วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

ปมปริศนาเอ็มเอช370!ตอน'สงครามชิงเงินประกันภัย'


ปมปริศนาเอ็มเอช370!ตอน'สงครามชิงเงินประกันภัย'
ผ่านไป 23 วันแล้ว เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ยังคงหายไปอย่างปริศนา มีเพียงภาพถ่ายจากดาวเทียมหลายประเทศ ที่บันทึกวัตถุต้องสงสัยล่องลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยคาดว่าอาจเป็นชิ้นส่วนของเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 !?!
"โทนี แอบบอตต์" นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ยืนยันหลายครั้งว่า ยังไม่เจอซากเครื่องบินใดๆ ทั้งสิ้น การค้นหาจะยังดำเนินต่อไป ทั้งนี้ภารกิจในการตามหาชิ้นส่วน "เอ็มเอช 370" จาก 26 ประเทศ ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในการค้นหาทั้งทางอากาศและทางน้ำ ได้แก่ 1.ออสเตรเลีย 2.นิวซีแลนด์ 3.ญี่ปุ่น 4.สหรัฐอเมริกา 5.จีน และ 6.เกาหลีใต้ ทั้งนี้การระดมกำลังของ 6 ประเทศนี้ มีมูลค่าการลงทุนนับหมื่นล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุการบินให้ข้อมูลว่า อุบัติเหตุการบินนั้น มีค่าใช้จ่าย 2 ส่วนสำคัญ คือ "ค่าใช้จ่ายทางตรง" ได้แก่ ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมราคาของเครื่องบิน ฯลฯ และ "ค่าใช้จ่ายทางอ้อม" ได้แก่ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เบี้ยเสี่ยงภัย และค่าประสานงาน เป็นต้น ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ประเทศจีนคำนวณว่า หากใช้เรือธรรมดาออกทะเลไป 3 ชั่วโมง ต้องเสียค่าน้ำมันราว 5,000 บาท ยังไม่นับรวมถึงเรือรบขนาดใหญ่และเรือเดินสมุทรที่ต้องใช้เชื้อเพลิงมากกว่าหลายเท่า

ปัจจุบัน "พื้นที่การค้นหาเป็นน่านน้ำสากล" ดังนั้นทุกประเทศต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการค้นหาเอง...

แหล่งข่าวจาก "กองทัพไทย" ให้ข้อมูลว่า ช่วงวันที่ 9-14 มีนาคม ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ส่ง เรือหลวงปัตตานี, เรือหลวงตาปี, เครื่องบินดอร์เนีย และ เฮลิคอปเตอร์ ซูเปอร์ลิงค์ รวม 4 ลำ ค้นหาบริเวณฝั่งทะเลอันดามัน 6 วัน มีค่าใช้จ่ายราว 2.9 ล้านบาท หรือวันละเกือบ 5 แสนบาท ขณะที่สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบิน พี 8 โพไซดอนเพียงลำเดียว ช่วยค้นหา 2 สัปดาห์ คาดว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 3-4 ล้านบาท หลายฝ่ายกังวลว่า หากการค้นหายืดเยื้อไปนานหลายปี หลายประเทศต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาล

ยกตัวอย่าง กรณีอุบัติเหตุของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน 447 ตกลงกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ลูกเรือและผู้โดยสาร 228 ชีวิต เสียชีวิตทั้งหมด เมื่อกลางปี 2552 โดยที่นักบินพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่ก็ขาดการติดต่อและหายไปจากจอเรดาร์ ขณะกำลังบินมุ่งหน้าจากบลาซิลสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครั้งนั้นใช้เวลาถึง 5 วัน ในการค้นหาซากเครื่องบิน และใช้เวลาอีก 2 ปี ในการแกะรอยปริศนาจาก "กล่องดำ" เมื่อคำนวณรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท

เมื่อเทียบเคียงกับการค้นหา "เอ็มเอช 370" ซึ่งหายไปตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2557 ผ่านไป 3 สัปดาห์ ทีมปฏิบัติการค้นหามีตัวแทนจาก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ใช้เครื่องบิน 4 ลำ เรือ 1 ลำ, นิวซีแลนด์ เครื่งบิน 1 ลำ, ญี่ปุ่น เครื่องบิน 2 ลำ, สหรัฐอเมริกา เครื่องบิน 1 ลำ, จีน เรือ 15 ลำ เครื่องบิน 1 ลำ และเกาหลีใต้ เครื่องบิน 2 ลำ ผู้เชี่ยวชาญจากจีนประเมินว่า อาจต้องใช้งบประมาณมากกว่า 10 เท่าของเครืองบินแอร์ฟรานซ์ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีใครรู้พิกัดแน่ชัดว่าสูญหายหรือเกิดอุบัติเหตุที่ใด รู้แต่เพียงว่า ห่างจากเมืองเพิร์ธของออสเตรเลียราว 1,700 กิโลเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็น "สงครามชิงเงินประกัน" หลังจากญาติผู้โดยสารชาวจีน 153 ครอบครัวร่วมกันกดดันทางการมาเลเซีย โดยรวมตัวกันประท้วงที่สถานทูตมาเลเซีย กรุงปักกิ่ง มีการชูป้าย "เราต้องการหลักฐาน เราต้องการทราบว่าคนฆ่าคือใคร" และออกมาประท้วงตามท้องถนน โดยหนึ่งในญาติของผู้โดยสารชาวจีนบอกว่า "เราจะฟ้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง"

จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญาประกันภัย พบว่า เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ใช้เครื่องบินโบอิ้ง 777 ซึ่งเป็นเครื่องบินยอดนิยม ตามหลักการของ "ไอซีเอโอ" หรือ กรมการบินพลเรือนระหว่างประเทศ บังคับให้ต้องมีสัญญาคุ้มครองครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ 1.ตัวเครื่องบิน 2.ลูกเรือ 3.ผู้โดยสาร 4.ทรัพย์สินบนเครื่องบิน 5.สินค้าใต้ท้องเครื่อง และ 6.บุคคลที่สาม เมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันภัยจะเข้าไปช่วยเหลือชดเชยทันที

กรณี "เที่ยวบินปริศนา เอ็มเอช 370" นั้น เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ ซึ่งในเมืองไทยก็มีอยู่เช่นกัน โดยบริษัทการบินไทยมีเครื่องบินโบอิ้ง 777 อยู่ 29 เครื่อง ได้แก่ รุ่น 777-200 จำนวน 8 เครื่อง มูลค่า 8,000 ล้านบาทต่อลำ, รุ่น 777-200 อีอาร์ จำนวน 6 เครื่อง ซึ่งรุ่นเดียวกับเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 มูลค่า 9,000 ล้านบาท, มีรุ่น 777-300 จำนวน 6 เครื่อง มูลค่า 9,700 ล้านบาท และ รุ่น 777-300 อีอาร์ จำนวน 9 เครื่อง มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท

หากเทียบเคียงการจ่ายค่าประกันสินไหมจากเครื่องรุ่นเดียวกัน ที่เคยเกิดอุบัติเหตุเมื่อปี 2556 เป็นเครื่องบินของสายการบินเอเชียนา แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 214 จากกรุงโซล ไปยังนครซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม มีผู้โดยสาร 3 คน เสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีก 182 คน คาดว่าประกันต้องจ่ายในส่วนของตัวเครื่องบิน 4,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตราว 1,500 ล้านบาท แต่ตอนนี้กำลังฟ้องร้องกันอยู่ ผู้เสียชีวิตอาจได้คนละ 100 ล้านบาท ทั้งนี้การประกันอุบัติเหตุเครื่องบินทั่วไปนั้น จะมีการแชร์การทำประกันภัยให้หลายบริษัท เพื่อช่วยกันกระจายความเสี่ยง

กรณี เอ็มเอช 370 ยังไม่มีการประเมินตัวเลขค่าสินไหมที่ชัดเจน คาดว่าผู้โดยสารทั่วไปอาจได้คนละไม่ต่ำกว่า 5-6 ล้านบาท ส่วนชาวจีนอาจได้สูงถึง 33 ล้านบาท เนื่องจากผู้โดยสารชาวจีนซื้อตั๋วเครื่องบินที่ทำประกันภัยไว้ด้วย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากอังกฤษและอเมริกา ประเมินว่า มาเลเซียแอร์ไลน์อาจทำประกันเครื่องบินลำนี้ไว้ในวงเงินสูงถึง 4-6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นครอบครัวผู้โดยสารควรได้รับเงินจากสัญญาประกันภัยไม่ต่ำกว่าคนละ 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยประเมินจ่ายตามภาระค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยยังต้องรอผลพิสูจน์จาก "กล่องดำ" เพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่า เครื่องบินลำนี้ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงตามกำหนด หรือมีอะไหล่เสีย สภาพเครื่องบินไม่พร้อม หรือกัปตันขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ในสภาพร่างกายหรือจิตใจไม่ปกติ หรือไม่ทำตามกฎการบินอย่างเคร่งครัด บริษัทประกันอาจนำมาเป็นข้ออ้างในการจ่ายเงินไม่เต็มวงเงินประกันได้ แต่ฝ่ายญาติคงไม่ยอม ดังนั้นสงครามชิงเงินประกันคงจะเริ่มต้นอีกไม่นานนี้ !!
........................
(หมายเหตุ : "ปมปริศนา เอ็มเอช 370" รายการเก็บตกภาคค่ำ เนชั่นทีวี 17.30 น. "นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์" ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี "พรรณี อมรวิพุธพนิช" บรรณาธิการข่าวรายงานพิเศษ)