วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

'ประยุทธ์'รุดกราบ สมเด็จปากน้ำ


โยธาโอ่ราคาไมค์ถูกลง ปี๊บครอบหัวท้วงอธิการ
“นายกฯประยุทธ์” หน้าตาอิ่มเอิบ นำ ครม.เข้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนปฏิบัติหน้าที่ เจ้าประคุณฝากแก้ปัญหาน้ำ-ป่า-หมู่บ้านรักษาศีล 5 “สุกรี” มาตามนัดเดินเอาปี๊บคลุมหัวต้าน “หมอรัชตะ”สวมหมวก 2 ใบ ลั่นจะสวมเข้าประชุมคณบดีทุกครั้ง จนกว่าสำเร็จ อธิบดีกรมโยธาฯควงเอกชนตั้งโต๊ะแจงไมค์แพงระยับ ชี้เป็นรุ่นใหม่ไฮเทค คุณภาพสูง โวต่อรองราคาลงมาได้ตัวละเกือบ 5 หมื่น กรมบัญชีกลางไฟเขียวให้จัดซื้อวิธีพิเศษ เผยยังไม่ได้เซ็นสัญญาเพราะจะต่อรองราคาอีกรอบ ป.ป.ช.ยังไม่เข้าไปสอบ อ้างต้องรอจนกว่าจะมีผู้ร้องเรียนเข้ามาก่อน

ระหว่างรอการแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 12 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำ ครม.เข้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปฺญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากนํ้า ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่
“บิ๊กตู่” เข้าทำเนียบฯไม่ขึ้นตึกไทยฯ

เมื่อเวลา 12.40 น.วันที่ 10 ก.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปฺญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และกรรมการมหาเถรสมาคม ที่ห้องประชุมอาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อขบวนรถ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาทำเนียบฯ ไม่ได้ขึ้นไปจอดที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า แต่ขับเลี่ยงไปที่ทางเชื่อมระหว่างตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรี โดยเข้าไปห้องรับรองที่ตึกสันติไมตรีแทน ซึ่งการนัด ครม.มาครั้งนี้ไม่ได้รับประทานอาหารกลางวัน ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) จัดไว้แต่อย่างใด
สวมชุดผ้าไหมสีทองหน้าตาอิ่มเอิบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐมนตรีได้ทยอยเดินทางมาทำเนียบฯ เพื่อมาขึ้นรถบัส โดยนายกฯและรัฐมนตรีทั้งหมดสวมชุดพระราชทาน โดย พล.อ.ประยุทธ์สวมเสื้อผ้าไหมสีเหลืองทองและมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม จากนั้นเวลา 13.15น. พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นรถเบนซ์ ปริ๊นเตอร์ ทะเบียนรถ อย 6436 กรุงเทพ– มหานคร เดินทางออกจากทำเนียบฯ พร้อมขบวนรถบัสคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ก่อนขึ้นรถ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งให้รอวันที่ 12 ก.ย.
นำ ครม.กราบเจ้าประคุณสมเด็จฯ

กระทั่งเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์และ ครม.ได้เดินทางมาถึงห้องประชุมอาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปฺญโญ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และได้เข้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยมีนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รายงานเบิกตัว พล.อ.ประยุทธ์
ให้คำมั่นจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกราบนมัสการตอนหนึ่งว่า เกล้ากระผมมีความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าประคุณสมเด็จฯโปรดมีเมตตาให้เกล้ากระผมและ ครม. เข้าถวายสักการะในวันนี้ ด้วยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เกล้ากระผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ส.ค.และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ในการนี้เกล้ากระผมและ ครม.มีความตั้งใจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในกรณีที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯและพระคุณเจ้ามีความประสงค์จะให้ดำเนินการในเรื่องใดๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ และพึงกระทำได้ เกล้ากระผมและคณะมีความยินดีขอน้อมรับที่จะดำเนินการในเรื่องนั้นตามความประสงค์
เจ้าประคุณฯฝากแก้เรื่องน้ำกับป่า

จากนั้นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้กล่าวสัมโมทนียกถาตอนหนึ่งว่า ขอบใจที่นายกรัฐมนตรีสักการะกรรมการมหาเถรสมาคมก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ขอฝากให้นายกรัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหา 2 เรื่องคือเรื่องน้ำและเรื่องป่า โดยเรื่องน้ำให้ระวังผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งจะมีประชาชนมาเดินขบวนคัดค้าน เพราะไม่ต้องการให้มีการขุดลอกคลอง เพราะจะกระทบความเป็นอยู่ของประชาชน และเกิดตลิ่งพัง ส่วนเรื่องป่านั้นปัจจุบันมีภูเขาหัวโล้นจำนวนมาก โดยได้เสนอความคิดให้มอบที่ดินแก่พระสงฆ์รูปละ 100 ไร่ เพื่อเข้าไปอยู่อาศัยดูแล โดยทำสัญญาว่า 5ปีต้องปลูกป่าให้เต็มพื้นที่ ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวให้อาศัยเพื่อทำการปลูกป่าเท่านั้น ไม่ได้ให้เป็นเอกสิทธิ์
นายกฯรับปากดูแลทั้ง 2 เรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะดูแลทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยทำการขุดลอกแม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน เพื่อเปิดเส้นทางระบายน้ำ ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่ง และใช้ประโยชน์ในด้านเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ส่วนเรื่องการปลูกป่านั้นจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหารือบูรณาการ และดำเนินการเร่งด่วนในระยะที่ 1 ก่อน เพื่อส่งมอบให้ ครม.ชุดต่อไปดำเนินการอย่างยั่งยืน
โครงการหมู่บ้านศีล 5 จะทำให้ครบ

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สมเด็จฯ ได้กำชับและได้ฝากเรื่องการอนุรักษ์ป่า สิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับนโยบายการทำงานของรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรไม่ให้น้ำไหลบ่าท่วมภาคกลางและนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับใส่เกล้าฯ รวมถึงเรื่องการปลูกป่าที่พระสงฆ์จะช่วยในเรื่องการปลูกป่าด้วยโดยจะมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปวางแผนการดำเนินการให้พระสงฆ์มีส่วนช่วยในการดูแลป่าด้วย และเรื่องหมู่บ้านรักษาศีล 5 เป็นโครงการที่สมเด็จฯ ได้เริ่มไว้ รัฐบาลจะดำเนินการต่อให้ครบทุกหมู่บ้าน ถ้าเราคนไทยมีคุณธรรมจริยธรรม ศีลธรรมประเทศไปได้แน่นอน
แบ่งงาน 5 รองนายกฯเสร็จแล้ว

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีแล้ว มอบหมายตนดูแลงานด้านสังคม กำกับดูแล 4 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ดูแลความมั่นคง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ดูแลด้านต่างประเทศ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านกฎหมาย
ฮึ่มใครนั่งแช่-เกียร์ว่างปรับออก

นายยงยุทธกล่าวอีกว่า สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ดูภาพใหญ่ มีกระทรวง หน่วยงานขึ้นตรง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นอกจากนี้ ที่ประชุมมีการแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว จากนี้ไปรัฐมนตรีทุกคนต้องรู้ตัว ทำงานให้ได้ผล ไม่อย่างนั้นนายกฯจะปรับออก นั่งแช่เฉยๆไม่ได้ มีเวลาแค่ 1 ปี
12 ก.ย. รบ.แถลงนโยบายต่อ สนช.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกทำหนังสือด่วนมาก ที่ สว (สนช) 0007/(น 12) ลงวันที่ 10 ก.ย.2557 ถึงสมาชิก สนช.ว่า ด้วยประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีคำสั่งให้นัดประชุม สนช. ครั้งที่ 8/2557 วันศุกร์ที่ 12 ก.ย. เวลา 10.00 น. โดยมีระเบียบวาระเรื่องด่วนคือ คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ชูหลักคิดตามปรัชญา ศก.พอเพียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ส่งรายละเอียดมายังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 10 ก.ย. เพื่อให้สมาชิก สนช. พิจารณาและศึกษาประกอบการประชุมแล้ว ในร่างคำแถลงนโยบายมีการระบุว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องต่างๆ จำแนกเป็น 11 ด้าน โดยได้นำยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ว่าด้วยการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักสำคัญ ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทรงเน้นความพอดี พอสม พอควร แก่ฐานะด้วยความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกันมาเป็นแนวคิด ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และความต้องการของประชาชน
คสช.ชี้แจงแนวทาง ปชส.

ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค มีการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานตามโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก่บุคลากรกรมประชาสัมพันธ์ โดยมี พ.อ.สุทัศน์ นาคพันธ์ รองผู้อำนวยการยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 และรองหัวหน้าฝ่ายยุทธการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นตัวแทนเลขาธิการ คสช. นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายกฤษฎา บุญราช อธิบดีกรมการปกครอง และนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. ร่วมชี้แจง
ห้ามสื่อทุกชนิดโจมตี คสช.–รบ.

นายอภินันท์กล่าวว่า การทำงานของกรมประชาสัมพันธ์ ยังต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง แม้ว่าจะมีรัฐบาล มี ครม.แล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่จบ ยังมีการเคลื่อนไหวของบางกลุ่มแนวโน้มทำให้บ้านเมืองแตกแยก ดังนั้นจึงต้องยึดคำสั่งและประกาศ คสช.โดยเฉพาะฉบับที่ 79, 97 และ 103 ยึดหลักปฏิบัติตาม 3 ประการ คือ 1.ห้ามนำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองมาออกรายการ 2.เนื้อหาการดำเนินรายการ ต้องไม่โจมตี คสช.และรัฐบาล

วันนี้ขอไว้ก่อน เพราะอาจทำให้เข้าใจผิดซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือผู้นำต่างๆ 3.รายการที่จัดต้องเป็นการบันทึกเทป เพื่อจะได้ตรวจสอบเนื้อหาได้ว่าล่อแหลมหรือไม่ ขอให้ระวังทำตามประกาศเคร่งครัด ห้ามโฟนอินแม้กระทั่งรายการเพลง เรามีวิทยุ 147 คลื่น มีคณะกรรมการติดตามข่าวสารตลอดเวลา ติดตามหนังสือพิมพ์ทุกฉบับว่า สร้างความขัดแย้งหรือไม่ แม้กระทั่งไลน์ เฟซบุ๊ก มีการติดตามตลอด ช่องไหน คลื่นไหน
“พล.อ.ธนะศักดิ์” เดินสายจีน–ยูเอ็น

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า วันที่ 12 ก.ย. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ มีกำหนดพบปะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศอย่างเป็นทางการเพื่อมอบนโยบาย ส่วนกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศ จะเริ่มจากไปร่วมประชุมไชน่า-อาเซียน เอ็กซ์โป ครั้งที่ 11 ที่หนานหนิง มณฑลกวางสี ของสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 15-17 ก.ย. โดยจะพบกับนายจาง เกาลี่ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจของจีน รวมทั้งพบผู้นำหรือรัฐมนตรีต่างประเทศประเทศอาเซียน อาทิ นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ นอกจากนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ จะเป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 69 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 24-28 ก.ย. โดยมีกำหนดการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีอาเซียน และพบปะหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติพร้อมกับรัฐมนตรีอาเซียน ส่วนกำหนดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเริ่มเยือนประเทศในอาเซียน แต่ยังอยู่ระหว่างการประสานงานว่าจะไปประเทศใดก่อน
“สุกรี” มาตามนัดต้าน “หมอรัชตะ”

ที่อาคารภูมิพลสังคีต วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ศาลายา นายสุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ที่เรียกร้องให้ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุขและอธิการบดี ม.มหิดล ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นด้วยที่ นพ.รัชตะจะนั่งควบ 2 เก้าอี้ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งบ่มเพาะปัญญา ผู้นำควรจะมีสามัญสำนึก การที่ นพ.รัชตะไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีจะกลายเป็นปัญหาของแผ่นดิน เพราะการนั่งควบเป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็นเรื่องของสามัญสำนึกของคนที่เป็นครู อาจารย์ คำที่อยากจะพูดทั้งหมดอยู่บนปี๊บ ตอนนี้ตนรู้สึกอายจนหน้าชา จึงต้องซื้อปี๊บมาคลุมหัว อายเขาไปทั่ว เลยขอเอาปี๊บคลุมหัวไม่ให้หน้าชา
เดินเอาปี๊บคลุมหัวเข้าประชุมคณบดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายสุกรีให้สัมภาษณ์เสร็จ ได้นำปี๊บคลุมหัว โดยที่ปี๊บใบดังกล่าวมีข้อความติดรอบทั้ง 3 ด้านอาทิ “ขอโทษด้วยรับไม่ได้ต้องใช้ปี๊บคลุมหัวไว้กลัวถูกปี๊บคลุมหัว จะเตะปี๊บ ตีปี๊บ ไม่โดนตัว ปี๊บคลุมหัวน่าอับอายไร้สำนึก” “ฤาบ้านเมืองนี้หมดสิ้นความดี สามัญสำนึกบ่มีหมดสิ้น จิ้งจกกิ้งก่ามีประจบเกลื่อน ผู้กล้าหดหัวเหี้ยนในกระดอง” จากนั้นเดินออกจากอาคารภูมิพลสังคีต ไปยังอาคารสำนักงานอธิการบดีระยะทางประมาณ 1 กม. โดยระหว่างทางมีบุคลากรของ ม.มหิดลจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ

นายสุกรีได้เข้าร่วมประชุมคณบดีประมาณ 1 ชม. โดยให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ตนได้นั่งเอาปี๊บคลุมหัวตลอดเวลา 1 ชม. เพื่อดูท่าทีคณบดีต่างๆ ที่ประชุมไม่มีการสอบถามอะไร ตนก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับ นพ.รัชตะ นั่งจนรู้สึกเบื่อจึงลุกออก และยืนยันว่าจะเอาปี๊บคลุมหัวจนกว่า นพ.รัชตะจะลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี
กก.สภา ม.มหิดลออกโรงค้านอีกคน

นายกิติกร จามรดุสิต อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล ได้มอบดอกเข็มเป็นกำลังใจให้นายสุกรี ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนในฐานะตัวแทนกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล ประเภทอาจารย์ประจำ ได้ทำหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยมหิดลให้ทบทวนบทบาทและหน้าที่ของ นพ.รัชตะ และจะไปทวงถามคำตอบในการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 17 ก.ย. เนื่องจากเห็นว่า นพ.รัชตะไม่ควรนั่งควบทั้งสองตำแหน่ง นอกจากนี้ กลุ่มอาจารย์ อาทิ น.ส.กฤตยา อาชวนิจกุล จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม น.ส.ประทับจิต นีละไพจิตร จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา และตัวแทนจากโครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ได้ทำหนังสือถึงอธิการบดี มหาวิทยา– ลัยมหิดลคัดค้านการควบสองตำแหน่งเช่นกัน
อธิบดีโยธาฯตั้งโต๊ะเคลียร์ไมค์แพง

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้บริหารจาก บ.อัศวโสภณ และห้างหุ้นส่วนจำกัดภัทรรุ่งโรจน์ แถลงชี้แจงกรณีการติดตั้งระบบเสียงห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล นายมณฑลกล่าวว่า กรณีที่มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อ และติดตั้งระบบไมโครโฟนห้องประชุมดังกล่าว โดยมีการจัดซื้ออุปกรณ์ในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดทำให้รัฐต้องจ่ายสูงกว่าความเป็นจริง มีการส่งของและติดตั้งก่อนมีการทำสัญญาอาจเป็นการดำเนินการโดยไม่โปร่งใส ขอชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักเลขาธิการนายกฯ ต้องดำเนินการให้เสร็จในเดือน ก.ย.และต้องใช้อุปกรณ์ทันสมัยมีประสิทธิภาพ โดยเลือกบริษัทอัศวโสภณที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงในงานด้านนี้ ซึ่งบริษัทนำอุปกรณ์ไมโครโฟนของ Bosch รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยีทันสมัยมาติดตั้ง
โวกดราคาลงมาตัวละเกือบ 5 หมื่น

นายมณฑลกล่าวว่า กรมโยธาฯได้ต่อรองราคาให้บริษัทปรับลดราคาลง โดยบริษัทยินดีให้ส่วนลดเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะงานปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล จากราคาตั้งเสนอขายที่ 145,000 บาทต่อเครื่อง ลดลงร้อยละ 35 ตามที่กรมต่อรอง คงเหลือเป็นเงิน 95,250 บาทต่อเครื่อง รวมทั้งลดราคาในส่วนอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ทั้งนี้ ทำให้ราคาค่าจัดหาและติดตั้งระบบโสตทัศนูปกรณ์ทั้งหมด คงเหลือเป็นเงิน 53,800,000 บาท ซึ่งประมาณราคาของกรมฯ ได้ประมาณการไว้เบื้องต้นเป็นเงิน 67,988,000 บาท สามารถประหยัดงบประมาณลงเป็นจำนวนเงิน 14,188,000 บาท
เวลามีน้อยต้องจัดซื้อวิธีพิเศษ

อธิบดีกรมโยธาฯกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการติดตั้งก่อนที่จะมีการทำสัญญาที่อาจจะไม่โปร่งใส กรมได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงตึกบัญชาการ 1 และ 2 ให้เสร็จภายในวันที่ 9 ก.ย. ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 50 วัน โดยคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ กรมบัญชีกลาง ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งเลขาธิการนายกฯว่า กรณีที่สำนักเลขาฯ จำเป็นต้องปรับปรุงทำเนียบเร่งด่วน ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ กรณีว่าควรเปรียบเทียบรายละเอียดของสินค้าว่ามีอุปกรณ์และระบบครบตามที่ปรากฏในใบเสนอราคาตามความต้องการของทางราชการหรือไม่นั้น คณะกรรมการตรวจรับงาน ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการที่เป็นวิศวกรทุกสาขาของกรมและข้าราชการจากสำนักเลขาธิการนายกฯ ซึ่งเป็นผู้ใช้งานจะต้องตรวจสอบให้เป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดไว้
ยันยังไม่ได้เซ็นสัญญากับเอกชน

“ขอยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 15 อย่างที่เป็นข่าว เพราะยังอยู่ระหว่างการต่อรองราคายังไม่ได้สรุปราคา ผมได้รายงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ ดูแลงานของสำนักนายกฯว่าจะต่อรองให้ได้ราคาที่ต่ำกว่าราคากลาง หลังจากนั้นเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว จะประกาศรายละเอียดทั้งหมด โดยเฉพาะราคาลงในเว็บไซต์ เพื่อความโปร่งใส ยืนยันว่าไม่มีการโกงเพื่อรับผลประโยชน์ ผมยินดีรับการตรวจสอบ หากผมผิดก็พร้อมจะรับโทษทั้งทางวินัยและอาญา” นายมณฑลกล่าว
ป.ป.ช.มองตาปริบๆดูของแพง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ยังไม่เข้าไปสอบสวนเรื่องนี้ ต้องรอจนกว่าจะมีผู้ส่งเรื่องร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. ถ้ามีการร้องเรียนเข้ามา ก็จะตรวจสอบให้ แม้ ป.ป.ช.จะมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการทุจริตเองได้ แต่ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ป.ป.ช.จะเข้าไปตรวจสอบได้ทันที ต้องมีข้อมูลก่อน ขณะนี้ ป.ป.ช.ยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย ต้องรอให้มีผู้ร้องเข้ามาก่อนจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ การจัดซื้อดังกล่าวที่ยกเว้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์เป็นสิ่งที่ทำได้หากมีความจำเป็น
ทีดีอาร์ไอเล็งเปิดผลวิจัยจำนำข้าว

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นเอกฉันท์ว่าสำนวนคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าวไม่สมบูรณ์ว่า รายงานการศึกษาโครงการรับจำนำข้าวมี 2 ฉบับ ประกอบด้วย ฉบับแรกที่ อสส. อ้างว่า ปปช. ส่งให้มีแต่หน้าปก เป็นรายงานการวิจัยนโยบายรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิต 2548/49 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่วนฉบับที่สอง รายงานการศึกษาโครงการรับจำนำข้าวของทีดีอาร์ไอ ศึกษาทุจริตการระบายข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทีดีอาร์ไอไม่เคยส่งให้ ป.ป.ช. และไม่ได้นำไปกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดังนั้นการที่ อสส. สับสนอาจมีสาเหตุหลายประการ ทั้งนี้คาดว่าสัปดาห์หน้าทีดีอาร์ไอจะเปิดเผยผลสรุปรายงานวิจัยเรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าวได้ ซึ่งรายงานฉบับนี้ไม่ใช่การสืบสวน หาตัวผู้กระทำผิด แต่เป็นงานทางวิชาการที่แสวงหาหลักฐานว่ามีการทุจริต ศึกษาพฤติกรรมการทุจริต และมูลค่าการทุจริตในการระบายข้าว
ป.ป.ช.มุ่งสอบประเด็น อสส.ติดใจ

ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการตั้งคณะทำงานร่วมอัยการสูงสุด-ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาสำนวนคดีรับจำนำข้าวที่ยังไม่สมบูรณ์ว่า ได้เซ็นลงนามตั้งตัวแทนคณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช. จำนวน 10 คน เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งไปให้อัยการสูงสุดรับทราบ จากนั้นจะกำหนด การประชุมคณะทำงานนัดแรกโดยเร็วที่สุดต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าคณะทำงานจะได้ข้อสรุปเมื่อใด โดยมีประเด็นขัดแย้งที่อัยการแจ้งมายัง ป.ป.ช.อาทิ เรื่องอำนาจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี ว่ามีอำนาจยับยั้งโครงการที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาหรือไม่ ประเด็นการทุจริตว่า เกิดขึ้นในขั้นตอนใด เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้มองเรื่องการทุจริตเป็นหลัก แต่เน้นเรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว เบื้องต้นอัยการสูงสุดขอให้ ป.ป.ช.สอบเพิ่มพยานในส่วนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และทีดีอาร์ไอ ส่วนพยานที่ฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์อยากให้สอบสวนเพิ่มเติมนั้น คงต้องมาหารือในชั้นคณะทำงานก่อน ถ้าจำเป็นก็จะสอบเพิ่มเติมให้
เล็งพบ “บิ๊กตู่” ถกแผนปราบโกง

นายปานเทพ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญกับนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริต โดย ป.ป.ช.ได้ประสานไปยังรัฐบาลแล้วว่า ขอให้รัฐบาลกำหนดเรื่องการป้องกันทุจริตเป็นยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่ง ป.ป.ช.พร้อมช่วยรัฐบาลผลักดันนโยบายป้องกันการทุจริตเต็มที่ โดยตนอาจจะนำทีมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรี เพื่อหารือการทำงานเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เหมือนที่เคยทำในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โปรดเกล้า “สุภา” นั่ง ป.ป.ช.แล้ว

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. เป็นต้นไป ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปยัง น.ส.สุภาแล้วว่า จะเดินทางเข้ามาทำงานที่สำนักงาน ป.ป.ช.เมื่อใด ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ได้จัดเตรียมห้องทำงานให้ น.ส.สุภาไว้เรียบร้อยแล้ว