วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

'บิ๊กตู่' เล่นยาแรง ขู่ใช้ม.44 รับมือ 'คลื่นใต้น้ำ'

ยันใช้อำนาจพิเศษ-ถ้าจำเป็น ถาวรปัดปลุกม็อบกดดันสนช.‘บวรศักดิ์’ปธ.ร่างรธน.ตามโผ

ครบแล้ว 36 อรหันต์ กมธ.ยกร่าง รธน. หลังที่ประชุมร่วม คสช.-ครม.เคาะ 11 คนสุดท้าย “บวรศักดิ์” นั่งประธานฯตามโผ “บิ๊กตู่” ว้ากกลับชื่อชั้นไม่เด่นตรงไหน “วิษณุ” ย้ำนายกฯเฟ้นเองกับมือ ตั้ง 4 เวทีคู่ขนาน ผุดคณะทำงานเกาะติด “เทียนฉาย” ลงนามแต่งตั้งทันที นายกฯสั่งจับตาเข้มกลุ่มคลื่นใต้น้ำ ขู่ยังไม่หยุดจะอัดยาแรง งัด รธน.มาตรา 44 กำราบ สองสีเสียงอ่อย “ถาวร” ปัดปลุกม็อบกดดัน สนช.ลุยถอดถอน “นิพิฏฐ์” ยังตามบี้ให้กล้าตัดสินใจ “วรชัย” จี้ “ประยุทธ์” ปราม กปปส.ก่อน เพื่อนผวา ม.44 รีบชิ่งหนี วิป สนช.โยนที่ประชุมถกและลงมติลับ ทีมทนายยื่นค้านยังข้องใจร่างข้อบังคับเลือกสอย 3 คน ท่านผู้นำหงุดหงิดถูกซักปมขายที่ดินมรดก ลั่นบริษัทรับซื้อไม่โง่เลิกขี้สงสัยซะที สั่งตรวจเข้มสื่อสิ่งพิมพ์ แสลงใจใช้คำ “โว-ฟุ้ง” ฮิวแมนไรต์วอทช์ซัดจ้องปิดกั้น “มาร์ค” บอกให้เข้าใจสื่อ
ในที่สุดก็ได้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครบทั้ง 36 คน หลังที่ประชุมร่วมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะรายชื่อ 11 อรหันต์ชุดสุดท้าย โดยนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯเรียบร้อยแล้ว
ประชุมร่วม คสช.-ครม.ครั้งที่ 2
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 พ.ย.ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุมร่วม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 2 วาระสำคัญว่าด้วยการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วน ครม.และ คสช.จำนวน 11 คน ที่รวมถึงตำแหน่งประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นการประชุมว่าด้วยการสรุปภาพรวมสถานการณ์ ติดตามความคืบหน้าการทำงานด้านต่างๆตามแผนโรดแม็ป โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคง ความคืบหน้าการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี คสช.เข้าร่วมประชุมครบทั้ง 15 คน ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยแจ้งขอลาป่วย โดยประชุมร่วมถึงเวลา 12.00 น. จากนั้นเวลา 13.00 น. จึงเริ่มการประชุม ครม.
แจงไม่มีล็อกสเปก กมธ.ยกร่างฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก คสช.ว่า ในที่ประชุมร่วมฯ คสช.ได้สรุปรายการสถานการณ์ภาพรวมในประเทศให้ ครม.รับทราบ จากนั้นจึงเริ่มพิจารณารายชื่อบุคคลเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยในส่วนของ คสช.จำนวน 6 คน รวมถึงประธานกรรมาธิการยกร่างฯที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้คัดเลือก ยืนยันว่ามาจากกลุ่มที่มีความหลากหลาย มีทั้งนักวิชาการและอาจารย์จากหลายสถาบัน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ได้มีรายชื่อกรรมาธิการยกร่างฯเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า แล้วมาไล่ตามทีหลัง
“บิ๊กตู่” ฟังเนื้องานแม่น้ำสองสาย
กระทั่งเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า ที่ประชุมร่วม ครม.และ คสช. ติดตามความก้าวหน้าในส่วนของ คสช.ที่มีข้อเสนอแนะในมุมมองของ คสช. ซึ่งรัฐบาลเองก็มีการแถลงถึงการปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมาและงานในอนาคตที่เป็นไปตามแนวทางและเจตนารมณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะตนเป็นทั้งหัวหน้า คสช.และนายกฯ ได้นำทั้งสองอย่างมาขับเคลื่อนอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร วันนี้ใช้เวลานานพอสมควรเพราะมีหลายประเด็น โดยเฉพาะการขออนุมัติหลักการให้ความเห็นชอบเรื่องที่จะเดินทางเข้าร่วมประชุมต่างประเทศในสัปดาห์หน้า การประชุมสุดยอดผู้นำเศรษฐกิจเอเชีย-ยุโรป (เอเปก) ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้ง 25 ระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. ที่กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นเรื่องการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของอาเซียน ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาและรัสเซียเข้าร่วม
เคาะชื่อ 11 อรหันต์ชุดสุดท้าย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สำหรับกรรมาธิการยกร่างฯในสัดส่วนของ คสช. และ ครม.ทั้ง 11 คน เป็นที่รู้จักกัน เป็นบุคลากรมีความรู้ความสามารถทางกฎหมาย แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าต้องฟังข้อคิดเห็นจาก สปช.ด้วย ต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด และต้องฟังเสียงจากภาคประชาชนว่าจะมีอะไรที่จะทำให้ลดข้อขัดแย้งในอนาคตได้ และสร้างธรรมาภิบาลในระบบบริหารราชการแผ่นดินให้ได้ ฝากขอร้องสื่อมวลชนอย่าไปเขียนอะไรให้เสียหาย ว่าจะไปทำลายฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คงเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องกฎหมายหลักของประเทศ และคงไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งอีก มุ่งเน้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะที่ผ่านมาการเขียนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายจะเขียนเพื่ออำนาจบริหาร การควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่รัฐ บางทีก็หนักไป พอหนักไปประชาชนก็ไม่รู้ว่าจะเข้าร่วมตรงไหน มันก็ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ จึงต้องเขียนทั้งสองส่วน ทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน การกำกับดูแล การจัดสรรงบประมาณ ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วม อะไรที่เป็นผลดีกับประชาชนบ้างก็เป็นแนวทางจัดสรรมาจากหลายส่วน
ว้ากลั่น “บวรศักดิ์” ไม่เด่นตรงไหน
ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่เลือกนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เขาไม่เด่นตรงไหน คุณก็ตั้งขึ้นมาเอง สื่อก็ตั้งมาเอง ผมก็เห็นจากสื่อ เห็นสื่อเขียนมาเอง ผมตั้งตามมติของที่ประชุมเขามีการคัดเลือกคัดสรรกันภายในมาแล้ว ผมไม่ได้หมายความว่าใครจะเก่งไม่เก่ง ทุกคนเก่งกันหมดเป็นได้หมดทุกคน ผมถามว่าประธานฯคนเดียวชี้ได้หมดทุกอย่างหรืออย่างไร เขามีคณะกรรมาธิการคณะย่อยศึกษารายละเอียด ประธานสั่งไม่ได้หรอกมันต้องเป็นเรื่องของมติความเห็นชอบทั้ง 35 คน ถามว่าคน 35 คนสั่งได้ทุกคนหรือ ทุกคนมีความรู้ความสามารถอาวุโสทั้งนั้น ผมว่าสั่งกันไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะสั่งท่านได้อย่างไร ลองให้เวลาท่านทำงาน และถกแถลงกันแล้วเอาข้อยุติมาดูว่าเสนอมาแล้วยังมีปัญหาตรงโน้นตรงนี้ก็ไปแก้ไขในกรรมาธิการ และมีการออกกฎหมายลูกอีกเยอะแยะไปหมดต้องใช้เวลานานพอสมควร 60 วันบวก 120 วัน”
ไฟเขียวเอาพวกอกหักช่วย สปช.
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการปฏิรูปที่ประชุม ครม.อนุมัติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อให้คนที่ไม่ได้รับเลือกเป็น สปช.กว่า 7,000 คนจะได้มีส่วนร่วมด้วย โดยใช้งบประมาณที่มีอยู่เดิม เพราะ สปช.มีสิทธิ์ตั้งคณะทำงานอยู่แล้วคณะละ 5 คนตามกฎหมาย ซึ่งตกลงกันว่าให้ตั้งคนจากที่หลุด สปช. 250 คนเข้ามาดีกว่า เป็นการประหยัดงบประมาณและให้โอกาสคนที่อยากเข้ามาทำงาน
ครม.แจงโปรไฟล์มือยกร่างฯ
ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.มีมติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างฯในสัดส่วนของ ครม. 5 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเป็นรองอธิการบดีฯ นายเจษฏ์ โทณวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นายปกรณ์ ปรียากร อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และเป็นอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2550 นพ.กระแส ชนะวงศ์ ผู้เคยได้รับรางวัลแมกไซไซ และอดีตหัวหน้าพรรคพลังใหม่ แต่ปัจจุบันท่านไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว และนายวิชัย ทิตตภักดี ประธานคณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) นักธุรกิจ และเคยเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ที่คองโก
ผุดคณะทำงานติดตามใกล้ชิด
พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า นายวิษณุยังเสนอให้ที่ประชุม ครม. และ คสช. แต่งตั้งคณะทำงานติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เนื่องจากอาจมีกฎหมายบางอย่างที่ต้องรับมา และเกรงว่าจะเกิดความล่าช้าจากสถานการณ์ทางการเมือง อาจมีบางฝ่ายสร้างความชุลมุนวุ่นวาย หรือสร้างบรรยากาศที่ไม่ปรองดองเกิดการต่อต้านชุมนุม ในช่วงยกร่างภายใน 120 วัน ที่ต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 19 เม.ย.2558 ดังนั้นคณะทำงานดังกล่าวจะเข้ามาช่วยประเมินสถานการณ์ และเสนอแนะแนวทางรับมือหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ นายวิษณุยังบอกด้วยว่า การปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ด้านพลังงานจะได้ข้อสรุปก่อน เพราะสังคมให้ความสนใจ จากนั้นจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูประบบราชการ รวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาจจะมีการแยกระหว่างการท่องเที่ยวกับกีฬาออกจากกัน จากนั้นจะเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ อัยการ ศาล
คัดแล้วคัดอีกกว่าจะได้หัวกะทิ
พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่าสำหรับรายชื่อกรรมาธิการยกร่างฯในสัดส่วนของ คสช. ได้แก่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและรองประธาน สปช. เป็นประธานฯ โดยกรรมาธิการฯ อีก 5 คน คือ นายสุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายจรูญ อินทจาร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภาและอดีตประธานศาลอุทธรณ์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นายกฤต ไกรจิตติ อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่ง คสช.พิจารณาร่วมกันในหลายขั้นตอน จนได้ข้อยุติเสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว และมั่นใจว่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน
“วิษณุ” ยัน “บิ๊กตู่” เฟ้นเองกับมือ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวว่า กรรมาธิการยกร่างฯทั้ง 11 คน อาทิ นายกฤต ไกรจิตติ เป็นบุตรชายนายสรรเสริญ ไกรจิตติ อดีตประธานศาลฎีกา จะมาดูการเขียนรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 190 และเรื่องสิทธิเสรีภาพ อย่างเรื่องเศรษฐกิจ เลือกนายวิชัย ทิตตภักดี มาร่วม ส่วนที่เลือก นพ.กระแส ชนะวงศ์ อดีต รมต.ประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.การต่างประเทศ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังธรรม เพราะใน 36 คนอยากได้นักการเมืองน้ำดี ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าพวกที่มาร่างรัฐธรรมนูญไม่เคยเลือกตั้ง ซึ่งทั้ง 11 คน พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้เลือกทั้งหมด และส่งชื่อมาให้ตนตรวจสอบ
นายกฯสั่งตั้ง 4 เวทีคู่ขนานแล้ว
นายวิษณุกล่าวต่อว่า นายกฯยังเห็นชอบให้ตั้ง 4 เวทีปฏิรูป ทำงานควบคู่ สปช. ประกอบด้วย 1.ทีมงานวิชาการ สปช. 2.เวทีกรรมาธิการ สปช. รัฐบาลส่งคนเข้าร่วมสัดส่วน 1 ใน 5 ของจำนวน กมธ. 3.เวทีรูปแบบเดียวเวทีปฏิรูปประเทศ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คัดมา 300 คน จากผู้สมัคร สปช.กว่า 7,000 คน ที่ไม่ได้รับเลือกเป็น สปช. แบ่งเป็น 3 ทีม คือ 3.1 การเมือง การปกครอง 3.2 เศรษฐกิจ พลังงาน 3.3 สังคม แยกกันประชุม ใช้เวทีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ หากมีอะไรที่รัฐบาลต้องการให้ทีมนี้ช่วยจะส่งเรื่องไป และ 4.เวทีภูมิภาค ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงกลาโหมรับไป โดยสัปดาห์หน้า ครม.จะออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมารองรับ
หวังไม่เป็น “รธน.สมคบร่วมคิด”
เมื่อถามว่า จากรายชื่อกรรมาธิการฯที่ตั้งอาจถูกมองว่าเป็น “รัฐธรรมนูญสีชมพู” นายวิษณุตอบว่า ถ้าเอาทั้ง 36 คนมาดูจะรู้ว่ามีทุกสี แดง เหลือง เขียว ชมพู บอกแล้วเวลาตั้งไม่ได้ดูอะไร แต่สื่อก็เอามาโยงกันได้ คนไทยคอนเน็กชั่นมันมีแน่ เพราะมันเป็นคนไทย ข้อสำคัญเป็นคอนเน็กชั่นไม่เป็นไร แต่อย่าเป็น “conspiracy” หรือการสมคบร่วมคิดก็แล้วกัน รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะร่างขึ้นไม่มีสี ตาบอดสี เมื่อถามว่าการทำประชามติจะให้กรรมาธิการยกร่างฯเป็นผู้ตัดสินใจหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องของกรรมาธิการฯ และถ้าจะทำก็ไปแก้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่ยาก เขียนแก้ง่ายนิดเดียว ง่ายกว่าแก้ พ.ร.บ.
“บวรศักดิ์” นำทีมไหว้วัดพระแก้ว
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า วันที่ 5 พ.ย. เวลา 06.30 น. กรรมาธิการยกร่างฯทั้ง 36 คน จะเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้แก่ สักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสยามเทวธิราช ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และสักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นในเวลา 13.00 น. จะมีประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 36 คนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.ยกร่างฯ สำหรับวันที่ 6 พ.ย. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯได้นัดประชุม กมธ.ยกร่างฯนัดแรก ช่วงเช้าเพื่อเลือกรองประธาน กมธ.เลขานุการ กมธ.โฆษก กมธ. และฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทีมงาน กปปส.ชักแถวได้ดิบได้ดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายชื่อกรรมาธิการยกร่างฯทั้ง 36 คน หลายคนเคยร่วมเคลื่อนไหวและขึ้นเวทีกลุ่ม กปปส. อาทิ นายปกรณ์ ปรียากร อดีต ส.ส.ร. 50 นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายจรัส สุวรรณมาลา นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ ที่มีบทบาทเป็นผู้เสนอให้มีการปฏิรูปประเทศโดยประชาชน สำหรับนายจรูญ อินทจาร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยคำร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งวินิจฉัยคำร้องให้ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาคพรรค 258 ล้านบาท
“บรรเจิด” โชว์วิชั่นพร้อมทำงาน
นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่าได้รับแต่งตั้งจริงหรือไม่ แต่หากได้รับแต่งตั้งจริง ก็ถือเป็นภาระสำคัญและเป็นงานใหญ่มากใน การร่างรัฐธรรมนูญ ตนมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่นี้ เพราะศึกษาเรื่องปฏิรูปการเมืองมาตลอด มีความพร้อมด้านวิชาการ แต่ภาระหลังจากนี้ต้องรับฟังเสียงจากประชาชน เพื่อทำการปฏิรูปเกิดประโยชน์สูงสุด
ให้วิปฯจัดคิวคณะปฏิรูป 18 ด้าน
เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานการประชุม เพื่อคัดเลือกกรรมาธิการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะประจำสภา ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายเทียนฉายกล่าวขอบคุณสมาชิก สปช.ที่ผ่าน ข้อบังคับการประชุม สปช. เมื่อคืนวันที่ 3 พ.ย. พร้อมขอความร่วมมือให้สมาชิกแจ้งรายชื่อเข้าร่วมประชุม สปช.นอกรอบวันที่ 9-10 พ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ รวมถึงแจ้งชื่อแสดงความจำนงร่วมเป็นกรรมาธิการ 18 คณะโดยเร็ว เพื่อให้ที่ประชุมอนุมัติตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 คณะ ในวันที่ 11 พ.ย. จากนั้นเข้าสู่วาระการประชุม โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าให้คณะกรรมาธิการสรรหาฯจำนวน 20 คนมาจากวิป สปช.ชั่วคราว โดยให้ ตัดชื่อประธาน สปช.และรองประธาน สปช.คนที่ 1 ออก เหลือแค่ น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 เพียงคนเดียว ส่วน สปช.กลุ่มใดจะขอเปลี่ยนตัวแทนที่จะมาเป็นคณะกรรมาธิการสรรหาฯให้แจ้งรายชื่อมา
“เทียนฉาย” ลงนามแต่งตั้งแล้ว
ล่าสุดเวลา 17.30 น.ที่รัฐสภา นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กล่าวว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คนเป็นที่เรียบร้อย เท่าที่ได้ดูรายชื่อทั้งหมดคิดว่าดี ส่วนจุดยืนทางการเมืองของแต่ละคนที่ผ่านมา เชื่อว่าจะไม่น่าเป็นปัญหาต่อการทำหน้าที่
เตือนอย่าเขียน รธน.ตามใจตัวเอง
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า ดูรายชื่อแล้วมีความ หลากหลายกว่ากรรมาธิการยกร่างฯปี 2540 และปี 2550 มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชาชีพ จากเดิมมักเป็นเรื่องของนักกฎหมายมหาชน และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ บางครั้งพบจุดอ่อน เพราะโลกทัศน์อาจผูกอยู่กับหลักนิติศาสตร์มากเกินไป กรรมาธิการฯหลายคนเคยเป็นทั้งคนยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มาแล้ว สามารถถอดบทเรียนจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับเพื่ออุดช่องโหว่ และต่อยอดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ดีและสมบูรณ์กว่าเดิมได้ ลดความกังวลเรื่องล็อกสเปกรัฐธรรมนูญหรือการครอบงำจาก คสช.ได้พอสมควร เพราะเป็นตัวของตัวเอง แต่ฝากข้อคิดถึงทั้ง 36 คนว่าอย่าคิดว่าตัวเป็นอรหันต์รู้ทุกเรื่อง ไม่ฟังใคร แล้วเขียนรัฐธรรมนูญตามความอยากของตัวเอง ต้องยืนอยู่บนการมีส่วนร่วมและอยู่บนฐานผลประโยชน์ของส่วนรวมจริงๆ
“ประยุทธ์” สั่งจับตาเข้มคลื่นใต้น้ำ
อีกเรื่อง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวระหว่างประชุมร่วม ครม. และ คสช. ขอบคุณทุก ภาคส่วนที่เสียสละตั้งใจทำงานตามหน้าที่ ให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบสุขโดยเร็ว แต่จากกรณีที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคู่ขัดแย้งที่มีแนวความคิดทางการเมืองเพิ่มขึ้นในระยะ 1-2 เดือนที่ผ่านมา จึงขอให้ ทุกฝ่ายติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และพยายามทำความเข้าใจกับกลุ่มที่พยายามเคลื่อนไหวเหล่านั้น เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวจนบ้านเมืองเกิดความสับสนทางสังคม ทุกอย่างจะกลับไปสู่สภาพเดิม และการเดินหน้าปฏิรูปที่วางเอาไว้ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ขู่ใช้ยาแรง รธน.มาตรา 44 กำราบ
พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯบอกว่าหากไม่สามารถทำความเข้าใจกับผู้ที่เคลื่อนไหวได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายก็ต้องทำ โดยให้เริ่มจากกฎหมายปกติก่อน ใช้มาตรการจากขั้นเบาไปหาหนัก ใช้กฎอัยการศึก หรือแม้กระทั่งมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ให้อำนาจพิเศษไว้ ถ้าจำเป็นต้องทำก็ต้องทำเพื่อให้บ้านเมืองสงบ เมื่อถามว่าเหตุใดจึงหารือถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พล.ต.สรรเสริญตอบว่า ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเรื่องนี้ แต่ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดจะขยายกลายเป็นความขัดแย้ง บ้านเมืองจะกลับไปแบบเดิม ทุกอย่างจะยากยิ่งไปกว่าเดิม
ถ้ายังไม่หยุดจะเรียกรายงานตัว
โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวอีกว่า แนวทางคือ 1.เริ่มจากการอธิบายความให้เข้าใจแบบภาษาคนไทยต่างคนต่างช่วยพยุงบ้านเมืองกันไป และ 2.คุยแล้วไม่รู้เรื่อง มีมนุษย์สุดโต่งก็ต้องบังคับใช้กฎหมายจากเบาไปหาหนัก เมื่อถามว่าบังเอิญพอดีกับช่วงที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาถอดถอนบุคคลต่างๆ หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญตอบว่า เรื่องนี้นายกฯให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องติดตามเกี่ยวกับเรื่องถอดถอน แต่ไม่ได้กำหนดว่าเรื่องอะไร เพียงแต่บอกว่าทุกคนต้องใช้วิจารณญาณ เรื่องนี้เป็นเรื่องของ สนช.ที่อุดมไปด้วยผู้มีความรู้จะสามารถให้เหตุผลอธิบายความกับสังคมได้เป็นอย่างดี เมื่อถามว่าขณะนี้ คสช.มีอำนาจเรียกคนเข้ามารายงานตัวได้หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญตอบว่าได้ คงจะเรียกเร็วๆ นี้ ถ้ายังเคลื่อนไหวอยู่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
สนช.ตื๊อให้รับเรื่อง “สมศักดิ์-นิคม”
ด้านความเคลื่อนไหวของ สนช.ในการพิจารณาว่า จะรับสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ไว้พิจารณาในวันที่ 6 พ.ย.หรือไม่นั้น หลังจากที่ สนช.ส่วนใหญ่มีแนวโน้มไม่อยากรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ล่าสุดยังมีการหารือของสมาชิก สนช.กลุ่มต่างๆนอกรอบ ที่ยังอยากให้ที่ประชุม สนช.ลงมติรับเรื่องไว้ก่อน แล้วค่อยพิจารณาถอดถอนตามกระบวนการต่อไป โดยเปิดโอกาสให้นายสมศักดิ์ นายนิคม และ ป.ป.ช.มาชี้แจงแต่เมื่อถึงขั้นตอนลงมติถอดถอนอาจไม่สามารถถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมได้ เนื่องจากต้องใช้เสียง สนช. 3 ใน 5 หรือ 132 เสียง จาก 220 เสียง เพราะเห็นว่าสำนวนที่ ป.ป.ช. ใช้อ้างความผิดตามฐานรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยไม่มีการอ้างฐานความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 58 หรือกฎหมายอื่นประกอบ
รอวัดใจสายทหารชี้ขาดสอย “ปู”
ส่วนสำนวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายในโครงการจำนำข้าว ซึ่งที่ประชุม สนช.จะบรรจุวาระเข้าที่ประชุมในวันที่ 12 พ.ย.นั้น สนช.เห็นตรงกันว่าสามารถรับเรื่องไว้ถอดถอนได้ แม้รัฐธรรมนูญปี 50 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีฐานความผิดอื่นร่วมด้วยคือ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงขั้นตอนการลงมติยังต้องลุ้นว่าจะมีจำนวนเสียงถอดถอน 3 ใน 5 เพียงพอหรือไม่ เนื่องจาก สนช.กลุ่มที่เห็นว่าสามารถถอดถอนได้มีเพียงกลุ่ม 40 ส.ว.และกลุ่มข้าราชการพลเรือน ซึ่งยังเป็นเสียงข้างน้อยอยู่ จึงต้องรอวัดใจ สนช.สายทหารที่มีมากถึง 130 เสียง ว่าจะกล้าลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่
ชง สนช.ถกลับสำนวนถอดถอน
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า ที่ประชุมวิป สนช. มีมติเสนอให้การประชุม สนช.วันที่ 6 พ.ย. เพื่อพิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม เป็นการประชุมลับและลงคะแนนลับ โดยจะเปิดให้สมาชิกอภิปรายเต็มที่ เมื่อที่ประชุมมีมติรับหรือไม่รับ ประธาน สนช.จะชี้แจงเหตุผลเอง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวขึ้นอยู่กับที่ประชุม สนช.จะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งสมาชิกหลายคนกังวลเกี่ยวกับการอภิปราย อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่าย ส่วนกระแสข่าว สนช.สายทหารจะลงมติไม่รับเรื่อง และบางคนอาจงดออกเสียงนั้น กรรมาธิการฯบางคนที่เป็นทหารสนับสนุนให้ที่ประชุมรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนก่อน แต่มีกรรมาธิการฯบางคนอยากให้ยืดเรื่องออกไป ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ เพราะได้เลื่อนการลงมติไปแล้วครั้งหนึ่งยังถูกด่า ส่วนเรื่องความปรองดองเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงและพูดคุยกัน แต่ต้องยึดหลักกฎหมาย
ทีมทนายยื่นค้านถอด “ปู” 5 พ.ย.
นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากฎหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า วันที่ 5 พ.ย. เวลา 13.00 น. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทีมทนายความคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เพื่อคัดค้านไม่ให้นำสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าสู่วาระการประชุมวันที่ 12 พ.ย. ตามเหตุผล 7 ข้อที่ได้ชี้แจงไป การที่ สนช.ระบุว่ามีอำนาจถอดถอนโดยใช้อำนาจวินิจฉัยตามประเพณีการปกครองนั้น ที่ผ่านมาการถอดถอนทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือการใช้ข้อบังคับการประชุม ส.ว.ปี 51 หากจะถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ต้องใช้ข้อบังคับการประชุม ส.ว.ปี 51 ซึ่งขณะนี้ไม่มีแล้ว
ข้องใจจ้องร่างข้อบังคับสอย 3 คน
นายพิชิตกล่าวว่า ยิ่ง สนช.มีเวลาทำงานแค่ปีเศษ แล้วมาร่างข้อบังคับเรื่องถอดถอน ขอถามว่าเป็นการออกข้อบังคับมาเพื่อใช้ถอดถอนแค่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เพียง 3 คนใช่หรือไม่ หลังจากนี้จะเอาไปถอดถอนใครได้อีก
ยัน ก.ม.ไร้บทลงโทษถอดถอนไม่ได้
นายพิชิตกล่าวว่า ส่วนที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 และมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตร่วมด้วยนั้น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกฎหมายทางปกครองที่กำหนดว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง แต่ไม่มีบทลงโทษกำหนดไว้ จึงไม่สามารถอ้างกฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษมาเป็นเหตุถอดถอนได้ ขณะที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นเพียงกฎหมายลูก ดังนั้นจะนำสิ่งที่กฎหมายลูกเขียนมาใช้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ ในเมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว
“ถาวร” ปัดปลุกม็อบกดดัน สนช.
นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ทุกฝ่ายยุติเคลื่อนไหวกดดัน สนช.ว่า สิ่งที่พูดไปเป็นการแสดงความคิดเห็นทางข้อกฎหมาย สะท้อนถึงความรู้สึกประชาชนที่รับฟังมาในพื้นที่ ไม่ใช่การกดดัน คนที่ทำหน้าที่ในสภาต้องรับฟังความเห็นประชาชนว่ารู้สึกอย่างไร ขอฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่เคยข่มขู่หรือกดดันสนช. ขณะเดียวกัน สนช.อย่าคิดว่าตัวเองรู้เรื่องหมดแล้ว การตัดสินใจของ สนช.ขอให้อยู่บนพื้นฐานของแต่ละคน หากสิ่งที่ตนพูดไปทำให้ไม่สบายใจขอให้ทราบว่าเป็นการพูดด้วยความหวังดี บริสุทธิ์ใจต่อบ้านเมือง ไม่อยากให้มีการตีความเกินเลยไปกว่าข้อกฎหมาย ส่วนคนที่ไม่เคยชินต่อการรับฟังความเห็นของผู้อื่น และไม่สบายใจ ตนก็ต้องขออภัยด้วย
“นิพิฏฐ์” บี้ สนช.กล้าตัดสินใจ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยที่นายกฯเตือนให้ทุกฝ่ายอย่ากดดัน สนช. เพราะอยากให้ทำหน้าที่โดยอิสระ แต่ละคนมีวุฒิภาวะสูงทั้งสิ้น เพียงแต่บางฝ่ายเกรงว่า สนช.จะกล้าตัดสินใจในกรณีนี้หรือไม่ ขณะนี้กระบวนการถอดถอนมี 2 ขั้นคือ 1.การพิจารณาว่าจะรับเรื่องไว้หรือไม่ 2.เมื่อรับไว้แล้ว ต้องมาพิจารณาว่าจะมีความผิดต้องถูกถอดถอนหรือไม่ การที่ สนช.บางคนกังวลและไม่มั่นใจในข้อกฎหมาย จึงเลือกโหวตไม่รับเรื่องไว้ ซึ่งง่ายเพราะไม่ต้องดูถูกผิด ซึ่งต้องชี้แจงสังคมได้ว่าทำไมจึงตัดสินเช่นนี้ ขอแนะนำ สนช.ไปอ่านหนังสือเรื่องหลักการตีความกฎหมาย ที่เขียนโดยนายอักขราทร จุฬารัตน์ อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นหนังสือหลักการตีความกฎหมายและตีความรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประเทศไทยเวลานี้
นปช.จี้ “บิ๊กตู่” ปราม กปปส.ก่อน
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า นปช.ให้ความร่วมมือ คสช.มาตลอด นั่งนิ่งๆไม่ชุมนุม ไม่ปลุกระดม เรื่องนี้เราไม่ได้เริ่มต้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปห้าม กปปส.ที่ออกมาข่มขู่เคลื่อนไหวชุมนุมกดดัน สนช. หากเป็นแบบนี้ต่อไป กปปส.ไม่พอใจใครก็จะออกมาอยู่เรื่อยๆหรือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปดูถ้าปล่อยให้คนพวกนี้ออกมา ต้องบอกว่าสมยอมร่วมมือกันหรือไม่ ถ้าพวกนั้นทำได้เราทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ ยืนยันว่า นปช.พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ แต่ไม่ยอมให้คนอื่นมาข่มเหงรังแกอยู่ฝ่ายเดียว
ซัด “สมชาย” แสดงอำนาจบาตรใหญ่
นายวรชัยกล่าวว่า ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ขอความร่วมมือสื่อหยุดเสนอข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น ในโลกความเป็นจริงจะไปห้ามสื่อนำเสนอข่าวไม่ได้ ในสังคมโลกประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวมีสิทธิเสนอข่าวบุคคลสาธารณะ สื่อทั่วโลกก็นำเสนอข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเข้าใจหน้าที่สื่อ ถ้าไม่ออกข่าวแสดงว่าไม่ทันโลก ล้าหลัง หากสื่อเสนอข่าวบิดเบือน คสช.ก็ฟ้องร้องได้ อีกทั้งยังมีกฎอัยการศึกจัดการได้อยู่แล้ว คนมีอำนาจไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ ถ้าใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้องก็จะเสื่อมไปเรื่อยๆเหมือนกัน ส่วนที่นายสมชาย แสวงการ สนช. ข่มขู่อัยการ หากมีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเรียกร้องให้ คสช.จัดการอัยการนั้น ขณะนี้ สนช.บางคนใหญ่โตเหลือเกิน คิดว่ามีอำนาจล้นฟ้าจัดการใครก็ได้ ไม่สนใจว่าจะขัดหลักกฎหมาย ความยุติธรรม อัยการเป็นทนายแผ่นดินจะทำอะไรต้องมีหลักการ จะทำตามใจ ป.ป.ช. หรือกลุ่ม 40 ส.ว. ไม่ได้ อยากฝาก พล.อ.ประยุทธ์ช่วยปรามคนเหล่านี้ อย่าปล่อยให้ใช้อำนาจข่มขู่คุกคามคนอื่น
เพื่อนผวา ม.44 รีบชิ่งหนี “วรชัย”
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ขู่จะนำรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 มาบังคับใช้ว่า คงเป็นการปรามมากกว่า วันนี้มีกฎอัยการศึกบังคับใช้อยู่แล้ว คงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 อีก การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างมากไปก็ไม่เป็นผลดีต่อคสช. อย่างไรก็ตาม ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์สบายใจได้ พรรคเพื่อไทยไม่มีการเคลื่อนไหว จะมีก็แต่การแสดงความเห็นตามหลักการบ้างเท่านั้น ขอให้รัฐบาลทำตามโรดแม็ปให้แล้วเสร็จปีเดียว พวกเรารอได้
นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของนายวรชัยเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว จะพูดจาข่มขู่อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับ นปช. เพราะตัวแทน นปช. ที่สามารถพูดเกี่ยวกับการให้ นปช. เคลื่อนไหวได้มีเพียง 3 คน คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนางธิดา ถาวรเศรษฐ นอกเหนือจากนี้ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวทั้งสิ้น ที่ผ่านมา นปช.ให้ความร่วมมือกับ คสช.มาด้วยดีตลอด เพื่อให้เป็นไปตามโรดแม็ปที่ คสช.วางไว้
นายกฯลั่น บ.ซื้อที่ดินมรดกไม่โง่
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตการขายที่ดินราคา 600 ล้านบาท ที่เป็นของมรดกของบิดานายกฯตามที่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า “มีปัญหาอะไร แล้วบริษัทที่มาซื้อเป็นบริษัทของใคร เขาคงไม่มาซื้ออะไรโง่ๆซื้อแล้วไปลงทุนไม่ได้ ซื้อไปทำไม มันเป็นของผมตั้งแต่เด็กๆแล้ว เพราะผมอยู่กับพ่อ แล้วมันมีปัญหาอะไร ผมอยากจะรู้ กฎหมายว่าอย่างไร ไปว่ามาผมไม่ตอบ ขี้เกียจ”
วอนเลิกขี้สงสัยเสียทีเถอะ
เมื่อถามว่ามีการสงสัยถึงที่มาของบริษัทที่รับซื้อที่ดินดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็ไปสอบเขามาสิ เกี่ยวอะไรกับผม” เมื่อถามอีกว่านายกฯรู้สึกหนักใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่หนักใจแต่ก็ควรเลิกสักทีเถอะ โอเคนะ จากนั้นก็รีบเดินเลี่ยงจากโพเดียมทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าว พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในท่าทีปกติ ไม่ได้มีอาการโกรธแต่อย่างใด แต่บางช่วงได้เร่งให้ผู้สื่อข่าวถามจนต้องเอ่ยว่า “ไม่ต้องกลัว ถามมาๆ” พร้อมกับทำท่าตบเท้าและย้ำเท้าขวากับที่จนเกิดเสียงแก็กๆ แต่จังหวะที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องขายที่ดินมรดก พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับออกอาการยกมือขวาเคาะกับโพเดียมจนแหวนกระทบเกิดเสียงดังเป็นจังหวะ
ชง ป.ป.ช.สอบทรัพย์สิน “พีระศักดิ์”
อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงาน ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษถึงนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบรายการทรัพย์สินอื่นของนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. และนายสมชาย แสวงการ สนช. ว่าจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ โดยในส่วนนายสมชายมีภาพข่าวชัดเจนในช่วงมารายงานตัวเป็น สนช.เมื่อต้นเดือน ส.ค.ว่า สวมนาฬิกาที่ข้อมือ 1 เรือน และมีแหวนที่นิ้วมือทั้งสองข้าง ข้างละ 1 วง แต่กลับไม่แสดงรายการนาฬิกาและแหวนในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. เช่นเดียวกับนายพีระศักดิ์ที่ไม่เคยแจ้งเรื่องนาฬิกาในรายการบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ถึง 3 ครั้ง ทั้งๆที่นายพีระศักดิ์สวมนาฬิกาที่ข้อมืออยู่ 1 เรือน จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบรายการทรัพย์สินดังกล่าวของนายสมชายและนายพีระศักดิ์ ที่ไม่ปรากฏในรายการทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.
“บิ๊กตู่” สั่งตรวจเข้มสื่อสิ่งพิมพ์
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมร่วมระหว่าง ครม. กับ คสช. ครั้งที่ 2/2557 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สั่งการให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ว่า สิ่งใดมีผลกระทบต่อความมั่นคงหรือการสร้างความเข้าใจของประชาชนให้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมถึงทำความเข้าใจกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์บางฉบับที่พยายามเสนอข่าวไม่ตรงกับข้อมูลที่เป็นจริง นายกฯบอกว่า บางเรื่องเป็นข้อมูลเดิมที่เจ้าหน้าที่ รวมถึงนายกฯเคยชี้แจงทำความเข้าใจ อธิบายความไปแล้ว มีหลักฐานเอกสารการปฏิบัติจริง แต่ปรากฏว่าหนังสือพิมพ์บางส่วนยังเสนอข้อมูลเดิม ไม่สนใจเรื่องที่เจ้าหน้าที่พยายามชี้แจง
ฉุนใช้คำ “โว-ฟุ้ง” ฟังเหมือนขี้โม้
“ท่านนายกฯปรารภในที่ประชุมว่า ในการปฏิรูปของ สปช. ขอให้ทุกฝ่ายติดตามการปฏิรูปของสื่อเหมือนกัน ขณะเดียวกันได้ขอวิงวอนไปยังสื่อทุกท่าน ซึ่งส่วนใหญ่มีคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้ว อยากให้ช่วยทำให้องค์กรตัวเองมีความเข้มแข็ง ได้รับความน่าเชื่อถือจากทุกฝ่าย คำบางคำเป็นคำเชิงลบ ไม่แน่ใจว่ามีการคิดประดิษฐ์คำเหล่านี้อย่างไร เช่น นายกฯหรือรองนายกฯพยายามชี้แจงงานที่ทำตามข้อสัญญากับประชาชน ก็ไปใช้คำลักษณะทำนองว่า โว ฟุ้ง ปัด คำเหล่านี้เป็นไปในทางลบ ไม่สร้างสรรค์ ทำให้สังคมมองว่า ขี้โม้ แล้วจะสร้างกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างไร” พล.ต.สรรเสริญกล่าว
ฮิวแมนไรต์วอตช์ซัดปิดกั้นสื่อ
นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอตช์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือสื่อมวลชนงดนำเสนอข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการตอกย้ำความไม่ไปไหนของการเมืองไทยภายใต้รัฐทหาร มีการปิดกั้นสื่อมวลชนไม่ให้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ปิดกั้นการรับสารของประชาชน คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์เหมือนเป็นการขอความร่วมมือ แต่ภาพที่แท้จริงคือการออกคำสั่ง เป็นการขอที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะในฐานะที่สวมหมวก 2 ใบ คือการเป็นนายกฯและหัวหน้า คสช. ถือว่ามีอำนาจเต็มที่ มองว่าการห้ามนำเสนอข่าวดังกล่าวคงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แต่จะส่งผลเสียฝ่ายที่ปิดกั้นสื่อเอง เพราะ 5 เดือนที่ผ่านมา ทหารพยายามแทรกแซงสื่ออยู่ตลอด ต่างประเทศก็ไม่เชื่อมั่น เห็นได้จากเมื่อไม่นานนี้ ประเทศไทยชวดที่นั่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
“มาร์ค” แนะนายกฯเข้าใจสื่อ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ขอร้องสื่ออย่าเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ส่วนตัวมองว่า การที่สื่อเสนอข่าวดังกล่าวเพราะมองว่ามีประเด็นจึงนำเสนอ พอนำเสนอมาก็เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจ พอมีเรื่องกระบวนการยุติธรรม ก็จะมีคำถามกลับมาว่า อะไรทำ อะไรไม่ทำ นายกฯต้องชี้แจงไปว่า อะไรที่ทำได้ อะไรที่ยังเกินวิสัยที่จะทำ หรืออาจต้องย้อนกลับไปดูว่า มีอะไรที่ยังทำได้อีก แล้วยังไม่ได้ทำ
ตั้ง “ดิฏฐพร” นั่งกุนซือ รมว.พณ.
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายชาญณัฏฐ์ แก้วมณี รองอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ นางปนัสย์สร อริยวงศ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์เป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ นายทรงพล พนาวงศ์ เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ดิฏฐพร ศศะสมิต เป็นที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์
ส่ง “กิตติพงษ์” นั่งบอร์ดดีเอสไอ
ร.อ.นพ.ยงยุทธกล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ 9 คน แทนชุดปัจจุบันที่พ้นวาระตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอได้แก่ 1.นายวิรัช ชินวินิจกุล ด้านกฎหมาย 2.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ด้านกฎหมาย 3.นายสุเจตน์ จันทรังษ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ด้านเศรษฐศาสตร์ 5.นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ด้านการเงินการธนาคาร 6.นายฉัตรพงศ์ ฉัตราคม ด้านความมั่นคงประเทศ 7.นายสันทัด สมชีวิตา ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ด้านอุตสาหกรรม 9.นายประมนต์ สุธีวงศ์ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต