วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

งบฯ2.5ล้านล้าน ผ่านฉลุย ‘บิ๊กตู่’ แจงแค่5ชม.


‘ใครมีปัญหาไหม’ไร้เสียงค้าน สนช.ทั้งทหาร-ตร.ไม่อภิปราย ผวจ.ดาหน้าโต้ล็อกสเปกสปช.
“พรเพชร-สุรชัย-พีระศักดิ์” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “บิ๊กตู่” สวมมาดผู้นำ แจกแจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 58 วงเงินสูงลิบ 2.575 ล้านล้านบาท ย้ำใช้เงินทุกบาททุกสตางค์โปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน หวังดันเศรษฐกิจพุ่งตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 วาง 8 ยุทธศาสตร์ควบคุมใช้จ่าย ตั้งเป้าจีดีพีปี 58 โต 3.5-4.5 กดเงินเฟ้อไว้ที่ 1.8-2.8 ฝันเก็บรายได้ 2.434 ล้านล้านบาท แผนกงาบมีหนาวสั่งกดค่าก่อสร้างลงให้ได้ 10-30% พร้อมรายงาน 3 เดือน ถาม สนช.เสียงเข้ม “มีใครไม่เห็นด้วยไหม” 5 ชั่วโมงครึ่ง วาระแรกผ่านฉลุย “พีระศักดิ์” แย้ม 21 ส.ค. เลือกนายกฯได้เลย กกต.มึนยังไม่รู้มีล็อกสเปก สปช. แต่ยอมรับข่าวแพร่ออกไปทำคนไม่อยากร่วมวง ยอดสมัคร 5 วัน ยังหยุมหยิม 472 คน ผู้ว่าฯหลายจังหวัดประสานเสียง ขั้นตอนโปร่งใส หอการค้าอีสานโวยสรรหาที่โคราชไม่แฟร์ บอร์ดชงบิ๊กทหารคุมกองสลากฯ

กระบวนการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าเต็มรูปแบบ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ต่อที่ประชุม สนช.
รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ปธ.สนช.

เมื่อเวลา 09.19 น. วันที่ 18 ส.ค.ที่ห้องรับรองพิเศษ ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 สำนักเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 และนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 ท่าม กลางสมาชิก สนช. ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมแสดงความยินดี หลังเสร็จพิธีนายพรเพชรนำคณะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 และสักการะพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระภูมิเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่
ยึดนิติธรรมนำสู่ประชาธิปไตย

จากนั้นนายพรเพชรให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนช.จะได้เริ่มปฏิบัติงานแล้ว และถือเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว สนช.ถือว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นสัญลักษณ์และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิติรัฐ คือการปกครองด้วยกฎหมาย แม้ว่าสภานี้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ สนช.ก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรนิติรัฐ และเราจะยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรมในการทำหน้าที่ เพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ระบอบการปกครองที่สมบูรณ์ในอนาคต
รับปากทำงานให้สมที่ทุกคนหวัง

นายสุรชัยกล่าวว่า จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จากนี้ไป สนช.จะเริ่มต้นทำหน้าที่ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองของประเทศไทย ว่าจากนี้ประเทศไทยจะมีฝ่ายนิติบัญญัติขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลบัญญัติกฎหมาย เชื่อว่า สนช.ทั้ง 197 คนจะอุทิศตนทำงานเพื่อไปสู่เป้าหมาย ยืนยันว่าจะช่วยกันนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอันแท้จริงให้ได้

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างสมบูรณ์ที่สุด นับจากนี้กระบวนการตามกฎหมายถือว่าสมบูรณ์แล้ว ขอฝากความหวังให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า สนช.จะทำหน้าที่ให้เป็นที่เชื่อถือของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
สภาฯคุมเข้มห้ามสื่อดักสัมภาษณ์

ขณะที่การดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณรอบอาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองใน ก่อนเปิดประชุมสนช. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ตั้งกรวยแบ่งช่องจราจร พร้อมกระจายกำลังอยู่โดยรอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาตรวจรถเข้าออกอย่างเข้มงวด โดยให้รถสมาชิก สนช. และคนติดตามเข้ามาภายในบริเวณอาคารรัฐสภาได้เท่านั้น ขณะที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดโซนนิ่งสื่อมวลชน จากเดิมสื่อมวลชนมักดักรอสัมภาษณ์รัฐมนตรีอยู่บริเวณชั้นลอยอาคารรัฐสภา 1 ได้ แต่วันนี้มีการออกกฎห้ามไม่ให้สื่อขึ้นไปดักรอสัมภาษณ์ที่ชั้นลอย รวมถึงบริเวณบ่อปลาคาร์พ ที่อยู่ชั้นล่างทางเข้าอาคารรัฐสภา 1 โดยให้รออยู่ภายในอาคารเท่านั้น และจัดโพเดียมสำหรับการให้สัมภาษณ์ ขณะที่บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีสมาชิก สนช. ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุมต่อเนื่อง
สนช.ตบเท้าพรึ่บเข้าประชุม

ต่อมาเวลา 10.00 น. จึงเริ่มประชุม สนช. มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธาน โดยมีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุม 178 คน จากทั้งหมด 197 คน แต่ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุม นายพรเพชร ได้นำสมาชิก สนช.รับทราบพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธาน สนช. และรองประธานสนช. จากนั้นได้นำ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ นายบุญทักษ์ หวังเจริญ นายรัชตะ รัชตะนาวิน พล.ท.วลิต โรจนภักดี สมาชิก สนช. กล่าวปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากการประชุม สนช.นัดแรก เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ทั้งหมดไม่ได้เข้าประชุม พร้อมกำชับให้ สนช.อยู่ร่วมประชุมทุกครั้งและตลอดเวลา ไม่ควรออกนอกห้องประชุม เนื่องจากมีข้อบังคับเรื่องการแสดงตนการลงมติ ที่จะเชื่อมโยงถึงการสิ้นสุดสมาชิกสภาพ และขอให้ทุกท่านตระหนักว่าเรามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ ระหว่างนี้ยังไม่มีข้อบังคับการประชุม สนช. จึงขอนำข้อบังคับการประชุม สนช. ปี 2549 มาบังคับใช้โดยอนุโลม
ตั้ง กมธ.ยกร่างข้อบังคับ-วิป สนช.

จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่วาระการประชุม เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมสนช. โดยนายตวง อันทะไชย สนช. เสนอตั้งกรรมาธิการฯจำนวน 20 คน ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบตามที่เสนอ และให้ทำงานแล้วเสร็จภายใน 15 วัน และตั้งคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติชั่วคราว หรือวิป สนช.ชั่วคราว จำนวน 23 คน
“บิ๊กตู่” สวมมาดผู้นำแจงงบฯ 58

กระทั่งเวลา 10.35 น. จึงเริ่มพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำเสนอหลักการและเหตุผลว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 พิจารณาความต่อเนื่องแผนงานโครงการทุกกระทรวง ทบวง กรม ลักษณะบูรณาการ เชื่อมโยงกันทำให้เกิดความยั่งยืน โดยต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ตั้งแต่ปี 2555-2559 และเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ต้องดูว่าประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์อย่างไร เดินหน้าประเทศทางไหน เห็นว่าต้องเน้นทั้งเกษตรกรรมและอุตสาห-กรรมไปด้วยกัน ขณะที่มาตรการควบคุมให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม รายงานใช้งบประมาณรายไตรมาส การเดินหน้าต้องมีแผนงานโรดแม็ป 3 เดือนจะทำอะไร ขอโทษเสียงอาจจะดัง เป็นอย่างนี้ไม่ได้ดุเดือดอะไร เขาเตือนให้ตนใจเย็นๆ แต่ตื่นเต้นปวดท้องตั้งแต่เช้า ทุกคนยังไม่มีความสุข
ตั้งวงเงิน 2.575 ล.ล.ดัน ศก.พุ่ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไม่เกิน 2.575 ล้านล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น จำนวน 2,533,034,659,800 บาท และชดใช้เงินคงคลังจำนวน 41,965,340,200 บาท สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2557 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 1.9-2.9 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศ ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง หลังสถานการณ์การเมืองชัดเจน และการบริหารราชการแผ่นดินดำเนินต่อได้ โดยการเร่งทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งจะเบิกจ่ายได้ตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชน ให้อุปสงค์ภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ
ตั้งเป้าปั่นรายได้พุ่ง 2.434 ล.ล.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5-4.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลก ซึ่งจะให้มูลค่าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้อุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปี 2557 สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจปี 2558 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 1.8-2.8 แม้จะมีแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัว แต่คาดว่าระดับราคาน้ำมันจะค่อนข้างทรงตัว ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากมูลค่าการส่งออกที่เร่งตัวขึ้น และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประมาณการว่าจะเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น 2,434,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนร้อยละ 2.1 หลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 109,000 ล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่นำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายรัฐบาล 2,325,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า คสช.ตระหนักดีถึงความสามารถจัดเก็บรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มไม่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับใช้มาตรการทางภาษีเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงกำหนดวงเงินงบประมาณปี 58 ไว้ที่ 2,575,000 ล้านบาท เทียบกับปี 57 เพิ่มขึ้น 50,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 2 โดยเป็นเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 250,000 ล้านบาท ปัจจุบันฐานะเงินคงคลังอยู่ที่ 333,429 ล้านบาท จะบริหารเงินคงคลังให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งงบประมาณปี 58 เป็นแบบขาดดุล โดยนำการใช้จ่ายในปี 2557 เป็นข้อมูล ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง ซึ่งกำหนดนโยบายและแนวทางจัดสรรงบประมาณที่สำคัญ เช่น จัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการ พิจารณาการใช้จ่ายให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย
วาง 8 ยุทธศาสตร์ควบคุมใช้จ่าย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับกรอบยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเร่งรัดวางรากฐานที่ดีของประเทศ 186,240.7 ล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ 222,762.7 ล้านบาท 3.ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม 169,112.6 ล้านบาท 4.ยุทธศาสตร์การศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิต 955,921 ล้านบาท 5.ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 135,121.8 ล้านบาท 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม 24,741.4 ล้านบาท 7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 9,594.9 ล้านบาท 8.ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 354,484.6 ล้านบาท และ 9.รายการค่าการดำเนินการภาครัฐ 517,020.3 ล้านบาท
หวังกดค่าก่อสร้างลงให้ได้ 10-30%

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่าการจัดสรรงบประมาณปี 58 มีพื้นฐานหลักการ เหตุผลที่ชัดเจนและเหมาะสม จึงขอให้มั่นใจว่าเงินภาษีอากรของประชาชน จะใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ยึดหลักการความระมัดระวัง ความคุ้มค่าและโปร่งใส และระหว่างปีงบประมาณจะมีกลไกเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด ทุกหน่วยงานจะต้องรายงานการใช้จ่ายทุกๆ 3 เดือนให้ทราบ ค่าก่อสร้างจะต้องลดลง 10-30 เปอร์เซ็นต์ ต้องไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ ใครที่เก็บค่าหัวคิวเรียก คสช.ได้เลย คสช.เชื่อมั่นว่าหากดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติได้ รวมทั้งวางรากฐานที่ดีเพื่ออนาคตประเทศ รวมเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงชี้แจง 1 ชั่วโมง 15 นาที
ทหาร–ตร.ไม่มีใครกล้าแหยม

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิก สนช. อภิปรายแสดงความเห็น โดยมี สนช.ยื่นรายชื่อขอ อภิปราย 16 คน แต่นายตวง อันทะไชย สนช. แย้ง ว่า จำนวนสมาชิกที่ยื่นชื่ออภิปรายถือว่าน้อยมาก ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายแต่ไม่ได้ยื่นรายชื่อมา สามารถยกมือขออภิปรายเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา แต่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมเห็นว่า หากทำแบบนั้นจะทำให้การประชุมยืดเยื้อ จึงสอบถามที่ประชุมว่ามีสมาชิกคนใดต้องการอภิปรายเพิ่มเติมหรือไม่ ปรากฏว่ามีเพียงนายตวงเพียงคน เดียวที่ยกมือขออภิปราย จึงมีผู้อภิปรายรวมเป็น 17 คน โดยไม่มีทหารและตำรวจแม้แต่คนเดียวมีรายชื่อร่วมอภิปราย
ชักแถวชื่นชมจัดงบเหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายไปในทิศทางเดียวกัน โดยเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฯ และพึงพอใจกับการชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จัดทำงบครอบคลุมยุทธศาสตร์ทุกด้าน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ลดความเหลื่อมล้ำ โดยนาย สมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า ชื่นชมงบรายจ่ายปี 58 เพราะแต่ละหน่วยงานตั้งงบอย่างเหมาะสม ไม่มีการของบประมาณเผื่อไว้ ในกรณีถูกตัดงบ แต่ขอให้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้ ป.ป.ช. ขณะที่นายตวง อันทะไชย สนช. เสนอแนะให้เน้นยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาของชาติ
โวใช้สมองทหารวางแผนทุกขั้น

หลัง สนช.อภิปรายครบทุกคนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ลุกขึ้นชี้แจงอีกรอบด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า คณะคสช.นั่งฟังข้อคิดเห็นซึ่งเป็นประโยชน์ จะทำทุกอย่าง ให้ดีที่สุด ทำเท่าที่ทำได้ ทุกอย่างต้องปฏิรูปให้ได้ ถ้าปฏิรูปไม่สำเร็จก็เดินต่อไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของ โครงสร้าง ทุกอย่างต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูป ที่ผ่านมาตนไม่ได้อ่านงบประมาณอย่างเดียว แต่เอางบ ประมาณปี 56-57 มาดูควบคู่กับการดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่วันนี้การต่อต้านยังมีอยู่ทุกที่ เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น ส่วนการปฏิรูปจะ ทำได้หรือไม่ภายใน 1 ปี ตนเข้ามาแก้ปัญหาและวางอนาคตไปข้างหน้า ทุกอย่างคิดไว้หมดแล้ว ด้วยมันสมองของทหาร แต่อย่าบอกว่า คสช.แก้ปัญหาได้หมด เพราะ คสช.ไม่ใช่เทวดาแก้ได้ทุกเรื่อง ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ยืนยันว่าไม่มีการทุจริต แม้แต่สลึงเดียวตนก็ไม่ได้
เสียงเข้มมีใครไม่เห็นด้วยไหม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่บอกว่ากระทรวงกลาโหมได้งบเพิ่ม ก็ได้เพิ่มเล็กน้อย เป็นไปตามสัดส่วนที่ควรได้ ขณะนี้ทุกคนลงเรือลำเดียวกันแล้ว หากทำไม่ได้ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตนไม่อยากสร้างภาระ ไม่กู้เงิน ปีหน้าปีเดียวจะทำทุกอย่างที่ควรทำ จะกำหนดปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน โดยทำเป็นโรดแม็ป 1-5 ปี ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาชี้แจงร่วม 30 นาที โดยใช้น้ำเสียงขึงขัง ดุดัน ขณะที่สมาชิกทุกคนได้แต่นั่งนิ่งเงียบ รับฟังอย่างตั้งใจ และก่อนจะจบการชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ได้ถามด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า “มีใครมีปัญหาอะไรไหมครับ” และยังกล่าวย้ำในช่วงท้ายอีกครั้งว่า “มีใครไม่เห็นชอบบ้างไหมครับ” ซึ่ง สนช.ทุกคนได้แต่นั่งยิ้มไม่มีใครกล้าแสดงความเห็น
5 ชั่วโมงครึ่งวาระแรกผ่านฉลุย

จนถึงเวลา 15.30 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานที่ประชุม ได้ขอมติที่ประชุม โดยมีสมาชิกแสดงตัวเข้าประชุม 186 คน ปรากฏว่ามีมติรับหลัก การ 183 เสียง โดยไม่มีใครลงมติไม่เห็นชอบ มีเพียง งดออกเสียง 3 คน คือ ประธานและรองประธานฯทั้ง 3 คนเท่านั้น จากนั้นที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 จำนวน 50 คน กำหนดเวลาแปรญัตติภายใน 7 วัน โดยให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา สรุปรายงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 11 ก.ย. และเสนอเข้าสู่ที่ประชุม สนช. เพื่อพิจารณาวาระสองและสามในวันที่ 17-18 ก.ย. โดยก่อนปิดประชุมนายพรเพชร กล่าวขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะที่ร่วมรับฟังอภิปรายจนจบ ซึ่งสมาชิกร่วมกันปรบมือให้เสียงดังลั่นห้องประชุม โดย พล.อ.ประยุทธ์และคณะลุกขึ้นยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนที่ประธานฯจะสั่งปิดประชุมในเวลา 15.40 น. รวมใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 ชั่วโมง 30 นาที
“ฉัตรชัย” คุมเกมเข็น พ.ร.บ.งบฯ

หลังจากพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯเสร็จ มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา สนช. ได้เสนอชื่อ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร สนช. แต่ พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ สนช. เสนอชื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ สนช. โดย พล.อ.ธีรเดชได้ขอถอนตัว เพราะไม่พร้อมทำ หน้าที่ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ พล.อ.ฉัตรชัยเป็นประธาน โดยมีรองประธานคณะกรรมาธิการ 10 คน มีนายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย เป็นเลขานุการ ทั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะที่คณะกรรมาธิการฯชุดนี้จะเริ่มประชุมตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. จนถึงวันที่ 3 ก.ย. และประชุมทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยจะพิจารณาให้เสร็จภายในวันที่ 5 ก.ย. ก่อนเสนอให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 11 ก.ย.ต่อไป
วิป สนช.เคาะประชุมพฤหัสฯ–ศุกร์

ขณะที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ได้เรียกประชุมวิป สนช.ชั่วคราว ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกนายสุรชัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ขณะที่รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ มีนายสมชาย แสวงการ เป็นเลขานุการ มีนายเจตน์ ศิรธรานนท์ เป็นโฆษก และมี พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ เป็นที่ปรึกษา จากนั้นที่ประชุมกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ทุกวันพุธ เวลา 09.30 น. พร้อมกำหนดให้มีการประชุม สนช. ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์
“สุรชัย” ยืนยันได้ผู้นำไม่เกิน ส.ค.

นายสุรชัยให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การประชุมวิป สนช. จะพิจารณาร่างกฎหมาย 10 ฉบับเร่งด่วน ที่ คสช.ส่งมาให้ สนช.เร่งพิจารณา ซึ่งจะจัดลำดับ ความสำคัญต่อไป ส่วนการเลือกนายกรัฐมนตรียืนยัน ว่าจะได้นายกฯไม่เกิน ส.ค.นี้ ขณะที่ข้อกังวลว่า พล.อ. ประยุทธ์จะนั่งควบเก้าอี้นายกฯทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น เป็นเรื่องที่ สนช.จะรับไว้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ แต่เมื่อดูจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน เพราะหลังจากมีนายกฯและคณะรัฐมนตรีแล้ว อำนาจของ คสช.จะลดลงและ ดูเพียงเรื่องความมั่นคงเท่านั้น ส่วนการตรวจสอบเรื่อง ต่างๆ จะเป็นหน้าที่ สนช. โดยการใช้กลไกกรรมาธิการฯ ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนายกฯ
ดีเดย์ 21 ส.ค.เลือกนายกฯได้เลย

อีกด้าน นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. เรียกประชุมคณะกรรมาธิการสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช. โดยที่ประชุมมีมติเลือก นายพีระศักดิ์ เป็นประธาน ขณะที่นายพีระศักดิ์กล่าว ว่า คาดว่าจะใช้เวลาร่างข้อบังคับให้เสร็จภายใน 15 วัน แต่หากวันที่ 21 ส.ค. ประธาน สนช.บรรจุวาระการประชุมเพื่อเลือกนายกฯ ประธานที่ประชุมอาจใช้อำนาจนำข้อบังคับหมวดที่ 8 มาใช้ในการลงมติเลือกนายกฯ โดยอนุโลม
กกต.มึนยังไม่รู้มีล็อบบี้ สปช.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกระแสข่าวการล็อบบี้บุคคลเข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในขั้นตอนของจังหวัด ว่ามั่นใจจะไม่มีการ ล็อบบี้ เนื่องจากกระบวนการสรรหา สปช.จังหวัด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการในแต่ละจังหวัด กกต.มีหน้าที่รวบรวมเอกสารแล้วรายงานความคืบหน้าในการรับสมัครเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานสถานการณ์ที่ผิดปกติ หากมีข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตการเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหา สปช. ยังถือว่าไม่มีความผิด เพราะเป็นเพียงข้อครหาเท่านั้น หากมีหลักฐานยืนยันสามารถเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ ส่วนกรณีที่ กกต.จะเสนอบุคคลเข้าร่วมกระบวนการสรรหา สปช. คาดว่าจะได้มติในวันที่ 20 ส.ค.
รับข่าวล็อกสเปกทำคนเมิน

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า กกต.ได้มีหนังสือไปยัง ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัด ให้แจ้งต่อประธานคณะกรรมการสรรหาว่าขอให้ระมัดระวัง เนื่องจากมีกระแสข่าวเกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นจริงจะรายงานให้ คสช.รับทราบ เชื่อว่า คสช.เอาจริง เพราะต้องการได้คนที่มีความหลากหลายจากทุกเพศ ทุกสาขาอาชีพ เชื่อว่าคณะกรรมการสรรหาส่วนใหญ่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ยอมรับว่าเมื่อมีกระแสข่าวการล็อกตัวบุคคลไว้แล้ว เป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้องค์กรนิติบุคคลไม่อยากเข้ามาเสนอชื่อ เพราะกลัวว่าถึงเสนอชื่อก็ไม่ได้รับการคัดเลือก
รอรายงานคืบหน้า “ประวิตร”

นายภุชงค์กล่าวอีกว่า ยังเชื่อว่าในช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนการปิดรับการเสนอชื่อ จะมีองค์กรนิติบุคคลมาเสนอชื่อจำนวนมาก จึงอาจปรับวิธีการรับการเสนอชื่อ เพิ่มบุคลากร แจกบัตรคิว ขณะเดียวกันวันที่ 19 ส.ค. เวลา 09.00 น. ที่สโมสรกองทัพบก วิภาวดี ตนและนายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต. ด้านบริหารงานเลือกตั้ง จะไปรายงานความคืบหน้าให้คณะที่ปรึกษา คสช. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ว่ามีบุคคลเข้าเสนอชื่อจำนวนเท่าใด รวมทั้งอาจเสนอวิธีการสรรหาว่าควรใช้วิธีการใดในการคัดเลือกบุคคล
ยอดสมัคร 5 วันรวม 472 คน

ต่อมา นายภุชงค์แถลงสรุปยอดการเปิดรับรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. วันที่ 5 ว่า มีผู้เสนอชื่อทั้งหมด 182 คน มาที่ กกต.กลาง 29 คน และส่งไปรษณีย์อีก 3 คน ส่วนระดับจังหวัดมี 150 คน สรุปการเปิดรับการเสนอชื่อทั้ง 5 วัน มีองค์กรนิติ-บุคคลเสนอชื่อเข้ามา 126 คน สมัครทางจังหวัด 346 คน รวมทั้งสิ้น 472 คน ยังไม่พบปัญหาอุปสรรคใด โดยหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อทยอยส่งข้อมูลกลับมายัง กกต. โดยพบเพียงรายเดียวที่ขาดคุณสมบัติจากกรณีถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากการเลือกตั้งในอดีต
ตากให้ กก.สรรหา 1 สิทธิ 1 เสียง

ทางด้านความเคลื่อนไหวในการเปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ วันเดียวกัน นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ ผวจ.ตาก กล่าวว่า กรรมการสรรหาทั้ง 5 คน ประกอบด้วยตน ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดตาก นายก อบจ.ตาก ประธาน กกต.ตาก และตัวแทนองค์กรเอกชน ได้พูดคุยถึงวิธีการสรรหา มอบหมายทุกคนไปสรรหามาคนละ 1 คน ซึ่งจะสรรหาโดยวิธีการใดก็ตามให้เหลือ 1 คน คือ 1 คน 1 สิทธิ 1 เสียง ทุกคนมีสิทธิเสนอ ไม่ใช่ผู้ว่าฯเสนอคนเดียว ผู้ถูกเสนอชื่อทั้ง 5 คน จะส่งรายชื่อให้ กกต. ป.ป.ช.ตรวจคุณสมบัติก่อนส่งรายชื่อให้ คสช.ต่อไป
ผู้ว่าฯเชียงใหม่ปัดไม่มีล็อกสเปก

ที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีผู้ยื่นสมัครเพียงคนเดียว คือ นายอาคม ตุลาดิลก อดีต ส.ว.เชียงใหม่ โดยนายทรงพล นาคะหนุ หัวหน้าฝ่ายจัดการเลือกตั้ง กกต.เชียงใหม่ กล่าวว่ามีผู้สนใจไปขอรับใบสมัครจำนวน มากเพื่อนำไปศึกษารายละเอียด คาดว่าก่อนถึงวันสิ้นสุดรับสมัครวันที่ 22 ส.ค. คงมีผู้ยื่นสมัครเพิ่มอีกหลายราย ด้านนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาวางกรอบการรับสมัคร เปิดกว้างให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ไม่มีการล็อบบี้หรือล็อกสเปกผู้สมัคร ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
อุบลฯขอเอกสารเพียบแต่มาน้อย

ที่ จ.อุบลราชธานี นายทรงศักดิ์ จันทรุกขา ผอ.สำนักงาน กกต.อุบลราชธานี เลขานุการคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช.ระดับจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาฯมีมติไม่ใช้วิธีเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เป็นสมาชิก สปช. แต่จะใช้วิธีการทาบทามผู้มีความเหมาะสม เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้วจะคัดเลือกให้เหลือ 5 คน เพื่อส่งให้ คสช.คัดเลือกเหลือเพียง 1 คน ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการทาบทามสามารถแสดงความประสงค์เข้าร่วมรับการคัดเลือกเป็นสมาชิก สปช. โดยขอรับเอกสารที่สำนักงาน กกต.อุบลราชธานี นำไปกรอกข้อมูลยื่นสมัครกับคณะกรรมการสรรหาคนใดคนหนึ่งก็ได้ ขณะนี้มีผู้ขอเอกสารไปแล้ว 40 ใบ แต่การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการทั้ง 5 คน ว่าจะเลือกใครมารับการคัดสรรอีกครั้ง
หอการค้าอีสานโวยโคราชไม่แฟร์

ที่สำนักงาน กกต.นครราชสีมา ว่าที่ ร.ต.สุทัศน์ คำเป๊ก ผอ.กกต.นครราชสีมา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช. ระดับจังหวัด กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการสรรหาฯทั้ง 5 คนไปทาบทามบุคคลที่มีความเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ คนละ 1-3 คน ส่งให้ฝ่ายเลขานุการฯตรวจสอบคุณสมบัติ จากนั้นคณะกรรมการฯนัดประชุมวันที่ 26 ส.ค. เพื่อพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 5 คน ส่งชื่อให้ คสช. พิจารณา ยืนยันว่าไม่มีใครกำหนดหรือล็อกสเปกได้ เพราะกรรมการแต่ละคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

ด้านนายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงแนวทางการสรรหาสมาชิก สปช.จังหวัด โดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมาก แต่ พล.ท.อัศวิน รัชฎานนท์ ประธานคณะกรรมการสรรหา กลับใช้วิธีให้คณะกรรมการสรรหาทั้ง 5 คน ไปทาบทามบุคคลมาเองโควตาละ 3 คน ซึ่งไม่ยุติธรรม อยากเรียกร้องให้คณะกรรมการสรรหาเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาสมัครรับการสรรหา เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการสรรหา หรืออย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้คณะกรรมการสรรหาถูกตำหนิ ในกรณีที่มีบุคคลใกล้ชิดได้รับการสรรหาเข้ามา
ชลบุรี–ปากน้ำทุกอย่างยังปกติ

นายคมสัน เอกชัย ผวจ.ชลบุรี กล่าวว่า ผู้ที่ปล่อยข่าวถือว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัด เพราะยึดถือนโยบายและระเบียบของ คสช.ทุกอย่างเป๊ะ คณะกรรมการคัดเลือกไม่สามารถล็อกสเปกใครได้ เพราะคณะกรรมการทุกคนต่างมีวุฒิภาวะสูงเป็นข้าราชการระดับชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ไม่มีใครอยากมาเสียชื่อเสียงเสียอนาคตเด็ดขาด ยืนยันว่า จ.ชลบุรีไม่มีการล็อกสเปก ใครสนใจยื่นความจำนงสมัครได้ที่ กกต.จังหวัดชลบุรี ถึงวันที่ 28 ส.ค.57 นี้

ส่วนนายพินิจ หาญพาณิชย์ ผวจ.สมุทรปราการ กล่าวว่า คาดว่าน่าจะมีผู้ที่ได้รับการทาบทามไม่น้อยกว่า 15 คน จากนั้นก็ทำการคัดเลือกให้เหลือจำนวน 5 คน เสนอให้ส่วนกลางคัดเลือกต่อไป เบื้องต้นพบว่ามีข้าราชการระดับสูงเพียง 2 รายเท่านั้นที่เข้ามาสอบถามเรื่องการสมัคร ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานสถานการณ์ที่ผิดปกติ เชื่อมั่นว่า จ.สมุทรปราการ ไม่มีการล็อบบี้อย่างแน่นอน
ผู้ว่าฯ พัทลุงโต้ไม่มีใครเอาชื่อมาทิ้งแน่

นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า มั่นใจว่าคณะกรรมการสรรหาทั้ง 5 คน เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นผู้ทรงเกียรติที่ชาวพัทลุงต่างยอมรับ คงไม่กล้าประพฤติตนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คงไม่มีใครกล้าทำลายเกียรติประวัติศักดิ์ศรีตนเอง และวงศ์ตระกูล จากการทำหน้าที่ในครั้งนี้แน่นอน เพราะทุกคนเชื่อว่าชาวพัทลุงก็คงอยากได้คนดีเป็นตัวแทนชาวพัทลุงเข้าไปทำหน้าที่ สปช. ตนมั่นใจว่าบุคคลทั้ง 5 คน ที่ได้รับการทาบทาม จะได้รับการยอมรับจากชาวพัทลุงแน่นอน
หนุน คสช.ใช้อำนาจพิเศษปฏิรูป

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การสมัคร สปช. ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร คนประเภทดี เด่น ดัง ไม่ค่อยให้ความสนใจสมัครเป็น สปช. จึงกังวลว่าจะไม่สามารถสะท้อนข้อเท็จจริงได้เท่าที่ควร แม้จะมีตัวแทนพรรคการเมืองสมัคร แต่ก็เป็นพรรคเล็กที่ไม่ค่อยมี ส.ส.ในสภา ทั้งที่ คสช.ได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมที่สะท้อนผ่านโพลต่างๆสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จึงควรใช้โอกาสนี้ปฏิรูปการเมือง โดยใช้อำนาจพิเศษในสถานการณ์พิเศษ ไม่ใช่ใช้อำนาจปกติในสถานการณ์พิเศษอย่างที่ทำขณะนี้ ที่ตั้ง สนช. หรือ สปช. เพราะ คสช.มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในมือ สามารถชูการปฏิรูปเรื่องใดก็ได้ เพราะการตั้ง สนช. หรือสปช. เท่ากับว่าต้องการให้มีการมีส่วนร่วมจากหลายฝ่าย แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่า สนช.ที่ตั้งไม่หลากหลาย และกลับประกาศอีกว่า เมื่อปฏิรูปแล้วจะไม่มีการทำประชามติอีก จึงเท่ากับว่าตัดการมีส่วนร่วมในภาคประชาชนหรือภาคสังคม จึงขัดแย้งกันเองในตัว
ชี้ “ทักษิณ” เผยไต๋รอนิรโทษฯ

นายนิพิฏฐ์กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบอกผ่านบุคคลที่บินไปหาที่ฮ่องกง ปล่อยให้ทหารแสดงฝีมือไปเพราะเชื่อว่า คสช.จะอยู่ได้แค่ 1 ปี ว่า คงเป็นการส่งสัญญาณต่อสังคมเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาหยุด และพร้อมทำตามที่ คสช.ร้องขอแล้ว คือเล่นบทเด็กดี แต่ท้ายที่สุดก็ยังเปิดเผยความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง คือการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ตอนนี้มีการนำเสนอประเด็นนี้ขึ้นมาอีก ถือเป็นคำตอบสุดท้าย ทั้งนี้เชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่รวมถึงคดีที่ผู้ชุมนุมไปกระทำความผิดทางอาญาอื่น เช่น คดีปล้น เผา โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องแยกออกให้เด็ดขาด และตนเชื่อว่าทั้ง สนช.และ สปช.ที่กำลังสรรหา คงจะไม่ยอมให้มีการนิรโทษกรรมคดีทุจริตแน่
แนะ “ประยุทธ์” อย่าเป็นหุ่นเชิด

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การสรรหาคนเป็น สนช. สปช. รวมถึง ครม. ทราบข่าวว่ามีผู้มีบารมีในสายทหารพยายามบีบ พล.อ.ประยุทธ์ให้เอาคนของเขาเข้าไปโดยมีเรื่องผลประโยชน์บางอย่าง จนทำให้พล.อ.ประยุทธ์บ่นว่าเหนื่อย ขออยู่ปีเดียว จึงอยากฝาก พล.อ.ประยุทธ์ให้หนักแน่น อย่าทำตามกลุ่มเดิมๆ ที่เคยใช้อำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 2550 ซ้ำรอยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ปฏิวัติในปี 2549 จะเป็นเพียงหุ่นเชิด รวมถึงการโยกย้ายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หากย้ายคนเก่าๆ พอคนใหม่มา ข้าราชการเก่าๆก็แอนตี้จึงเสียเวลาเรียนรู้งานอีก ถ้าเป็นไปได้ก็ควรใช้คนเก่ามากกว่า
“ป๋าเติ้ง” ทำบุญวันเกิดครบ 82

วันเดียวกันเวลา 07.00 น. ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วย น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา นายวราวุธ ศิลปอาชา เดินทางมาทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายบรรหารอายุครบ 82 ปี ในวันที่ 19 ส.ค. โดยมีนายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. และสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าร่วมงานพร้อมเพียง
ตีตราลับบัญชีทรัพย์สิน คสช.

อีกเรื่อง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ยืนยันคสช.พร้อมแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ คสช.ยื่นแสดง บัญชีทรัพย์สิน แต่หากเจ้าตัวต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ จะยื่นก็ทำได้ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กรณีนี้เมื่อยื่นมาแล้ว คงไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่ามีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐตำแหน่งใดบ้าง ที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชน ส่วน สปช.จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.หรือไม่นั้น ป.ป.ช.ยังไม่มีมติคงต้องไปดูแนวทางปฏิบัติเดิมเมื่อปี 2549 เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน คงต้องรอการประสานจากสำนักงานเลขาธิการ สปช. เพื่อหารือก่อน
กุมขมับจัดอันดับโกงดิ่งเหว

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช. เป็นประธานเปิดนิทรรศการ“พอกันที การโกง” พร้อมเปิดตัวรถประชาสัมพันธ์ (โมบาย) โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวในช่วงเสวนา “พอกันที การโกง” ว่าการจัดอันดับความโปร่งใสเรื่องการทุจริต ปรากฏว่าไทยสาละวันเตี้ยลงทุกที จากอันดับ 80 กว่าเป็นอันดับ 102 ซึ่งเดือน ธ.ค. จะดูว่าจะหล่นหรือดีขึ้น การโกงเหมือนขยะที่สุมอยู่ในประเทศมายาวนาน เป็นขยะความคิด ขยะทัศนคติ ทำให้เราต้องต่ำเตี้ยลงในสายตาประชาคมโลก คนไทยเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ วิ่งเต้นช่วยเหลือกันเอาลูกหลานไม่มีความสามารถมาทำงาน ขณะนี้มี ป.ป.ช.จังหวัดครบ 77 จังหวัดแล้ว หากมีการชี้มูลองค์กรทุจริต ไม่ว่าจะเป็น อบต. อปท. เทศบาล จะแพร่กระจายให้ประชาชนรู้ว่างบประมาณถูกเจียดไปเข้ากระเป๋านักการเมืองเท่าไร
ปลุก ขรก.หยุดฉวยโอกาส

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคราชการต้องรู้บทบาทตัวเอง เมื่อเข้ามารับราชการต้องเสียสละ จะมาวางอำนาจบาตรใหญ่ ฉวยโอกาส อยากมีอำนาจวาสนาแบบสุดโต่ง บ้านเมืองจะเกิดความไม่เรียบร้อย ที่ผ่านมาประเทศดำรงความสง่างามมาตลอด เพิ่งมีระยะหลังที่ระเบียบการปกครองขาดความถูกต้อง ขาดการยึดเหนี่ยวเรื่องธรรมภิบาล มีการเมืองมาครอบงำ ข้าราชการต้องอยู่จนเกษียณอายุราชการ หากทุจริตต้องพ้นจากหน้าที่ เป็นมลทินติดตามครอบครัวและตระกูลไปตลอด
ย้ำปืนที่หายไม่ใช่ของกลาง คสช.

ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ พร้อม พล.ร.ท.กฤษฎา เจริญพานิช หัวหน้าสำนักงานตุลาการศาลทหาร ร่วมกันแถลงข่าวอาวุธปืนที่ยึดมาจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของ คสช. สูญหายจากศาลทหารกรุงเทพ 54 กระบอก ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 และ 24 ก.ค. ที่ศาลทหารกรุงเทพนัดพิจารณาคดี ซึ่งต้องเบิกอาวุธปืนที่เป็นวัตถุของกลางในคดีมาประกอบการพิจารณา แต่ปรากฏว่าไม่พบของกลาง จึงมีการตรวจสอบบัญชีของกลางตั้งแต่ พ.ศ.2535 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีอาวุธปืนของกลางที่เก็บรักษาไว้สูญหายไป 46 กระบอก เป็นอาวุธมีทะเบียน 15 กระบอก นอกนั้นเป็นอาวุธเถื่อน ในจำนวนนั้นมี 2 กระบอก อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี อีก 44 กระบอกคดีสิ้นสุดแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งคืนให้กรมสรรพาวุธเพื่อนำไปทำลาย เพราะอาจมีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่
รายงาน “บิ๊กตู่” รับทราบแล้ว

พล.อ.จิระกล่าวว่า ยืนยันว่าอาวุธปืนที่หายไปทั้ง 46 กระบอก เป็นอาวุธปืนสั้น ไม่ใช่อาวุธสงคราม และเป็นของกลางในคดีปกติที่มีจำเลยเป็นทหารเท่านั้น เป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนมีการประกาศใช้กฎ อัยการศึก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาวุธปืนตามประกาศของ คสช. ขณะนี้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.ชนะสงคราม กับนายทหาร 2 นาย ที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง คือ ร.อ.ชินพล ออรุ่งโรจน์ ส่วน จ.ส.อ.สมเกียรติ ม้าย่อง ยังหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่พบสัญญาณการใช้โทรศัพท์มือถือใน จ.นนทบุรี แต่ยังหา ตัวไม่พบ จะพยายามติดตามตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่ง จ.ส.อ.สมเกียรติจะสามารถยืนยันได้ว่า ร.อ.ชินพลมีส่วนรู้เห็นหรือไม่
สั่งศาลทหารทั่วประเทศเช็กคลัง

พล.อ.จิระกล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทบทวนระเบียบราชการทหาร 2535 เรื่องการเก็บรักษาของกลาง ว่ามีความล้าสมัยอย่างไร และจะพัฒนาระบบการจัดเก็บให้รัดกุมยิ่งขึ้น และกำชับให้ศาลทหารจังหวัดทหารบกและศาลทหารมณฑลทหารบกทั่วประเทศ ตรวจตราของกลางอย่างเข้มงวด ตนเรียนเรื่อง ดังกล่าวให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม รับทราบแล้ว และคาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. คงรับทราบแล้วเช่นกัน

ด้าน พล.ร.ท.กฤษฎากล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากระบบ แต่เกิดจากเจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำของกลางออกไป โดยคาดว่าเป็นการทยอยนำออกไป ส่วนจะไปตกอยู่ในมือของใครนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในศาลทหารกรุงเทพ พบว่าไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามาในสถานที่จัดเก็บของกลาง จึงมอบหมายให้ฝ่ายวิชาการ สำนักงานตุลาการศาลทหาร ไปศึกษาระเบียบข้าราชการ 2532 ว่ามีจุดไหนที่เป็นช่องโหว่ เพื่อปรับแก้ให้เหมาะสม
ตร.ชงกฎหมายชุมนุมฯ เข้า สนช.

พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รอง โฆษก ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ประชุมคณะทำงานยกร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งหรือประกาศเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในการ ชุมนุมสาธารณะ ที่มีจุดประสงค์ให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการชุมนุม โดยไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ จนเกิดความเดือดร้อนเกินสมควร โดยนำร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะที่เคยผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไปแล้ว แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้ตกไปหลังการยุบสภา โดย สตช.เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีความสำคัญจำเป็นต่อการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงเร่งพิจารณาแก้ไขปรับปรุงเพื่อนำร่างกฎหมายนี้เสนอเข้าพิจารณาต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้ง
นปช.ค้านจำกัดสิทธิประชาชน

นายวรชัย เหมะ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เป็นการจำกัดสิทธิห้ามประชาชนชุมนุมเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธสามารถทำได้ตามหลักสากล ทุกวันนี้ไม่มี ส.ส.ที่จะเป็นตัวกลางสะท้อนปัญหา จึง ควรปล่อยเขาแสดงออกตามสมควร ถ้าประชาชนไม่เดือดร้อนจริงคงไม่มา ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณา ให้ดี ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ลักษณะนี้เข้ามา แต่ก็ไม่ผ่าน ทั้งๆที่สมัยนั้นมีการชุมนุมบ่อยครั้ง และยืดเยื้อยาวนาน จึงคิดว่าร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะไม่ควรมี เพราะมี พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือแม้แต่กฎอัยการศึกใช้แก้ปัญหาได้อยู่แล้ว
บอร์ดชงบิ๊กทหารคุมกองสลากฯ

อีกด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดกองสลากฯมีมติเห็นชอบให้ พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ เป็นผู้อำนวยการ(ผอ.) สำนักงานสลากฯ คนใหม่ โดยจะรายงานกระทรวงการคลังทราบเพื่อเสนอต่อ คสช.พิจารณาในวันที่ 19 ส.ค.นี้ หาก คสช.อนุมัติ สำนักงานสลากฯก็พร้อมเซ็นสัญญาว่าจ้างทันที เมื่อมี ผอ.สำนักงานกองสลากฯแล้ว จะได้เข้ามาแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากฯเกินราคา การพิจารณาจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลใหม่จำนวน 43 ล้านฉบับ ที่หมดอายุลงเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของ คสช. โดยในวันที่ 21 หรือ 22 ส.ค.นี้ บอร์ดชุดใหม่น่าจะประชุมหารือในประเด็นต่างๆ ได้ หลังจากที่มี ผอ.สำนักงานสลากฯคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว