อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำการใช้กฎหมายของรัฐบาลต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พร้อมระบุขณะนี้รัฐกำลังทำผิด 2 เรื่อง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจดำเนินการ
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏตัวครั้งแรกต่อสื่อมวลชน หลังจากลาออกจากการทำหน้าที่ประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวปาฐถกา เรื่อง ระบบนิติรัฐกับทางรอดของประเทศไทย ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ว่า นิติรัฐ คือรัฐที่มีการปกครองด้วยกฎหมาย และการชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่าให้มาบริหารประเทศตามอำเภอใจ แต่ต้องบริหารตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ ที่ี่กำหนดไว้ส่งผลให้รัฐบาลต้องมีมือกฎหมายที่เก่งๆไว้ใกล้ตัว โดยนักกฎหมายที่ดี ต้องผูกโยงกฎหมายหลายฉบับได้ดี ใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ ไม่ใช่เอาช่องโหว่มาหาประโยชน์ใส่ตัวหรือพวกพ้อง
สำหรับองค์กรศาลมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ทำผิดกฎกติกา และมีที่มาจากตัวบทกฎหมาย ซึ่งออกโดยรัฐสภา ทั้งนี้องค์กรตุลาการอยู่มาได้ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความไว้ใจที่สังคมมีให้ สำหรับศาลรัฐธรรมนูญจะรับพิจารณาคดีได้เฉพาะในขอบเขตอำนาจ แต่ขณะนี้มี 2 เรื่องที่รัฐบาลทำผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจดำเนินการ คือ การไม่แถลงผลงานและจัดทำรายงานหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา นอกจากนี้การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำขณะนี้ถือว่าไม่สามารถกู้เงินได้แล้ว เพราะกำหนดสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ทั้งนี้แม้รองปลัดกระทรวงการคลัง จะทำสัญญากับทางธนาคารจริงแต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย ซึ่งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุว่า สัญญาจะบริบูรณ์ได้เมื่อมีการส่งมอบเงิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเบิกเงิน ดังนั้นถือว่าการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวจบแล้ว หากธนาคารใดจะให้ยืมก็ต้องยอมรับความเสี่ยงเอง เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าวที่ถือว่าผิด เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้การซื้อขายเสรี ห้ามผูกขาด ตัดตอนการค้าขาย แต่รัฐบาลกลับรับซื้อทุกเมล็ด