เทียนฉายอ้ารับโมเดลอภิรมต.‘พรเพชร’ถกวิปกรณีปูขอเลื่อน
“บิ๊กตู่” บุกแดนมังกรโชว์ ตัวเวทีเอเปกกระทบไหล่ “สี จิ้นผิง-หลี่ เค่อ เฉียง” 2 ผู้นำ จีน “เทียนฉาย” ระดมกึ๋น สปช.ดีไซน์ ประเทศไทย ให้โจทย์ 6 ข้อเบิกทางสู่ปฏิรูป เด้งรับดุลอำนาจที่ 4 อภิรัฐมนตรี “ไพบูลย์” ส่ายหัวไม่เหมาะ-มโนไปเอง “เพื่อไทย” ก็ไม่เอาด้วย ชี้ เป็นการสร้างอำนาจซ้อนอำนาจ บี้เฉือนวาระ-อำนาจองค์กรอิสระ “เรืองไกร” ย้อนเกล็ด จี้สอบนาฬิกาหรู “พรเพชร” และ สนช.คนดัง งัด ม.32 สะกด ป.ป.ช.เลิกสองมาตรฐาน ประธาน สนช.ขอถกวิปก่อนจับ “ปู” ขึ้นเขียง “หมอเจตน์” ชี้ช่องให้ทนายอ้างได้เอกสารไม่ครบ อ้อน สนช.เลื่อนวาระถอดถอน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสขึ้นเวทีระดับโลกอีกครั้ง ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก (APEC) ครั้งที่ 22 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่ สถานการณ์ภายในประเทศวนอยู่กับการร่าง รธน. และคดีถอดถอนนักการเมือง
“บิ๊กตู่” ไปปักกิ่งขึ้นเวทีเอเปกโชว์โลก
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 9 พ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เดินทางโดยเครื่องบินแอร์บัส 310 ของกองทัพอากาศ ไปร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก (APEC) ครั้งที่ 22 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ร่วมคณะ ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
ถกทวิภาคี “ปธน.สีจิ้นผิง–นายกฯหลี่”
ต่อมาเวลา 13.35 น. (ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) พล.อ.ประยุทธ์และภริยา พร้อม คณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานานชาติกรุงปักกิ่ง โดยมีทางการจีนจัดพิธีต้อนรับที่ลานจอดเครื่องบิน จากนั้นเวลา 16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าหารือแบบทวิภาคีร่วมกับหลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มหาศาลาประชาชน ก่อนจะไปพบปะนักธุรกิจไทย นักเรียนไทย และคนไทยในกรุงปักกิ่ง พร้อมมอบนโยบายให้ทีมประเทศไทย
จีบจีนลุยรถไฟทางคู่เชื่อมภูมิภาค
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงผลการหารือของนายกรัฐมนตรีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า นายกฯชื่นชมยุทธศาสตร์จีนที่พัฒนาเส้นทาง R3A เชื่อมต่อจากนครคุนหมิง-กรุงเทพฯ และพัฒนาเส้นทางระบบรางบริเวณชายแดน เพื่อเตรียมเชื่อมต่อจนไปถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไทยยินดีที่จะร่วมมือกับจีนในการพัฒนารถไฟทางคู่เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงจีน ไทยและประเทศในภูมิภาค นายกฯได้ขอบคุณจีนที่นำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลไม้ ข้าวหอมมะลิ และยางพารา นายกฯได้เชิญนายก– รัฐมนตรีจีนเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (Great Mekong Subregion- GMS Summit) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม GMS Summit ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 19-20 ธ.ค.นี้ โดยไทยจะผลักดันประเด็นเรื่องการพัฒนา ระเบียงเส้นทางการคมนาคม (Transport Corridors) ให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridors) การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการขนส่งและการป้องกันการลักลอบการค้ามนุษย์ด้วย
สปช.ระดมกึ๋นดีไซน์ประเทศไทย
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ห้องวายุภักษ์ มีการจัดงานสัมมนาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในหัวข้อ “สานพลัง สปช.ออกแบบอนาคตประเทศไทย” เป็นวันแรก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโดยมีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เป็นประธานการสัมมนา ในช่วงเช้าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สมาชิก สปช.ทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพียง
“เทียนฉาย” ให้โจทย์ 6 ข้อนำทาง
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.ได้กล่าวเปิดสัมมนาว่า เป้าหมายที่ทำให้การปฏิรูปมีผลสำเร็จมีด้วยกัน 6 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูปแล้วต้องได้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีความเหมาะสมต่อสภาพสังคมไทย 2.มีระบบเลือกตั้งสุจริตและเป็นธรรม 3.มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน 4.จะขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน 5.กลไกรัฐสามารถให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวกรวดเร็วและ 6.ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดเป็นธรรม แต่เป้าหมายการปฏิรูปอาจแยกย่อยลงไปอีกได้เพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด สำหรับกระบวนการปฏิรูปน่าจะมีหลายวิธี แต่ต้องมีความรอบคอบวางแผนประสานสัมพันธ์ให้ดี มีเอกภาพทั้งรูปแบบและวิธีการ
ห้ามออฟไซด์–สะดุดขาตัวเอง
นายเทียนฉายกล่าวอีกว่า ระวังสะดุดขาตัวเอง ต้องระวังเรื่องออฟไชด์ การฟังและให้มีส่วนรวมไม่ใช่ คำมั่นสัญญา แต่เป็นการเอาข้อมูลมาประกอบร้อยเรียงเพื่ออนาคตประเทศไทย ต้องช่วยกันระวังป้องกันเรื่องข้อมูลที่ประชาชนอาจจะเข้าใจผิด เพราะที่ผ่านมามีบางช่วงหากติดตามจากสื่อโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มีการรายงานข้อมูลอย่างรวดเร็ว ยังมีความคลาดเคลื่อน ต้องค่อยๆทำความเข้าใจและรีบให้ กมธ.แต่ละชุดทำหน้าที่ ทุกคนต้องพูดผ่านโฆษก กมธ.เท่านั้น อาจจะให้ข้อมูลบ้าง หรือไปสัมภาษณ์บ้าง ก็ต้องเคลียร์ ว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นของ สปช.
ชี้เทคนิคตีซี้–เข้าขางานเดินเร็ว
นายเทียนฉายกล่าวว่า ส่วนตัวคาดหวังกับการสัมมนาครั้งนี้ โดยเฉพาะการตั้งเป้าใน 3 เรื่อง อาทิ การสนิทสนมและการคุ้นเคยกัน เพราะการทำงานข้างหน้าของ สปช.ที่มาจากต่างอาชีพ ถ้ามีการทำความคุ้นเคยกัน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกันถ้าได้ คิดในเทคนิครูปแบบเดียวกันก็จะเห็นภาพข้างหน้าอย่างไรต่อไปของประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบสำคัญมากในการปฏิรูปทั้ง 18 ด้าน งานจะเดินจากตรงนี้จะเร็วมาก เพราะขณะนี้ใกล้เวลาที่เราจะต้องเสนอความเห็นต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้นต้องเตรียมกรอบความเห็นให้เร็วที่สุดซึ่งไม่เป็นอุปสรรค เรื่องนี้อาจต้องปรึกษาบุคคลภายนอก สปช.
เด้งรับโมเดล “อภิรัฐมนตรี”
นายเทียนฉายกล่าวต่อว่า เรื่องการรับฟังความคิดเห็นขณะนี้มีทั้งบุคคลและหน่วยงานต่างๆเริ่มยื่นแสดงความคิดเห็นเข้ามาแล้ว ส่วนการจัดเวทีแสดงความเห็นทั้งเรื่องผลงานวิจัย ผลการศึกษา สปช.จะเริ่มเข้าไปรับฟังและเก็บความเห็น แต่ยังไม่ได้กำหนดชัด อยากจะรอให้ กมธ.มีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นทำหน้าที่ก่อน สำหรับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าเรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ต้องไปสังเคราะห์ความคิดเห็นอีกครั้ง ว่าจุดยืนสถาบันเป็นอย่างไร โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีการจัดดุลอำนาจอภิรัฐมนตรี ก็ถือเป็นข้อเสนอที่พร้อมรับฟังได้
เน้นขุดรากปัญหาขึ้นมาซ่อมแซม
นายเทียนฉายให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ที่ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองที่ยังออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องว่า ยังไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกลงไปในเหตุของปัญหาว่าความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากอะไร แต่มีการพูดแบบรวมๆว่าเป็นความขัดแย้งทางการเมือง แต่พื้นฐานอาจจะมีหลายเรื่อง ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร หรือการเข้าไปถึงการให้บริหารจากภาครัฐ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย จนกลายเป็นความขัดแย้งที่ระเบิดขึ้น จึงจำต้องเข้าไปแก้ไขที่ตัวรากของปัญหามากกว่าที่จะแก้ที่ปลายเหตุ
ฝันเป็นจริงได้ต้องพึ่งพลังสังคม
เมื่อถามว่า ปัญหาของประเทศไทยฝังรากลึกมานานคิดว่าอนาคตที่เราฝันไว้จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน นายเทียนฉายกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ในอนาคต หากเราต้องการจะทำ เพราะเหตุการณ์วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้ง ฝันครั้งนี้เราจะสร้างให้เป็นจริงแน่นอน ทั้งประเทศต้องช่วยกัน เพราะสังคมให้ความคาดหวังต่อการปฏิรูปสูงมาก การปฏิรูปประเทศเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ถ้าจะให้ประเทศไทยมีเอกภาพและเดินหน้าไปได้ด้วยดี ถ้าถึงจุดหนึ่งแล้วยังติดขัดอุปสรรคของความไม่เข้าใจก็จำเป็นที่ต้องไปขอร้องนักการเมืองให้มาช่วยเหลือก็ต้องขอ
“ดิเรก” ดันให้ได้ลดอำนาจศาล รธน.
นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช.นนทบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการผลักดันให้รัฐธรรมนูญยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนระบบการเมืองที่ผ่านมาที่รัฐบาลหรือฝ่ายนิติบัญญัติจะทำอะไรก็มีความติดขัดหรือถูกร้องเรียน จนทำให้ไม่สามารถบริหารประเทศได้ตามเป้าหมาย ส่วนองค์กรอิสระจะมีการกำหนดภาระหน้าที่ให้ชัดเจนไม่ให้แทรก แซงฝ่ายบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ควรทำหน้าที่เฉพาะการพิจารณากฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แนวคิดนี้จะพยายามผลักดันให้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ แม้จะเป็นเสียงข้างน้อยที่อาจจะทำไม่สำเร็จก็ตาม แต่ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนแล้ว โดยยึดหลักประชาธิปไตยเป็นสำคัญ
“จ้อน” เชียร์ขอประชามติ รธน.
นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการ สปช. (วิป สปช.) ชั่วคราว ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อเสนอให้ทำประชามติสอบถามประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้ร่างฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของประชาชน และผ่านการเห็นชอบจากประชาชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญ หากมีการจัดทำประชามติ ทุกฝ่ายต้องหารือกัน ทั้ง สปช. สนช. ครม. คสช. กมธ.ยกร่างฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่พรรคการเมืองและกลุ่มการ เมืองต่างๆ ได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปเข้ามา
“ไพบูลย์” ค้าน “อภิ รมต.” มโน–ไม่เหมาะ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิก สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการ จัดตั้งอภิรัฐมนตรีในเวทีสัมมนาของสถาบันพระปกเกล้าว่า อำนาจ 3 ฝ่าย เป็นโครงสร้างที่ดีอยู่แล้ว การมีอภิรัฐมนตรีขึ้นมาคุมอำนาจอื่นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ไม่เหมาะสม ประชาชนอาจไม่ยอมรับ ไม่สามารถผลักดันข้อเสนอได้
ประชามติบาง ม. รับได้–ทั้ง ฉ. ไม่เอา
นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตนไม่เห็นด้วย เพราะเสียเวลาและใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ถ้าจะทำเป็นรายมาตรา ทำได้ เช่น เมื่อใช้ไปแล้วเกิดปัญหาก็ไปสำรวจความเห็นประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นนั้นๆ แล้วจึงมาแก้ และที่บอกจะเป็นเกราะคุ้มครองรัฐธรรมนูญให้มีอายุยาวนานนั้นไม่ใช่ สิ่งที่ทำให้รัฐธรรมนูญอยู่ได้คือสาระทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศได้จริงมากน้อยแค่ไหน แบบนี้รัฐธรรมนูญจึงจะอยู่ได้ตลอด ตนห่วงคือการหลงประเด็นว่ารัฐธรรมนูญจะร่างออกมาอย่างไรก็ได้ แต่เสร็จแล้วก็ต้องไปทำประชามติเพื่อให้รัฐธรรมนูญผ่าน ก็จะกลายเป็นว่าไม่ได้ตั้งใจออกรัฐธรรมนูญที่จะให้มีผลบังคับใช้จริงๆ
พท.ชงทุกพรรคเว้นวรรค 1 สมัย
นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการจัดดุลอำนาจใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงข้อเสนอให้มีอภิรัฐมนตรี เพราะปัญหาอยู่ที่คน ดังนั้น รัฐธรรมนูญไม่ควรแก้ไขมาก แต่ให้นำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และปี 2550 มาใช้ จากนั้นจัดการเลือกตั้งให้เร็ว ภายในวันที่ 22 ส.ค.2558 ส่วนตัวพร้อมเสียสละด้วยการเว้นวรรคเลือกตั้ง 1 สมัย และขอเสนอให้ทุกพรรคการเมืองที่เป็นอดีต ส.ส. และ สนช.เว้นวรรคทางการเมือง 1 สมัยหรือ 4 ปี เมื่อมี การเลือกตั้งใหม่หลังมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเสนอให้ทุกพรรคการเมืองส่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเป็น ส.ส.ลงเลือกตั้งแทน เพื่อเอาคนใหม่มาเป็นนัก– การเมือง จะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้
ตัดปาร์ตี้ลิสต์–เอา 500 ส.ส.เขต
นายอำนวยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ขอเสนอให้ระบบเลือกตั้งมี ส.ส.แบบแบ่งเขต 500 เขต ยกเลิกแบบบัญชีรายชื่อ และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้มีเขตเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่แต่ควรเป็นเขตเล็กแทนเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มี ส.ส.ดูแลทั่วถึง ถ้าหากพรรคการเมืองใดไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งก็ให้กฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ใช้อำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นพร้อมตัดสิทธิ เลือกตั้ง 10 ปี เพราะที่ผ่านมามีพรรคการเมืองไม่ลงเลือกตั้ง 2 ครั้งเมื่อปี 2549 และปี 2557 ทำให้การเมืองเกิดความวุ่นวาย
ลิ่วล้อไม่เอาด้วยดุลอำนาจที่ 4
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอของนักวิชาการที่จะให้มีอภิรัฐมนตรีเป็นดุลอำนาจที่ 4 หรือจตุอธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างอำนาจซ้อนอำนาจ ไม่เหมาะกับการบริหาร อย่าง ไรก็ตาม เห็นด้วยในข้อเสนอที่ให้ปรับปรุงองค์กรอิสระ ขอเสนอให้ที่มาองค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน และประชาชนสามารถฟ้องร้องเองได้ หากเห็นว่า กระทำผิดหรือไม่ใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม และผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน เพราะเมื่อตรวจสอบคนอื่นได้ ก็ต้องพร้อมให้คนอื่นตรวจสอบเช่นกัน ส่วนวาระในการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระควรเป็นไปอย่างเดียวกับที่มาขององค์กรอื่น อาทิ อยู่เพียง 4-6 ปี ไม่ใช่ 7 ปี หรือ 9 ปี อย่างที่ผ่านมา สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อความโปร่งใส มิให้มีอำนาจชักใบแดง ใบเหลืองให้ใคร การให้ใบเหลือง ใบแดง ควรให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจ
ชาวบ้านหนุนทำประชามติ รธน.
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต รายงานผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน หลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 1,297 คน พบว่า เมื่อถามว่าประชาชนคิดอย่างไรกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันดับ 1 ร้อยละ 79.72 ขอให้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยใจบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันดับ 2 ร้อยละ 75.17 อยากให้รัฐธรรมนูญเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ อันดับ 3 ร้อยละ 59.75 เห็นว่าคณะ กรรมาธิการชุดนี้มีความเหมาะสม เป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ อันดับ 4 ร้อยละ 59.37 เห็นว่าควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆฝ่าย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม
คาดเสร็จไม่ทันตามโรดแม็ป “บิ๊กตู่”
เมื่อถามว่า คิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จทันกำหนดเวลาหรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.18 ระบุว่าไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ระบบราชการมีความล่าช้า ส่วนร้อยละ 35.08 เชื่อว่าเสร็จทันเวลา ขณะที่ร้อยละ 18.74 เชื่อว่าเสร็จไม่ทันเวลา เมื่อถามถึงสิ่งที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 69.39 มีสิทธิเสรีภาพ มีความยุติธรรม เสมอภาคมากขึ้นในสังคม อันดับ 2 ร้อยละ 65.84 เป็นการอุดช่องโหว่ของกฎหมายที่มีปัญหา อันดับ 3 ร้อยละ 63.07 ทำให้ประเทศพัฒนา เดินหน้าต่อไปได้ เมื่อถามว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรมีการทำประชามติก่อนประกาศใช้หรือไม่ ประชาชนถึงร้อยละ 81.65 ระบุว่าควรทำประชามติก่อน มีเพียงร้อยละ 6.17 เท่านั้น ที่ระบุว่าไม่ควรทำ
บี้ ป.ป.ช.สอบนาฬิกาหรู “พรเพชร”
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 10 พ.ย. ตนจะส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (อีเอ็มเอส) ถึงประธาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบรายการทรัพย์สินอื่นของสมาชิก สนช. ประกอบด้วย นายพรเพชร วิชิต-ชลชัย ประธาน สนช. ในส่วนของการแจ้งรายการทรัพย์สินอื่นของคู่สมรสที่ไม่ได้แสดงบัญชีฯ ในส่วนของนาฬิกา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลข่าวในสื่อต่างๆ พบรูปภาพประกอบข่าวที่ปรากฏภาพคู่สมรสของนายพรเพชรสวมใส่นาฬิกาอยู่ เช่นเดียวกับนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. ที่ไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในส่วนของนาฬิกาตรวจสอบข้อมูลจากเทปการอภิปรายในสภาของนายเจตน์เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2556 ที่ผ่านมา พบว่านายเจตน์มีนาฬิกาสวมอยู่ที่ข้อมือซ้าย ขณะที่นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด สมาชิก สนช.ไม่มีการระบุถึงนาฬิกา ในการแสดงรายการทรัพย์สินอื่นแต่อย่างใด ส่วนนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิก สนช. ไม่ได้แจ้งมูลค่าพระบูชาของตนเองจำนวน 14 รายการ และไม่ได้แจ้งมูลค่าเครื่องประดับของคู่สมรส และมีบางส่วนระบุว่าประเมินราคามิได้
อย่าพลิ้วใช้ ก.ม.สองมาตรฐาน
นายเรืองไกรกล่าวว่า กรณีดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้เป็นความปรากฏต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบ แต่หาก ป.ป.ช.ไม่ตรวจสอบเพราะเห็นว่าการแจ้งรายการทรัพย์สินโดยไม่แจ้งมูลค่า แต่ระบุเพียงคำว่าประเมินราคาไม่ได้สามารถกระทำได้ คำถามจะมีตามมาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรายอื่นก็ย่อมจะเอาเป็นแบบอย่างได้เช่นกัน เรื่องอย่างนี้ ป.ป.ช.ควรมีมาตร– ฐานที่ไม่แตกต่างกันในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกราย ทั้งนี้ เนื่องจากนาฬิกา เครื่องประดับ เป็นทรัพย์สินอื่นที่ต้องแสดงไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ให้เป็นไปตามรายการในประกาศ ป.ป.ช. เรื่องแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฉบับที่ 3 พ.ศ. 2554 ดังนั้น หากผู้ดำรงตำ– แหน่งทางการเมืองไม่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินอื่นให้ครบถ้วน ย่อมเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 32 ที่ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการตามมาตรา 34 ต่อไป
“พรเพชร” ขอถกวิปจับ “ปู” ขึ้นเขียง
อีกเรื่องหนึ่ง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ สนช.เลื่อนพิจารณาวาระถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าววันที่ 12 พ.ย.ออกไปว่า ได้รับหนังสือคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ย. แต่ยังไม่ได้ดูในรายละเอียด ซึ่งมีการชี้แจงเหตุผลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งกลับจากต่างประเทศ และยังไม่ได้รับสำนวนคำร้องถอดถอน ซึ่งจะเลื่อนพิจารณาวาระดังกล่าวออกไปหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องหารือในที่ประชุมวิป สนช.ก่อนและดูเหตุผลของคำร้องว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ก่อนนำเข้าหารือในที่ประชุม สนช. ทั้งนี้ การที่ทีมทนายขอให้เลื่อนออกไป 30 วัน ก็ต้องดูข้อบังคับว่าให้เลื่อนได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะพิจารณาคำร้องด้วยความยุติธรรมตามหลักสากลในการตรวจสอบ
ชี้เหตุผลมากพอก็เลื่อนไปก่อนได้
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. ในฐานะโฆษก วิป สนช. ให้สัมภาษณ์ว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ลงนามส่งสำนวนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. และครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 12 พ.ย. ถ้าทนายจะสู้ก็ต้องสู้ว่าได้รับเอกสารไม่ครบ 15 วันหรือยังไม่ได้รับเอกสารสำนวน โดยทำหนังสือส่งมายังวิป สนช. ก่อนวันที่ 11 พ.ย. ที่วิป สนช.จะประชุม และหากทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำหนังสือ วิป สนช.ก็พร้อมฟังเหตุผลอยู่แล้ว ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ สนช.ก็สามารถเลื่อนการพิจารณาวาระดังกล่าวได้
เปิดช่องขอเอกสาร–สอบพยานเพิ่ม
นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า การพิจารณาสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อมีการนัดวันแถลงเปิดสำนวน โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์กับทีมทนายก็ต้องทำหน้าที่แถลงค้าน เมื่อเสร็จแล้วสมาชิกจะฟังเหตุผล และอาจมีการอภิปรายสอบถามเพิ่มเติมในบางประเด็น และจะนำญัตติซักถามให้กับกรรมาธิการฯ ที่ สนช.ตั้งขึ้น ส่วนการแถลงเปิดสำนวนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจมอบให้ทีมทนายทำหน้าที่แทน เห็นว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวจะมากับทนาย ส่วนใหญ่ทนายจะเป็นคนแถลงโต้แย้ง ซึ่งสามารถขอเอกสารเพิ่มเติมหรือพยานบุคคลเพิ่มกรณีที่ ป.ป.ช.ไม่อนุมัติให้ตามที่ขอ สนช.ก็พร้อมพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่
40 ส.ว.เก่าค้านเลื่อนหัวชนฝา
นายสมชาย แสวงการ สนช. ในฐานะเลขานุการวิป สนช. กล่าวว่า การที่ทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอให้เลื่อนการพิจารณาวาระถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกไปก่อน ไม่เห็นมีเหตุอะไรที่จำเป็นต้องเลื่อน ไม่ทราบว่าทนายเป็นใคร เป็นศาลหรือเป็นเจ้านาย สนช. ที่ สนช.ต้องทำตาม ทนายความก็รับจ้างมาแก้ ต่างก็ว่ากันไป ส่วน สนช.มีหน้าที่ต้องพิจารณา เรื่องนี้ จะเลื่อนไม่ได้เพราะประธาน สนช. บรรจุวาระการ ประชุมแล้ว ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะก้าวก่ายประธาน สนช.ไม่ได้ และ สนช.ก็มีวุฒิภาวะที่จะพิจารณา ทั้งนี้ เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องทางเทคนิค คนที่ทำกฎหมายก็จะรู้และเข้าใจอาชีพทนายที่ต้องหาเหตุขอเลื่อน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องขึ้นกับที่ประชุม สนช. และประธาน สนช.จะมีความเห็นเป็นอย่างไร
“ปึ้ง” ขุดหนี้ ปรส.เทียบคดีข้าวฉาว
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า วันนี้ฝ่ายที่พยายามกล่าวหาโครงการรับจำนำข้าวทำให้ประเทศชาติเสีย หาย ต้องใช้หนี้หลายแสนล้านบาทเป็นเวลานับสิบๆปี ในฐานะเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ติดตามตรวจสอบความเสียหายกรณีการกู้เงินไอเอ็มเอฟเพื่อไปใช้หนี้ ปรส. ที่รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้หนี้ดอกเบี้ยทุกปี รวม 10 ปี ทั้งเงินต้นและดอก รวมเป็นเงินเกือบล้านล้านบาท เสียหายมากกว่าโครงการรับจำนำข้าว ทุกวันนี้คนไทยยังช่วยกันแบกภาระใช้หนี้อยู่ แต่อีก 20 วัน คดีนี้จะหมดอายุความ ยังไม่สามารถเอาผิดกับใครได้ ไม่เห็นมีผู้รักชาติทั้งหลายออกมาเรียกร้องให้สังคมได้รับรู้ถึงเหตุการณ์เช่นนี้กันบ้าง ฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ว่า คนส่วนหนึ่งในสังคมไทยเป็นเสียแบบนี้ บ้านเมืองจึงไม่ก้าวความขัดแย้งไปได้
สอยไม่ได้–3 คนหลุดจากเก้าอี้แล้ว
นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ไม่เห็น ด้วยกับการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ของ ส.ว. รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว เพราะทั้ง 3 คนไม่มีตำแหน่งแล้ว สนช.จึงไม่สามารถถอดถอนได้
ทวงมารยาท “วรงค์–ทยา” กดดัน อสส.
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายวรงค์ เดชกิจวิกรม และนางทยา ทีปสุวรรณ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หยุดกดดันอัยการสูงสุดในคดีโครงการรับจำนำข้าว เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นพวกผู้กล่าวหา ขณะนี้หมดหน้าที่ของฝ่ายผู้กล่าวหาแล้วและไม่มีผู้กล่าวหาใดประพฤติตนเช่นนี้ ฉะนั้น ควรเคารพอำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุดที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย อย่ากล่าวหาหรือดู หมิ่น ดูแคลน อัยการสูงสุด โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าคดีนี้มีข้อไม่สมบูรณ์ในการฟ้องคดี ตนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ฟังข้อท้วงติงของอัยการสูงสุด ป.ป.ช.และพรรคประชาธิปัตย์ควรจะมีสติในการคิดไม่ควรใช้อารมณ์ ซึ่งหาก ป.ป.ช.ไม่มีทิฐิ ใช้เหตุใช้ผล การสอบพยานเพิ่มเติมก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่เพราะ ป.ป.ช.มุ่งจะเอาชนะฝ่ายอัยการสูงสุดในลักษณะไม่ประนี ประนอม ไม่สอบพยานเพิ่มแม้แต่ปากเดียว จึงทำให้เรื่องล่าช้า
ประกาศตั้งทีมจี้คดีค้างเติ่งของ ปชป.
นายสุชาติกล่าวว่า นายวรงค์และนางทยา หากคิดเป็นกรุณาช่วยบอก ป.ป.ช.ให้ลดทิฐิลงบ้าง อย่าไปเชื่อนายวิชา มหาคุณ มากนัก และที่สำคัญนายวรงค์และนางทยา ควรไปช่วยตรวจสอบเรื่องของ พรรคตัวเองที่ยังค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น คดีระบายข้าวของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คดีโรงพักทดแทนที่มีแต่เสา รวมถึงคดีทุจริตอาชีวะที่ใช้เงินกู้ในโครงการไทยเข้มแข็ง เป็นต้น อย่ากล่าวหาแต่ความไม่ดีของคนอื่น โดยไม่ดูตัวเอง หรือพรรคของตนเอง เพราะสำหรับนางทยา ก็ตกเป็นผู้ต้องหาอันดับที่ 44 ในคดีกบฏ ไม่ยอมไปขึ้นศาลกลับมาขอความเป็นธรรมต่อ อสส.ไม่ให้ฟ้องตนเอง แต่พอเวลานี้กลับมากล่าวหา อสส.เขาอีก ซึ่งควรจะสำรวจมาตรฐานตัวเองก่อนเช่นกัน นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ตนจะชวนพรรคพวกคอยติด ตามคดีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกกล่าวหาและค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. จนกว่า ป.ป.ช.จะเริ่มหยิบคดีของพรรคประชาธิปัตย์มาทำบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกประชาชนกล่าวหาได้ว่า ป.ป.ช.สองมาตรฐาน
40% เชื่อจำนำข้าวทำเจ๊ง 7 แสน ล.
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว” จากกลุ่ม ตัวอย่างทั่วประเทศ 1,251 คน โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อมูลค่าความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.05 เชื่อว่าโครงการนี้มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 7 แสนล้านบาท รองลงมา ร้อยละ 35.25 เชื่อว่าโครงการนี้มีมูลค่าความเสียหาย 5-7 แสนล้านบาท ร้อยละ 9.35 เชื่อว่าโครงการนี้มีมูลค่าความ เสียหายน้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ขณะที่ร้อยละ 6.08 เชื่อว่าโครงการนี้ไม่มีมูลค่าความเสียหาย และ ร้อยละ 9.27 ไม่แน่ใจ ด้านความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำเนินการของหน่วยงาน องค์กรหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง ในการหาผู้รับผิดชอบต่อความ เสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว พบว่าร้อยละ 61.15 ระบุว่าควรหาผู้รับผิดชอบทั้งทางการเมือง เช่น การดำเนินการถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมือง และทางอาญา เช่น การดำเนินการส่งฟ้องศาลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รองลงมา ร้อยละ 23.58 ระบุว่าควรหาผู้รับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น ร้อยละ 10.63 ระบุว่าควรหาผู้รับผิดชอบทางอาญาเท่านั้น
ให้เครดิต ป.ป.ช.ดีกว่า อสส.เยอะ
เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเชื่อมั่นในหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดจากโครงการรับจำนำข้าว พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.20 เชื่อมั่นในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รองลงมา ร้อยละ 20.62 เชื่อมั่น ในสำนักงานอัยการสูงสุด ร้อยละ 7.99 เชื่อมั่นในทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่ากัน ร้อยละ 4.32 เชื่อมั่นในรัฐบาล/คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร้อยละ 2.24 ระบุว่าไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานใดเลย
นายกฯสั่งลุยทุกคดีก่อน–หลัง ปว.
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า ทุกคดีที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้ความสำคัญมากสั่งให้ติดตามทุกคดี ที่เกิดขึ้น โดยแยกคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 กับหลังวันที่ 22 พ.ค.57 และจับกุมคนร้ายมาดำเนิน คดีให้ได้ ขณะนี้คดีทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.น. ส่วนคดีที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 22 พ.ค. มอบหมายให้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ประชาชนจะแสดงความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของตำรวจ ตนและตำรวจทุกนายน้อมรับ ที่จะนำมาปฏิบัติและเป็นแนวทางในการทำงาน
โหร “บวรศักดิ์” ทำนาย รธน.ฉลุย
ต่อมาเวลา 19.30 น. หลังจากการสัมมนาวันแรกของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสร็จสิ้นลง ในช่วงค่ำได้มีการรับประทานอาหารร่วมกัน โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. คนที่ 1 ได้ถูกเชิญให้ขึ้นไปพูดบนเวทีในฐานะที่ถูกมองเป็นโหรการเมือง โดยได้พยากรณ์การทำงานของ สปช.และการร่างรัฐธรรมนูญว่า ดวงของ สปช.ดีตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. ซึ่งเป็นวันโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สปช. และวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดประชุม สปช.นัดแรกก็เป็นวันฤกษ์ดียิ่ง วันและเวลาประกาศแต่งตั้ง กมธ.ยกร่างฯ เวลา 17.29 น. ของวันที่ 4 พ.ย. ก็เป็นฤกษ์ดีที่สุด จึงเชื่อว่างานของ สปช.และของ กมธ.ยกร่างฯจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเที่ยงธรรม ใช้ปัญญาในการทำ ไม่มีการใช้อารมณ์ สมาชิก สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ จะขยันขันแข็งและมีความกล้าหาญ และทหารสนับสนุน รัฐธรรมนูญนี้จะสำเร็จแน่นอน ส่วนดาวเสาร์เจ้าแห่งโทษทุกข์และม็อบอยู่ราศีพิจิก ตกมรณะ ทำให้ส่งผลร้ายต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้