แม้ว่าวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา การประชุมลับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.โดยมิชอบเลื่อนการพิจารณาสำนวนออกไปอย่างไม่มีกำหนด รวมถึงในส่วนของ สนช.สายทหารเอง ที่มีกระแสข่าวว่า ได้รับใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เตะถ่วงการถอดถอนออกไปก่อนนั้น
ล่าสุด พล.อ.นพดล อินทปัญญา หรือ "บิ๊กกี่" สมาชิก สนช. ได้ออกมาให้การปฏิเสธกันพัลวัน โดยระบุว่า "ตนพิจารณาทุกอย่างตามหลักกฎหมาย ไม่มี คสช.มาสั่ง ทุกคนที่มาเป็น สนช.ก็เป็นเพื่อนกัน มาทำงานเพื่อประเทศทั้งนั้น หลังจากที่ สนช.สายทหารเห็นสำนวนถอดถอนฉบับเต็มแล้ว เป็นดุลพินิจแต่ละคนจะพิจารณาลงมติเอง จะไม่มีการล็อบบี้ว่าต้องลงมติไปในทางใด"
ทั้งนี้ การถอดถอนไม่ได้มีแค่ นายสมศักดิ์-นายนิคมเท่านั้น แต่ยังมีที่จ่อคิวเข้าสภาต่อจากนี้ก็น่าจับตามองและร้อนแรงไม่แพ้กัน คือ การถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในสำนวนโครงการรับจำนำข้าว รวมถึง 39 อดีต ส.ว. ที่ร่วมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. โดย ป.ป.ช. เตรียมทำสำนวนส่งให้ สนช. พิจารณาสอยลงตามกันมาติดๆ แม้ประเด็นเรื่องการถอดถอนยังคงไม่สิ้นสุดว่า ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาที่ สนช. ที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าจะถอดถอนหรือไม่
รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวกับ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า โดยทั่วไป สนช.ถอดถอนไม่ได้ ขัดต่อหลักกฎหมาย ต้องเข้าใจก่อนว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เลิกใช้แล้ว สนช.ถูกตั้งขึ้นมาจาก คสช. ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน หาก สนช.จะถอดถอนควรจะร่างข้อบังคับขึ้นมา และต้องมีกฎหมายรองรับ อีกทั้งหากถอดถอนควรจะต้องเอาความผิดที่เกิดในรัฐบาลนี้ตั้งแต่วันรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 เป็นต้นมา ซึ่งตรงนี้จะถอดถอนอะไรก็เชิญ ต้องเข้าใจระบบก่อน และที่สำคัญที่สุดคือ สนช. ไม่มีความชอบธรรม ที่จะเอาอำนาจตนเองไปไล่ถอดถอนผู้อื่น
"อำนาจ สนช.มีแค่ที่ คสช.ให้ไว้เท่านั้น หาก ป.ป.ช.ส่งมา สนช.ต้องไม่รับเรื่อง อย่าให้การเมืองต้องมาฆ่ากัน สนช.ควรจะทบทวนตัวเองว่า มีสิทธิ์ที่พิจารณาว่าจะไม่รับเรื่อง ซึ่ง สนช.รับเรื่องขึ้นมาก็เป็นเรื่องของ สนช. แต่ว่าไม่มีความชอบธรรมในการถอดถอนผู้อื่น" รศ.อัษฎางค์ กล่าว
แม้ว่าฝ่ายการเมืองแต่ละฟากฝั่ง รวมถึงในสภา สนช.เองจะมีการถกเถียงกัน และด้าน สนช.สายทหาร ก็ขอกลับไปพิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคมก่อน รวมถึงการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ และ 39 อดีต ส.ว.ที่เตรียมเข้าสภาฯ ที่ผ่านมาในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่อาจจุดชนวนขึ้นมาอีกครั้ง
นับจากนี้ไป หากพิสูจน์กันให้เห็นจะจะว่า อดีตนายกฯ ผิดจริง ยังมีช่องทางไหนที่สามารถลงโทษกับผู้กระทำความผิดในฐานทุจริตได้หรือไม่ รศ.อัษฎางค์ กล่าวว่า สำหรับช่องทางการเอาผิดทางทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว หากคิดว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตก็ต้องตั้งกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาอีกหนึ่งชุด ซึ่งคณะกรรมการชุดนั้นต้องไม่มีอคติ เอาเป็นว่าตรวจสอบตั้งแต่ประชาชนเลย เอาทุกขั้นตอน กล้าหรือไม่ ซึ่งตนมีข้อมูลว่าในขั้นตอนต่างๆ ประชาชนมีวิธีมีส่วนร่วมตรงไหน ที่ผ่านมาตนเป็นผู้คัดค้านโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ และประกันจำนำข้าว สมัยรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งนานแล้ว เนื่องจากมองว่าวิธีเหล่านี้ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา และหาก ป.ป.ช. จะยกเอา พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน มาใช้ในการเอาผิดก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าอคติ เนื่องจากขั้นตอนในการสอบสวนต้องครบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หาก ป.ป.ช.จะนำ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็น ก.ม.ลูกของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ตามที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการถอดถอนยกขึ้นมานั้น รศ.อัษฎางค์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าใช้ได้หรือไม่ แต่ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินหากจะใช้ส่งฟ้องก็ใช้ได้อยู่แล้ว แต่ต้องมีหลักฐานเพียงพอ ข้อสำคัญคือ ป.ป.ช. ต้องสอบสวน สำหรับการลงมติถอดถอนนั้นก็อยู่ที่ว่าคนกุมอำนาจนั้นว่าอย่างไร แม้ว่าเสียงใน สนช.สายทหารจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการถอดถอนนี้ก็ตาม หาก สนช.สายทหารเห็นว่าไม่ควรถอดถอน และเป็นจริง ตนก็มองว่า โอเค ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ สนช.
ทั้งนี้ ในอนาคตเกิดการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ และบุคคลอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะใช้กฎหมายข้อใดก็ตาม รศ.อัษฎางค์ มองว่า "การเมืองจะเละเทะ เพราะคุณสร้างศัตรูมา ในขณะที่คุณบอกว่าปรองดอง ขณะนี้คุณกำลังจะทำอะไรอยู่ การปรองดองหมายความว่าคุณต้องสมานฉันท์ให้ได้ ลบรอยด่างต่างๆ ซึ่งขณะนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว และอย่าลืมว่าทุกคนมีพรรคพวกกลุ่มสนับสนุนอยู่"
ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า เรื่องการถอดถอนได้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าต้องเป็นมติของสมาชิก สนช. ซึ่ง สนช. บอกไปแล้วว่ามีอำนาจถอดถอน และต้องพิจารณาอีกว่าเรื่องที่เข้ามาจะรับไว้หรือไม่ ซึ่งหากรับพิจารณาหรือไม่ ต้องไปดูเรื่องเกี่ยวกับการกระทำต่ออีก
นายเสรี กล่าวต่อว่า ทางฝั่ง ป.ป.ช. ก็มีอีกเหตุผลหนึ่งของเขา โดยอ้างตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และรัฐธรรมนูญได้เลิกใช้แล้ว เพราะถือว่าพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากรับต้องพิจารณาต่อว่าที่ ป.ป.ช. ส่งมาผิดหรือไม่ เราไม่สามารถชี้นำได้ ก็เป็นเรื่องที่ สนช.ต้องทำความเห็นขึ้นมาว่า เป็นการกระทำผิดตามกฎหมายอะไรบ้าง แล้วไปรวบรวมข้อมูลมา และต้องให้เป็นไปตามกระบวนการ สนช. และต้องเอาประเด็นเหล่านี้ที่แย้งมาพิจารณาว่าจะตัดสินอย่างไร
"ส่วนการหยิบกฎหมายลูกขึ้นมาเอาผิดนั้น ในความเห็นของตนคือจะหยิบกฎหมายลูกมาใช้ได้หรือไม่ยังตอบไม่ได้ ตนตอบไปก็ยังไม่ยุติ และนั่งเถียงกันอีก เพราะฉะนั้น สนช.เองต้องดูมติเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม สนช. เห็นกันอย่างไร ส่วนจะออกมาในรูปแบบไหนก็ยังตอบไม่ได้ ชั่วโมงนี้ต้องให้เหล่า สนช.ตัดสินใจกันเอาเอง ตนก็เดาไม่ได้ว่าถอดถอนหรือไม่ อยู่ที่เสียงในสภา" นายเสรี กล่าว
สุดท้ายแม้ว่าการถอดถอนยังคงยืดเยื้อกันในสภาฯ และขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน ส่วนอีกด้านหนึ่ง สนช.สายทหารเองก็ยืนกรานว่าไม่มีล็อบบี้ทหารคว่ำถอดถอนอย่างแน่นอน ท้ายที่สุดผลจะเป็นอย่างไร ต้องมาลุ้นกัน!