วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

สุรชาติ บำรุงสุข สะท้อนวิกฤตการเมืองไทย ในสายตานานาชาติ

 สัมภาษณ์พิเศษ โดย ขจรศักดิ์ สิริพัฒนกรชัย


หมายเหตุ - นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ มติชนŽ ถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยหลังเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากคำร้องการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมไปถึงการประเมินท่าทีของสังคมโลกที่มีความเห็นต่อวิกฤตทางการเมืองไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง
@เหมือนว่าคำร้องการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯสมช.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นเงื่อนไขของมวลชนทั้ง 2 ฝ่ายไปแล้ว

ในหมู่ของผู้คนที่สนใจการเมือง แต่เดิมให้น้ำหนักไว้ที่โครงการรับจำนำข้าวว่าเป็นเครื่องมือที่จะเปลี่ยนรัฐบาล แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนกลับกลายเป็นคดีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซึ่งคดีดังกล่าวนำไปสู่ข้อถกเถียงพอสมควร ว่าในแง่หลักการรัฐบาลมีอำนาจในการย้ายข้าราชการระดับสูงมากน้อยแค่ไหน แต่ที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็มีผลคำตัดสินออกมา แต่สิ่งที่ตามมาคือ ผลคำตัดสินอีกศาลหนึ่งกำลังจะเป็นคดีอีกศาลหนึ่ง และสิ่งที่หลายคนตกใจก็คือว่า คดีนี้อาจจะกลายเป็นประเด็นหลักให้รัฐบาลถูกล้มลงได้จริงๆ จะเห็นได้ว่าในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนจะมุ่งน้ำหนักมาที่คดีนี้ ซึ่งหากมองจากมุมของคนที่สนใจการเมืองทุกคนก็จะคิดคล้ายๆ กัน ว่าคดีนี้คงมีผลออกมาในลักษณะที่นอกจากคำตัดสินจากศาลเดิม ศาลใหม่ก็อาจจะชี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเลย

@แต่มีข้อถกเถียงทางกฎหมายว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจในการวินิจฉัยสถานภาพของรัฐบาลรักษาการหรือไม่

แน่นอน ข้อถกเถียงทางกฎหมายเป็นประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ คนอีกส่วนหนึ่งอาจจะรู้สึกกว่าการตัดสินนี้ ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม และความรู้สึกนี้ก็จะกลายเป็นชนวนใหญ่ ซึ่งขณะนี้ เราเห็นแล้วว่าทาง นปช.ได้ประกาศว่าถ้าหากรู้ว่าศาลจะตัดสินวันไหน ขอให้มวลชนคนเสื้อแดงเข้า กทม.ล่วงหน้า 1 วัน ขณะเดียวกัน เราก็เห็นการประกาศของ กปปส.เช่นกัน ซึ่งสัปดาห์หลังจากเทศกาลสงกรานต์ก็ทำท่าจะชัดว่าคดีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จะเป็นปัจจัยเฉพาะหน้าที่อาจจะมีผลต่อการชี้ขาดถึงสถานะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะด้วย

@ที่สุดแล้ว ชนชั้นนำเก่าŽ เลือกใช้ ตุลาการภิวัฒน์Ž เป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

เราเห็นชัดมาตลอด หากลองถอยกลับไปตั้งแต่ในช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จะเห็นอย่างหนึ่งคือว่า หลายคนในช่วงต้นกังวลเรื่องการรัฐประหาร แต่นานวันจะยิ่งเห็นว่าข้อถกเถียงเรื่องการรัฐประหารน้อยลงๆ หรือจะเห็นชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ความกังวลจากสื่อมวลชนเองก็ให้น้ำหนักกับเรื่องการรัฐประหารน้อย แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่หลายคนกังวลก็คือการใช้เครื่องมือผ่านสถาบันตุลาการ ซึ่งสิ่งที่เรากำลังเห็นมันไม่ใช่ตุลาการภิวัฒน์อย่างที่เราเรียกๆ กัน แต่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนความเป็น ตุลาการธิปไตยŽ ซึ่งเป็นปัญหาข้อถกเถียงใหญ่ทั้งในเชิงปรัชญา และเรื่องของการจัดสรรอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญยังเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบันด้วย เพราะวันนี้ถ้าตุลาการธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือหลักที่เหล่าชนชั้นนำใช้ ด้านหนึ่ง อาจจะบอกว่าเป็นข้อดีแสดงว่ารัฐประหารเป็นเครื่องมือที่ใช้การไม่ได้สำหรับสังคมไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเครื่องมือผ่านสถาบันตุลาการถูกใช้ ก็แสดงว่าความเป็นตุลาการธิปไตยโดยถือว่าอำนาจตุลาการมีสถานะสูงกว่ารัฐบาล คือฝ่ายบริหาร และสูงกว่าอำนาจของรัฐสภา คือฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาใหญ่ เพราะอย่างน้อยในทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ บรรดา ส.ส.คงเชื่อว่าตัวเองเข้ามาสู่ตำแหน่งด้วยการเลือกตั้ง ดังนั้น ถ้าวันใดกระบวนการทำนโยบายที่ผ่านรัฐสภาถูกหยุดโดยสถาบันตุลาการทั้งหมด ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาข้อพิพาทในเชิงสถาบันได้

@ประเมินความอันตรายที่เกิดจากมาตรฐานของสถาบันตุลาการที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 49 จะอยู่ในระดับไหน

ในปี 49 กลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเคลื่อนไหวด้วยการเสนอวาทกรรมชุดหนึ่งคือ 2 มาตรฐาน ดังนั้น ความอันตรายอยู่ที่ว่า ถ้าคำตัดสินไม่เป็นที่ยอมรับ อย่างน้อยที่เห็นได้ชัดเจนคือ คำโต้แย้งในหมู่ของนักกฎหมายในหลายเรื่องกลายเป็นข้อโต้แย้งแล้วต้องยอมรับว่า ข้อโต้แย้งในหมู่ของฝ่ายที่ไม่ยอมรับตุลาการธิปไตยค่อนข้างมีน้ำหนักในทางวิชาการแล้วก็มีความเป็นรูปธรรมของประเด็น ซึ่งความน่ากลัวใหญ่ที่สุด คือหากวันหนึ่งคนไม่ยอมรับคำตัดสินของสถาบันตุลาการ เราจะหยุดวิกฤตการเมืองไม่ได้ เพราะไม่มีกลไกใดๆ เลยที่จะทำให้คนเชื่อ วันนี้ในอนาคตเรายังไม่รู้ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าตัดสินแล้วคนไม่รับ แล้วยิ่งไปตอกย้ำความเป็น 2 มาตรฐาน คิดว่าความน่ากลัวคือ คำตัดสินของตุลาการอาจจะกลายเป็นชนวนใหญ่ของการแตกหักทางการเมือง และเรากำลังจะเดินไปสู่วิกฤตที่ใหญ่กว่าที่เราเห็นในปัจจุบันแน่ๆ เพราะคนจะรู้สึกว่านี่เป็นคำตัดสินเพียงแค่เป็นการล้มรัฐบาล และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

@เหตุผลใหญ่ๆ เป็นเพราะอะไร

อธิบายได้หลายอย่าง แน่นอนว่าประชาธิปไตยที่ล้มในหลายช่วงเป็นเพราะสถานการณ์เฉพาะหน้า เราเห็นการสร้างประชาธิปไตยในปี 16 พอถึงปี 19 ก็ล้มด้วยปัญหาคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นก็มีความพยายามที่จะทำประชาธิปไตยแบบครึ่งใบหลังปี 20 แต่พอถึงปี 34 ประชาธิปไตยไทยก็ถูกรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการรัฐประหารในสภาพที่กองทัพรู้สึกว่าอำนาจที่ตัวเองมีกำลังถูกทอนออกไป แต่ก็พากลับมาสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งในปี 35 หลังจากปี 35 ก็เชื่อว่ารัฐประหารในปี 34 น่าจะเป็นจุดสุดท้ายของการเมืองไทย แต่แล้วปี 49 รัฐประหารก็กลับมาอีกครั้ง และการเลือกตั้งก็กลับมาในปี 50 ซึ่งเราเห็นว่าฝ่ายที่ถูกโค่นก็ชนะอีก ซึ่งก็จะกลับเข้ามาสู่สถานการณ์เดิม ว่าการปล่อยไว้อำนาจก็ถูกทอนไม่ต่างกับกระบวนการที่เราเห็น บวกกับผู้นำทหารที่กลัวอำนาจเปลี่ยน จึงเห็นภาพการตั้งนายกฯในค่ายทหารในปี 51 จากนั้นก็มีกระบวนการตุลาการธิปไตยเรื่อยมา สถานการณ์ในวันนี้เสมือนเป็นการย้อนรอยสถานการณ์ในอดีตที่ทัศนคติของชนชั้นนำปีกอนุรักษนิยมบวกกับผู้นำทหารบางส่วนรู้สึกรับไม่ได้กลับการเปลี่ยนแปลง

@แล้วประเทศไทยจะอยู่กับสังคมโลกอย่างไร

นี่จะเป็นปัญหา เพราะถ้ามองการเมืองในภูมิภาคต้องยอมรับว่า ชนชั้นนำปีกอนุรักษนิยมหรือกลุ่มทหารในสังคมในประเทศเพื่อนบ้านยอมรับความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะมองเห็นความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่การเริ่มต้นของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่า แต่คำถามใหญ่ที่คนรอบนอกมองเข้ามาประเทศไทยก็คือว่า เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย ทั้งๆ ที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว และพัฒนาการที่ใหญ่อีกครั้งหนึ่งก็คือเดือนพฤษภาคม ปี 2535 เราเดินหน้าและถอยหลังอยู่อย่างนี้ จนมีคำเปรียบประชาธิปไตยไทยเหมือนกับ เด็กตั้งไข่Ž เหมือนจะเดินแล้วก็จะมีคนมาขัดขาให้ล้มเสมอ และไม่นำไปสู่จัดสุดท้ายของการสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนเหมือนอย่างกับการเปลี่ยนผ่านในประเทศในอเมริกาใต้ และในอเมริกากลาง รวมถึงหลายประเทศในเอเชียด้วย

@มองปรากฏการณ์ที่นานาประเทศเริ่มมีความเห็นกับวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยอย่างไร

ในสภาพที่การเมืองไทยไร้เสถียรภาพ ทุกประเทศที่อยู่รอบๆ มองเราด้วยความกังวล และเป็นความกังวลที่ภูมิภาคนี้กำลังจะกลายเป็นประชาคม ไม่มีใครอยากเห็นไทยเป็นตัวถ่วงของประชาคมอาเซียน ทุกคนอยากเห็นการเมืองในทุกประเทศของอาเซียนเดินไปสู่ทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย อย่างน้อยการตัดสินใจเปิดประเทศของพม่าคือคำตอบ ขณะเดียวกัน เราเห็นข้อวิจารณ์ของการเลือกตั้งในประเทศมาเลเซีย รวมถึงการเลือกตั้งในกัมพูชา และเห็นการเลือกตั้งในอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ยอมรับว่า การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการตัดสินในการเป็นรัฐบาล ข้อโต้แย้งของฝ่ายค้านในประเทศเหล่านี้ไม่ปฏิเสธกระบวนการเลือกตั้ง แต่อยากเห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม แต่ในกรณีของการเมืองไทยคือกลุ่มอนุรักษนิยมปฏิเสธการเลือกตั้ง จึงทำให้การเมืองไทยติดกับตัวเองแล้วเดินไม่ได้ ขณะเดียวกันประเทศรอบๆ กำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คำถามสำหรับเราก็คือ ก่อนเป็นประชาคมอาเซียน เราจะสร้างการเมืองภายในของไทยรองรับต่อความเป็นประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะการเป็นประชาคมอาเซียน ประเทศไทยต้องบริหารปัญหาที่ตามมาอีกหลายเรื่อง และหากการเมืองยังเดินในทิศทางนี้ตอบได้เลยว่าก็ไม่มีค่าเลย ทั้งๆ ที่เราเป็นผู้เริ่มมาก่อนหน้านี้ด้วย เมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะกลายเป็นตัวรั้ง

@ความเห็นของบรรดาประเทศในภูมิภาคอื่นๆ และเหล่าประเทศมหาอำนาจก็มีท่าทีออกมาเช่นกัน

คงมีความกังวลไม่ต่างกัน ยิ่งบรรดาประเทศมหาอำนาจมีทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ทางการเมืองและความมั่นคงที่อยู่ในไทย เช่นเดียวกัน ไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์ที่มีความปั่นป่วนในไทย หากมองจากมุมของสหรัฐ ซึ่งเจอปัญหาในยูเครนอย่างเดียวก็หนักหน่วง มองจากมุมของอียูซึ่งต้องเจอกับปัญหาทางเศรษฐกิจในบ้านตัวเอง และต้องแบกปัญหาความสัมพันธ์กับรัสเซีย คงไม่มีใครอยากเห็นปัญหาในสังคมในเอเชียในตะวันออกเฉียงใต้ปั่นป่วนด้วยเรื่องการเมืองอีก รวมทั้งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและจีน ที่อยากเห็นการเมืองไทยกลับสู่สภาวะปกติและเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ ด้านหนึ่งอาจจะบอกว่านี่เป็นผลประโยชน์ของพวกเราก็จริง แต่ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าบรรดาชาติมหาอำนาจใหญ่ๆ หวังว่าการเมืองที่มีเสถียรภาพของไทยจะเอื้อให้ภูมิภาคนี้ไม่กลายเป็นจุดระเบิดหรือการเป็นปัญหา

@จะได้เห็นภาพวันที่ชาติมหาอำนาจหรือองค์กรใหญ่ๆ อย่างยูเอ็นเข้ามาแทรกแซงเพื่อการแก้ไขปัญหาการเมืองในไทยหรือไม่

คงลำบาก เพราะปัจจัยจากการแทรกแซงจากภายนอกไม่สูงเหมือนในยูเครน เพราะกรณีดังกล่าวเป็นความเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์กับบรรดารัฐมหาอำนาจภายนอกค่อนข้างชัดเจน สำหรับประเทศไทยถ้าจะกล่าวว่ารัฐมหาอำนาจไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง คงเป็นการปฏิเสธความจริงอย่างหนึ่ง เพราะในหลายเดือนที่ผ่านมา เราเห็นแถลงการณ์ของหลายรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะรัฐบาลประเทศหลักๆ และพูดหลายครั้ง ซึ่งหากมองจากท่าทีทางการเมืองระหว่างประเทศก็ถือว่าเขาได้ทำมากแล้ว เพื่อเรียกร้องสติของคนในสังคมไทยให้การเมืองกลับมาสู่สภาวะปกติ เพราะไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์ทางการเมืองไทยรุนแรง

@ล่าสุดที่ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คริสตี เคนนีย์ ทำคลิปอวยพรวันสงกรานต์ด้วยเพลง สุขกันเถอะเราŽ หากมองในทางการทูตนี่เป็นการสะท้อนนัยยะอะไรได้บ้าง

สถานทูตสหรัฐทำกิจกรรมในลักษณะนี้มาตลอด ด้านหนึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับการเมืองไทยโดยตรง แต่คิดว่าเป็นการสะท้อนการทูตสมัยใหม่อีกแบบ เป็นการทูตที่เรียกว่า การทูตภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องชมเชย ท่านทูตเคนนีย์ที่เป็นทูตที่เก่ง เพราะตั้งแต่มาอยู่ประเทศไทย ในโอกาสเทศกาลหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ หรือสงกรานต์ นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของสถานทูตอเมริกา ซึ่งเป็นการทูตที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับภาคประชาชนมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการทูตในแบบเดิมที่เป็นการทูตแบบหลังฉากทั้งหมด

@แต่ท่าทีของท่านทูตเคนนีย์ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นวิกฤตคราวนี้ก็มีความน่าสนใจมากในหลายเหตุการณ์

ถ้ามองดูจากสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว ต้องใช้การตีความเพราะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน คิดว่าทูตหลายประเทศไม่ใช่เพียงแค่ทูตสหรัฐ รวมถึงในสหภาพยุโรป และหลักๆ ในเอเชียทุกคนตามดูสถานการณ์ทางการเมืองไทย และในการติดตามทุกฝ่ายตามด้วยความรู้สึกเป็นห่วง บทบาทของทูตสหรัฐก็แสดงท่าทีถึงความเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ทางการเมืองในไทยอย่างชัดเจน

@ที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทยใช้ประโยชน์ในเวทีทางการทูตมากน้อยแค่ไหน

ความชอบธรรมในฐานะของการเป็นรัฐบาล ก็ตอบได้ชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามทำก็คือ การใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมรัฐ นำเวทีการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาล้อมวิกฤตการณ์ในรัฐไทยไม่ให้รุนแรงและขยายตัวไม่ให้เป็นวิกฤตการณ์ที่นองเลือด ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์โลกล้อมรัฐทำได้ แต่ในขณะเดียวกัน ต้องดูกันต่อว่า เมื่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ยุทธศาสตร์โลกล้อมรัฐจะยังใช้ได้ผลมากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยในหลายเดือนที่ผ่านมา เราเห็นบทบาทของยุทธศาสตร์นี้พอสมควร และเป็นแนวทางที่สอดรับกับความเป็นห่วงของรัฐบาลในหลายประเทศที่มีต่อไทยได้




....................







(ที่มา:มติชนรายวัน 21 เม.ย.2557)