ปัญหาการเลือกตั้งส.ส.28 เขตใน 8 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ สุดท้ายจบที่ศาลตีความ?
ปัญหาการเลือกตั้งส.ส.28 เขตใน 8 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ที่ไม่มีผู้สมัครนั้น ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้มีมติให้เสนอรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) จัดการเลือกตั้งใหม่
โดย "5 เสือกกต." ซึ่งมีมติอ้างว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เพราะกกต.ไม่มีอำนาจออกประกาศ โดยจะมีหนังสือไปยังรัฐบาลในกลางสัปดาห์นี้ว่า เห็นตรงกันหรือไม่ และขอให้รัฐบาลทำหนังสือตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่แนวคิดที่จะให้รัฐบาลออกเป็นพ.ร.ฎ.เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตนั้น ได้มีข้อโต้แย้งจากทีมกฎหมายฝ่ายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมาตลอด
หรือแม้แต่ภายหลัง กกต.มีมติเรื่องนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา มือกฎหมายของรัฐบาลอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ ก็ยังออกมาย้ำในแนวทางเดิมว่า
"ตั้งแต่มี กกต.ชุดแรกขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบัน เมื่อมีพ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งกกต.ก็จะจัดการเลือกตั้งจนกว่าจะได้ ส.ส. หรือ ส.ว. ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ว่าจะต้องจัดการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตาม ความหมายก็คือ เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเกิดขึ้น กกต.ก็ต้องมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จ ตราบใดที่ยังไม่สำเร็จก็ต้องจัดการเลือกตั้งต่อไปตามพระราชกฤษฎีกาเดิมนั้น"
แม้จะแย้งว่าครั้งนี้อาจจะแตกต่าง เพราะใน 28 เขต ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเลย พงศ์เทพ ก็ย้ำว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถประกาศผลเลือกตั้งออกมาได้ครบตามจำนวน กกต.ก็ต้องจัดการเลือกตั้งต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม นายพงศ์เทพ กล่าวว่า หาก กกต.ส่งความเห็นมา ทางรัฐบาลก็จะเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือ และให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในข้อกฎหมาย เพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ดูแนวโน้มแล้วเชื่อว่าในที่สุด "รัฐบาล" ก็คงมีมติยืนยันแนวความคิดเห็นนั่นเดิมคือ ให้กกต.เดินหน้าจัดเลือกตั้งโดยให้ยึดตามพ.ร.ฎ.ฉบับเดิม
หากเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลก็ต้องตอบกลับ กกต.เป็นลายลักษณ์ษร และน่าจะเป็น "หลักฐาน" ให้กกต.ใช้ไปยืนยันต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 องค์กร จึงขอให้ศาลฯ ช่วยวินิจฉัยว่าทางออกในการแก้ไขปัญหา 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครควรเป็นเช่นไร
ทั้งนี้อดีต กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง อย่าง ประพันธ์ นัยโกวิทย์ ก็มองว่ากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย ซึ่งกกต.ก็ต้องส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ไปพิจารณาดูว่าจะเห็นตามกกต.ในการออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่หรือไม่ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลก็ได้ออกมาระบุชัดเจนแล้วว่า ไม่สามารถออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ได้ เนื่องจากพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และอาจบอกว่าเป็นอำนาจของกกต.ที่จะออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง
ในเมื่อหากออกมาเป็นเช่นนี้ กกต.ก็ต้องยื่นเรื่องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 214 กรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าอำนาจในการจัดเลือกตั้งใหม่เป็นของกกต. หรือรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหา 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครเลือกตั้ง ซึ่งปัญหาเรื่อง 28 เขตนี้ต้องได้ข้อยุติก่อนที่จะไปจัดเลือกตั้งทดแทนอื่น ๆ
อดีตกกต.ผู้นี้ ยังเสนอแนะว่า ในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็ควรระบุให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยว่า กระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีกรณีไหนที่ดูแล้วเป็นปัญหาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายหลังวันที่ 2 ก.พ. หรือเรื่องการนับคะแนนที่อาจมีความไม่โปร่งใส ต้องให้ศาลชี้ชัดมาว่า ตรงนี้จะเป็นปัญหาและอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ รวมทั้งการแก้ไขปัญหา 28 เขตต้องออกเป็นพ.ร.ฎ.หรือประกาศ กกต. ซึ่งจะได้รู้ว่าสุดท้ายแล้วเป็นอำนาจของใคร
"ในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้น น่าจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ ได้ข้อยุติ เพราะขณะนี้ทั้ง กกต.และรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างยันกันในเรื่องความรับผิดชอบ ส่วนในข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ต้องได้รับการแก้ไขให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะแม้ว่ากรณีนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ถือว่ากฎหมายมีจุดอ่อน ไม่สามารถหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเลือกตั้งได้ โดยเชื่อว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นแนวทางที่ดี"
ประพันธ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีมูลเหตุที่จะร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้หรือไม่ อาทิ วันเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กกต.จะให้ทั้ง 28 เขตออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรไม่สามารถใช้สิทธิได้ และประชาชน 1 หมื่นกว่าหน่วยที่ไม่ได้ลงคะแนน แต่มีการยื่นขอลงคะแนนไปแล้ว ขณะนี้ผลคะแนนเลือกตั้งเป็นที่รู้กันโดยทั่วจึงเกรงว่าจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ
ฝากของทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ วิรัตน์ กัลยาศิริ แสดงความเห็นว่า การแก้ปัญหาการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ใน 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครนั้น ขณะนี้ติดข้อกฏหมายที่ว่าจะเป็นวันลงคะแนนใหม่หรือวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกรณีที่เป็นวันลงคะแนนใหม่นั้นจะทำได้ในกรณีที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งอยู่ในเขตเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ใน 28 เขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ภาคใต้กลับไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ดังนั้นเมื่อไม่มีผู้สมัครการสมัครรับเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้ง จะต้องเป็นการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่และทำได้โดยวิธีเดียว คือ การออกพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่เท่านั้น และต้องเป็นการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศในวันเดียวกัน ให้เป็นไปตามนัยยะของรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 "ขณะที่กกต.ไม่มีอำนาจกำหนดวันลงคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร เพราะทำได้อย่างเดียวคือ กำหนดวันเลือกตั้งใหม่เท่านั้น และต้องกำหนดใหม่ทั่วประเทศ 375 เขตเลือกตั้งต้องจัดใหม่พร้อมกัน" วิรัตน์ ระบุ
มองไปทางไหนก็ดูจะ "ติดล็อก" ไปหมดสำหรับการแก้ปัญหา 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร
เพราะเมื่อกกต.เสนอรัฐออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ 28 เขต รัฐบาลก็คงยืนยันเหมือนเดิมให้ กกต.ยึดพ.ร.ฎ.ฉบับเดิม หลังจากนั้นกกต.ก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจจัดเลือกตั้งใหม่ว่าเป็นของใครระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับกกต. (กกต.คงไม่ถามว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม) ซึ่งก็มีแนวโน้มได้เหมือนกันที่ศาลฯ จะวินิจฉัยให้เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของนายกรัฐมนตรีและประธาน กกต.
เมื่อเป็นเช่นนี้ กกต.ก็ต้องกลับมาหารือกับนายกฯ อีกครั้ง และก็คงอีหร่อบเดิมคือ รัฐบาลให้ กกต.เดินหน้าจัดการเลือกตั้งไปเลย โดยไม่ออกพ.ร.ฎ.ฉบับใหม่
ภาระหนักก็จะกลับมาตกอยู่กับ "กกต." อีกตามเคย ซึ่งกกต.ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องออกเป็นประกาศ กกต.กำหนดวันเลือกตั้่งใหม่ และกำหนดการรับสมัครใหม่
ปัญหาเดิมก็จะตามมานั่นคือ การถูกขัดขวางจากผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.ที่จะทำทุกวิถีทางไม่ให้มีผู้สมัครใน 28 เขต
ดูแล้วความวุ่นวายรออยู่ข้างหน้า เว้นเสียแต่ว่าระหว่างนี้ เกิด "ศาลรัฐธรรมนูญ" วินิจฉัยตามคำร้องของ วิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ว่า การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ
นั่นแหละปัญหาการเลือกตั้งถึงจะถูก "ปลดล็อก" เพราะต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่