แนวคิดสุดโต่งขวากหนามยกเครื่องประเทศไทย
“สภาปฏิรูปไม่ใช่สมบัติของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่สังคมไทยร่วมเป็นเจ้าของ” นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในคณะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่เดินสายพบกองบรรณาธิการ นสพ.ฉบับต่างๆ เพื่อชี้แจงถึงความคืบหน้าการตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทย ยืนยันหนักแน่นระหว่างให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมือง
โดยชี้ให้เห็นว่าสภาปฏิรูปไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐบาลแน่นอน ขอย้อนไปสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ มี นพ.ประเวศวะสี เป็นประธาน คณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ มีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน หลังจากคณะกรรมการต่างๆ เหล่านี้มีข้อเสนอ มาถึงวันนี้ไม่มีใครจำได้ว่ามีข้อเสนอเรื่องอะไรบ้าง
และเมื่อกลางปี 56 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้เชิญทุกฝ่ายมาพูดคุยนำไปสู่การปฏิรูป โดยให้คุณบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ไปคิดขยายผลต่อ หลังจากนั้นมีการพูดกันแค่ครั้งเดียว บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ความยุ่งยาก ประเด็นการปฏิรูปตกไปจากความสนใจของสังคม
สู้กระแส กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ชุมนุมไม่ได้ แต่ระหว่างกปปส.ชุมนุมได้เสนอการปฏิรูปประเทศไทย
เป็นข้อเสนอเหมือนกับทุกเวที โดยจะต้องปรับปรุงกลไกทางการเมืองให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเมือง การปกครอง มากกว่าเป็นของนักการเมืองโดยลำพังการปฏิรูปเศรษฐกิจลดความเหลื่อมล้ำ การปฏิรูปสังคม แต่วิธีการเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าวแตกต่างกัน
ทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศถึงจุดที่จะต้องพูดคุยเรื่องปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง ท่ามกลางมีข้อโต้เถียงว่า จะปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งหรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ส่วนตัวมีความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องนำการปฏิรูปมาผูกกับการเลือกตั้ง หรือการชุมนุมของ กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค.57
ถ้ารอให้ปฏิรูปเสร็จก่อนแล้วไปเลือกตั้ง ไม่มีใครตอบได้จะต้องใช้ระยะเวลากี่เดือนกี่ปี กปปส.ก็ไม่มีความชัดเจนในประเด็นนี้ จริงๆ การเลือกตั้งจะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่มีกฎหมายรองรับไว้
ขณะที่การปฏิรูปต้องเริ่มต้นจากวันนี้ โดยในเบื้องต้นอาจใช้ระเบียบหรือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด เมื่อเลือกตั้งผ่านไปและมีกระบวนการเกิดสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะออกเป็นพระราชบัญญัติหรือเป็นพระราชกำหนดรองรับให้มีผลย้อนหลังได้
คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีความเป็นกลางทางการเมือง จำนวน 11 คน มาจากองค์กรภาคเอกชน 3 คน ข้าราชการระดับสูงที่เป็นนายทหาร 1 คน พลเรือน 2 คน จากปลัดกระทรวงเลือกกันเอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐเลือกกันเอง 1 คน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอกชนเลือกกันเอง 1 คน และให้ 8 คนนี้ไปเลือกมาอีก 3 คน
เมื่อได้กรรมการ 11 คน จะไปออกกฎเกณฑ์ กติกา กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะสมัครเข้ามาจำนวน 2,000 คน ที่เป็นตัวแทนความหลากหลายของสังคมไทย เพื่อให้เลือกกันเองเหลือ 499 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นสภาปฏิรูป
หลังจากนายกฯ ได้เสนอความเห็นที่เป็นเพียงตุ๊กตาทางเลือกหนึ่งออกไป มีเสียงสะท้อนกลับมาอย่างหลากหลาย ขณะนี้เชื่อว่านายกฯ กำลังประมวลความเห็นต่างๆ อยู่ ก่อนนำเสนอต่อไป
อยากให้สังคมช่วยกันติชมแนวคิดนี้ใช้ได้หรือไม่ หากไม่เอาแนวคิดนี้ช่วยเสนอด้วยว่ามีแนวคิดอย่างไร จะได้จุดลงตัวที่สมบูรณ์ ไม่เอาข้อเสนอคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นข้อเสนอกลางๆ ที่ทุกคนช่วยกันให้ความเห็นและรับได้ เพื่อประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านความยุ่งยากตรงนี้ไป
จากนั้นจะเริ่มนับหนึ่งหลังมีการลงนามคำสั่งตามระเบียบสำนักนายกฯ แต่งตั้งคณะกรรมการฯ 11 คน ภายใน 2 เดือนน่าจะได้สภาปฏิรูป 499 คน จะมีสำนักปลัดสำนักนายกฯ หรือมีสำนักงานเลขาธิการ ครม. หรือขอหน่วยงานบางหน่วยจากกระทรวงยุติธรรมมาทำหน้าที่ฝ่ายธุรการ
ที่ผ่านมารูปแบบการตั้งสมัชชาแห่งชาติ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 17 ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่สภาปฏิรูปที่มีแนวคิดมาจากสมัชชาแห่งชาติ มีบทบาทเพียงเป็นสภาที่ปรึกษาของรัฐบาล ไม่มีอำนาจเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จะส่งผลให้รัฐบาลนำข้อเสนอดังกล่าวไปปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ นายธงทอง บอกว่า สภาปฏิรูปรูปชุดนี้คิดตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
สุดท้ายถ้าจะให้มีผลในทางปฏิบัติ วันนี้พรรคการ เมืองที่เข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ต้องพร้อมให้สัตยาบันถึงความผูกพันเชื่อมโยงว่า ถ้าสภาปฏิรูปมีข้อเสนออะไร พรรค การเมืองจะต้องรับไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง ขณะที่เราเดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ พรรคการเมืองทั้ง หลายก็รับความเห็นนี้ไปทำงานคู่ขนานกันอยู่
ส่วนบทบาทหน้าที่ของสภาปฏิรูป 499 คน เราไม่ได้มอบอำนาจให้สิทธิ์ขาดเหมือนให้ปิดประตูห้อง 1 เดือน แล้วเดินออกจากถ้ำ มันไม่ได้ ระหว่างทำงานจะมีสังคมคอยติดตามความคิดที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยติชมการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้
และอย่างน้อยมีที่มาที่ไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ตรงข้ามกับสภาประชาชนข้อเสนอของ กปปส. มันไม่มีตามรัฐธรรมนูญ ตรรกะมันย้อนแย้งชอบกล เริ่มต้นการชุมนุมโดยบอกว่ารัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทย ไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
แต่วันนี้ต้องย้อนไปถามแกนนำผู้ชุมนุมว่าข้อเสนอให้มีสภาประชาชน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่มีใครตอบคำถามนี้ เป็นความมึนงงของสังคมไทยว่าจะเกิดสภาประชาชนได้อย่างไร สุดท้ายกลายเป็นสภาที่ไม่ต่างจากกลไกรัฐประหาร แค่เรียกชื่อรัฐประหารครั้งนี้ว่าสภาประชาชน ไม่ใช่คำตอบที่งดงามตามระบอบประชาธิปไตย
กปปส.ไม่ยอมรับสภาปฏิรูปที่กำลังจะตั้งขึ้นมา มองว่ารัฐบาลแค่ซื้อเวลา ไม่ต้องการให้นายกฯลาออกจากรักษาการ นายธงทอง บอกว่า ถ้าถามอย่างนี้ก็ขอถามกลับว่าข้อเสนอของ กปปส.คนทั้งประเทศรับได้จริงหรือไม่ และข้อเสนอทุกอย่างในสังคมขณะนี้คงไม่สามารถจะเป็นข้อเสนอของคนทั้ง 67 ล้านคน ให้เห็นชอบด้วยทุกถ้อยกระทงความ
แต่ที่สำคัญอยู่ที่คนส่วนมากเห็นประโยชน์ของข้อเสนอใดๆ และเดินหน้าตามข้อเสนอนั้น โดยผมพยายามขอมองในแง่บวก มีความเชื่อส่วนตัวว่าคนไทยจะคุยกันมากกว่าลุกขึ้นมาชกกัน จึงพยายามอธิบาย พยายามไม่โจมตีใครในฐานะตัวบุคคล ไม่พูดถึงความดี ความชั่ว นิสัยส่วนตัวของใคร
การติชมข้อเสนอของ กปปส. ก็เป็นความเห็นเชิงหลักการว่ามีกฎหมายรองรับหรือไม่ อธิบายได้หรือไม่ พูดด้วยความเคารพต่อความเห็นของพี่สุเทพ ผมเชื่อว่าในมุมมองของพี่สุเทพมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองไม่แพ้คนอื่น
แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับพี่สุเทพ ไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง กลายเป็นคนชั่ว คนเลวขึ้นมา มันต้องแปลย้อนอย่างนั้น และคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมก็ไม่ได้แปลว่าเขาผิด
วันนี้ผมเดินสายเยอะ มีเสียงตอบรับตั้งสภาปฏิรูปมากกว่าเสียงปฏิเสธ เสียงปฏิเสธก็มีสุดโต่ง สุดทางเหมือนข้อเสนอของ กปปส.ที่ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แม้มีคนไปพูดคุยกับ กปปส. เมื่อถูกปฏิเสธกลับมาก็ไม่รู้จะปรับอย่างไรในเรื่องสภาปฏิรูป
ทีมข่าวการเมือง ถามว่ามีอุปสรรคอะไรบ้างจะทำให้สภาปฏิรูปเดินหน้าต่อไปไม่ได้ นายธงทอง บอกว่า ด้วยความเคารพในข้อเสนอของ กปปส. ถ้าเรามองว่าการเสนอออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยไปข้างหนึ่ง ข้อเสนอของงกปปส.ก็สุดซอยเหมือนกัน
ข้อเสนอสุดซอยประชาชนไม่ค่อยกล้าเดิน เพราะในทางปฏิบัติเมื่อสุดซอยแล้วจะไปเจอทางตัน สังคมประชาธิปไตยจะต้องมีความหลากหลาย ไม่มีใครตกสำรวจ ไม่มีใครถูกกีดกันออกไป ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลวไปกว่ากัน ทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน
ข้อเสนอการตั้งสภาปฏิรูปที่พยายามเดินอยู่ เป็นการชวนให้ทุกคนมาเดินอยู่บนถนนที่มันกว้าง มีความกว้างพอที่ทุกคนจะนำข้อคิด ข้อกังวลห่วงใย ผลประโยชน์ของทุกคนมาแลกเปลี่ยนกันได้ วันนี้มันมีความหลากหลายทางความคิดเห็น แต่ไม่มีความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวเป็นที่ยอมรับของคนทั้ง 67 ล้านคนได้
เมื่อมีคนจำนวนมากในสังคมรับความคิดเห็นที่พอเดินไปด้วยกันได้ และในอนาคตยังสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นข้อเสนอที่สุดโต่งข้างหนึ่งข้างใด
การเดินสายกลางจะเป็นคำตอบในบริบทของสังคมไทย.
“ทีมข่าวการเมือง”