วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คดีจำนำข้าวจากจุดเปลี่ยนนำไปสู่จุดจบ?

ไทยรัฐออนไลน์

สำหรับคดีความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพิกเฉยไม่ยอมระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว และละเว้นการปฎิบัติหน้าที่จนสร้างความเสียหายว่ากันว่า จำนวนเงินถึงกว่า7 แสนล้านตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. มาตรา 123 ใกล้เดินทางมาถึงจุดจบเต็มที ส่วนใครจะเป็นคนปิดจ๊อบฟ้องคดี คงต้องรอลุ้นในวันที่ 7 พ.ย. 2557 ที่กำลังจะถึงนี้ ในการประชุมร่วมของ อัยการสูงสุด (อสส.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แม้แนวทางออกจะมีหลายทาง แต่ก็หวังว่า จะเป็นทางออกของข้อสรุปที่ดีแก่ประชาชน เพราะถ้าหากยังไม่มีทางออกในเรื่องนี้ได้ คงเป็นเรื่องคลางแคลงใจของทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะข้อสรุปคดีดังกล่าว จะสามารถนำสู่วาระเอาผิดคดีอาญา ได้หรือไม่ ก็ต้องตกเป็นหน้าที่ของของทั้ง2 หน่วยงานที่จะเป็นผู้สรุปว่า สุดท้าย อสส.จะตัดสินใจเป็นผู้ฟ้องร้องคดีทุจริตจำนำข้าว ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือ จะต้องให้ป.ป.ช.เป็นผู้เดินเรื่องฟ้องร้องเองในที่สุด อย่างที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ก่อนหน้า ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.

ตอกย้ำ ด้วยคำพูดของนายกรัฐมนตรี "สต๊อกข้าวทั้งหมด 18 ล้านตัน ขณะนี้ มีคณะอนุกรรมการตรวจคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นประธานดูแล โดยระบุว่า ข้าวทั้งหมด มีข้าวที่ได้มาตรฐาน 10% ข้าวคุณภาพต่ำ มีสภาพกลายเป็นสีเหลือง 70% ข้าวเสื่อมสภาพ 4-5% และข้าวที่หายไปราว 1-2% ประมาณ1แสนตัน จึงต้องการเร่งระบายข้าวอย่างรวดเร็ว” สมหมาย ภาษี รมว.คลัง

ตอกย้ำ ด้วยคำพูดของ รมว.คลัง นายสมหมาย ภาษี ที่ระบุว่า "หนี้โครงการรับจำนำข้าวที่มีผลขาดทุน สูง 6-7 แสนล้านบาท สุดท้ายแล้วก็ต้องตกเป็นเงินภาษีของทุกคนในประเทศ การใช้หนี้ขาดทุนจำนำข้าว มีทางแก้ทางเดียวคือต้องใช้หนี้ และคาดว่าอาจจะใช้เวลามากกว่า 30 ปี หรือต้องใช้หนี้จำนำข้าวกันถึงรุ่นหลาน" ที่หลุดออกมาให้สังคมได้ยินกันทั่ว อารมณ์หนึ่งอาจเป็นจังหวะ ถึงคราวที่ต้องระบายความอัดอั้นตันใจ เพราะนี่คือภาระหน้าที่ของเขาที่เข้ามาแก้ปัญหา หางบประมาณ ทำทุกอย่างทั้งกู้ทั้งยืม ทั้งขายเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ จากความล้มเหลว และการทุจริตกันอย่างมโหฬาร จากโครงการดังกล่าวในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรทหารลุยตรวจโกดังข้าว

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลัง ต้องบริหารหนี้ที่มีอยู่ ทั้งหนี้ระยะสั้นและหนี้ระยะยาวต้องบริหารให้สอดคล้องกับภาวะทางการตลาด เพื่อให้ภาระต้นทุนดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด รวมทั้งต้องหางบประมาณมาบริหารจัดการหนี้ให้ครอบคลุมทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ส่วนการออกพันธบัตรอายุ 30 ปี เพื่อนำเงินมาใช้หนี้โครงการรับจำนำข้าวนั้น ทำได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายทั้งหมด

ส่วนกรณี นายกฯชี้แจงถึงสต็อกข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น ทำให้ยิ่งสร้างความชัดเจนของคดีและเห็นถึงความเสียหายของประเทศมากยิ่งขึ้น ก็คงสร้างความกังวลให้รัฐบาลชุดก่อนไม่มากก็น้อย ส่วนจะมีแนวทางวางแผนเพื่อสู้คดีอย่างไรก็ต้องมาจับตาลุ้นกันข้าวเปลือกโครงการจำนำข้าว

ถึงนาทีนี้ ประชาชนต่างอยากทราบว่า ข้อสรุปแนวทางออกคดีจะเป็นไปอย่างไร 7 พ.ย. มาร่วมลุ้นถึงผลของการประชุมร่วมครั้งนี้ ว่า ระหว่าง อสส.-ป.ป.ช. ใครจะเป็นผู้นำนำคดีทุจริตจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ-ประชาชน มูลค่ากว่า 7 แสนล้าน ไปฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อ เอาผิดทางอาญา เรียกได้ว่าคนที่มีรายชื่ออยู่ในร่างแหคดีดังกล่าว ไล่มาตั้งแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ เรียกว่า มีสิทธิ์จะไปถึง"มุ้งสายบัว"กันได้เลยหรือไม่

เพราะหากเป็นไปตาม ที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลั่นวาจาเอาไว้ หลังกลับจากกัมพูชาว่ากรณี"ทุจริตจำนำข้าวจะต้องมีคนรับผิดชอบ" จริงละก็ ก็รอเสียวกันได้เลย เนื่องจากหากโดนขึ้นมาจริงๆ อาจส่งผลถึงขั้นปิดฉากเล่นการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ในทันที นี่ยังไม่เกี่ยวรวมโทษคดีอาญา ซึ่งก็เลยทำให้เกิดปรากฎการณ์ทีมทนายความเพื่อไทย ออกมาดิ้นสุดตัวป้องกันไว้ก่อน ทั้งนี้ รอดูสัญญาณที่สนช.เรียกประชุมลงมติ จะรับถอดถอนสมศักดิ์-นิคม หรือไม่ เป็นหนังตัวอย่าง ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ก่อนก็ได้ แล้วต่อเนื่องไปในวันที่7 พ.ย.แล้วก็ไปถึงวันที่ 12 พ.ย. ที่สนช.เรียกประชุมสมาชิกพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีโครงการรับจำนำข้าววิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายปชป.

นายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ ฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงแนวทางสรุปการประชุมร่วม ระหว่าง อสส.กับป.ป.ช.ว่า แนวทางออกมีอยู่ 2 แนวทาง ถ้าเห็นด้วยไปในทางเดียวกัน อัยการสูงสุดจะเป็นผู้ฟ้อง แต่หากความเห็นไปคนละทาง ป.ป.ช. ก็มีสิทธิจะนำคดีจำนำข้าวมาฟ้องเอง ตามรัฐธรรมนูญปี50 โดยส่วนตัวมองว่า หาก ป.ป.ช.ฟ้องเองก็จะดี เพราะ ป.ป.ช. เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาตลอด จากการรวบรวมเอกสาร สำนวนคดีต่างๆ อีกทั้งคดีจำนำข้าวชัดเหลือเกิน ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเห็นไม่ฟ้อง ก็เป็นที่คลางแคลงของสังคม

ขณะที่ทางฟากฝั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกรัฐมนตรี พี่น้อง ถ้าสังเกตกันให้ดี การเมืองส่วนที่อยู่ตรงข้าม ก็ออกมาดักคอ ชี้ให้เห็นว่า เหตุที่ช่วงนี้ทั้ง 2 คน พยายามใช้ยุทธศาสตร์ ให้ปรากฎเป็นภาพข่าวอยู่ตลอดเวลานั้น ก็เพื่อเลี้ยงกระแสแฟนคลับภายในประเทศ พร้อมกับพยายามต่อรองกับขั้วอำนาจใหม่ เพื่อผลลัพธ์นั่นคือ ต่อรองไม่ให้เอาผิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีปล่อยปะละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าว ถ้ามองกันตามเหตุผล ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่เสียเลยทีเดียวมันมีความเป็นไปได้กำลังทหาร ลุยรื้อกระสอบข้าวจากโครงการรับจำนำ ในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์

ขณะที่แม้อีกด้าน จะมีข่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นายใหญ่สั่งปิดท่อน้ำเลี้ยง ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นการยืนยันจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองก็ตาม แต่ก็เชื่อว่า รัฐบาลและคสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงยังไม่ไว้วางใจเสียเลยทีเดียว ยังมีการจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะแม้แต่"เดอะลิ้ม"นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังโดนจับตาความเคลื่อนไหวแทบไม่กระพริบ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ และตระกูลชินวัตรละ มีหรือจะรอดสายตา คสช.ไปได้

จากนี้ไปสังคมคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแทบไม่กระพริบตาว่า เกมนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและอาจนำไปสู่จุดจบ หรือไม่ อย่างไร.....