยกันบนรถทหาร ผมคิดว่าส่วนสำคัญรัฐบาลยอมรับเหมือนกันว่า เมื่อประเทศประสบภัยพิบัติทรัพยากรที่จะใช้ช่วยเหลือประชาชน หรือเครื่องไม้เครื่องมืออยู่กับทหาร และวันนี้กองทัพทั่วโลกก็มีบทบาทคล้ายๆอย่างนี้ ไม่ต่างจากที่กองทัพไทยทำเมื่อปี 2554 และขณะเดียวกันจากอาการที่เราเห็นในภาพสื่อต่างๆ มองเห็นว่าน้ำท่วมเป็นเหมือนตัวเชื่อม ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับ ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผบ.ทบ. เพราะฉะนั้นในมุมอย่างนี้ผมคิดว่าวันนี้จะโดยอะไรก็แล้วแต่ นายกรัฐมนตรีกลายเป็นคนที่สามารถพูดคุยกับผบ.เหล่าทัพได้ อาจจะตั้งแต่ช่วงทำงานร่วมกันในช่วงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม และได้มีโอกาสพบกันเป็นระยะ อันนี้ต้องถือว่าเป็นบทบาทในด้านบวกของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในปัจจุบัน
@ มีเสียงวิจารณ์ว่าการเข้ามาดูกระทรวงกลาโหมโดยตรงของนายกฯ เพื่อมาล้วงโผทหาร
ทฤษฎีที่ว่าการมาคราวนี้จะทำให้สัดส่วนของเสียงโหวต ในการลงเสียงใน พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม การตั้งนายทหารในกระทรวงกลาโหมเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าอาจจะไม่ค่อยเป็นจริงมากนัก เพียงแต่ก็น่าสนใจว่าการมาครั้งนี้โดยตัวของนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเข้ามารับเอง มีความคาดหวังอะไร แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่า เราเห็นปัญหาในอีกมุมหนึ่ง ว่า วันนี้ถ้าถามจริงๆ ผมคิดว่าการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในบริบทการเมืองไทย งานด้านกิจการทหารไทยนั้น ถูกท้าท้ายจากปัญหาอย่างน้อย 10 เรื่อง ถ้าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
เรื่องที่ 1 วันนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก บทบาทของรัฐมหาอำนาจภายนอกเปลี่ยนแปลง อย่างที่เราใช้ภาษาทางวิชาการว่า เกิดการเปลี่ยนภูมิทัศน์ในภูมิภาค คำถามคือว่าถ้าความเปลี่ยนแปลงในบริบทที่เราเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นแล้ว กองทัพไทยจะวางบทบาทอย่างไร ผมคิดว่ากระทรวงกลาโหมต้องเป็นตัวนำที่จะผลักดันที่จะคิดตอบ
เรื่องที่2 เมื่อเราเป็นประชาคมอาเซียน ที่เราชอบพูดกันซึ่งในเรื่องเงื่อนของเวลาจะเกิดขึ้นวันที่ 1 มกราคม 2559 งานด้านการทหารของประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ และขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมและกองทัพ จะดำรงบทบาทในลักษณะใด ภายใต้กรอบของความเป็นประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น
เรื่องที่3 กองทัพจะปรับเปลี่ยนอย่างไรกับสถานการณ์ทางการเมืองภายใน ผมคิดว่าโจทย์ชุดนี้เป็นโจทย์ใหญ่อีกชุดหนึ่ง ซึ่งท้าทายว่าวันนี้ถ้าเราเชื่อว่าบริบทของการเมืองไทย อยู่ในกระแสของการสร้างประชาธิปไตย คำถามสำคัญที่ต้องได้รับการผลักดันก็คือ กองทัพจะดำรงบทบาทและภารกิจอย่างไรให้สอดรับกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของการเมืองภายในบ้าน
เรื่องที่4ถ้าวันนี้ต้องการสร้างการบริหารจัดการที่ดีและเกิดการเพิ่มประสิทธิภาพกับการบริหารกองทัพกระทรวงกลาโหมจะผลักดันมิติการคิดทางด้านนี้อย่างไรและจะนำไปสู่การปฏิรูปกองทัพในอนาคตหรือไม่ ถ้าตัดสินใจที่จะสร้างกระบวนการเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปกองทัพ กระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงที่สำคัญ เพราะมีส่วนในการผลักดันโดยตรง และอาจจะเป็นองค์กรนำ
เรื่องที่ 5 ความมั่นคงในปัจจุบันของไทย ประสบปัญหาอย่างมาก กรณีของการสูญเสียที่เกิดอย่างต่อเนื่องในสงความก่อความไม่สงบในภาคใต้ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนใหม่จะผลักดันการสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ นโยบายใหม่ หรือแนวคิดใหม่ กับการต่อสู้กับปัญหาความรุนแรงในภาคใต้อย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดมากกว่าเป็นเรื่องของผู้บัญชาการ(ผบ.)เหล่าทัพอย่างที่เรามักคิดกัน
เรื่องที่6 กองทัพจะมีส่วนในการเสริมสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไรหรือไม่และหากเกิดความขัดแย้งขึ้นมาในอนาคตบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของไทยจะเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังหรือไม่ใช้กำลังอย่างไรในอนาคต
เรื่องที่ 7 กองทัพจะมีบทบาทอย่างไรกับการสนับสนุนบทบาทของพลเรือน เมื่อประเทศประสบภัยวิกฤติขนาดใหญ่ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งบทบาทในส่วนนี้ในปัจจุบันเป็นหนึ่งในภารกิจของกองทัพในหลายๆ ประเทศของโลก
เรื่องที่8 รัฐมนตรีจะวางบทบาทการตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายทหารให้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาอย่างไร อันนี้ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราไม่ค่อยจะนึกถึงกันเท่าไร เราจะมองนโยบายว่าเมื่อแถลงแล้วก็จบกัน แต่ถ้าเราคิดว่าในอนาคต ระบบกระบวนการตรงนี้ถูกกำกับไว้โดยรัฐสภา นั่นหมายความว่า รัฐมนตรีต้องมีส่วนในการตรวจสอบ
เรื่องที่ 9 รัฐมนตรีจะต้องผลักดันให้เกิดการพัฒนากองทัพเพื่อสร้างประสิทธิภาพและความทันสมัยทางทหารให้แก่กองทัพไทยอย่างไรโดยการผลักดันนี้ก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับเงื่อนไขและยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคต
เรื่องที่10รัฐบาลจะสร้างหรือผลักดันให้เกิดความเป็นกองทัพอาชีพธรรมาภิบาลทหาร และความโปร่งใสในกิจการทหารเพื่อให้กองทัพไทยอยู่ในระบบมาตรฐานสากลได้อย่างไร ผมคิดว่าถ้าคิดถึงบทบาทของรัฐมนตรีใหม่ วันนี้มีคำถามที่น่าสนใจและรอรัฐมนตรีใหม่อย่างมาก
@ ภารกิจ 10 ข้อ ถือว่าเป็นเรื่องหนักของน.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่
เป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่ใช่เรื่องของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเดียวแล้ว โจทย์ 10 ข้อ คือ โจทย์ของรัฐบาล เพราะโจทย์ 10 ข้อ ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง มันคิดการกำหนดยุทธศาสตร์ทหารของประเทศไทย เป็นแต่เพียง 10 ข้อ คำว่ายุทธศาสตร์ทหาร มันกินความเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่เพราะมันกินรวมถึงบทบาทด้านการเมือง และสังคมของทหาร ไม่เช่นนั้นเมื่อเราพูดถึงยุทธศาสตร์ทหารเรามักจะคิดว่าเอาทหารไปรบอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เมื่อโจทย์เปลี่ยน เพราะความเป็นประชาคม มันจึงไม่ใช่โจทย์ของสงคราม โจทย์ของการรบ เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไรที่รัฐบาลไทยในภาพรวม โดยกระทรวงกลาโหม ต้องผลักดันและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุดใหม่
@ ในต่างประเทศมีผู้หญิงเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมากน้อยแค่ไหน
ผมเชื่อว่าหลายประเทศในปัจจุบันมีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้หญิงเยอะเนื่องจากในต่างประเทศมันมีการตัดขั้นตอนอยู่พอสมควรส่วนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการก็คงคล้ายๆเรามีสำนักงานปลักกระทรวง หรือระบบของสหรัฐอเมริกาก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นของไทย ก็มีส่วนคล้ายเพียงแต่ผมเห็นว่าสิ่งที่ต้องนั่งตามดู คือ ใครคือทีมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในกระทรวงกลาโหม ใครที่จะเข้ามาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ถ้าสมมุติไม่มีการตั้งเลขานุการรัฐมนตรีที่ชัดเจน ไม่มีการสร้างทีมเพื่อผลักดัน ในที่นี้คือยุทธศาสตร์ 10 ข้อ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น มันก็คงไม่เกิดอะไร แต่ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะมีทีม มีกระบวนการคิด ที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ 10 ข้อ เพราะนี่คือโจทย์ที่รอประเทศไทยและรอกองทัพไทยในอนาคต เนื่องจากวันนี้ต้องยอมรับว่าเมื่อเป็นประชาคมอาเซียน โจทย์ความมั่นคงไทยจะเปลี่ยนหมด เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ โจทย์ 10 ข้อ จะเป็นโจทย์ใหญ่ของการวางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย และเป็นการวางยุทธศาสตร์ใหญ่ของทหาร และของกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหมไทย
@ น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้ามานั่งรัฐมนตรีว่าการถ้าไม่ได้เป็นการเข้ามาแทรกแซง แต่การเพิ่มพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมมีนัยยะอะไร
วันนี้ผมคิดว่าพล.อ.ยุทธศักดิ์ ก็เป็นคนที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับกองทัพพอสมควร จะตีความว่าพล.อ.ยุทธศักดิ์อยู่ฝ่ายการเมืองทั้งหมดคงไม่ใช่ แต่พล.อ.ยุทธศักดิ์อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมความสัมพันธ์กับกระทรวงกลาโหมกับกองทัพ และอีกส่วนหนึ่งผมคิดว่าโดยตัวนายกรัฐมนตรีเอง ความสัมพันธ์ตั้งแต่หลังน้ำท่วม ผมคิดว่าน้ำท่วมกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความกระชับความสัมพันธ์อยู่พอสมควรระหว่างนายกรัฐมนตรีกับพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชาผู้บัญชาการทหารบกเพราะฉะนั้นในมุมอย่างนี้ ในทฤษฎีที่มาเพื่อต้องการล้วงโผ มาจัดโผ มาเพื่อการทำโผ ผมคิดว่าไม่ใช่ของจริงสักเท่าไร เพราะโผทหารไม่เคยถูกทำโดยรัฐบาลพลเรือน
@ ที่ผ่านมาพล.อ.ยุทธศักดิ์ถูกกองทัพมองว่าเป็นเพียงตรายาง
วันนี้เราเห็นความแปลกก็คืออดีตรัฐมนตรีว่าการหวนกลับมาเป็นรัฐมนตรีช่วยซึ่งปกติแล้วในทางการเมืองเราจะไม่ค่อยเห็นเท่าไร ก็น่าสนใจว่า เมื่อรัฐมนตรีตัดสินใจยอมมาเป็นรัฐมนตรีช่วยแล้ว บทบาทคืออะไร บทบาทจะมีเพียงแค่เป็นตัวเชื่อมกับกองทัพแทนนายกรัฐมนตรีในบางเรื่องหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมพยายามถาม คือว่าตกลงในอนาคตทีมของรัฐมนตรีใหม่ คิดอะไร และวางอนาคตของกระทรวงกลาโหมและอนาคตของกองทัพไทยจะเดินไปอย่างไร ส่วนโจทย์การเมืองเรื่องโผทหาร ผมคิดว่าพวกนี้เป็นโจทย์เล็กหมด เพราะมันไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่คำตอบทั้งหมดคือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงในบ้านหลายๆอย่างที่เกิด ซึ่งการตอบคำถามนี้ก็คือการวางตำแหน่งของประเทศไทยในทางทหารหลังประชาคมอาเซียน
@ จะมองมุมกลับได้หรือไม่ว่าการที่นายกรัฐมนตรีเข้ามาควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับกองทัพ
ถ้าพูดถึงเรื่องอำนาจการต่อรองตอบกลับไปอย่างเดียวกันกับเรื่องโผการตั้งแต่งโยกย้ายพลเรือนกับทหาร ต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาที่เราชอบพูดว่าเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง ผมว่าไม่ได้ไกลเกินกว่าการทำโผ ซึ่งถ้าเทียบกับโจทย์ 10 ข้อ ที่กล่าวมาข้างต้น เรื่องโผไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเอาเข้าจริงๆ ถามว่ามีรัฐบาลพลเรือนชุดใดทำได้จริง และทำไม่ได้เท่าไร
@ ในอนาคตฝ่ายการเมืองจะเข้ามาล้วงโผทหารได้หรือไม่
ผมคิดว่าการล้วงโผ มันไม่ใช่การล้วงแบบที่มันชอบพูดกัน อยู่ๆ ฉันจะไปเปลี่ยนอย่างไรก็ได้ เพราะเข้าจริงๆ ไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น ผมคิดว่าหลายเรื่องมันขึ้นอยู่กับท่าที และก็การพูดคุยระหว่างฝ่ายการเมืองกับผู้นำทหาร เพราะว่าเวลาเราใช้สำนวนว่า ล้วงโผ มันเหมือนกับว่าเอาโผทหารมาแล้วฉันก็เปลี่ยน ซึ่งจริงๆผมไม่เชื่อ เพราะไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น
@ หากการแต่งตั้งโยกย้ายที่กำลังจะมีขึ้นฝ่ายการเมืองไม่ได้เข้าไปแทรกแซงใดๆจะซื้อใจกองทัพได้มากน้อยแค่ไหน
คำถามนี้ตอบง่ายรัฐบาลนี้ขึ้นมาสู่อำนาจตั้งแต่หลังเลือกตั้งแต่รับมอบอำนาจเมื่อเดือนสิงหาคม2554จนถึงปัจจุบันมีการโยกย้ายทั้งหมดที่ผ่านมา ถามว่ารัฐบาลสามารถเข้าไปล้วงโผได้จริงหรือไม่ ซึ่งจริงๆ รัฐบาลไม่ได้ไปล้วงไม่ได้ไปแตะ ผมจึงเชื่อว่าโผเป็นเรื่องของฝ่ายทหารเป็นหลัก และเป็นเรื่องที่รัฐบาลพลเรือนก็รู้อยู่แก่ใจว่า ในสถานการณ์การเมืองที่เราเห็นๆกันอยู่ รัฐบาลจะไม่เข้าไปสร้างปัญหาให้กับตนเอง
@ แต่ตามกฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในการแต่งตั้งนายทหารได้
ถ้าสมมุติว่าวันนี้นายกรัฐมนตรีน.ส.ยิ่งลักษณ์ นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมนั่งรอดูอีกเรื่องหนึ่งคือ จะมี ส.ส.ที่ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ในอนาคต เพราะวันนี้ 4 คน ที่เราพูดจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทุกคนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมบนการเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งหมด คำถามผมเมื่อไรที่จะมี ส.ส.ที่จาการเลือกตั้งและไม่ต้องมียศทหารมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมว่าเมื่อนั้นจะเป็นสัญญาณ แต่ไม่ใช่จุดชี้ขาดว่าทหารจะเป็นทหารอาชีพ แต่อย่างน้อยเป็นจุดที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง เพราะจากที่ผ่านมาผมเห็นว่าเป็นความเคยชินทางวัฒนธรรม ความเคยชินเราเริ่มขึ้นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องเป็นทหาร ต้องมียศ พล.อ. ถ้าไม่มีปัจจัย 2 ประการนี้ เรารู้สึกว่าเราไม่คุ้น
เพราะฉะนั้น วันนี้วิธีที่จะเปลี่ยนการที่จะเอานายกรัฐมนตรีมานั่งควบ แต่วันหนึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีส.ส.ที่ไม่ใช่ทหาร และไม่มียศพล.อ. มานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เหมือนในหลายประเทศ วันนี้ประเทศไทยใช้โมเดลเดียว ผมคิดว่าโมเดลของนายกฯยิ่งลักษณ์ และโมเดลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ไม่ต่างกัน จึงหวังว่านายกรัฐมนตรีจะมีส่วนที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายทหาร
@ การเป็นส.ส.อย่างเดียวจะมีบารมีในการควบคุมกองทัพอยู่หรือไม่
ต้องคิดว่าเมื่อโจทย์ของการเมืองเปลี่ยนมันไม่ใช่โจทย์ว่าต้องมีบารมีในกองทัพเพราะในต่างประเทศคนที่ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก็ไม่มีสิ่งที่เราเรียกเป็นภาษาไทยว่าบารมีในกองทัพ เนื่องจาการเมืองมันเลยโจทย์แบบไทยไปแล้ว แต่โจทย์แบบไทย เชื่อว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องมีสิ่งที่ภาษาไทยเรียกว่า บารมีในทางทหาร แต่ถ้าเราเชื่อว่าวันหนึ่งจะไปไกลกว่านี้ ซึ่งผมเชื่อว่าโจทย์นี้เป็นโจทย์ระยะไกล จนถึงการเมืองไทยที่มีเสถียรภาพพอ มันขึ้นอยู่กับว่าพรรคไหนชนะก็ตั้งคนที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการเพื่อให้กระทรวงนี้ดำเนินไปได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารถ้าคิดแบบต่างประเทศเพราะมิติของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคือการบริหารจัดการงานกระทรวงเป็นหลัก เพราะเราไม่สามารถเอารัฐมนตรีไปเป็นแม่ทัพ ไม่ใช่ แต่ผมเชื่อว่าโจทย์แบบนี้เป็นโจทย์ระยะยาว
@การเข้ามาของนายกรัฐมนตรีเพื่อไม่ต้องการให้กองทัพเป็นรัฐอิสระหรือไม่
ถ้ามองณวันนี้ การเข้ามาของนายกฯยิ่งลักษณ์มาเพื่อสานสัมพันธ์กับผู้นำทหาร เพื่อเสริมสร้าง ผมเชื่อว่า ตั้งแต่หลังน้ำท่วมมาการเสริมสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายทหารของท่านนายกฯทำมาด้วยดีตลอด แต่วันนี้สานต่อให้เข้มข้นมากขึ้นผ่านตำแหน่งควบความเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
@ กำลังบอกว่ารัฐบาลประนีประนอมกับกองทัพ
ไม่อยากใช้คำว่าประนีประนอม เพราะอาจทำให้คนส่วนหนึ่งมองว่ารัฐบาลนี้ยอมทหารทั้งหมด แต่เป็นการสานสัมพันธ์เพื่อให้เห็นมิติว่ารัฐบาลกำลังวางน้ำหนักรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับผู้นำทหาร จะทำให้กองทัพไม่เป็นอุปสรรคทางการเมือง
@ สถานการณ์ขณะนี้กองทัพยังหวาดระแวงรัฐบาลอยู่หรือไม่
ความหวาดระแวงเป็นเรื่องปกติผมคิดว่าความหวาดระแวงการมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกิดตลอดเวลาถึงแม้เอาทหารมาเป็นแต่เป็นทหารไม่คุ้นก็เกิดความหวาดระแวงก็มีไม่ต่างกัน
@ อาจจะมองอีกทางหนึ่งการที่นายกฯลงควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเองเพื่อต้องการตัดความหวาดระแวงที่มีต่อกัน
อาจจะช่วยลดความหวาดระแวงใช้สถานะความเป็นนายกฯทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นและกระชับมากขึ้น
@ แม้ผบ.ทบ.จะเกษียณอายุราชการในปี 2557 แต่คนที่จะมาสืบทอดอำนาจต่อจากผบ.ทบ.ก็ต้องมาจากคนที่กองทัพเสนอ
เราคุยที่ กรกฎาคม 2556 กว่าจะถึงผบ.ทบ.ปัจจุบันจะเกษียณก็ปาไปกันยายน 2557 เพราะการเมืองไทยจะกรกฎาคม 2556 จนถึงกันยายน 2557 ยังผ่านอะไรอีกเยอะ สำคัญต้องผ่านการโยกย้ายทหารในเดือนกันยายน 2556 ก่อน ดังนั้น บททดสอบความท้าทายทั้งหมดยังรออยู่
@ ภาพที่นายกฯเป็นน้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะมีผลต่อความสัมพันธ์ของเหล่าทัพหรือไม่
ความสัมพันธ์นายกฯกับผบ.ทบ.ผมเชื่อว่าอยู่ในระดับดีพอสมควรผมเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความหวาดระแวงกับฝ่ายทหาร
@ ในอนาคตจะพัฒนาไปถึงขั้นทำให้ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายพลเรือนเข้ามาบริหารจัดการกระทรวงกลาโหมได้เต็มที่หรือไม่
พวกนี้เป็นโจทย์ระยะยาวเพราะว่าหลังจากยุคนายกฯชวนเราไม่เคยคิดว่าจะมีรัฐบาลไหนมีพลเรือนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผ่านนายกฯสมัคร ไปไม่เคยคิดว่าการเมืองไทย ก่อนโผทหารออก1อาทิตย์ ถ้ามีคนมาบอกในวงสื่อ ว่านายกฯควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเชื่อไหม ผมว่าเราไม่ค่อยเชื่อ เราไม่เคยคิดโมเดลจะถอยกลับ หลังจากนี้ถ้าการเมืองไทยคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังต้องสร้างระบบรองรับ ถึงวันหนึ่งก็จะเดินเหมือนโมเดลในต่างประเทศที่จะมีพลเรือนมาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการงานด้านทหาร โดยเฉพาะเน้นการบริหารจัดการในมิติทรัพยากร เป็นต้น
@ ตอนนี้รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณ จะทำอย่างไรให้รัฐมนตรีเข้าไปกำหนดนโยบายกองทัพได้โดยตรง
เราไม่เคยตั้งโจทย์กับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไม่ใช่แค่กระทรวงกลาโหมในระบบการเมืองไทยเราไม่เคยตั้งคำถามเมื่อมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงจะควบคุมทิศทางในกระทรวงเป็นไปตามแนวทางที่แถลงไว้ในรัฐสภา แต่ผมคิดว่าการเมืองสมัยใหม่ โยงสิ่งที่พูดก่อนรับตำแหน่งพอสมควร เรื่องงบประมาณแค่บางส่วน แต่การดำเนินงานในกระทรวงรัฐมนตรี เจ้ากระทรวงจะทำอย่างไรให้องค์กรเหล่านี้ผลักดันงานตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ซึ่งเราพูดเรื่องนี้ไว้น้อย ไม่เคยตั้งโจทย์ถาม เมื่อเปรียบเทียบคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา มันตรงกันไหม
@ การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาจากฝ่ายพลเรือนจะสรุปได้หรือไม่ว่าการเมืองไทยเริ่มมีเสถียรภาพ
ผมเห็นด้วย สัญญาณที่นายกฯมาเป็นตำแหน่งควบที่กระทรวงกลาโหม สะท้อนว่ารัฐบาลกับกองทัพเป็นไปด้วยดี เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับทหารด้วยดี ก็ตอบโจทย์ว่าเสถียรภาพการเมืองไทยดีขึ้น ซึงทำให้เรามีความหวังว่าปัญหาความขัดแย้งกองทัพและรัฐบาลจะถูกแก้ไขโดยที่ไม่ใช้กำลังอาวุธ ผมเชื่อว่าถ้าเราถือว่าการมารับตำแหน่งของนายกฯ ทหารไม่ได้ตะขิดตะขวงใจต่อการมีผู้หญิงนั่งประธานสภากลาโหม แต่ถ้าคิดด้านบวก ทหารได้นายกฯมาเป็นประธานสภากลาโหม เพราะในอดีตถ้าย้อนไปนายกฯที่เป็นรัฐบาลทหารเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นจอมพล ป. พิบูลสงคราม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มันดีแง่ทำให้การเชื่อมต่อตัวรัฐบาลและกองทัพ มีสายตรงต่อถึงนายกฯเลย และสามารถพูดเรื่องบางเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐบาลได้ในสภากลาโหม ผมสนใจว่าถ้าทำอย่างนี้ได้ก็เป็นบทบาทเชิงบวก