จ่อตั้ง‘สรรเสริญ’ถก อัยการสูงสุดคดีข้าว โปรดเกล้าฯโผทหาร
“หม่อมอุ๋ย” เอาฤกษ์เอาชัย อุ้มพระพุทธชินราชจำลองเข้าทำเนียบฯ ประชุม ครม. นัดแรกสะดุด กลิ่นทินเนอร์ ยังโชยหึ่ง ต้องปรับใช้ตึกสันติไมตรีแทน จัดทหาร-ตร.คุ้มกันขั้นสูงสุด “ปนัดดา” แอ่นอกท้าสอบไมค์ ไฮโซ คสช.ปัดวุ่นไม่รู้เรื่องด้วย วางคิว 17-18 ก.ย. ถก พ.ร.บ.งบฯ 58 “วินธัย” รับกฎอัยการศึกกระทบภาพลักษณ์ ป.ป.ช.จ่อตั้ง “สรรเสริญ” หัวหน้าทีมถกอัยการคดีจำนำข้าว “ปนัดดา” ซัดโกดังขวางลำทำผลตรวจห้องแล็บล่าช้า “ปู” ขอยึดหลักฐานอย่าอิงแต่กระแส ดับข่าวส่ง “ไปก์” ไปอังกฤษ เชื่อ “พี่ตู่” ทำตามโรดแม็ปได้แน่ กกต.สรุปยอด สปช. 7,370 คน ศาลทหารสั่งรอลงอาญา “ทอม” 2 ปี ขัดคำสั่ง คสช. โปรดเกล้าฯโผนายพลไม่มีพลิก
“บิ๊กโด่ง” ผบ.ทบ.แบบนอนมา “บิ๊กบี้” ปลัด กห. “วรพงษ์” ผบ.ทหารสูงสุด ปลอบใจ “บิ๊กต๊อก” นั่งรอง ผบ.ทหารสูงสุด ให้ “บิ๊กนมชง” เป็นรอง ผบ.ทบ. “ไกรสร” คุมทัพเรือ “ตรีทศ” ค้ำน่านฟ้า เดินตามฤกษ์วันที่ 9 เดือน 9 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มประชุม ครม.นัดแรก เป็นไปตามโรดแม็ป คสช. คิวถัดไป 12 ก.ย.แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ สนช. และ 17-18 ก.ย. ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 58
“หม่อมอุ๋ย” อุ้มพระเข้าทำเนียบฯ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 ก.ย. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลตรงประตูด้านข้างตึกบัญชาการ 1 พร้อมอัญเชิญพระพุทธชินราชจำลองหน้าตัก 9 นิ้ว พระคู่บ้านคู่เมืองของ จ.พิษณุโลก ลงจากรถมาด้วยตัวเอง ขึ้นบูชาที่ห้องทำงานชั้น 4 ตึกบัญชาการ 1 เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบฯ แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปสักการะพระพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิ ศาลตา ยาย ประจำทำเนียบฯ ขณะที่ในวันที่ 9 ก.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ของ ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากนั้นเวลา 11.00 น. ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเดินทางออกจากทำเนียบฯโดยไม่ให้สัมภาษณ์ กล่าวเพียงสั้นๆว่ารู้จักกันแล้ว จะให้พูดอะไร รอไว้หลังนายกฯแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วกัน
“อดุลย์” กินข้าวอดีตบิ๊กข้าราชการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีบุคคลทยอยเข้าแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ห้อง ทำงานชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 อาทิ นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา และคณะตำรวจสายสำนักพระราชวัง โดย พล.ต.อ.อดุลย์ยังร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ 22 ข้าราชการที่ถูกคำสั่ง คสช. ให้โยกย้ายมาเป็น ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี อาทิ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ นายโชติ ตราชู นายธงทอง จันทรางศุ ซึ่งระหว่างรับประทานอาหารนั้นบรรดาที่ปรึกษาฯ กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณ พล.ต.อ.อดุลย์ที่ดูแลระหว่างที่ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด
ฉุนกลิ่นทินเนอร์ย้ายที่ถก ครม.
ขณะที่การปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่และคนงานจากกรมยุทธการทหารบก กรมโยธาธิการและผังเมือง และ กทม. ยังคงเร่งมือปรับปรุงอาคารสถานที่และภูมิทัศน์ โดยเฉพาะห้องประชุม ครม. ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ที่ก่อนหน้านี้ทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ต่างยืนยันว่าเสร็จทันการประชุม ครม.วันที่ 9 ก.ย.แน่นอน แต่ปรากฏว่าเมื่อ คสช.ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจความเรียบร้อย พบว่ายังไม่พร้อมใช้งาน เนื่องจากสีและทินเนอร์ยังส่งกลิ่นรุนแรง แม้ก่อนหน้านี้คนงานจะนำถ่านและใบเตย มาช่วยดูดกลิ่นแล้วก็ตาม ฝ่ายสถานที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงจัดเตรียมตึกสันติไมตรีหลังในเป็นที่ประชุม ครม.แทน และใช้ตึกสันติไมตรีหลังนอกเป็นที่แถลงข่าว เนื่องจากตึกนารีสโมสรที่ปรับปรุง ใหม่ยังมีกลิ่นสีและทินเนอร์อยู่เช่นกัน
ซักซ้อมก่อนแถลงนโยบาย รบ.
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ครม.วันที่ 9 ก.ย. ยังไม่ใช้ ตึกสันติไมตรีเป็นที่ประชุมอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการเชิญรัฐมนตรีประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาล ต่อที่ประชุม สนช. ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ และแถลงผลงาน คสช. 3 เดือนให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ
จัดทหาร-ตำรวจคุ้มกันขั้นสูงสุด
ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ช่วยราชการ บช.น. กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยทำเนียบฯ ที่จะมีการประชุม ครม. วันที่ 9 ก.ย.ว่า พื้นที่โดยรอบทำเนียบฯใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.1 เป็นหลัก ส่วนพื้นที่ภายในทำเนียบฯใช้ตำรวจสันติบาล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร มีตำรวจนอกเครื่องแบบทำหน้าที่สายสืบหาข่าวอีกส่วนหนึ่ง แต่ขอไม่เปิดเผยจำนวนกำลังเจ้าหน้าที่ เป็นการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัย ขั้นสูงสุด และจะตั้งด่านตรวจความผิดปกติรอบ ทำเนียบฯด้วย ทั้งนี้ได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่ตั้งไว้ 1 กองร้อยในกรณีฉุกเฉิน ไม่เกินครึ่งชั่วโมงเข้าถึงพื้นที่ได้ทันที แต่จากการข่าวไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อาจมีคนมายื่นหนังสือร้องเรียนบ้างเล็กน้อย
“ปนัดดา” แอ่นอกท้าสอบไมค์ไฮโซ
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบการจัดซื้อไมโครโฟนห้องประชุม ครม.ที่มีราคาสูงว่า ตนไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ เป็นข้าราชการอยู่ทีมเดียวกันก็ต้องร่วมรับผิดชอบ กรณีไมค์ยังไม่มีการลงนามจัดซื้อจัดจ้าง เร็ววันนี้อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองจะมีคำตอบเรื่องนี้ และพร้อมให้ตรวจสอบ เรื่องนี้ทิ้งไว้นานไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ จากเรื่องที่ไม่จริงก็เอาไปพูดกันจนคิดว่า เป็นเรื่องจริง ซึ่งทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจจริง ใครจะกล้าทุจริตคดโกง ต้องเกรงใจหัวหน้า คสช. การนำอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆมาใส่ทุกตึก ทุกห้อง ในทำเนียบฯต้องโปร่งใสใช้การได้ดี คงทน บริษัทที่ติดตั้งถือว่าได้รับเกียรติเข้ามาทำให้สถานที่สำคัญของชาติ เป็นมรดกของแผ่นดิน ดังนั้น ไม่มีใครคิดคดโกง สามารถชี้แจงได้หาก สนช.ต้องการให้ชี้แจงเรื่องนี้
คสช.ไม่รู้เรื่องโยนกลองทำเนียบฯ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างไมโครโฟนในห้องประชุม ครม. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าราคาแพงเกินจริงนั้น เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ คสช.และกองทัพบก เป็นเรื่องของทำเนียบรัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่พร้อมจะชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าว แต่นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ คือผิดเป็นผิด ทุจริตก็คือทุจริต ทำไม่ดีไม่ได้ ทุกอย่างต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
วางคิวถกงบฯ 58 สัปดาห์หน้า
ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ได้รับประสานเป็นการภายในแล้วว่า ครม.จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุม สนช.ในวันที่ 12 ก.ย. เวลา 10.00 น. โดยจะเป็นการประชุมเพียงวันเดียว เมื่อถามว่า คสช.ต้องแต่งตั้ง สนช.เพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากมี สนช.ลาออกไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 5 คน นายพรเพชรตอบว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดให้ สนช.มีได้ไม่เกิน 220 คน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 193 คน ถือว่ายังเป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่าคงต้องแต่งตั้งเพิ่มเติมต่อไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะพิจารณา ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 วงเงิน 2.575 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 คาดว่าจะเป็นวันที่ 17-18 ก.ย.นี้
สนช.ติดใจงบประมาณลงท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2558 ได้นัดประชุมอีกครั้งวันที่ 11 ก.ย. เพื่อเตรียมความพร้อมในการชี้แจงรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบ ประมาณฯต่อสภา เบื้องต้นได้จัดกลุ่มให้กรรมาธิการฯรับผิดชอบชี้แจงตามกลุ่มงานที่สนใจและเชี่ยวชาญ โดยมี สนช.สงวนคำแปรญัตติรวม 7 คน มีประเด็นที่ยังติดใจเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ อาทิ ในโครงการประชานิยมที่ไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ยังพบการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมา อบจ. อบต. ทำงานรับใช้ฝ่ายการเมืองมากเกินไป รวมถึงการดำเนินนโยบาย เช่น แก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกัน
รับกฎอัยการศึกกระทบภาพลักษณ์
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในฐานะ ผบ.ทบ.เป็นประธานการประชุม นขต.ทบ. โดย พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำถึงหลักการทำงานกองทัพบกที่ยังคงรับผิดชอบอยู่ ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน คสช. ขณะนี้ในทางปฏิบัติยังไม่อยู่ในระดับเกินกว่าที่ คสช.กำหนดไว้ ส่วนการแก้ไขปัญหา คสช.ยังคงยึดนโยบายการทำความเข้าใจเหมือนที่ผ่านมา เมื่อถามว่าที่ประชุมได้พูดคุยถึงการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ พ.อ.วินธัยตอบว่า การประกาศกฎอัยการศึกไม่ได้ส่งผลกระทบกับประชาชน แต่อาจมีผลต่อกลุ่มคนที่ต้องการจะกระทำผิด ยอมรับว่าภาพลักษณ์และชื่อของกฎอัยการศึกจะส่งผลกระทบกับมุมมองในส่วนของต่างประเทศอยู่บ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้หัวหน้าคสช.ระบุว่าต่อไปในอนาคตจะมีการผ่อนปรนคลี่คลาย เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดเวลา
จะพยายามใช้กฎหมายปกติ
พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์รอบด้านที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ กฎอัยการศึกเป็นส่วนสำคัญทำให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดได้ สถานการณ์ขณะนี้อาจอยู่ในอีกมิติหนึ่ง แต่ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ประเมินอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะหน่วยในพื้นที่ ซึ่งการยกเลิกกฎอัยการศึกอยู่ระหว่างประเมินผลของผู้ปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงที่จะบังคับใช้กฎอัยการศึก ในช่วง 2 เดือนนี้จะพยายามใช้กฎหมายปกติในการดำเนินการ
เรียกเสียงฮา นขต.ทบ.ส่งท้าย
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การทำงานของ คสช.ต่อจากนี้หลังการจัดตั้งรัฐบาล มั่นใจว่าการทำงานทุกภาคส่วนไม่ว่าหัวหน้า คสช.จะสวมหมวกใบไหน ก็จะยึดผลประโยชน์ส่วนรวมผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่วนความจำเป็นที่ต้องมี คสช.แม้ว่าจะมีรัฐบาลแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช. และตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อสร้างพื้นฐานประเทศ ขณะนี้งานดังกล่าวยังไม่จบยังอยู่ในโรดแม็ประยะที่ 2 จึงจำเป็นต้องคง คสช. เพื่อปูทางไปสู่ระยะที่3 ในเรื่องการปรองดอง การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สำหรับบรรยากาศการประชุม นขต.ทบ.วันนี้ ค่อนข้างผ่อนคลาย พล.อ.ประยุทธ์มีความเป็นกันเองและมีคำพูดตลกกับผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้เครียด ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะกับกำลังพลที่เข้าร่วมประชุม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ว่าใครจะมาเป็น ผบ.ทบ.ก็จะสามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้
รอ “บิ๊กป๊อก” เคาะโผโยกย้าย มท.
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ว่าหลังการประชุม ครม.ในวันที่ 9 ก.ย. และการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อ สนช.แล้ว พล.อ.อนุพงษ์อาจไปตรวจน้ำท่วมในต่างจังหวัด น่าจะเข้าทำงานที่กระทรวงมหาดไทยในวันที่ 15 ก.ย. ส่วนการพิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวง คงต้องรอให้ รมว.มหาดไทยคนใหม่ได้ร่วมพิจารณาด้วย โดยปีนี้มีข้าราชการผู้บริหารเกษียณอายุราชการถึง 22 คน
2 รมต.บัวแก้วเริ่มงานหลังแถลงฯ
สำหรับการเข้าทำงานในวันแรกของรัฐมนตรีในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ เบื้องต้นคาดว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ รองหัวหน้า คสช. และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ จะเข้าเริ่มงานที่กระทรวงการต่างประเทศ หลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อ สนช.
ตั้ง “สรรเสริญ” หน.ทีมถกอัยการ
อีกเรื่อง ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด เพื่อหาข้อสรุปสำนวนโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า การประชุม ป.ป.ช.วันที่ 9 ก.ย. ที่ประชุมจะเสนอตั้งนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. เป็นหัวหน้าคณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช. จำนวน 10 คน เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกับคณะทำงานของอัยการสูงสุด ที่มีรองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ส่วนการตั้งข้อสังเกตเรื่องผลงานวิจัยของทีดีอาร์ไอเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.นำมาประกอบการชี้มูลความผิด เป็นผลงานวิจัยโครงการจำนำข้าวในปี 2554 นั้น งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานส่วนหนึ่งที่ถูกอ้างอิงถึงเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานทั้งหมด และยังมีหลักฐานที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทักท้วงเรื่องจำนำข้าวด้วย
“ปนัดดา” แฉโกดังขวางตรวจข้าว
ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายก รัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมเปิดผลการตรวจสอบข้าวจากห้องแล็บ วันที่ 15 ก.ย.ว่า ขณะนี้ผลตรวจยังไม่เรียบร้อย ที่สำคัญเจอหลายโกดังไม่ให้ความ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การตรวจสอบเกิดความล่าช้า กองกระสอบข้าวไม่ยอมตั้งให้เจ้าหน้าที่ และยังย้อนมาที่ผู้ตรวจด้วยว่า ผู้ตรวจอยากตรวจเร็วนักก็ให้มาตั้งกระสอบข้าวกันเอง ซึ่งผู้ตรวจแต่ละท่านอายุมากๆกันทั้งนั้น ไม่ขอระบุชื่อโกดังที่เป็นปัญหาแล้วกัน เดี๋ยวจะเป็นปัญหาอีก เพราะมีบทเรียนโดนมาแล้ว เวลาออกมาพูดเรื่องลักษณะแบบนี้ อยากจะบอกให้ได้เห็นว่าเรื่องแบบนี้คงจะมีอะไรที่เป็นนัยอยู่ เมื่อถามว่าเรื่องข้าวเป็นเรื่องใหญ่แต่มีความพยายามหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ม.ล.ปนัดดาตอบว่า เรื่องนี้ตนไม่เคยมองเป็นเรื่องการเมืองใดๆทั้งสิ้น
ท้า “พนัส” ชำแหละประกันราคา
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สังเกตว่าช่วงนี้คนพรรคเพื่อไทยหลายคนออกมาวิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่นายพนัส ทัศนียานนท์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงและใช้เหตุผล แต่กลับใช้ลีลาเดียวกับคนเหล่านี้ ที่นายพนัสโจมตีป.ป.ช. โดยพยายามโยงคดีประกันรายได้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งสะท้อนมาตรฐานการคิดว่านายพนัสรู้ไม่จริงเรื่องข้าว แต่ใช้วาทกรรมเช่นเดียวกับคนอื่น ถ้าแน่จริงต้องแจงออกมาให้ได้ว่า ปัญหาของประกันรายได้คืออะไร ฝ่ายการเมืองทุจริตตอนไหนอย่างไร
กลับมาแล้วดราม่าการเมือง
นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า ช่วงก่อนมี คสช. เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พยายามลงไปนัดชาวบ้านเพื่อจะไปเก็บข้อมูลประกันรายได้ย้อนหลัง สุดท้ายก็ล้มเหลว ที่น่าสังเกตคือช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ไม่เคยเห็นพรรคเพื่อไทยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่านักการเมืองคนไหนทุจริต แต่กลับมาจุดประเด็นนี้ในช่วงที่โครงการรับจำนำล่มสลาย เพื่อเบี่ยงเบนว่าโครงการประกันรายได้ก็ทุจริตเหมือนกัน จึงขอให้นายพนัสไปศึกษาเรื่องประกันรายได้ในหนังสือมหากาพย์โกงข้าว บทที่ 11 จะได้รู้ว่าฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ไปแตะเงินสักบาทเดียว รัฐไม่ได้ซื้อข้าวเก็บไว้เหมือนโครงการจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย จะได้ไม่เสียชื่อ เสียผู้ใหญ่
“ราเมศ” โดดป้อง ป.ป.ช.ทำดีแล้ว
นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องให้กำลังใจ ป.ป.ช. เพราะทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยระบุว่า ป.ป.ช.อาฆาต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น คงไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่ ถ้าไม่มีมูล ป.ป.ช.คงไม่ทำ เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยออกอาการมากเพราะการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเป็นแผลใหญ่ที่คนไทยทั้งประเทศรับรู้และติดตาม การสร้างวาทกรรมว่าคอร์รัปชันความยุติธรรมนั้น ตนไม่เคยได้ยิน จำได้แต่มีคนไปวิ่งเต้นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงกรณีลืมถุงขนม 2 ล้านบาท
“ปู” ดับข่าวส่ง “ไปก์” ไปอังกฤษ
เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าว ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชาย จะย้ายไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษว่า ขณะนี้ ด.ช.ศุภเสกข์ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ ย่านดอนเมือง ยังไม่ได้คิดจะย้ายไปไหน ส่วนแผนการไปศึกษาที่ต่างประเทศยังไม่มีการวางแผนแต่อย่างไร “น้องไปก์ยังต้องเรียนอีกหลายปี อยากให้อยู่ที่เมืองไทยก่อน เพราะว่าเรามีลูกคนเดียว ก็คิดถึงลูก ยามนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้อยู่ใกล้ชิดและมีเวลาให้ลูก หลังจากพ้นตำแหน่งนายกฯส่วนใหญ่ให้เวลากับลูก เพราะช่วงที่เป็นนายกฯหลายปี ทำงานไม่มีเวลาไปรับส่งลูก ตอนนี้มีเวลารับส่งลูกมากขึ้นและให้เวลากับตัวเอง และช่วงนี้ก็ได้พักผ่อน”
เชื่อ “พี่ตู่” ทำตามโรดแม็ปได้แน่
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ส่วนการเข้ามาทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่ต้องฝากงานอะไร เพราะ พล.อ.ประยุทธ์มีความชำนาญ มีความสามารถในหลายเรื่องอยู่แล้ว ฉะนั้นคงต้องให้เวลา และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปฏิบัติภารกิจเป็นไปตามโรดแม็ปที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน
ขอยึดหลักฐานอย่าอิงแต่กระแส
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงแนวทางการสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวว่า มอบหมายให้ทีมทนายความทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เราได้ติดตามความคืบหน้าจากการรายงานของทนาย และขั้นตอนทุกอย่างเราขอให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน มั่นใจว่าไม่ได้กระทำการทุจริต ไม่อยากให้สังคมหรือฝ่ายต่างๆใช้กระแสชี้นำ เพราะจะเป็นการชี้นำกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้คดียังอยู่ในขั้นตอนที่ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ขอให้ทุกอย่างเป็นที่สิ้นสุดก่อนดีกว่า เมื่อถามว่าเป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจพิเศษบางส่วน แทรกแซงกระบวนการพิจารณาในชั้นอัยการสูงสุดหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า เชื่อมั่นว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะยึดหลักกฎหมาย ยึดพยานหลักฐาน ไม่ให้ใครมาชี้นำ ตรงนี้จะทำให้ความยุติธรรมที่เราควรจะมีไว้กับสังคมไทย ที่ให้ทุกคนเสมอภาคและเท่าเทียมจะได้คงอยู่ ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดต่อไปด้วย
คนอุดรฯแห่รับ “ยิ่งลักษณ์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมคณะเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบินไทย ในเวลา 13.05 น. ไปยัง จ.อุดรธานี เพื่อเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรม นายทองดี มนิสสาร อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระดูกในช่วงค่ำวันเดียวกัน ต่อมาเวลา 14.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวิเชียร ขาวขำ นายก อบจ.อุดรธานี อดีต ส.ส.อุดรธานีพรรคเพื่อไทย รวมถึงนายขวัญชัย สาราคำ ประธานชมรมคนรักอุดร แกนนำคนเสื้อแดงและสมาชิกรอต้อนรับ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยกว่า 30 นาย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้ทักทายผู้ที่มาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ประชาชนที่มารอรับต่างกรูเข้ามอบช่อดอกไม้ สวมกอดอดีตนายกฯ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้าพักที่โรงแรมนภาลัย เขตเทศบาลนครอุดรธานี ก่อนเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมนายทองดีช่วงค่ำ
กกต.สรุปยอด สปช. 7,370 คน
เวลา 17.30 น.ที่สำนักงาน กกต.นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แถลงสรุปยอดผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระหว่างวันที่ 14 ส.ค.- 2 ก.ย. อย่างเป็นทางการว่า มีผู้เข้าเสนอชื่อทั้งสิ้น 7,370 คน เป็นนิติบุคคลจำนวน 4,585 คน จังหวัด 2,785 คน ด้านการศึกษาเสนอชื่อมากที่สุด 778 คน รองลงมาด้านอื่นๆ 683คน ด้านสังคม 679 คน ส่วนด้านสื่อมวลชนน้อยที่สุด 194 คน แบ่งเป็นเพศชาย 6,479 คน หญิง 891 คน วุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 809 คน ปริญญาตรี 2,114 คน ปริญญาโท 3,286 คน ปริญญาเอก 1,152 คน และไม่แจ้งระดับการศึกษา 9 คน
พบขาดคุณสมบัติแค่ 30 ราย
นายภุชงค์กล่าวว่า หลังตรวจสอบคุณสมบัติมีเพียง 30 รายที่มีคุณสมบัติต้องห้าม อาทิ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การทำผิดคดีอาญาที่สูงกว่าลหุโทษ คดีอาญายาเสพติดและคดีล้มละลาย คาดว่าจะจัดทำข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการสรรหาเพื่อให้ทันการประชุมในวันที่ 12 ก.ย. ส่วนคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัด สามารถประชุมคู่ขนานและอาจคัดเลือกบุคคลจังหวัดละ 5 คน ได้แล้วเสร็จ ซึ่งรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกจากทั้ง 2 ส่วนถือเป็นความลับ จนกว่าจะมีการประกาศจาก คสช.ในวันที่ 2 ต.ค. ทั้งนี้ได้รับหนังสือขอลาออกจากการเป็นคณะกรรมการสรรหาด้านสื่อมวลชน นางพิรงรอง รามสูต อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะติดภารกิจไปต่างประเทศช่วงที่มีการสรรหา ซึ่งคณะกรรมการที่เหลือ 6 คนสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้
“วรเจตน์” ขอสู้คดีฝืนคำสั่ง คสช.
เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ศาลทหารกรุงเทพ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ เดินทางมาศาลทหารกรุงเทพ ตามที่คณะตุลาการศาลนัดสอบคำให้การในคดีที่อัยการยื่นฟ้องฐานฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวของ คสช. จากนั้น นายวรเจตน์เปิดเผยว่า ปฏิเสธข้อหาฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่งเรียกของ คสช. ฉบับที่ 5/2557 และฉบับที่ 57/2557 เนื่องจากอัยการส่งฟ้อง 1 ข้อหา แต่กลับระบุความผิดที่ต้องรับโทษจากคำสั่งทั้ง 2 ฉบับ จึงขอต่อสู้คดีโดยจะนัดตรวจพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์อีกครั้งในวันที่ 24 พ.ย.นี้
ศาลทหารรอลงอาญา “ทอม” 2 ปี
วันเดียวกัน คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ นัดสอบคำให้การนายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือ “ทอม ดันดี” อดีตนักร้อง น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพไทรอัมพ์ นายสงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย และนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” เหตุฝ่าฝืนคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวของ คสช. โดยนายทอมรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 2 ปี แต่ยังไม่ปล่อยตัวเพราะยังมีคดีปราศรัยเข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ศาลทหารกรุงเทพสั่งพิพากษาจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท แก่นายอนุรักษ์ ในคดีฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. โดยให้รอลงอาญา 2 ปี เช่นกัน
“พระสุเทพ” ดึงญาติโยมปฏิบัติธรรม
ที่วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กล่าวว่า มาบวชเพื่อดับทุกข์ในใจตัวเอง โดยตั้งใจศึกษาธรรมะปฏิบัติธรรมและแผ่ส่วนบุญกุศลให้กับบรรดาพี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่ได้ต่อสู้มาด้วยกัน ทั้งที่เสียชีวิตและบาดเจ็บแม้จะเยียวยาไปตามกำลังแล้ว ที่เหลือก็จะขอรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาเยียวยาต่อ จึงคิดว่าถ้าพี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาจะมาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน จะได้บุญมากขึ้น จึงขอเชิญชวนให้มาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ที่สวนโมกข์นานาชาติวันที่ 19-27 ของทุกเดือน 7 วันเต็มหรือทุกวันที่ 12-17 ของทุกเดือนรวม 5 วันที่ทีปภาวันธรรมสถาน (สวนโมกข์ สมุย) ต.ละไม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จะมีการสอนธรรมะและวิปัสสนากรรมฐาน
โปรดเกล้าฯ โผทหาร “บิ๊กบี้” ปลัด กห.
ล่าสุด เมื่อเวลา 19.00 น. ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในราชกิจจานุเษกษาเรื่องให้นายทหารรับราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จำนวน 1,092 นาย ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการฯ ซึ่งมีรายชื่อน่าสนใจ อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐ์กุล เสธ.ทหาร (ตท.13) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะลูกน้องเก่าข้ามห้วยจาก บก. กองทัพไทย มาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. พล.อ. ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น ผอ.สำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม พล.ท.นพดล ฟักอังกูร เป็นเจ้ากรมเสมียนตรา พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์ เป็น ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม
“วรพงษ์” ขึ้น ผบ.ทหารสูงสุด
กองบัญชาการกองทัพไทย ปรากฏว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ได้เสนอ “บิ๊กตี๋” พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.ทหารสูงสุด (ตท.12) ขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด โดยขยับเอา พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ ผบ.สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสธ.ทร. พล.อ.อ.พลเทพ โหมดสุวรรณ ผบ.กรมควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ และ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.15) ข้ามมาเป็นรอง ผบ.ทหารสูงสุด (อัตราจอมพล) ก่อนเกษียณ ซึ่งมี พล.อ. สมหมาย เกาฏีระ ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) เป็น เสธ.ทหาร โดยมี “บิ๊กอู๊ด” พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 นายทหารที่มีบทบาทในการนำกำลังทหารเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อปี 2553 โยกข้ามมาเป็น รอง เสธ.ทหาร
“บิ๊กโด่ง” นอนมาผงาดคุม ทบ.
สำหรับในกองทัพบก ปรากฏว่าตำแหน่ง 5 เสือ ทบ. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ที่จะเกษียณในเดือน ก.ย.นี้ ได้เสนอชื่อ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. (ตท.14) ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. โดยมี “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.12) เพื่อนสนิทขึ้นเป็น รอง ผบ.ทบ. (อัตราจอมพล) พร้อมขยับเอา “บิ๊กหมู” พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.14) พร้อมกับ “บิ๊กติ๊ก” พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.15) น้องชายร่วมสายเลือดขึ้นมากินตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เพื่อรอจ่อเก้าอี้ ผบ.ทบ.หลังจาก พล.อ.อุดมเดชเกษียณ เนื่องจากทั้ง 2 คนนี้จะเกษียณในปี 2559 มีโอกาสชิงเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบกด้วยกันทั้งคู่ พล.อ.อักษรา เกิดผล เสธ.ทบ.(ตท.14) ขยับไปเป็นประธานคณะ ที่ปรึกษา ทบ. (อัตราจอมพล) ก่อนเกษียณปีหน้า พร้อมขยับเอา พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง เสธ.ทบ. (ตท.15) ขึ้นเป็น เสธ.ทบ.เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รอง เสธ.ทบ.(14) ได้เป็น หัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา พล.ท.ศุภกร สงวนชาติสรไกร ผู้ช่วย เสธ.ทบ.ฝ่ายส่งกำลังบำรุง พล.ท.ภาณุวัชร นาควงษม์ ผู้ช่วย เสธ.ทบ. ฝ่ายกิจการพลเรือน พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร แม่ทัพน้อยที่ 1 และ พล.ต.วิวรรธน์ สุชาติ เจ้ากรมยุทธโยธาทหารบก เป็น รอง เสธ.ทบ.
“บิ๊กโชย” โยกสลับนั่ง มทภ.1
สำหรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 “บิ๊กโชย” พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วย เสธ.ทบ.ฝ่ายยุทธการ (ตท.16) ที่จะเกษียณในปี 2559 เบียด “บิ๊กเข้” พล.ต.เทพพงษ์ ทิพยจันทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.18) ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เพราะถือว่าเป็นน้องรัก “บิ๊กตู่” อีกคนหนึ่ง ทำให้ “บิ๊กเข้” ต้องขยับขึ้นไปเป็น แม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.พล.1 รอ. และ พล.ต.ไพโรจน์ ทองมาเอง ผบ.พล.ร. 9 ขยับขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพน้อยที่ 3 ได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ปราการ ชลยุทธ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.พันธ์ศักดิ์ หลวงอุดม เป็น ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ขณะเดียวกันมีการขยับนายทหารคุมกำลังในระดับผู้บัญชาการกองพล อาทิ พ.อ.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ เป็น ผบ.พล.1 รอ. พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ เป็น ผบ.พล.ร.9 พล.ต.ชาตชาย วัฒน์ธนนันท์ เป็น ผบ.รพศ.1 พ.อ.คุณวุฒิ หมอแก้ว เป็น ผบ.พล.ร.5 พ.อ.สุริศร์ สุขชุ่ม เป็น ผบ.พล.ร.11
“ไกรสร” ได้คุมน่านน้ำเป็น ผบ.ทร.
ส่วนกองทัพเรือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.(ตท.13) ตัดสินใจเสนอชื่อเพื่อนร่วมรุ่น พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้ช่วย ผบ.ทร.(ตท.13) ขึ้นเป็น ผบ.ทร. พล.ร.อ.พจนา เผือกผ่อง เป็นรอง ผบ.ทร. พล.ร.อ.ธนะรัตน์ อุบล เป็น เสธ.ทร. พล.ร.อ. ณะ อารีนิจ เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทร. พล.ร.อ.อภิชัย อมาตยกุล ที่ปรึกษาพิเศษ ทร.มาเป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทร. พล.ร.อ.อนุทัย รัตตะรังสี เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทร.
“ตรีทศ” ค้ำน่านฟ้าบนเก้าอี้ ผบ.ทอ.
ด้านกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ได้เสนอชื่อ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสธ.ทอ. (ตท.14) ขึ้นเป็น ผบ.ทอ.เพราะถือว่าอาวุโสสูงสุดในกองทัพอากาศขณะนี้ก่อนจะเกษียณในปี 2559 โดยมี พล.อ.อ.อานนท์ จารยะพันธ์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสธ.ประจำ ผบ.ทอ. (ตท.15) ได้ขึ้นเป็น รอง ผบ.ทอ.(อัตราจอมพล) ก่อนเกษียณ พล.อ.อ.วรฉัตร ธารีฉัตร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ.(ตท.15) เป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทอ.(อัตราจอมพล) พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. เป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ. นอกจากนี้ยังขยับเอา พล.อ.ท.สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ.(16) เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.ท.จอม รุ่งสว่าง รอง เสธ.ทอ.(ตท.16) ได้เป็น เสธ.ทอ. พล.อ.ต.ชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ เป็น ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน