วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไม่ได้รับใช้นายกฯ

สปช.โต้บิ๊กตู่ห้ามจ้อ สนช.ถกลับถอดถอน บิ๊กกี่ ชี้หมดสิทธิ์สอย
“นายกฯตู่” บินไปอิตาลีร่วมวงถกอาเซม พร้อม ยึดเวทีอินเตอร์แจงสถานการณ์เมืองไทย โวยสื่ออย่ามาคาดคั้นถามวันเลือกตั้งใหม่ให้รอ รธน.-ปฏิรูปเสร็จสิ้น งอนถูกหาว่าดีแต่พูด เปรยงดจ้อ 1 เดือน สปช.ดาหน้าโต้ผู้นำสั่งปิดปาก “ทิชา” สวนไม่ได้มารับใช้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแถว “สมบัติ” ยันมีหน้าที่แสดงความเห็นควบคู่รับฟัง ไม่ใช่คอยรับออเดอร์ทหาร “มานิจ” เหน็บไม่ได้เป็นนักเรียนต้องฟังคำสั่งครู 17 ต.ค. “พรเพชร” นัด สนช.ปิดห้องโหวตลับตัดเชือกถอดถอน “สมศักดิ์-นิคม” สนช.สายทหารไม่แน่ใจมีอำนาจจริง ตั้งวงคุยนอกรอบก่อนลงมติ “บิ๊กกี่” ฟันธง รธน.ปี 50 ไร้ผลหมดสิทธิเอาผิด ผวาสอยส่งเดชถูกฟ้องกลับระนาว พท.ยื่นหนังสือถึงประธาน สนช.ค้านขยายอำนาจเกินขอบเขต ร้องนายกฯเบรกกระบวนการนอกเหนือ ก.ม.

หลังจากมีหลายฝ่ายเริ่มออกมาพูดถึงกำหนดวันเลือกตั้งใหม่อาจต้องเลื่อนไปถึงต้นเดือน ม.ค.59 จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเตรียมยื้อเวลาสืบทอดอำนาจ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแสดงความไม่พอใจขอร้องสื่ออย่ามา คาดคั้นถาม ระบุขึ้นอยู่กับโรดแม็ปขั้นที่ 3 จะเสร็จทันหรือไม่

นายกฯบินไปอิตาลีประชุมอาเซม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางโดยเที่ยวบินพิเศษทีจี 8880 ไปยังสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม (Asia-Europe Meeting-ASEM) ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 16-17 ต.ค. ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปเยือนประเทศนอกภูมิภาค เพื่อพบปะผู้นำต่างชาติในฐานะนายกฯ โดยหัวข้อหลักในการหารือคือ “Responsible Partnership for Sustainable Growth and Security” ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะร่วมกล่าวถ้อยแถลงเพื่อแสดงจุดยืนและท่าทีของไทยต่อปัญหาต่างๆ นอกจากนี้จะเข้าร่วมประชุมผู้นําอาเซียน-สหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการที่ไทยจะรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรปต่อจากเวียดนาม ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 58

พร้อมแจงสถานการณ์ในไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเดินทางว่า เราจะพูดกันเรื่องสามเสาหลัก การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการค้าการลงทุนทุกมิติ เชื่อว่าการประชุมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับยุโรปคงจะพัฒนามากขึ้น เวลา 3 นาทีที่จะพูดในเวทีอาเซมจะเน้นความสัมพันธ์ที่ดี การเตรียมการด้านความมั่นคงและการเชื่อมโยงที่ดีขึ้นระหว่างกัน ไทยต้องคิดในเชิงรุก สิ่งที่ต้องทำคือการพัฒนาภาคเศรษฐกิจของเราให้เข้มแข็งขึ้น ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองเราพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว ตอบได้หมด แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้แจ้งว่าต่างประเทศมีความสงสัยเราเลย เขาเป็นกำลังใจให้เรา เพียงแต่ต้องขอว่าทำให้รวดเร็ว

เล็งอ้อนต่างชาติเพิ่มปริมาณใช้ยาง

เมื่อถามว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หวั่นว่าอาเซมจะมองเป็นอุปสรรคด้านการค้าหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นคนละเรื่อง ปัญหามีบางพื้นที่ไม่ใช่ภาคใต้ทั้งหมด วันนี้การค้าการลงทุนต่างๆดำเนินอยู่ เพียงแต่การลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะปัญหาเรื่องความมั่นคงที่ต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งได้แก้กติกาต่างๆ ส่งเสริมการลงทุนบีโอไอมีกองทุนต่างๆภายในปีนี้จะเร่งเรื่องการแปรรูปยางให้ได้เพื่อให้ราคาในพื้นที่สูงขึ้น เร่งการเพิ่มมูลค่ายางดิบ โดยจะเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผลิตยางรถยนต์ให้ผลิตมากขึ้น และจะให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาส่งเสริมการใช้ยางให้มากขึ้นได้ โดยจะหาทางพูดคุยถึงความร่วมมือดังกล่าวในเวทีอาเซมด้วย

โวยอย่ามาคาดคั้นเลือกตั้งใหม่

เมื่อถามถึงการดำเนินการตามโรดแม็ปขั้นที่ 3 ของ คสช.ที่มีแนวโน้มจะยืดระยะเวลาออกไป พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนเป็นคนกำหนดโรดแม็ปก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการว่าจะทำได้อย่างไร อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน ถ้ามัวแต่ตีรันฟันแทงต่อสู้กันไปตลอด จะทำอะไรก็ขยับหรือสรุปไม่ได้แล้วประเทศจะไปได้หรือ การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องมาด้วยรัฐธรรมนูญและผลของการปฏิรูป 11 เรื่อง จากนั้นใครมาเป็นรัฐบาลก็เข้ามาแก้ต่อ อย่ามาคาดคั้น กับตนมาก เรื่องนี้พูดไปแล้วถือว่าจบ ทุกอย่างต้องดูตามโรดแม็ป ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำตามโรดแม็ปได้หรือไม่ และเรื่องนี้ไม่ใช่ตนคนเดียวที่ไปนั่งทำโรดแม็ป ไม่ได้ไปนั่งเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ออกมาระบุว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นต้นปี 2559 แสดงว่าต้องขยายเวลา พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็บอกแล้วว่าขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญและการปฏิรูปจะเสร็จเมื่อใด และต้องใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่าเรากำหนดการเลือกตั้งแล้ววันพรุ่งนี้จะเลือกตั้ง ได้ทันที ต้องใช้ระยะเวลา คงต้องขอความร่วมมือ

ห่วงสุมไฟขัดแย้งช่วงไปนอก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เป็นห่วงอย่างเดียวว่า 3-4 วันที่ตนไม่อยู่ เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ครั้งที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี ถือว่าไปทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ขอให้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้ดี หากมีอะไรต้องช่วยกันทำให้สงบเงียบเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่าขยายความขัดแย้งกันไปมากนัก อย่างไร ก็ตาม ไม่ห่วงเพราะคนไทยน่ารักอยู่แล้ว ไม่ทะเลาะกัน คนไทยเป็นคนน่ารัก มีความสามารถ และต้องทำให้เหมือนเดิม อย่าให้เกิดความแตกแยก เมื่อถามว่า แสดงว่านายกฯและรัฐบาลจะทำให้กลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มได้เหมือนเดิม พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า พยายามอยู่แต่คงไม่ได้อยู่ที่ตนคนเดียว แต่สัญญาว่าจะทำอย่างเต็มที่ จึงต้องนำมาซึ่งการปฏิรูป เรื่องแบบนี้ตนตัดสินคนเดียวไม่ได้ทุกคนต้องร่วมมือกัน เป็นเรื่องของศาลและกระบวนการยุติธรรมจะทำให้เกิดความเป็นธรรม จึงขอร้องอย่าไปเร่งรัดศาล ขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ เพียงแต่อาจช้าบ้างเพราะต้องใช้หลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้ขอปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นม้าขาว ไม่เคยยกตัวเองขนาดนั้น เพียงแต่ต้องการเข้ามาแก้ปัญหา โดยใช้อำนาจพิเศษในทางสร้างสรรค์ ทุกอย่างก็ดีขึ้น ส่วนการปฏิรูปต้องว่ากันไป วันนี้ปัญหามีมาก หลังจากนี้ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดกระบวนการทุจริต ขณะนี้จึงมีการลงไปดูและตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงิน เนื่องจากปัญหามีมานานแล้ว และยังมีข่าวจากสื่อว่าเกิดปัญหาในส่วนนั้นส่วนนี้ ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูในทุกขั้นตอน

ฉุนสื่อหาดีแต่พูดเปรยงดจ้อ 1 เดือน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯบอกว่าความดันขึ้น แพทย์บอกมาหรืออย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เวลาผมพูดกับสื่อเสียงดังความดันก็ขึ้น ความจริงคำพูดบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่อง วันหลังผมคงไม่ขอพูดเล่นกับสื่อแล้วกัน ดีที่สุดไม่ต้องพูดกับท่านเลย ให้โฆษกฯพูดแทนดีไหม อย่างในการบันทึกเทปรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ผมก็ได้บันทึกเทปไว้แล้ว วันศุกร์ที่ 17 ต.ค.นี้ รายการขึ้นมาเร็วขึ้น เนื่องจากมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา และในสัปดาห์ต่อไปก็จะกลับมาใช้เวลาเดิม แต่พยายามจะใช้เวลาในรายการให้สั้นลง แต่ปัญหามีมากผมก็ต้องอธิบาย แต่บางสื่อก็หาดีแต่พูด ไม่ทำงาน ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร หรือจะให้ไม่ต้องพูดเลย สื่อไม่ต้องมาถามและเราไม่ต้องเจอกันสัก 1 เดือนดีหรือไม่” ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้อยู่เป็นสุข แทนที่จะอวยพรให้ผม แล้วจะคิดถึงกันนะจะบอกให้”

“บิ๊กโด่ง” สนองนายไม่พูดการเมือง

ที่กองพลทหารม้ารักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. (บิ๊กโด่ง) ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวระบุให้ คสช.เลือกประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งตัวแทนเข้าร่วมคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 5 คน ภายหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเปิดประชุมในวันที่ 21 ต.ค.ว่า เรื่องการเมืองมีผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงทำหน้าที่อยู่แล้ว ของดตอบคำถามที่จะก้าวล่วงเรื่องการเมือง เมื่อถามว่า จะหารือในการประชุม คสช.ครั้งที่ 2 หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

ทูตญี่ปุ่น–กัมพูชาจับเข่าคุย มท.1

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายชิเกะกะซุ ซะโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รวมถึงหารือข้อราชการ โดย พล.อ.อนุพงษ์กล่าวขอบคุณที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยม และพร้อมจะสนับสนุนอำนวยความสะดวกการลงทุนของญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่น ต่อมาเวลา 14.00 น. นางอีต โซเฟีย เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ และหารือเรื่องการดูแลเรื่องต่างด้าวและปัญหาค้ามนุษย์ โดยนางอีตขอบคุณที่เห็นความสำคัญของแรงงานกัมพูชา และอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย

อปท.ขอเลือกตั้ง–ไม่ยุบท้องถิ่น

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายชัยมงคล ไชยรบ นายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายนภดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมอบต.แห่งประเทศไทย เข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย โดย พล.อ.อนุพงษ์ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ 10,000 ล้านบาท และเงินอุดหนุนทั่วไป 8,500 ล้านบาท และให้ ผวจ.กำกับดูแลการใช้จ่ายให้โปร่งใส ขณะที่นายชัยมงคลกล่าวว่า ได้ขอให้ คสช.ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 85/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว อยากให้ คสช. และรัฐบาลยึดหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หมายรวมถึงรัฐบาลจะไม่ยุบ อบต.หรือ อบจ.ตามที่มีกระแสข่าว รวมทั้งเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับด้วย นอกจากนี้ จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นที่มีปัญหา เช่น ข้อกฎหมายการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ ช่วยเพิ่มศักยภาพการบริหารงานของส่วนท้องถิ่นคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ทิชา”โต้ สปช.ไม่ได้มารับใช้นายกฯ

อีกด้าน เมื่อเวลา 08.45 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดให้สมาชิกเข้ารายงานตัวเป็นวันสุดท้าย ซึ่งนางทิชา ณ นคร ได้มารายงานตัวเป็นคนที่ 249 เหลือเพียงนายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง แจ้งขอรายงานตัวในวันที่ 20 ต.ค. เพราะติดภารกิจต่างประเทศ ทั้งนี้ นางทิชากล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือ สปช. ให้แสดงความเห็นปฏิรูปด้านต่างๆในสภามากกว่าการออกมาพูดผ่านสื่อว่า ขอให้นายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่าสปช.ไม่ได้เข้ามาทำงานรับใช้นายกรัฐมนตรี แต่เข้ามาทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ น่าจะเป็นเป้าหมายเดียวกัน รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารเพียงช่วยปลดล็อกให้แก้ปัญหาได้สะดวกขึ้น และเห็นว่า สปช.ควรมีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแถว ไม่เช่นนั้นมุมมองในการแก้ปัญหาจะอยู่ในวงที่แคบ สปช.ไม่ได้ถูกเลือกโดยประชาชน ดังนั้นต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพาประเทศให้พ้นวิกฤติ ส่วนกรอบเวลาการทำงานคิดว่าไม่น่าจะพอ ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดีว่าจะทำสิ่งใดก่อน

“สมบัติ” สวนไม่กล้าพูดจะมาเป็นทำไม

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ปรามไม่ให้ สปช.พูดมากเกินไปว่า คงจะวิตกกังวลว่า สปช.ยังไม่ได้ประชุมเลย เกรงว่าความเห็นที่ออกมาจะทำให้เกิดความสับสน คิดว่า สปช.แต่ละคนที่แสดงความเห็นพูดชัดเจนแล้วว่าเป็นความเห็นส่วนตัว เป็นสิ่งที่ สปช.ทำได้ ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาอะไร กลับกันหาก สปช.ไม่พูดเลย อาจถูกวิจารณ์ว่า สปช.ไม่มีความเห็นได้อย่างไร ไม่กล้าพูดแล้วมาเป็น สปช.ทำไม หรือจะฟังคำสั่งทหารอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ สปช.แต่ละคนแสดงความเห็น ยังไม่ใช่ข้อสรุป ยังต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนอีกจำนวนมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะทำให้สับสน ต้องฟังให้มากๆ เพราะการทำหน้าที่ของ สปช. ต้องแสดงความเห็นควบคู่กับการรับฟังให้มากที่สุด

อัดไม่ใช่นักเรียนต้องฟังคำสั่งครู

ด้านนายมานิจ สุขสมจิตร สปช. กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ที่นายกฯจะพูดอย่างนั้น ส่วน สปช.จะพูดแสดงความเห็นก็สามารถพูดได้ หากเป็นการพูดที่มีเนื้อหาสาระ สปช.ไม่ใช่นักเรียนที่ต้องฟังครูสั่งไม่ให้พูด หากมีสาระก็ต้องพูด ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ส่วนการปฏิรูปเป็นเรื่องสำคัญจะต้องทำบ้านเมืองให้ดีขึ้น ให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่อยู่ร้อนนอนทุกข์ และที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องการศึกษา ต้องพัฒนาไม่ให้ล้าหลัง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหน ส่วนการปฏิรูปสื่อนั้น ได้เตรียมการที่จะรับฟังความเห็นทั้งจากสื่อ เจ้าของ ประชาชนและนักวิชาการ เราตั้งใจที่รับฟังทุกฝ่ายให้รอบด้านที่สุด เพื่อนำมาเป็นแนวทางการปฏิรูป

เล็งวางกรอบทำงานให้ราบรื่น

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช.เปิดเผยว่า ในการประชุม สปช.นัดแรก วันที่ 21 ต.ค. นอกจากมีวาระการเลือกประธานและรองประธาน สปช.แล้วจะหารือกรอบการทำงานของ สปช.ให้ครอบคลุมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน และรูปแบบการทำงานของผู้สมัคร สปช.กว่า 6,000 คนว่าจะให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร การตั้งคณะกรรมการยกร่างข้อบังคับการประชุม สปช. การตั้งคณะกรรมการประสานงาน สปช.ชั่วคราว (วิป สปช.) เพื่อประสานการทำงานของ สปช.ให้ราบรื่นมากขึ้น รวมถึงการคัดเลือกบุคคลไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของ สปช. 20 คน ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เชื่อว่าการทำงานของ สปช.จะเดินหน้าและสัมฤทธิผลได้ภายใน 1 ปีเศษ

ใช้ 1 เดือนร่างข้อบังคับ สปช.

นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การที่คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.) มีมติให้ผู้สมัคร สปช.ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกเป็น สปช.มาทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญให้สมาชิก สปช.เป็นเพียงหลักการ ไม่ได้บังคับ ซึ่งตามระเบียบรัฐสภา สปช.แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญได้ 1 คน ผู้ชำนาญการ 1 คน และผู้ช่วยดำเนินงาน 3 คน ในเบื้องต้นมอบให้เจ้าหน้าที่ไปจัดทำร่างข้อบังคับการประชุม สปช. เนื้อหาจะสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุม สนช. แต่จะนำมาปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจของ สปช.ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 คาดว่า สปช.จะใช้เวลา 1 เดือน ให้ความเห็นชอบและบังคับใช้

พท.จี้โละองค์กรอิสระ–สนช.นอกแถว

ด้านนายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาล และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากฝากให้ สปช.ที่เข้ามาปฏิรูปประเทศยึดหลักการสร้างประชาธิปไตย ลดความเหลื่อมล้ำ ทำตามกรอบที่ คสช.กำหนดไว้ 11 ด้าน อย่าสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นมาจน คสช.อึดอัด เท่าที่บางคนแสดงความเห็นมา เช่น เลือก ส.ส.จังหวัดละ 1 คน เลือกนายกฯโดยตรงมันไม่ใช่ ให้ประชาชนเลือกพรรค และส.ส.เลือกนายกฯถูกต้องแล้ว ระบอบประชาธิปไตยพรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง หาก สปช. คนไหนหรือกลุ่มใดไม่ทำตามกรอบขอให้ คสช.ปลดออกไป แล้วเลือกเข้ามาใหม่ เหนืออื่นใด สปช.ต้องปฏิรูปตัวเองก่อน และขอแนะนำว่าให้ปรับเปลี่ยนองค์กรอิสระทั้ง กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ 50 หมดไปแล้ว องค์กรเหล่านี้ควรพ้นไปด้วย เมื่อได้รัฐธรรมนูญใหม่ กติกาใหม่ค่อยตั้งใหม่ และน่าจะมีวาระเพียง 5 ปี ส่วนที่มาควรใช้รูปแบบคัดเลือกแบบ สปช. เอาตัวแทนจากทุกจังหวัดไปคัดเอา หรือให้มาจากการเลือกตั้งยึดโยงประชาชน อย่าใช้แบบเดิมที่คนไม่กี่คนแต่งตั้งเข้ามา

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวถึงรายชื่อของบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิก สปช.ว่า ไม่สนใจ เสียเวลาไม่ได้อ่านรายชื่อด้วยช้ำ แม้แต่รัฐมนตรี เพราะไม่มีค่าพอจะไปใส่ใจ คสช.เลือกมาเองคงได้คนที่ถูกใจ ไม่ขวางอยากทำอะไรตามสบาย น่าจะทำให้บ้านเมืองมีความสุขได้ตามที่พูดเอาไว้ แต่ถ้าทำไม่ได้ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ จะอยู่กี่ปีก็แล้วแต่เพราะมีอำนาจ จบแล้วค่อยมาดูความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

เหน็บ “วิษณุ” ยืดเวลาต่ออำนาจ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า กรอบเวลาการเลือกตั้งจะอยู่ประมาณเดือน ม.ค.2559 เพราะต้องรอแก้ไขกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องว่า ฟังแล้วไม่ตรงกับโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เคยประกาศไว้ประมาณเดือน ต.ค.2558 จะมีรัฐบาลใหม่ แต่ไม่แปลกใจเพราะเมื่อมีช่องทาง คนที่ได้อำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจะใช้เพื่อยืดเวลาใช้อำนาจให้นานที่สุด อีกทั้ง สปช.แต่ละคนไม่ได้บอกว่าจะทำตามโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศ คนเหล่านี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับผลที่ตามมา แต่คนต้องรับผิดชอบคือ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อชาวบ้านด่าก็จะด่านายกฯ ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ทำตามที่ประกาศไว้ เพราะเป็นสัญญาประชาคมที่ประกาศต่อคนในชาติ และนานาชาติย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และภาพลักษณ์ จึงขอชื่นชมที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังตั้งหลักดีอยู่ ส่วน สปช.อื่นๆ วิ่งลงข้างทางมากแล้ว

พท.ยื่น สนช.ค้านสอย “สมศักดิ์–นิคม”

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา นายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาล นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. คัดค้านไม่ให้ สนช.พิจารณาสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ พร้อมแนบรายชื่ออดีต ส.ส.และประชาชนกว่า 90 คน ร่วมลงชื่อคัดค้าน โดยนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื่นหนังสือคัดค้านครั้งนี้มีเหตุผล 2 ข้อ คือ 1.รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว และรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ไม่ได้ระบุเรื่องการถอดถอนไว้ การที่ สนช.จะไปตีความว่าตัวเองมีอำนาจถอดถอน โดยอาศัยข้อบังคับ สนช.ที่กำหนดขึ้นเองจึงทำไม่ได้ จะเป็นการขยายอำนาจให้ สนช.เกินเลยไป สอดคล้องกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 53-58/2557 วันที่ 6 ส.ค.57 กรณีมีผู้ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งจำหน่ายคำร้อง เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีต่อไป 2.นายสมศักดิ์และนายนิคมพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองแล้ว จึงไม่มีกรณีถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งอีก ถือว่าขาดองค์ประกอบการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

เตือนดันทุรังยิ่งตอกลิ่มแตกแยก

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองตามข้อห้ามของ คสช. แต่เป็นการทำหน้าที่ของประชาชน เพื่อเรียกร้องต่อ สนช.ให้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามที่ คสช.วางนโยบายไว้ หากต้องการให้กระบวนการสร้างความปรองดองเกิดขึ้นจริง สนช. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติต้องทำให้ถูกต้อง เป็นแบบอย่างที่ดี หาก สนช.ยังถอดถอนต่อไป อาจสร้างความขัดแย้งแตกแยกยิ่งขึ้น และจะถูกตั้งคำถามว่าปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐานหรือไม่

ร้อง “บิ๊กตู่” เบรก ป.ป.ช.–สนช.ตามราวี

ต่อมาเวลา 11.10 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) สำนักงาน ก.พ.ตัวแทนอดีต ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายอำนวย คลังผา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายชวลิต วิชยสุทธ์ และนายสิงห์ทอง บัวชุม เข้ายื่นหนังสือพร้อมแนบรายชื่ออดีต ส.ส.และประชาชนกว่า 80 รายชื่อ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ยึดตามแนวนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 63/2557 โดยนายชวลิตกล่าวว่า ประกาศ คสช.ฉบับดังกล่าวให้องค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวกระบวนการยุติธรรม ยึดมั่นการปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม ดำเนินคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ สนช.กำลังพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม แต่ สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50 ยกเลิกไปแล้ว เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ถอดถอนจากความขัดแย้งทางการเมือง บางฝ่ายอาจไปอาศัยผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญร้องต่อป.ป.ช.อีก ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ สนช.และ ป.ป.ช.สอดคล้องนโยบาย คสช.ขอให้หัวหน้าคสช.พิจารณาสั่งยุติกระบวนการถอดถอน ตรงนี้ไม่ถือเป็นการแทรกแซง แต่เป็นการให้สติ คำนึงความถูกต้องชอบธรรมและนโยบาย คสช.

“พรเพชร” ชี้ 17 ต.ค.โหวตตัดสินข้อยุติ

ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมสนช.วันที่ 17 ต.ค. จะนำเรื่องสำนวนการยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาและนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.เข้าพิจารณาว่าสนช.จะมีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายเต็มที่ จากนั้นจะใช้มติ เสียงข้างมากว่าจะรับเรื่องหรือไม่ เข้าใจว่าจะยุติได้ในวันเดียว หากที่ประชุมมีมติรับเรื่องไว้พิจารณาจะเข้าสู่กระบวนการถอดถอนตามข้อบังคับการประชุมสนช. แต่ถ้าไม่รับก็ยุติเรื่องนี้ ยืนยันว่า สนช.พิจารณาตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 และการที่พรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือคัดค้านการถอดถอนนั้นจะให้ความเป็นธรรมและแจ้งให้ที่ประชุม สนช.ทราบ เรื่องดังกล่าวมีปัญหาเนื่องจากเป็นกรณีต่อเนื่องมา แต่หากเกิดขึ้นปัจจุบัน และมีความผิดชัดเจน ประธาน สนช.มีอำนาจสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระพิจารณาได้เลย ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของ สนช. ท่ามกลางบ้านเมืองแบบนี้ ยืนยันว่าเราทำหน้าที่โดยยึดหลักนิติรัฐ ยึดกฎหมายเป็นหลัก จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แม้ว่า สนช.ไม่ได้มาจากประชาชน แต่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชน จะพิจารณาทุกเรื่องด้วยความเป็นธรรมตรวจสอบได้

คิดหนักตีโจทย์ฐานความผิด รธน.50

ขณะที่นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 กล่าวว่า การประชุม สนช.ในวันที่ 17 ต.ค. จะได้ข้อยุติว่า สนช.จะรับเรื่องการถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบไว้พิจารณาหรือไม่ โดยจะใช้เสียงโหวตในที่ประชุมตัดสิน คงต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดก่อนจะลงมติว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลมาว่า สนช.ยังสามารถดำเนินการเอาผิดได้หรือไม่ หากรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งต้องพิจารณากันเป็นพิเศษ ส่วนการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคงไม่จำเป็นต้องส่งไป เพราะเรื่องนี้อยู่ในอำนาจภายในที่ สนช.พิจารณาเองได้อยู่แล้ว

ส่อปิดห้องถกลับสำนวนถอดถอน

นายสมชาย แสวงการ สนช. และเลขานุการวิป สนช. กล่าวว่า การบรรจุวาระการประชุมเรื่องการถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมเข้าสู่ที่ประชุมสนช.วันที่ 17 ต.ค. เบื้องต้นถือว่าเข้าสู่กระบวนการถอดถอนแล้ว หลังจาก ป.ป.ช.ส่งสำนวนการถอดถอนมาให้ สนช.พิจารณาภายใน 30 วัน ที่ประชุมจะระดมความเห็นว่า สนช.จะพิจารณาลงมติเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ อาจนำสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ส่งมาให้ สนช.เข้าพิจารณาในการประชุมด้วย เพื่อพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามฐานกฎหมายใด ทั้งฐานความผิดรัฐธรรมนูญปี 2550 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หากพบว่าฐานความผิดยังคงอยู่ จะเข้าสู่กระบวนการลงมติและกำหนดวันเรียกผู้ถูกกล่าวหาคือนายสมศักดิ์ และนายนิคม รวมถึงผู้กล่าวหาคือ ป.ป.ช. มาชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. แต่หากที่ประชุมเห็นว่าไม่มีความผิดเข้าข่ายกฎหมายใด อาจจะลงมติเพื่อยุติเรื่องหรือส่งเรื่องกลับไปยัง ป.ป.ช. เพื่อให้ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปให้สภาชุดใหม่ดำเนินการหลังมีการเลือกตั้งแล้ว ผลจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม สนช. คาดว่าการประชุมวันดังกล่าวคงเป็นการประชุมลับ เพราะอาจมีการพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 หากเปิดเผยสู่ภายนอกจะสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมได้

เสียงแข็งพ้นเก้าอี้แล้วยังสอยได้

นายสมชายกล่าวว่า ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่เหตุใดยังต้องพิจารณาถอดถอน เรื่องนี้เคยมีกรณีที่วุฒิสภาพิจารณาถอดถอนบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองแล้ว เช่น กรณีนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีทีมาแล้ว เนื่องจากยังมีผลเรื่องการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ยังคงอยู่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาถอดถอนต่อไป แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

“บิ๊กกี่” ฟันธง สนช.ไร้อำนาจเอาผิด

ขณะที่ พล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช. ในฐานะวิป สนช. กล่าวถึงการพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคมในวันที่ 17 ต.ค.ว่า ขึ้นอยู่กับที่ประชุม สนช.มีมติอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่าข้อมูลที่มีอยู่เวลานี้ สนช.ไม่สามารถถอดถอนกรณีดังกล่าวได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ ดังนั้น สนช.ไม่ควรรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา หากทำแบบส่งเดช มีหวังถูกฟ้องกลับ จึงต้องพิจารณาระมัดระวัง ตนพร้อมให้ความเป็นธรรม จะทำตามที่กฎหมายระบุ ไม่ทำนอกกฎหมาย อย่าไปนอกกฎหมายจะไม่ดี และเท่าที่ได้คุยกับ สนช. สายทหารคนอื่นๆ หลายคนยังไม่แน่ใจว่า สนช. จะมีอำนาจพิจารณาหรือไม่ เพราะหลายคนเป็นมือใหม่ ไม่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมาย เชื่อว่าการประชุม สนช.วันที่ 16 ต.ค. สมาชิก สนช.คงคุยนอกรอบกันว่าจะดำเนินการอย่างไร ก่อนจะประชุมลงมติวันที่ 17 ต.ค.

ห่วงสมาชิกได้ข้อมูลไม่รอบด้าน

นายธานี อ่อนละเอียด สนช. กล่าวว่า หากสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมที่ ป.ป.ช.ส่งให้ สนช.พิจารณา ระบุฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างเดียวคงเอาผิดลำบาก เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว เป็นห่วงว่าข้อมูลที่สมาชิก สนช.จะได้รับในการประชุม สนช. วันที่ 17 ต.ค. เพื่อประกอบการตัดสินใจจะมีข้อมูลรายละเอียดเพียงพอและรอบด้านหรือไม่ ข้อมูลที่สมาชิก สนช.จะได้รับควรมีความละเอียดและรอบด้าน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงมติอย่างถูกต้อง

“นิคม” เย้ยมวยออกอาการลังเล

ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. (วิป สนช.) บรรจุวาระการพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่ง ส.ว.เข้าสู่ที่ประชุม สนช. ในวันที่ 17 ต.ค.ว่า ต้องรอดูว่า สนช.จะมีความเห็นต่อประเด็นข้อถกเถียงว่า สนช.จะมีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างไร เชื่อว่าจะมีสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ การที่วิป สนช.บรรจุวาระเพื่อให้สมาชิกแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า สนช.ลังเลอำนาจการถอดถอนของตนเอง ต้องไม่ลืมว่า ฐานความผิดดังกล่าวเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วตามคำสั่งของ คสช. ขณะที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ไม่ได้ระบุอำนาจของ สนช.ในการทำหน้าที่ดังกล่าวไว้ ดังนั้น สนช.จึงไม่มีอำนาจ เพราะฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีแล้ว อย่างไรก็ตาม จะยังไม่ร้องศาลยุติธรรม เชื่อว่าการประชุมในวันที่ 17 ต.ค. สนช.จะพิจารณาและมีมติเสียงส่วนใหญ่ออกมาด้วยความเป็นธรรม

ตั้ง “ประเวศ” สรรหาอธิการฯ มหิดล

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล แถลงผลการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดลว่า นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 15 ต.ค. มีผลวันที่ 31 ธ.ค.57 ระหว่างนี้ นพ.รัชตะลากิจไปปฏิบัติหน้าที่ รมว.สาธารณสุขเต็มเวลา และมอบ หมายให้ พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองอธิการบดี รักษาการแทนอธิการบดี ซึ่งที่ประชุมแต่งตั้ง นพ.ประเวศ วะสี กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ เพื่อเสนอ 3 รายชื่อต่อสภามหาวิทยาลัยภายในวันที่ 17 ธ.ค.เพื่อคัดเลือกก่อนนำขึ้นโปรดเกล้าฯ ต่อไป บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี นพ.รัชตะ และนายสุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ อยู่ร่วมการหารือตลอดเวลา

“อ๋อย” แย้งศาลทหารไร้อำนาจดูคดี

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลทหาร นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าให้การเพิ่มเติมต่อศาลทหาร คดีที่อัยการศาลทหารยื่นฟ้องนายจาตุรนต์ เป็นจำเลยรวม 3 ข้อหา ได้แก่ ความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช. กระทำการยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ หรือ ละเมิดกฎหมายแผ่นดิน โดยนายจาตุรนต์ยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติม 2 ประเด็น 1. คดีไม่อยู่ใน อำนาจพิจารณาศาลทหาร การกระทำเกิดขึ้นก่อนมีคำสั่ง คสช. จึงควรอยู่ในอำนาจศาลอาญา 2. ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37 และ 38 ขัดแย้งรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 4 เรื่องสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของ ประชาชน การขึ้นศาลทหารไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา โดยนายจาตุรนต์กล่าวว่า ยังไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับในข้อหา แต่รออัยการโจทก์ยื่นเอกสารคัดค้าน และรอทนายความยื่นเอกสารเพิ่มตามประเด็นที่แย้งเพิ่ม จากนั้นศาลทหารจะพิจารณา และส่งให้ศาลอาญาตีความว่าคดีอยู่ในการพิจารณาหรือไม่ รวมถึงศาลอาญา จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นประกาศ คสช. ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตเดินทางไปเมืองเฉินตู ประเทศจีน วันที่ 17-23 ต.ค. ซึ่งศาลทหารอนุญาต โดยไม่มีเงื่อนไขพิเศษ แต่ต้องเข้ารายงานตัวต่อศาลทหารภายหลังเดินทางกลับวันที่ 28 ต.ค.

“บิ๊กเจี๊ยบ” กำชับทูตไทยกู้คืนเชื่อมั่น

ที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างร่วมประชุมเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม ครั้งที่ 10 พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ (บิ๊ก เจี๊ยบ) ประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตไทยประจำภูมิภาคยุโรป 11 คน จาก 10 ประเทศ เพื่อมอบนโยบายเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ย้ำกับทูตไทยในยุโรปว่า การสร้างความเชื่อมั่นของต่างชาติเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ทำอย่างต่อเนื่องและแข็งขัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ย้ำถึงแนวทางการทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในไทย และส่วนที่ประเทศยุโรปสนใจเป็นพิเศษ ขณะนี้ตะวันตกมองไปข้างหน้าว่าไทยจะเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนเมื่อใด และการมีส่วนร่วมในกระบวนการโรดแม็ป รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน กฎอัยการศึก การขึ้นศาลทหาร และเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น

“เพื่อไทย” เจ้าภาพสวดศพ “อภิวันท์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิธีบำเพ็ญกุศลศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรและแกนนำ นปช. ที่วัดบางไผ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นคืนที่สี่ มีพรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพ และยังคงมีประชาชนเดินทางมาเคารพศพและฟังสวดพระอภิธรรม โดยมีนางรัชนี วิริยะชัย ภรรยาพ.อ.อภิวันท์คอยต้อนรับ ต่อมาเวลา 19.00 น.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานพิธีสวดพระอภิธรรมศพ โดยมีอดีตรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ นายเสนาะ เทียนทอง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์