โครงการต่างๆ มีค่าใช้จ่ายเพื่อการจ้างที่ปรึกษาเป็นจำนวนมาก เมื่อทำการศึกษาเสร็จแล้ว ต้องนำผลการศึกษามาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
หมายเหตุ : คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... สภาผู้แทนราษฎร ที่มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้จัดรายงานการพิจารณาของคณะ กมธ. พร้อมกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.ข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.
1.1 การดำเนินโครงการตามร่าง พ.ร.บ.ต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่าและประหยัด โดยจะต้องมีกระบวนการติดตามการใช้เงินและการประเมินผลการดำเนินงาน รวมถึงประโยชน์ตอบแทนจากโครงการอย่างเคร่งครัด
1.2 หน่วยงานเจ้าของโครงการควรเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ เช่น กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน การรื้อย้ายสาธารณูปโภค รวมทั้งต้องเตรียมการเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงที่จะได้รับจากโครงการ เพื่อเป็นการสร้างบุคลากรของตนเองและเตรียมบุคลากรสำหรับภาคการคมนาคมขนส่งของประเทศโดยรวมในอนาคต
1.3 ควรกำหนดแผนงานให้โครงการต่างๆ โดยไม่ดำเนินการพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารเงินกู้ ในการจัดจ้างก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นสายทาง ควรแบ่งเป็นช่วงๆ ให้มีผู้รับจ้างหลายรายเพื่อให้เกิดการกระจายตัวและไม่เกิดความล่าช้า
1.4 โครงการต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีค่าใช้จ่ายเพื่อการจ้างที่ปรึกษาเป็นจำนวนมาก เมื่อทำการศึกษาเสร็จแล้ว ต้องนำผลการศึกษามาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ ทั้งนี้บริษัทที่ปรึกษาจะต้องมีประสบการณ์ ความชำนาญ เชื่อถือได้ และมีผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการวัดผลงานและประเมินผลการดำเนินงานของบริษัทที่ปรึกษาให้ชัดเจน
1.5 ในกรณีที่มีวงเงินเหลือจากการดำเนินโครงการใดๆ ภายใต้แผนงานหนึ่งแผนงานใดของแต่ละยุทธศาสตร์ ให้รัฐบาลสามารถนำวงเงินที่เหลือจากโครงการนั้นไปใช้สำหรับการดำเนินโครงการอื่นในแผนงานเดียวกันได้
1.6 ควรเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาคเอกชน องค์กร ภาคีต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบหรือประเมินผลโครงการ เพื่อความโปร่งใสและป้องกันข้อครหาเรื่องทุจริต โดยเฉพาะในขั้นตอนของการเจรจาตกลงทำสัญญาต่างๆ
2.ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารโครงการตามยุทธศาสตร์ในร่าง พ.ร.บ.
2.1 ควรแก้ปัญหาจุดตัดระหว่างรถไฟและถนน รวมถึงการเร่งปรับปรุงระบบ เครื่องมือ อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการเดินรถไฟ เนื่องจากการสร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งทาง จะทำให้ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ระบบต่างๆ เพิ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.2 เมื่อรัฐเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ควรส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมดำเนินการในด้านระบบรถและการเดินรถ หากรัฐเข้าดำเนินการเองทั้งหมดจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการรับภาระด้านต้นทุนที่สูงเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว อีกทั้งการดำเนินงานด้านเทคนิคและการบริหารงานอื่นๆ เอกชนมีความคล่องตัวมากกว่าหน่วยงานของรัฐ
2.3 ควรวางมาตรการในการเพิ่มปริมาณผู้ใช้รถไฟฟ้าและลดการใช้รถยนต์ในพื้นที่เมือง เมื่อมีโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่แล้ว
2.4 โครงการรถไฟความเร็วสูงต้องกำหนดสมมติฐานและรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน เช่น อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Internal Rate of Return : EIRR) และอัตราผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Internal Rate of Return : FIRR) และต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูง เปรียบเทียบกับรายได้จากค่าโดยสารและรายได้ทางอื่นที่จะนำมาช่วยสนับสนุนรายได้จากการเดินรถ รวมถึงจำนวนประชากรและความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างรถไฟ และกฎหมายต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินและพัฒนาพื้นที่เพื่อให้เกิดเป็นเมืองใหม่
2.5 โครงการรถไฟความเร็วสูงจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญว่าเส้นทางใดมีความพร้อมกว่ากัน ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนของโครงการ ภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องชำระเงินกู้ โดยการเดินรถต้องไม่ถือว่าเป็นบริการเชิงสังคม (Public Service Obligation : PSO) และไม่อาจขอรับเงินอุดหนุนชดเชยการขาดทุนในภายหลัง
2.6 โครงการรถไฟความเร็วสูงจะต้องคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ และการวางโครงข่ายให้เชื่อมโยงกับการคมนาคมขนส่งรูปแบบอื่นๆ เพื่อรองรับการกระจายตัวของประชากรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย