วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

บิ๊กตู่ยํ้าอํานาจ ไม่ได้แย่งใคร




เอ่ยกับชาววปอ. ย้ายอธิบดีที่ดิน ไมตรี-รองปลัด

ครม.ตบเท้าเข้ากระทรวงลุยงานคึกคัก “ประวิตร-อุดมเดช” เดินสายเข้าวัดพระแก้ว-ไหว้ศาลหลักเมืองนำชัย ก่อนเข้ากระทรวงกลาโหมมอบนโยบายแต่ไก่โห่ “บิ๊กป้อม” เรียกติวเข้มหน่วยงานความมั่นคง ขีดเส้น 3 เดือนโชว์ผลงานคืนความปลอดภัยประชาชน “อนุพงษ์” เข้า มท.ปลุกข้าราชการระดมกลไกสลายขั้วเลิกแบ่งสี “ประยุทธ์” ถือฤกษ์มงคล 09.09 น. เข้าทำเนียบฯ ขอทุกฝ่ายช่วยกันลดไฟขัดแย้ง แจงกลางวง วปอ.ไม่ได้แย่งอำนาจใครมา รับหนักใจโรดแม็ประยะ 2 มท.ชง ครม.ย้ายใหญ่บิ๊ก ขรก. 2ลอต เด้งอธิบดีกรมที่ดินเก็บกรุหรือนั่ง ผวจ. ผู้ว่าฯเมืองคอนเสียบแทน “ไมตรี” นั่งรองปลัดฯ “อภิชาติ” เป็นผู้ว่าฯอยุธยา กองปราบส่งอัยการฟ้อง 5 ผู้ต้องหาพกปืน-ระเบิดก่อเหตุป่วนแยกคอกวัวปี 53 “ถาวร” อุบไต๋ข้อมูลชายชุดดำ ขู่พร้อมแฉในศาลสู้คดี “อภิสิทธิ์-สุเทพ”

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว โดย รัฐมนตรีต่างเดินทางเข้ากระทรวงที่รับผิดชอบ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมประชุม มอบนโยบายแก่ข้าราชการเดินหน้าทำงานทันที

“บิ๊กป้อม–บิ๊กโด่ง” เข้ากระทรวงแต่ไก่โห่

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงกลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม (บิ๊กป้อม) พร้อมด้วย พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร (บิ๊กโด่ง) รมช.กลาโหม ถือฤกษ์เวลา 06.09 น. เดินทางเข้าทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อเป็นสิริมงคล จากนั้นเวลา 06.19 น. ไปสักการะองค์พระ หลักเมือง ก่อนเข้ากระทรวงกลาโหมไปสักการะเจ้าพ่อหอกลอง พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปหล่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง ชูโต) พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมรูปจอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ โดยมี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ. ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้ช่วย ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสนาธิการทหาร อากาศเข้าร่วมพิธี และ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม รอต้อนรับ ต่อมาเวลา 07.20 น. กระทรวงกลาโหมได้จัดพิธีสวนสนามจากกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ 1 กองพัน เพื่อต้อนรับอย่างสมเกียรติ บริเวณลานอเนกประสงค์ ก่อนรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของกระทรวงกลาโหม ภายในห้องภาณุรังษี

ฟิตเรียกขันนอตหน่วยงานมั่นคง

จากนั้น พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์หลังมอบนโยบายการทำงานให้ข้าราชการกระทรวงกลาโหมว่า กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ดูแลงานความมั่นคงให้รัฐบาล ตนรับผิดชอบในส่วนของรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหมจะดูแลการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด อีก 1-2 วัน จะเรียกหน่วย งานด้านความมั่นคงของรัฐทั้งหมด มาพูดคุยบูรณาการให้คล่องตัวรวดเร็วชัดเจนมากยิ่งขึ้นให้เห็นผล โดยจะประเมินผลงาน 2-3 เดือนต่อครั้ง ประชาชนจะได้รับความปลอดภัยยิ่งขึ้นและครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อลดปัญหาอาชญากรรม การดูแล นักท่องเที่ยว สำหรับนโยบายการปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลไม่ต้องห่วง ในกระทรวงกลาโหมเรายึดถือความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง ทุกคนต้องช่วยกันทั้ง รัฐบาลและ คสช. โดยเฉพาะสื่ออย่ามโนให้มากนัก

โว คสช.พาชาติไปรอดแน่

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า นอกจากนี้ ตนยังมีหน้าที่ดูสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องคัดเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้ คสช.มุ่งมั่นจะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ำอยู่เสมอ มั่นใจว่ารัฐบาลนี้และ คสช.จะนำพาประเทศชาติเดินหน้าไปได้แน่นอน ส่วนการดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่ได้ลงไปในรายละเอียด โดยเฉพาะการพูดคุยสันติภาพ เพราะต้องไปสานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว นายกฯให้นโยบายชัดเจนว่าเป็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข

“อนุพงษ์” เน้นสลายสี ยันไร้วาระแฝง

ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อเวลา 09.09 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยเป็นวันแรก โดยเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง แล้วประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกระทรวง โดยนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต้อนรับและบรรยายสรุปภารกิจ โดย พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือความโปร่งใส ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่และแผนงาน การเข้ามาทำงานไม่มีวาระอื่น ไม่มีเรื่องทางการเมืองที่จะต้องอยู่ต่อ แต่เข้ามาเพื่อการปฏิรูปประเทศตามโรดแม็ปของ คสช.เมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็ไป เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งตามปกติ จึงต้องแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ให้ลุล่วงไปในทางที่ดี ต้องไม่ให้ส่งผลให้เกิดการทุจริตหรือเรื่องไม่ถูกต้อง ใครทำผิดหรือถูกขอให้ว่ากันไปตามกฎหมาย จะไม่มีการลูบหน้าปะจมูก ในวันที่ 18 ก.ย. จะประชุมผู้บริหารและ ผวจ.ทุกจังหวัด เพื่อพูดคุยนโยบายการทำงาน ขอฝากเรื่องศูนย์ดำรงธรรมให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ประชาชนมีความสุข สร้างความเป็นธรรม ไม่ให้มีการแบ่งสีเป็นก๊กเป็นเหล่า กระทรวงมหาดไทยต้องเป็นจุดเริ่มต้น

ระดมกลไก มท.อุดช่องว่าง

จากนั้น พล.อ.อนุพงษ์ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการสร้างความปรองดองว่า การที่ในสังคมมีความขัดแย้งเห็นต่างต้องเป็นการเห็นต่างที่อยู่ร่วมกันได้ ระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้คนมีการเสพข้อมูลที่อาจไม่มีการ กลั่นกรอง หรือมีคนปลุกระดมให้เข้าใจผิดจนเกิด ความขัดแย้งในสังคม เรื่องนี้ คสช.ดำเนินการไปได้ดี การดำเนินการต่อของกระทรวงมหาดไทยจะใช้กลไก ผวจ. นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอปท. สร้างความเข้าใจกับประชาชน นอกจากนี้ จะทำเป็นรายละเอียดให้คนเข้าใจว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ เพื่อให้ประเทศชาติพัฒนาไปได้ต้องปรองดอง ทั้งนี้จะเน้นการสร้างความเข้าใจ เมื่อถามว่า คาดว่าจะ ทำให้เสร็จภายใน 1 ปีหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า หากประเมินจะเห็นว่าช่วงนี้ประชาชนเข้าใจมากแล้ว จึงต้องสร้างความเข้าใจให้รู้จริง พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันให้คิดได้ว่าต้องอยู่ด้วยความไม่แตกแยก น่าจะทำให้เสร็จภายใน 1 ปี เพราะหากปล่อยไปอีก ประเทศจะแย่ไปกว่านี้ ส่วนการแบ่งงานให้ รมช.มหาดไทยคุยกันขั้นต้นแล้ว เรื่องใดเป็นวาระสำคัญจะมาหารือร่วมกัน ตนต้องดูคนส่วนใหญ่ของประเทศ น่าจะทำงานด้านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) การประปาส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ทำเนียบฯคึก รมต.ตบเท้าลุยงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคักในการรองรับ ครม.เดินทางเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการหลังการแถลงนโยบายต่อ สนช. ทั้งนี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ มาถึงทำเนียบรัฐบาลเป็นคนแรก เวลา 07.45 น. โดยอัญเชิญพระพุทธชินราช จำลอง หน้าตัก 9 นิ้ว ไปบูชาในห้องทำงานชั้น 2 ตึกบัญชาการ 1 จากนั้นขึ้นไปสักการะพระพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้าและลงมาไหว้ศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หน้าตึกบัญชาการ 1 ตามด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

“สุวพันธุ์” ดันแก้ ก.ม.ชุมนุมที่สาธารณะ

จากนั้นนายสุวพันธุ์ให้สัมภาษณ์ว่า งานที่ได้ รับมอบหมายอย่างเป็นทางการคือ การประสานกับสนช.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 20 คน โดยมีกฎหมายหลายฉบับต้องแก้ไข โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ จะดูให้ตกผลึกรอบสุดท้ายว่าควรจะเดินไปทางไหน งานความมั่นคงต้องยึดหลักเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และยึดหลักนายกฯทำก่อน ทำจริง มีผลสัมฤทธิ์และยั่งยืน ทำแอ็กชั่นแพลนให้สอดคล้องเชื่อว่าความมั่นคงดีขึ้น ส่วนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอให้รอดู 3 เดือน หลังจากนี้ น่าจะเห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากขึ้น บางอย่างเจ้าหน้าที่ทำอยู่ แต่พูดไม่ได้ และนายกฯรับ ผิดชอบเต็มที่ทั้งหมด

นายกฯมาตามฤกษ์มงคล 09.09 น.

ต่อมาเวลา 09.09 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินทางด้วยรถเบนซ์หมายเลขทะเบียน ศท 1251 กรุงเทพมหานคร จากกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พร้อมทีมรักษาความปลอดภัยและขบวนรถคุ้มกันชุดเดิมในตำแหน่ง ผบ.ทบ. มีรถสารวัตรทหาร (สห.) นำขบวน 3 คัน มอเตอร์ไซค์ (มดดำ) ประกบข้างรถ 1 คัน รถเบนซ์รักษาความปลอดภัย ปิดขบวน 1 คัน และรถทีมรักษาความปลอดภัยอีก 3 คัน รวมทั้งหมด 9 คัน เข้าปฏิบัติงานที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยนายกฯสวมสูทสีเทา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี อดีต ผบ.กองพลทหารม้าที่ 2 รักษา พระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ น.ส.เรณู ตังคจิวรางกูร รองเลขาธิการนายกฯ และผู้บริหารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ให้การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณผู้มาต้อนรับว่า เข้าใจว่าทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติ ขอให้ช่วยกันทำงานลดปัญหาความขัดแย้ง ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป จะตั้งใจทำงานในฐานะนายกฯให้ดีที่สุด แล้วจึงเดินขึ้นห้องทำงานชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า

ย้ำปฏิรูปปราบทุจริตทุกด้าน

จากนั้นเวลา 13.00 น. นายกฯเดินทางไปที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเป็นประธานแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร 2558-2562 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 56 หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (วปรอ.) รุ่น 26 และหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐ เอกชน และการเมืองรุ่น 7 โดยตัวแทนคณะนักศึกษาเสนอโครงสร้างจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ “การปฏิรูปประเทศ สร้างความผาสุกให้คนในชาติ” โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมเข้าร่วม ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า การนำเสนอเรื่อง การปราบปรามการทุจริต มีการปฏิรูป 11 ด้าน แต่ที่ไม่ได้ใส่เรื่องการคอร์รัปชันและการทุจริตเป็นหัวข้อไป เพราะทั้ง 11 เรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งสิ้น ปัญหาสำคัญคือการบริหารจัดการ การบริหารราชการแผ่นดินในทุกระบบต้องแก้ไขให้มีเอกภาพ ด้านเศรษฐกิจมีปัญหามาก ต้องทำให้คนไทยเข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้ได้ ส่วนจะมากหรือน้อยกำลังดำเนินการอยู่ “เมื่อพูดถึงภาษีคนจนคนรวยก็ตกใจ มี รมว.คลังชื่อนายสมหมาย ภาษีเข้ามา สงสัยต้องไปเปลี่ยนนามสกุล” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวติดตลก

บิ๊กตู่ยํ้าไม่ได้แย่งอำนาจใคร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เรายังเผชิญหน้ากับปัญหาเดิมๆ และมีเวลาจำกัด ถ้าช้ากว่านี้ก็คงแก้ไม่ได้ และจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีไม่ได้ นักศึกษา วปอ.มาจากหลายอาชีพ ต้องระดมมันสมองคนไทยมาช่วยแก้ปัญหาทุกมิติ ขอให้ใช้วิกฤติที่ท้าทายกลับมาเป็นโอกาส แก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมด เราเป็นรัฐบาลใหม่ที่รับงานต่อจาก คสช.แต่จะทำงานในแนวทางเดิมคือ ไม่มีความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ หนักใจในการทำงานที่เข้าสู่โรดแม็ประยะที่ 2 ต้องวางแผนอะไรทำก่อนหลังให้ประเทศไทยให้ยั่งยืนภายใน 1 ปี ใครจะรับต่อก็ทำต่อไป เรามาช่วยกันก่ออิฐประชาธิปไตยที่กำลังยุบลงมาให้แข็งแรง ตนไม่ได้แย่งอำนาจใครมา แต่เพราะรัฐบาลเดิมไม่มีอำนาจ เราเลยมาทำแทน ขอให้มั่นใจในรัฐบาลของเรา ทั้งคสช.และรัฐบาล วันนี้อย่าเพิ่งโทษว่าเป็นความผิดของใคร เพราะเราต้องเดินหน้า นโยบายเรานอกจากทำก่อน ทำจริง ทำทันที ก็ยังมี 3 ป. คือ เป็นธรรม โปร่งใส ปรองดอง แต่ไม่ใช่ 3 ป.อย่างที่สื่อมวลชนเขียนนั้นไม่มี

“หม่อมอุ๋ย” คุยปั้นดิจิทัลอีโคโนมี

ช่วงบ่าย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังสักการะพระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้าอีกครั้ง และลงมาก้มกราบตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าศาลพระภูมิและสักการะศาลตายาย จากนั้นเปิดเผยว่า อธิษฐานขอให้คิดอะไรดีๆออกเพื่อประเทศ หากคิดอะไรไม่ออกขอให้ท่านบอกด้วย จากนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ให้สัมภาษณ์ว่านโยบายเศรษฐกิจที่แถลงไว้เป็นการเขียนในสิ่งที่ทำได้จริง ต้องทำให้ลุล่วงภายใน 3 เดือน เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ จากนั้นเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว อาทิ โครงสร้างราคาน้ำมัน ภาษี โครงสร้างอุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น และแผนในอนาคตวางรากฐานให้รัฐบาลต่อไปสานต่อ เช่น โครงการคมนาคม แต่ที่ยากที่สุด Digital Economy โดยเฉพาะภาคการธนาคาร และอุตสาหกรรมรถยนต์ ต้องสร้างฐานดิจิทัลอีโคโนมีภายใน 1 ปี เป้าจีดีพีปีนี้ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เน้นเร่งการสร้างงาน และเร่งอนุมัติการลงทุนให้เกิดเร็วภายใน 3 เดือน

ดึง “คณิสสร” เป็นเลขานุการ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.วันที่ 16 ก.ย.จะเสนอชื่อ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นรองเลขาธิการนายกฯ นายอำนวย ปะติเส อดีต รมช.คลังในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ และนายไมตรี ศรีนราวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

“ปณิธาน” รองเลขาธิการนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่งข้าราชการการเมือง ที่จะเสนอที่ประชุม ครม.วันที่ 16 ก.ย.พิจารณาแต่งตั้งนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้ทาบทามและเสนอแต่งตั้งนายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผอ.วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า และอดีตรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นรองเลขาธิการนายกฯ โดยนายปณิธาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตรทาบทามมาพักหนึ่งแล้ว หากได้รับการแต่งตั้งจริง จะดูเงื่อนไขการทำงานอีกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบต่องานประจำ เมื่อถามว่า จะถูกมองเป็นคนพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ตอนที่มารับตำแหน่งในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และไม่ได้ลาออกจากข้าราชการ

“ฉัตรพงษ์” นอนมา ผอ.ข่าวกรองฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เปิดเผยว่า ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ ผอ.สขช.คนใหม่ หลังตนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. จะเสนอรอง ผอ.สขช.ที่มีลำดับอาวุโสสูงสุด ให้ ครม.พิจารณาตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุวพันธุ์ เตรียมเสนอชื่อ นายฉัตรพงษ์ ฉัตราคม รอง ผอ.สขช. อาวุโสลำดับที่ 1 ดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งนายฉัตรพงษ์เป็นลูกหม้อ สขช.เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองภายในประเทศ และเป็นนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) รุ่นที่ 51 ร่วมรุ่นบุคคลสำคัญใน คสช.และรัฐมนตรีหลายคน อาทิ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ว่าที่ ผบ.ทร. พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ

“อนุสิษฐ” ซิวเลขาฯ สมช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)เสนอชื่อนายอนุสิษฐ คุณากร รองเลขาธิการสมช.อาวุโสลำดับที่ 1 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พิจารณามาระยะหนึ่งแล้ว ถือเป็นลูกหม้อ สมช. คลุกคลีงานด้านความมั่นคงมาตลอด และได้รับความไว้วางใจจากนายถวิลให้รับผิดชอบการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็น 1 ในคณะทำงานของ สมช.ที่เดินทางไปหารือกับเลขาธิการ สมช.ของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ด้วย

ปลัด มท.เร่งชงโผเข้า ครม.

ที่กระทรวงมหาดไทย นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวบรรยายสรุปภารกิจตอนหนึ่งถึงการบริหารงานบุคคลในการประชุม รมว.มหาดไทยกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยว่า ตำแหน่งผู้บริหารสูงตั้งแต่รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเกษียณอายุราชการทำให้มีตำแหน่งว่างลง 22 ตำแหน่ง รวมถึงคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายก่อนหน้านี้ซึ่งรอเสนอนายกฯ และคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนมีการโปรดเกล้าฯ อีกประมาณ 3-4 คำสั่ง จึงขอความกรุณา รมว.มหาดไทยว่า หากทางกระทรวงเสนอเรื่องเข้าสู่พิจารณาของ ครม.ได้เร็ว จะมีผลต่อการสรรหาบุคลากรทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำหน้าที่ได้เร็วขึ้น

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า คงต้องทำให้เร็ว เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ทันในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งปลัดกระทรวงได้ทำในขั้นต้นแล้ว ซึ่งตนคงต้องพิจารณาก่อน

เด้งอธิบดีกรมที่ดิน–ผวจ.นครฯเสียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 16 ก.ย.กระทรวงมหาดไทยจะเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับบริหารสูง โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การนำเสนอบัญชีแต่งตั้งตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยก่อนหน้านี้ในตำแหน่งรักษาการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 4 คำสั่ง จำนวน 25 ราย เพื่อให้ ครม.มีมติเห็นชอบและนำขึ้นทูลเกล้าฯ และส่วนที่ 2.บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายแทนตำแหน่งรองปลัดกระทรวงและผู้ว่าฯที่จะเกษียณอายุราชการ รวมถึงการโยกสลับในระนาบเดียวกัน อาทิ นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อธิบดีกรมที่ดิน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หรือ ผวจ.จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง โดยให้นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช เป็นอธิบดีกรมที่ดิน

ภูเก็ตขึ้นรองปลัดฯ–แพร่ไปอยุธยา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไมตรี อินทุสุต ผวจ.ภูเก็ต เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผวจ.ราชบุรี เป็น ผวจ.ภูเก็ต นายสุรพล แสวงศักดิ์ ผวจ.สิงห์บุรี เป็น ผวจ.ราชบุรี นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผวจ.แพร่ เป็น ผวจ.พระนครศรีอยุธยา นายชนม์ชื่น บุญญานุสาสน์ ผวจ.สมุทรสงคราม เป็น ผวจ.นนทบุรี นายสกลกฤษฎ์ บุญประดิษฐ์ ผวจ.มุกดาหาร เป็น ผวจ.อุดรธานี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผวจ.ชัยภูมิ นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ ผวจ.อุทัยธานี เป็น ผวจ.กาญจนบุรี นายระพี ผ่องบุพกิจ ผวจ.พิษณุโลก เป็น ผวจ.นครสวรรค์ นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผวจ.สุโขทัย เป็น ผวจ.พิษณุโลก

“นคร” เต็งหามปลัดแรงงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงานว่า สำหรับการแต่งตั้งข้าราชระดับสูงของกระทรวงแรงงาน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน จะเสนอชื่อนายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ที่มีอาวุโสสูงสุดให้เป็นปลัดกระทรวงแรงงาน และเตรียมเสนอให้ พล.ต.เดชา ปุญญบาล เจ้ากรมการอุตสาหกรรมทหารฯ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะเลขานุการคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ มาเป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน พร้อมจะแต่งตั้งอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงแรงงานมาเป็นคณะทำงาน

มท.1ให้รอผลสอบไมโครโฟนหรู

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการติดตั้งไมโครโฟนในห้องประชุม ครม.ราคาแพงเกินจริง ว่า เรื่องที่กำลังเป็นปัญหาก็ได้มีการแก้ไข ถ้ามีทุจริต ต้องมีการลงโทษ ขณะนี้ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าไปดูแลเรื่องนี้แล้วให้รอฟังผล ถ้าทุจริตต้องมีโทษแน่นอน เพราะสังคมรับไม่ได้

“มณฑล” หัวชนฝาไม่ได้ทำผิด

ด้านนายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า วันที่ 16 ก.ย. เวลา 09.00 น. ยังใช้ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะยังไม่มีการใช้ห้องประชุม ครม.ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 เนื่องจากต้องรอผลการตรวจสอบคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ (คตร.) กรณีปัญหาราคาไมโครโฟนในห้องประชุม ครม.แพงเกินจริงออกมาก่อน คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนเร็วๆนี้ หากผลตรวจสอบออกมาไม่พบสิ่งผิดปกติ ตนจะดำเนินการขั้นตอนต่างๆที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นทันที เพื่อให้ห้องประชุม ครม.ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 สามารถใช้การได้ อย่างไรก็ตาม มาถึงตรงนี้ตนมั่นใจว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้รู้สึกกดดัน เพราะบริสุทธิ์ใจ ทำทุกอย่างโปร่งใส ห้องประชุม ครม.แห่งนี้ได้รับมอบหมายให้ทำก็ทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างตั้งใจ หลายคนยังเอ่ยปากชมว่าดี สามารถเสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ส่วนกระแสเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งหากผลออกมาว่าผิดจริงนั้น ไม่ทราบว่าใครเรียกร้อง แต่เรื่องนี้หากตนเลวจะไม่อยู่ให้สังคมด่า หากเลวสั่งตนให้ตายเลย แต่ถึงตรงนี้ยังมั่นใจว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด

สนช.จ่อถกซื้อไมค์ฉาว

ขณะที่นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวสังคมสนใจจับตามอง เชื่อว่าการประชุม สนช. วันที่ 16 หรือ 18 ก.ย.น่าจะยกเรื่องนี้มาหารือ เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบกับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาล หรือต่อตัวนายกฯเพราะข้อเท็จจริงกรณีนี้นายกฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และได้รับผิดชอบด้วยการให้ คตร.เร่งตรวจสอบ จึงอยู่ที่การชี้แจง หากตอบได้ทุกคำถาม และมีการแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่มีการทุจริตเชื่อว่าเรื่องคงจบ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า การทำงานของ สนช.จะตรวจสอบการทำงานเต็มที่ คงต้องรอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญต่างๆ ขึ้นมาอย่างเป็นทางการเสียก่อน

สปช.ด้านสื่อฯปิดโหวต 50 รายชื่อ

อีกด้าน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ (ร.1 พัน. 4 รอ.) คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 11 ด้าน ยกเว้นด้านการเมือง มีการประชุมเป็นนัดที่ 2 หลังจากแต่ละด้านมอบหมายให้กรรมการไปดูรายชื่อและคัดเลือกมาคนละ 50 รายชื่อแล้ว จึงนำรายชื่อมาถกเถียงกัน จากนั้นช่วงเย็น พล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช.ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านสื่อมวลชน เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านสื่อฯ เคาะรายชื่อผู้เหมาะสมเป็น สปช.แล้ว 50 คน ยืนยันไม่มีบล็อกโหวตไม่มีฮั้ว ยุติธรรมที่สุดในโลก

ด้านการเมือง–สังคมเคาะอีกยก 17 ก.ย.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านการปกครองท้องถิ่นกล่าว ด้านการปกครองท้องถิ่นมีผู้สมัครรับสรรหาเป็น สปช.กว่า 400 คน ต้องทำให้เหลือ 50 คน พยายามคัดออกมาเป็นส่วนๆ น่าจะจบในขั้น 50 คน และวันที่ 17-18 ก.ย.จะสามารถส่งให้ คสช.ได้

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธานนท์ สนช.ในฐานะคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คณะกรรมการลงคะแนนคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม จากนั้นนำคะแนนมาเทียบ เรียงลำดับผู้ได้คะแนนสูงสุดตั้งแต่ลำดับ 1-50 ชื่อ แต่ยังไม่เรียบร้อย จะประชุมอีกครั้งในวันที่ 17 ก.ย.เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนเสนอ คสช. ยืนยันว่าการคัดเลือกโปร่งใส เป็นธรรมกับทุกคนและจะพยายามรักษาความลับรายชื่อไม่ให้รั่วไหล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสรรหาด้านต่างๆยกเว้นด้านการเมืองกับด้านสังคม พิจารณาคัดเลือกบุคคลได้ 50 คนแล้วและจะประชุมอีกครั้งวันที่ 17 ก.ย.ระหว่างนี้จะรอรายงานผลการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อตรวจดูมีปัญหาจำเป็นต้องคัดเลือกบุคคลใหม่มาแทนหรือไม่ ถ้าไม่มีจะส่งให้ คสช.ต่อไป อย่างไรก็ตามด้านการเมืองและสังคมจะมีการคัดเลือก 50 คนวันที่ 17 ก.ย.ครั้งเดียว

“พรเพชร” ซัดสื่อมโนล็อกสเปก

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงปลายเดือน ก.ย.คณะกรรมการสรรหาฯจะส่งรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกด้านละ 50 คนรวม 550 คน ให้ คสช.มาคัดเลือกเหลือ 173 คนกับรายชื่อจากจังหวัด 77 คน รวมทั้งหมดไม่เกิน 250 คน คาดว่า คสช.จะใช้เวลาราว 10 วัน จากนั้นคาดว่าจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯได้ช่วงต้นเดือน ต.ค. ยืนยันว่าการสรรหา สปช.ไม่มีการล็อกสเปก เพราะจะเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่สื่อมวลชนคาดการณ์กันเอง การเดินหน้าปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้หรือไม่ อยู่ที่บุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ต้องมีความพร้อม

“นิด้า” ดันโมเดลปฏิรูป 16 ด้าน

วันเดียวกัน ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า เปิดเผยว่า นิด้าจัดทำนิด้าโมเดลปฏิรูประเทศ 16 ด้าน คาดว่าจะรวบรวมส่งถึงนายกฯให้รับทราบปลายเดือนนี้ ที่น่าสนใจคือข้อเสนอปฏิรูปด้านการเมือง ระบบพรรค การเมือง เช่น การให้ประชาชนบริจาคเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่เสียภาษีให้แก่พรรคการเมืองที่สนับสนุน จะทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองโดยตรง ผู้สมัคร ส.ส.ที่ทุจริตต้องถูกลงโทษจำคุก 5-10 ปี ตัดสิทธิรับการเลือกตั้งตลอดชีวิต ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งต้องจ่ายผ่านระบบบัญชีธนาคาร ใครจ่ายเงินต้องโทษจำคุกและตัดสิทธิเลือกตั้ง

ป.ส่งอัยการฟ้อง 5 มือปืน

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. แถลงถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ 5 ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงใส่ทหารและประชาชน ในการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายรายว่า คณะพนักงานสอบสวน บก.ป.สอบปากคำพยานและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว โดยจะสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องต่ออัยการกองคดีอาญาบ่ายวันที่ 15 ก.ย. ในข้อหาร่วมกันมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถอนุญาตให้ครอบครอง และข้อหาพกพาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรต่อผู้ต้องหา 5 รายคือ 1.นายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน อายุ 45 ปี 2.นายปรีชา อยู่เย็น หรือไก่เตี้ย อายุ 24 ปี 3.นายรณฤทธิ์ สุริชา หรือนะ อายุ 33 ปี 4.นายชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก อายุ 45 ปี และ5.นางปุณิกา ชูศรี หรืออร อายุ 39 ปี ทั้งนี้นายปรีชารับสารภาพขณะทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุโดยชี้จุดที่ลงมือก่อเหตุสอดคล้องตรงกันกับคำให้การ

แจงไม่เกี่ยวเหตุยิง “ร่มเกล้า”

พ.ต.อ.ประสพโชคกล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีการสังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม โดยข้อเท็จจริงของคดีนี้ เป็นอีกคดีหนึ่งซึ่งไม่ใช่ในส่วนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการอยู่ สำหรับของทางดีเอสไอ เป็นคดีการชุมนุมและมีผู้ถึงแก่ความตาย แต่ที่ บก.ป.ดำเนินการนั้นเป็นเฉพาะคดีอาวุธสงคราม ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ร่วมทำความผิดและยังหลบหนีอยู่ได้ส่งชุดสืบสวนประสานการทำงานร่วมกับทหารและตำรวจ บช.น., บช.ภ.1-9 และ ศชต.เพื่อติดตามจับกุมแล้ว ส่วนกรณี เสธ.ไก่ ที่ผู้ต้องหาให้การซัดทอดพาดพิงถึงและเป็น 1 ใน 2 ผู้ต้องหาที่หลบหนี บก.ป.จะเร่งรัดติดตามจับกุมต่อไป

“ถาวร” อุบไต๋รักษาชีวิตชายชุดดำ

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและอดีตแกนนำ นปช.ดาหน้าออกมาตอบโต้ปฏิเสธเรื่องกองกำลังชายชุดดำเมื่อปี 53 มีอยู่จริงว่า แกนนำเสื้อแดงบางคนระบุว่าตนปั้นข่าว ขอให้ดูตัวอย่างที่เป็นความจริงในอดีต จากการที่นายสุขสันต์ ไชยเทศ อดีต ผอ.พรรคพัฒนาชาติไทยและนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกัน ถูกหักหลังจากพรรคไทยรักไทย กระทั่งทนไม่ได้จึงนำข้อมูลมาบอกตน และใช้ข้อมูลดังกล่าวไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ จนมีการยุบพรรคไทยรักไทยฉันใดก็ฉันนั้น นักการเมืองในระบอบทักษิณเมื่อรับเงินจากนายใหญ่มาว่าจ้างให้คนอื่นทำงานแล้วอมเงิน ชักหัวคิวกรณีชายชุดดำก็เช่นกัน รับเงินจากนายใหญ่แล้วอมเงินหรือหักหลังลูกน้องที่เป็นชายชุดดำ จนส่วนหนึ่งทนไม่ไหวจึงนำเรื่องนี้มาเปิดโปง ตนจำเป็นต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพื่อปกป้องชีวิตของคนที่หลงผิดและสำนึกตัวได้อย่างชายชุดดำ 4 คนนี้เอาไว้

แฉแน่ถ้า “มาร์ค-เทือก” ถูกดำเนินคดี

นายถาวรกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ชายชุดดำคนหนึ่งชื่อนายยืนยง แปน้อย ถูกอุ้มไปเมื่อวันที่4 ต.ค.53 และนำไปฆ่าที่ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีน-บุรี กรณีที่ 2 ชายชุดดำคนหนึ่งถูกยิงที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่เมื่อประมาณ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ทั้ง 2 กรณีจึงเป็นบทเรียนที่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพื่อต้องการรักษาชีวิตของน้องๆ ทั้ง 4 คนนี้ เอาไว้ ยืนยันกับน้องทั้ง 4 คนว่าไม่ต้องตกใจว่าตนจะเปิดเผย ส่วนกรณีที่แกนนำเสื้อแดงบางคนออกมาบีบให้ตนเปิดเผยความลับ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการฆ่ากันเอง ต้องการยืมมือตนไปคิดบัญชีกับบางคนในกลุ่มพวกเขา ขอแจ้งให้ทราบว่าการใช้วิธีการเช่นนี้ไม่สามารถเอาความลับจากตนได้ และไม่ต้องห่วงข้อเท็จจริงเหล่านี้ตนจะเปิดเผยแน่นอนเมื่อจำเป็นต้องใช้ข้อมูลนี้ในศาลเมื่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพถูกดำเนินคดี

จี้ดีเอสไอรื้อสำนวนก่อการร้าย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนที่ยืนยันได้ดีที่สุดว่ามีชายชุดดำหรือไม่คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่ปลุกระดมให้ประชาชนมาชุมนุม และปราศรัยขอบคุณชายชุดดำในวันที่ 10 เม.ย.53 ที่เวทีผ่านฟ้า หลังเหตุปะทะกับทหารระบุว่า “ต้องขอบคุณชายชุดดำ ถ้าไม่มีพวกเขาพวกเราคงตายมากกว่านี้เยอะ” นักข่าวจากเดอะเนชั่นระบุไว้ในหนังสือ “คนข่าวหลังม่านม็อบราชประสงค์ หน้าที่และชีวิต” หน้า 59 ขณะที่นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ก็ชื่นชมกลุ่มชายชุดดำบนเวทีนั้นด้วย อยากเตือนชายชุดดำให้ระวังการฆ่าตัดตอน ให้รีบมอบตัว สารภาพและเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อได้รับบรรเทาลดโทษในชั้นศาลต่อไป และขอเรียกร้อง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้รื้อสำนวนคดีก่อการร้าย ที่อัยการสูงสุด (อสส.) ไม่สั่งฟ้องคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลังนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ กลับลำว่าไม่มีชายชุดดำในเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.53 มาสอบใหม่ เพื่อหาตัวผู้บงการตัวจริง มั่นใจว่ารื้อคดี ได้เพราะมีหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเส้นทางโอนเงินจาก น.ส.กริชสุดา คุณะเสน นักกิจกรรมเสื้อแดงให้ชายชุดดำที่ถูกจับกุม

“พระสุเทพ” เบิกความฟ้อง “ธาริต”

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์คดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือพระสุเทพ ปภากโร อดีตแกนนำ กปปส. เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวรศักดิ์ ประยูรศุข นายสุริวงศ์ เอื้อปฏิภาน และบริษัทหนังสือพิมพ์อีก 2 ฉบับ เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีวันที่ 27 ก.พ.-5 มี.ค.56 นายธาริตแถลงข่าวกล่าวหาโจทก์ว่า ขณะเป็นรองนายกรัฐมนตรีทำเรื่อง เปลี่ยนแปลงโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง จากรายภาครวมเป็นรายเดียว เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นความเท็จทำให้เสียหาย โดยพระสุเทพเบิกความสรุปว่าการจัดประมูลก่อสร้างโครงการนี้ได้ทำตามมติ ครม.ถูกต้อง มีผู้เข้าประมูล 10 บริษัท เคาะราคาแข่งขันกัน 73 ครั้ง โดยบริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ชนะการประมูล ที่เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางถึง 540 ล้านบาท สำนัก งบประมาณอนุมัติงบฯทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโครง– การนี้ กระทั่งปี 2556 นายธาริตแถลงข่าวกล่าวหาว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตนี้อีกซ้ำหลายครั้ง ตนมีหลักฐานเอกสารยืนยันว่า การประมูลโครงการนี้โดยถูกต้อง ศาลนัดไต่สวนเพื่อให้ทนายความฝ่ายจำเลยซักค้านวันที่ 22 ก.ย.57

“อุ๊งอิ๊ง” อวดภาพพบพ่อที่ปักกิ่ง

วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนสุดท้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพในอินสตาแกรม @ingshin21 เป็นภาพถ่ายคู่กับบิดาด้วยอารมณ์ยิ้มแย้ม พร้อมระบุว่า พ่อพาเที่ยว #china # beijing นอกจากนี้ ยังมีภาพ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังเล่นกอล์ฟด้วย โดยขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศจีน และอาจจะเดินทางมายังฮ่องกง เพื่อพบปะบรรดา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยช่วงปลายเดือนนี้

เผยอาการป่วย “อภิวันท์” ดีขึ้น

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงอาการป่วยของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่า ทราบว่าอาการดีขึ้นแล้ว พร้อมที่จะกลับมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อหายดีแล้วก็คงจะต้องเดินทางไปอยู่ในที่สามารถทำงานได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะไปที่ใด ส่วนที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาฮ่องกง และจะมีอดีต ส.ส. รวมทั้งคนเสื้อแดงไปพบนั้น ตอนแรกที่ทราบข่าวว่าจะมาก็มีคนเตรียมตัวเดินทางไปพบจำนวนมากอยู่ แต่ต่อมาก็มีข่าวจากคนใกล้ชิดบอกว่า อาจจะไม่มา จึงไม่ได้เตรียมตัวไปหากัน หากจะเดินทางมาในช่วงนี้จริง ก็คงเตรียมตัวไปพบไม่ทันแล้ว