เดี๋ยวไม่ได้ไปต่างประเทศ ห้ามทำ-ธุรกรรมการเงิน
“บิ๊กตู่” ตอบโต้ “ปู” ขยับปากวิจารณ์ คสช.ยึดอำนาจ ขู่ถ้าทำให้วุ่นวายระวังบินไปนอกไม่ได้ อาจถึงห้ามทำธุรกรรมการเงิน อยากระบายให้พูดอยู่ในบ้าน ลั่นไม่เคยกลัวแต่อย่ามาต้าน ระบายกลางวง ครม.สั่งคุมเข้มพวกใช้ปาก ขยายความขัดแย้ง ทหารมั่นใจมีคนชอบมากกว่าต้าน ภาคเหนือเริ่มขยับต้านรัฐประหารที่ มช.-แม่โจ้ โปรยใบปลิวอีกที่ มศว ประสานมิตร สปช.รับลูกเตรียมตั้งเวทีฟังความเห็นนักศึกษา “มีชัย วีระไวทยะ” ดึงเยาวชนทุกกลุ่มร่วมให้ความเห็น กมธ.ปฏิรูปสื่อระดมสมอง หนุนผุดองค์กรควบคุมจริยธรรม แต่ไม่อยู่ใต้อำนาจรัฐ กกต.ขอคงอำนาจให้ใบเหลือง-แดง รื้อที่มา ส.ส.-ส.ว.ใหม่ นายกฯแย้มมีเซอร์ไพรส์ ทุกกระทรวงจัดแคมเปญของขวัญปีใหม่
หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางการเคลื่อน ไหวต่อต้าน คสช.ของกลุ่มนักศึกษา ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. งัด ไม้แข็งขึ้นมาขู่ ระวังถูกห้ามบินไปนอกและห้ามทำธุรกรรมการเงิน
“บิ๊กตู่” พบเจ้าของเพลง “อย่ามโน”
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 25 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนเข้าประชุม นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย นำศิลปินจากบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) อาทิ เปาวลี-พรพิมล ยุทธพงษ์ แสงสุวรรณ หรือหนุ่ม วงกะลา และศิลปินค่ายอาร์สยาม เครือบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) นำโดย ใบเตย-สุธีวัน ทวีสิน และกุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ ที่ร่วมรณรงค์คนไทยป้องกันภัยจากโรคเอดส์ เนื่องในวันเอดส์โลกประจำปี 2557 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดคุยกับศิลปินว่า “ขอทุกคนอดทนนะ ทุกอย่างจะดีขึ้น ผมเองยังอดทนเลย” จากนั้น “ใบเตย” ได้ติดเข็มกลัดรณรงค์วันเอดส์โลกให้นายกฯพร้อมแนะนำตัวว่าเป็นเจ้าของเพลง “อย่ามโน” ซึ่งนายกฯเอ่ยขึ้นว่า “อ๋อนี่เหรอ” จากนั้นมีเจ้าหน้าที่สภากาชาดนำหนังสือ “เส้นทางพยัคฆ์ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากทหารเสือสู่หลังเสือ” มาให้เซ็น เมื่อนายกฯเซ็นให้แล้วกล่าวว่า “อย่ามโน ตามหนังสือเล่มนี้”
ขรก.ถึงลมจับขณะรอชี้แจง ครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม ครม. ที่ห้อง 501 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานอยู่นั้น ปรากฏว่านายครรชิต สุขเสถียร หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุ 50 ปี เกิดอาเจียน หน้าซีด ตัวเหลืองและเป็นลมหมดสติ ขณะรอเข้าชี้แจง ครม. เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบนำรถเข็นรับพาตัวส่งโรงพยาบาลรามาธิบดีทันที
ฉุนขาดขู่ “ปู” ระวังไม่ได้ไปนอก
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม. ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเปรียบสถานการณ์ที่ผ่านมาว่าเหมือนถูกเอาปืนมาจี้ที่หัวแล้วบอกให้ลงจากรถนั้น พูดได้ก็พูดไป แล้วใครไปจี้ท่านเหรอ สิ่งที่พูดเป็นแค่วาทกรรมก็ให้ท่านพูดไป เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศพร้อมลงเลือกตั้งครั้งต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มาถามตนได้อย่างไร ต้องไปถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ้ามีปัญหาไม่ได้ก็ไม่ได้ ถ้าได้ก็เลือกไป ตนไม่เกี่ยวอยู่แล้วไม่ได้ไปเลือกด้วย เมื่อถามย้ำว่า วันนี้นักการเมืองอยู่ในสถานะที่สามารถพูดเรื่องการเมืองได้หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าให้ คสช.พิจารณาอยู่ กติกามีอยู่แล้ว ถ้าเมื่อไรที่สร้างผลกระทบความวุ่นวายต่างๆ กติกาก็มีตามระดับจากน้อยไปหามาก เดี๋ยวอยากไปต่างประเทศก็ไม่ได้ไป เข้าใจหรือเปล่า ต่อไปก็อยู่ในประเทศก็แล้วกัน อยากพูดก็พูดในประเทศ ห้ามไปที่อื่น ต่อไปก็ห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน กติกามันมีอยู่แล้ว
อยากพูดอะไรให้พูดแต่ในบ้าน
เมื่อถามว่า คำพูดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีผลต่อการขอเดินทางไปต่างประเทศครั้งต่อไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มีเรื่องกับคนอื่นหรือยัง ถ้าเกิดเรื่องแล้วค่อยว่ากัน หากคำพูดทำให้คนออกมาต่อต้านโดยตรงกับรัฐบาลไม่ได้ โอเคเข้าใจนะ
ถ้าพูดในบ้านอยากพูดพูดไป
ลั่นไม่เคยกลัวแต่อย่าต้านเลย
พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการเปิดเวทีให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปว่า เท่าที่ฟังการประชุมสภาประชาชน ถือว่าดีมีเหตุผล โดยเฉพาะแนวคิดของนายเดช พุ่มคชา ตัวแทนภาคประชาสังคม จึงสั่งให้ไปรับเรื่องเพราะนั่นคือปัญหาที่ต้องแก้ ไม่ใช่ประชุมแล้วด่า คสช.ด่ารัฐบาล ให้ไปเปิดเวทีให้นักศึกษา นักวิชาการเข้ามา อย่าไปเรียกร้องข้างนอก หรือเข้ามาแล้วบอกว่าถูกบังคับ ไม่ได้แล้วนะ “แหมมันเอาใจยากจริงๆ” อย่ามาต่อต้านกันเลย ส่วนคำสั่งให้ตำรวจ จ.ขอนแก่น 5 นาย ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการภาค 4 เป็นเรื่องภายในของตำรวจเอง เรียกมาทำความเข้าใจไม่ได้สั่งย้าย เดี๋ยวก็กลับไป และตนไม่ได้ให้จับนักศึกษาเหล่านั้นเพราะเมตตา เมื่อถามว่าจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหวาดระแวงในการลงพื้นที่ในครั้งต่อไปหรือไม่ นายกฯตอบว่า ไม่ใช่การระแวง แต่เป็นเรื่องการทำหน้าที่ ให้ดีที่สุด ถ้าไม่มีเหตุการณ์ก็ไม่ถูกลงโทษ ตำรวจก็ระวังไม่เช่นนั้นก็จะเกิดขึ้นอีก และไม่ใช่เป็นเพราะตนกลัว ไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว แต่มันเป็นไปตามกติกาเกิดความขัดแย้งไม่ได้
คุมเข้มพวกใช้ปากขยายขัดแย้ง
ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ปรารภในที่ประชุม ครม.ว่า หลังการประชุมแม่น้ำ 5 สาย พบว่ามีบางส่วนยังพยายามกวนน้ำให้ขุ่น ฉะนั้น คสช.ต้องดูแลให้แนบเนียน คือถ้าเห็นเป็นเรื่องเล็กต้องจัดการอย่าขยายให้ใหญ่ และถ้าเรื่องไหนมีแนวโน้มขยายใหญ่ให้ใช้มาตรการทางกฎหมายจากเบาไปหาหนัก โดยกระทรวงการต่างประเทศต้องทำความเข้าใจกับต่างประเทศด้วย ส่วนการให้สัมภาษณ์ของคู่ขัดแย้งทางการเมือง หากพูดแล้วทำให้บางกลุ่มบางฝ่ายเคลื่อนไหว หรือทำให้ขัดแย้งมากขึ้น ผู้พูดต้องรับผิดชอบด้วย นายกฯยังระบุให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับข้อสังเกตและรับฟังความคิดเห็นเพื่อความหลากหลาย แต่สำคัญคือต้องมีกรอบแนวทางที่ชัดเจน เรื่องใดที่ สปช.รับมาแล้วเห็นว่ารัฐบาลสามารถปฏิบัติได้ทันที ขอให้ส่งเรื่องมาเลย จะได้ดำเนินการตามแนวทางทำจริงทำทันที
ทหารเชื่อมีคนชอบมากกว่าต้าน
ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า กระแสเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและ คสช. ยังมีอยู่บ้างเป็นปกติ คนที่คิดแตกต่างยังมีอยู่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม บอกแล้วขอให้ดูโพลหลายสำนักมีข้อมูลตรงกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อถือและเข้าใจรัฐบาลและ คสช. อยู่ในเกณฑ์สูงกว่าร้อยละ 80-90 คนส่วนน้อยที่ยังมีอยู่บ้างก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกันไป การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารพยายามให้เกียรติและคำนึงถึงสิทธิต่างๆ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ควรเป็น พยายามใช้การพูดคุยเรียกเชิญทำความเข้าใจ เพื่อประคับประคองให้สถานการณ์เดินหน้าไปได้ด้วยดี
กล่อมแนวร่วมช่วยจูนคลื่นให้ตรง
พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ขอฝากว่าเราอยากให้ปัญหาความยุ่งยากกลับมาอีกหรือ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความสุข แต่ยังมีอีกกลุ่มที่พยายามจุดประเด็นไม่ให้เกิดความเรียบร้อยขึ้นมา ดังนั้นต้องช่วยกัน ขอให้คนที่เข้าใจและมีญาติพี่น้องช่วยกันดูแลตักเตือนห้ามปรามกัน ให้ประเทศเดินหน้าได้ตามขั้นตอนของรัฐบาล เพราะในระยะยาวเราจะได้จัดการเลือกตั้งที่ถูกต้องและสมบูรณ์ตามที่รัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่คาดหวัง เมื่อถามว่ายังมีกลุ่มนักศึกษาหน้าเดิมๆออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและ คสช. จะเพิ่มมาตรการมากกว่าการตักเตือนหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า มีมาตรการตามลำดับขั้น แต่รัฐบาลและ คสช.มีความเห็นว่าอยากเปิดเวทีให้ได้แสดงออก ขอให้แสดงออกอย่างถูกต้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติพยายามเข้าใจไม่อยากใช้มาตรการที่สูงขึ้น เพราะเราเป็นอารยชนแล้ว
ภาคเหนือเริ่มเคลื่อนไหวที่ มช.
วันเดียวกันกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่ง นัดหมายผ่านช่องทางโซเชียลเชิญชวน “ร่วมทานข้าวและสนทนาแลกเปลี่ยนกินข้าวถกปัญหากิจกรรมนักศึกษา ภายในกฎอัยการศึก ณ โรงอาหาร โดยกลุ่มกิจการ นักศึกษา” ในเวลา 12.00 น. ที่ลานกิจกรรมภายใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปรากฏว่าหลังข่าวนี้แพร่ออกไป เจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงจำนวนมาก มาเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณรอบๆโรงอาหารและลานกิจกรรม ขณะที่ในตัวเมืองเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา ที่อาจมีการเคลื่อน ไหวตลอดเวลา โดย พ.ต.อ.อักษร วงศ์ใหญ่ ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่อขอความร่วมมือให้นักศึกษางดทำกิจกรรมแล้ว คาดว่าไม่น่ามีเหตุอะไร
กลุ่มแม่โจ้ขอคืนอำนาจประชาชน
ขณะที่กลุ่มที่อ้างว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อออนไลน์โดยมีข้อความว่า กลุ่มแม่โจ้เสรีเพื่อประชาธิปไตยแถลงการณ์กรณีครบรอบ 6 เดือน การรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน แสดงจุดยืนที่จะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เรียกร้องให้ คสช.ยุติการใช้กฎ อัยการศึก และยุติบทบาทการบริหารประเทศ คืนอำนาจให้ประชาชน รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ตรงจุด ซ้ำร้ายกลับทำให้ปัญหายุ่งยากมากยิ่งขึ้น อันเป็นการนำประเทศไปสู่หุบเหวแห่งหายนะทางการเมืองอีกครั้ง
มศว โปรยใบปลิวจวก คสช.
ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รุดตรวจสอบหลังรับแจ้งว่ามีการโปรยใบปลิวต่อต้านการรัฐประหาร บริเวณอาคารเรียนรวมตึกไข่ดาว จนปรากฏภาพในสื่อออนไลน์ จากการตรวจสอบพบกระดาษขนาดเอ 4 เขียนข้อความว่า นักศึกษาประชาชนทั้งมวลชน ผู้ขมขื่น ร่วมกันหยัดยืนแม้ดาบปืนจะฟันฝ่า แล้ววันหนึ่งของเราจะมาถึง หยุดคุกคามประชาชนและนักศึกษา กดขี่ข่มเหงคะเนงร้าย เผด็จการก้าวก่ายเสียทุกด้าน โดยลงชื่อ “กลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย” จึงได้เก็บหลักฐานไว้ตรวจสอบต่อไป ขณะที่เว็บไซต์หนึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลจากสมาชิกของนักศึกษากลุ่มนี้ว่า 6 เดือนหลังรัฐประหารเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎอัยการศึกไม่ใช่ตัวเลือกในการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความคิดหลากหลาย คสช.จึงควรกลับมาพิจารณาให้ถี่ถ้วน และยกเลิกกฎอัยการศึกให้เร็วที่สุด และการที่ คสช.คุกคามประชาชนและนักศึกษาที่คิดต่างเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพและไม่สามารถปรับทัศนคติได้อย่างแท้จริง
“นิพิฏฐ์” โพสต์เฟซบุ๊กโต้ “ยิ่งลักษณ์”
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าตนไม่ชอบรถขบวนนี้ แต่บังเอิญมีอยู่คันเดียว ที่ไม่ชอบเพราะผู้โดยสารส่วนหนึ่งทำตัวเป็นนักเลงโต บางคนเอาไวน์ขึ้นมาดื่มบนรถ ข้าวปลาอาหารที่แจกก็เอาไปกินหมด แถมยังทิ้งเศษข้าวเกลื่อนบนรถทั้งๆที่เสียค่าโดยสารเหมือนกัน และที่ไม่ชอบอีกคือ คนขับมือใหม่แถมเป็นผู้หญิงที่ขับรถหวาดเสียว แม้ข้างหน้าจะขึ้นเขาแล้วมีป้ายบอกให้ระวังอันตราย เกิดอุบัติเหตุบ่อย โปรดลดความเร็ว แต่คนขับยังเมามันสนุกสนานคล้ายอ่านป้ายสัญญาณไม่ออก ทำให้ผู้โดยสารทนไม่ไหวแล้วรวบรวมความกล้าเดินไปไล่คนขับลงจากรถ จับคนเมาขังห้องน้ำแล้วเปลี่ยนคนขับใหม่ ซึ่งขณะที่รถกำลังลงเขาขออย่าส่งเสียงดังเดี๋ยวคนขับจะเสียสมาธิเพราะยังเป็นมือใหม่เช่นกัน
ถึงคิวฟังความเห็นกลุ่ม กปปส.
อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) 5 คน ได้แก่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายถาวร เสนเนียม ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ นายสุริยะใส กตะศิลา และนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ เข้าให้ความเห็นเกี่ยวกับกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายเอกนัฏกล่าวก่อนเข้าประชุมว่า กปปส.เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ หวังว่าการเชิญกปปส.มาจะไม่เป็นเพียงพิธีกรรม ขอให้ทำจริงจัง โดย มีข้อเสนอแนะหลักสำคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญ คือ ต้องถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย รวมถึงองค์กรอิสระให้ชัดเจน กระจายอำนาจไปสู่ประชาชน และต้องขจัดกระบวนการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ
ชงตัดสิทธิโกงเลือกตั้งตลอดชีพ
นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า ส่วนพรรคการเมือง ต้องเป็นพรรคของประชาชนไม่ใช่นายทุน ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรค มีส่วนเลือก กรรมการบริหารพรรคและผู้สมัคร ส่วนเรื่องระบบ การเลือกตั้ง หากพบการซื้อสิทธิ ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต และอำนาจการให้ใบเหลืองใบแดงเป็นอำนาจศาลเลือกตั้ง และให้ยกเลิก ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เปิดช่องให้นายทุนเข้ามาครอบงำพรรค ส่วน ส.ว.ให้มาจากหลากหลายสาขา ทำหน้าที่ กลั่นกรองกฎหมายและเป็นสภาพี่เลี้ยง ส.ส. ส่วนการกระจายอำนาจ ขอให้ยุบราชการส่วนภูมิภาคให้ เลือกตั้งผู้ว่าฯทุกจังหวัด ส่วนคดีทุจริตคอร์รัปชันต้องไม่มีอายุความ และเสนอให้ผ่าโครงสร้างปฏิรูปตำรวจใหม่ ลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนการปฏิรูปพลังงาน ต้องแก้การผูกขาดอำนาจแสวงหาผลกำไร โดยปรับให้พลังงานเป็นทรัพยากรของคนไทย และหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จควรทำประชามติจากประชาชน
ตั้งคณะจับตาชุดยกร่างฯ ใกล้ชิด
เมื่อถามว่ามีอนุกรรมาธิการบางคณะเสนอเรื่องนิรโทษกรรม จะทำให้เกิดการปรองดองหรือไม่ นายเอกนัฏตอบว่า การปรองดองบังคับใครไม่ได้ เวลานี้หน้าตารัฐธรรมนูญยังเป็นปริศนาอยู่ การชุมนุมที่ผ่านมาประชาชนต่างเห็นพ้องว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นชนวนหนึ่ง ทำให้ประชาชนหลั่งไหลออกมาชุมนุม อย่างไรก็ตาม กปปส.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ยกฉายา “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป”
ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ตัวแทน กปปส.สอบถามเกี่ยวกับการออกกฎหมายลูกที่มีปัญหามาตลอด ซึ่งคณะกรรมาธิการชี้แจงว่าตระหนักถึงปัญหานี้ จึงตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาโดยเฉพาะ อาจมีบทบัญญัติบังคับว่าหน่วยงานใดที่ไม่เสนอกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดต้องมีบทลงโทษ ซึ่งจะพิจารณาในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ กปปส.ประสงค์ที่จะติดตามการร่างรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด ซึ่งคณะกรรมาธิการฯยินดีให้สอบถามความคืบหน้าจากประธานอนุฯ ทั้ง 11 คณะโดยตรง และตนพร้อมรับเป็นผู้ประสาน และ กปปส.ยังบอกด้วยว่ารัฐธรรมนูญ 40 เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ฉบับปี 50 เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ดังนั้นฉบับใหม่ขอเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป
เชื่อ 40 พรรคให้ความร่วมมือ
พล.อ.เลิศรัตน์ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการประสานเพื่อรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สปช.และองค์กรอื่นๆ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ส่งจดหมายขอความเห็นและข้อเสนอแนะไปยัง 74 พรรคการเมืองและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมืองตอบกลับมาแล้ว 10 พรรค เชื่อว่าจะ มีพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 40 พรรคให้ความร่วมมือ เมื่อถามว่ากฎอัยการศึกจะเป็นอุปสรรคต่อการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์ตอบว่า คงไม่มีปัญหาอะไร ไม่คิดว่าเป็นอุปสรรค ขณะนี้เตรียมไว้ 10 เวที มีผู้เข้าร่วมให้ความเห็นเวทีละ 100
คน สุ่มตัวอย่างด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จะได้ข้อมูลเชิงสถิติว่ากลุ่มตัวอย่างเหล่านั้นมีความคิดเห็นอย่างไร เหมือนการทำประชาพิจารณ์เป็นข้อมูลทาง วิชาการที่สามารถใช้ประโยชน์ได้
กมธ.ปฏิรูปสื่อจัดสัมมนานัดแรก
วันเดียวกัน ที่ห้อง 215-216 อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. มีนายจุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานจัดสัมมนาเรื่อง “ประเด็นปฏิรูปสื่อในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” มีตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อ ตัวแทนเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปกว่า 14 องค์กรเข้าร่วม อาทิ นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนางจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยในวงสัมมนาหารือกันหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน และการทำหน้าที่ของ กสทช. ควรมีองค์กรดูแลเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อความเป็นเอกภาพ และเห็นพ้องกันว่า กสทช.ควรเป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทการกำกับดูแลผู้ได้รับใบอนุญาต ส่วนการกำกับเนื้อหาให้เป็นหน้าที่ขององค์กรด้านวิชาชีพ
เสนอตั้งองค์กรควบคุมจริยธรรมสื่อ
ทั้งนี้ นางจำนรรค์เสนอว่า ควรมีการออกใบ ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน และเห็นว่าองค์กรวิชาชีพควรรวมตัวกันเป็นองค์กรเดียว จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อให้มีบทลงโทษได้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะถูกควบคุมโดยภาครัฐ ด้านนายเทพชัยกล่าวว่า การกำหนดให้มีใบประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน จะกลายเป็นการเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจรัฐเข้ามาควบ คุมสื่อ และไม่มีความชัดเจนว่าองค์กรใดจะเป็นผู้ออกใบอนุญาต รวมถึงยังเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ส่วนการรวมเป็นองค์กรเดียวนั้น ควรรวมในลักษณะสมาพันธ์วิชาชีพสื่อสารมวลชนอยู่เหนือขึ้นไปอีกชั้น โดยองค์กรเดิมยังคงอยู่ และอยากเห็นข้อกำหนดให้สื่อทุกประเภทต้องสังกัดองค์กรตรวจสอบด้านจริยธรรม ขณะที่นายจักรกฤษณ์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าองค์กรตรวจสอบด้านจริยธรรมทำงานไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง แต่ไม่ได้หมาย ความว่าสภาวิชาชีพฯทำงานไม่ได้เลย การกำกับดูแล สื่ออาจผ่านองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ หากมีปัญหาขึ้นมาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อสามารถเป็นผู้ เสียหายแทนผู้ถูกละเมิดได้
“มีชัย” ดึงเยาวชนร่วมให้ความเห็น
ด้านนายมีชัย วีระไวทยะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเยาวชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ ไทยและจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีแนวคิดจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา ขณะนี้มี 5-6 กลุ่ม กำลังดำเนินการ และนัดหารือกันวันที่ 27 พ.ย. เบื้องต้นอาจเชิญตัวแทนเยาวชน ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น โดยจะเริ่มจากตัวแทนเยาวชนกลุ่มเล็กที่มีความหลากหลาย ก่อนขยายเป็นวงใหญ่ต่อไป และจะไม่เฉพาะเจาะจงเพียงแค่เยาวชนในเมือง ซึ่งคณะอนุฯจะประสานความร่วมมือกับกลุ่มที่ทำงานใกล้ชิดกับเยาวชนและกระทรวงศึกษาธิการ
สปช.รับลูกตั้งเวทีฟังความเห็น นศ.
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กล่าวว่า สปช.พร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากเยาวชนและนักศึกษา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทางเทคนิค เช่น การประสานวิทยากร การเตรียมสถานที่ คาดว่า จะเปิดเวทีได้ประมาณกลางเดือน ธ.ค. แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าการเปิดเวทีดังกล่าวจะทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือไม่ แต่จะทำให้ดีที่สุด ที่ผ่านมาการเคลื่อน ไหวของนักศึกษามีตลอด มีมานานแล้ว เพียงแต่เปลี่ยน สถานที่ วัน เวลา และประเด็นเท่านั้น ส่วนการเปิด เวทีรับฟังความคิดจากนักศึกษายืนยันว่าไม่ขัดกฎอัยการศึก เพราะไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง เป็นการรับฟังความเห็นเรื่องการปฏิรูป ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วมด้วย แต่หากจะมีการผ่อนปรนเรื่องกฎอัยการศึกก็ไม่ได้เป็นผลมาจากเรื่องการปฏิรูป
บี้บรรจุอาชีพชาวนาไว้ใน รธน.
ช่วงบ่ายที่รัฐสภา นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ประธานสหพันธ์สมาคมชาวนาไทย (สชท.) พร้อมแกนนำชาวนา ยื่นข้อเสนอต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้มีบทบัญญัติเรื่องการให้อาชีพชาวนาเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย และอยู่คู่กับประเทศไทยไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญรองรับ โดยนายนิพนธ์กล่าวว่า เป็นการป้องกันปัญหาการถูกนายทุนซื้อที่นานำไปทำประโยชน์ด้านอื่น ขณะนี้พื้นที่ภาค กลางมีกลุ่มนายทุนกว้านซื้อที่นาจำนวนมาก ซึ่งนาย เทียนฉายกล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับชาวนามีหลายเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ทำกิน แต่ยังมีเรื่องการผลิต ราคา เป็นประเด็นต้องปฏิรูปทั้งระบบพร้อมกัน ตนจะนำข้อเสนอส่งให้กรรมาธิการฯที่เกี่ยวข้อง
ปฏิรูปสังคมฯ ปัดฝุ่น ก.ม.การออม
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯจะผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ยอมดำเนินการ โดยอ้างความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.ประกันสังคม ดังนั้นจึงจะเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนฯ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย 30 ล้านคน เพราะกฎหมายดังกล่าวมุ่งเน้นเรื่อง การส่งเสริมการออมภาคประชาชน ที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือลูกจ้าง ที่ได้รับประโยชน์ทดแทนบำเหน็จบำนาญ ถือเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านหลักประกันชราภาพของผู้สูงอายุ
“มาร์ค” ยันเข้าพบ “บวรศักดิ์” 27 พ.ย.
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันที่ 27 พ.ย.นี้ ตนจะเข้าให้ความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างฯ ก่อนหน้านี้พรรคได้ขออนุญาต คสช.เพื่อจัดประชุม แต่ คสช.ไม่อนุญาต ทางกรรมาธิการฯจึงเชิญในนามส่วนตัวพร้อมคณะได้อีก 5 คน ตนก็ยังงงว่าแล้วจะส่วนตัวได้อย่างไร ดังนั้นจึงจะไปเพียงคนเดียว ส่วนเรื่องการทำประชาพิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น คสช.และรัฐบาลต้องเริ่มแยกแยะองค์กรที่มีหลักแหล่ง ขออนุญาตประชุมมีระเบียบวาระหัวข้อชัดเจน แต่กลับไม่เปิดพื้นที่ให้ แล้วจะประชาพิจารณ์ได้อย่างไร หากใครทำอะไรกระทบความมั่นคง มีเจตนาให้เกิดความวุ่นวายอันนี้ไม่ควรยอม แต่การแสดงความเห็นที่แตกต่างถ้าไม่ให้มี ตนก็มองไม่เห็นว่าการปฏิรูปจะเดินไปได้
กกต.ขอคงอำนาจให้ใบเหลือง-แดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานจัดทำข้อเสนอประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นของสำนักงาน กกต. ที่มี นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เป็นประธาน มีสรุปประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเสร็จแล้ว เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมร่วม กกต.กับคณะที่ปรึกษากฎหมายวันที่ 26 พ.ย.นี้ ก่อนเสนอไปยัง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช วันที่ 28 พ.ย. โดยข้อสรุปจากการศึกษาเห็นว่า ควรคงอำนาจใบเหลืองใบแดงไว้ที่ กกต. และขยายเวลารับรองผลการเลือกตั้งจาก 30 วันเป็น 60 วัน หากยังไม่เสร็จให้ขยายเวลาได้ 1 ครั้ง คือ 30 วัน รวมระยะ เวลา 90 วัน หากยังไม่สามารถสอบสวนได้เสร็จให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน นอกจากนี้ เสนอให้ประธาน กกต. โดยความเห็นชอบของ กกต.มีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้งได้ และให้แยก พ.ร.ฎ.ยุบสภา และการกำหนดวันเลือกตั้งออกจากกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนเช่นที่ผ่านมา
แก้ที่มา ส.ส.-ส.ว.-มีชุดติดตามนโยบาย
ส่วนสถาบันการเมือง กำหนดให้มี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อมีสัดส่วนเท่ากัน โดย ส.ส.เขตให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง หรือเขต ใหญ่เรียงเบอร์ ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อกำหนดให้มีที่มาหลากหลาย ส่วน ส.ว.ให้มาจากการสรรหาทั้งหมด แต่ต้องปรับรูปแบบองค์ประกอบและวิธีการสรรหาใหม่ ขณะที่พรรคการเมืองให้จัดตั้งได้ยาก โดยต้องจัดหาสมาชิกให้ได้ 4 ภาค จำนวน 5,000 คน จึงจะถือว่ามีสภาพความเป็นพรรคการเมือง ส่วนโทษยุบพรรคให้แก้ไขเหลือเป็นเพียงความผิดเฉพาะตัวการกับผู้สนับสนุนเท่านั้น ส่วนเรื่องของนโยบายประชานิยม เสนอให้บัญญัติกฎหมายตั้งคณะกรรมการเฉพาะขึ้นมาชุดหนึ่ง ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงาน เช่น ป.ป.ช. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ของนโยบายฯ และติดตามการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ว่าสามารถทำได้จริงเพียงใด และก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศหรือไม่
แย้มมีเซอร์ไพรส์ของขวัญปีใหม่
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ถึงมาตรการด้านเศรษฐกิจเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนว่า ทุกกระทรวงเตรียมของขวัญไว้แล้ว ปีใหม่นี้รัฐบาลมีของขวัญเซอร์ไพรส์ประชาชน แต่ไม่ใช่การแจกของ แต่เป็นเรื่องการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยว การปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืน รวมถึงกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ อำนาจฝ่ายบริหาร ตำรวจศาล ต้องไม่ทับซ้อนกัน ส่วนมาตรการด้านภาษี อย่างภาษีมรดก จะไปในชั้นกรรมาธิการ สนช. ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าว่า 1 ปีต้องออกกฎหมาย 163 ฉบับ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการค้าการลงทุน เมื่อถามว่าคนไทยจะได้ใช้รถไฟทางคู่เส้นทางไทย-จีนเมื่อไร นายกฯกล่าวติดตลกว่า “ชาติหน้า” พร้อมชี้แจงว่า ร่างข้อตกลง หรือ MOU โครงการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ มีกรอบอยู่แล้ว อยู่ในระหว่างการพูดคุย แต่ยังไม่มีการคุยถึงเรื่องงบประมาณ โดยจะต้องนำเข้า สนช.
อนุมัติกองทุนยุติธรรมช่วยคนจน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอ สนช.ต่อไปสาระสำคัญ คือกำหนดให้มีกองทุนยุติธรรม เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงความยุติธรรม การประกันตัวบุคคล การช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดถึงการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กำลังจะหมดวาระลงกว่า 1 พันตำแหน่ง โดยนายกฯพร้อมใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ให้คนที่อยู่ในตำแหน่งเดิมแต่หมดวาระ อยู่รักษาการต่อไป
“ดรุณ” ขึ้นอธิบดีทางหลวงชนบท
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายสนิท พรหมวงษ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายดรุณ แสงฉาย รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เป็นอธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายสุรพงษ์ เจียสกุล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายอยุทธ์ หรินทรานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายนำชัย พรหมมีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นางปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว นายสุรจิตต์ อินทรชิต รองอธิบดีกรมประมง นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ นางอารีย์ โสมวดี รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายสมศักดิ์ พณิชยกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา น.ส.นพพร ลิ้นทอง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นางนิศา ศรีสุวรนันท์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นางดวงกมล เจียมบุตร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
ตั้งบอร์ดการไฟฟ้าภูมิภาคชุดใหม่
ร.อ.นพ.ยงยุทธกล่าวอีกว่า ครม.ยังอนุมัติให้นางสุรีย์พรรณ เอื้อเสถียร ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบงานการข่าว และนายรวี ประจวบเหมาะ ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นรอง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายพานิช เหล่าศิริรัตน์ เป็นที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังอนุมัติหลักการมอบหมายให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ รักษาราชการแทน รมว.คมนาคม และมีมติแต่งตั้ง พล.อ.วิโรจน์ บัวจรูญ เป็นประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายถวิล เปลี่ยนศรี นายไพบูลย์ ศิริภาณุเสถียร นายสุรงค์ บูลกุล นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี นายสมพร ใช้บางยาง นายวิสุทธิ์ สุนทรกนกพงศ์ เป็นกรรมการ
นัดแถลงเปิดสำนวนถอดถอน
ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธนานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า ที่ประชุมวิป สนช.หารือสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธาน รัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา รวมถึงสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเข้าที่ประชุม สนช. วันที่ 27-28 พ.ย. โดยมีมติกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม วันที่ 8 ม.ค.2558 และวันแถลงเปิดสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ วันที่ 9 ม.ค. โดยต้องรอมติจากที่ประชุม สนช.ว่าเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน คาดว่าจะลงมติถอดถอนคดีนายสมศักดิ์ นายนิคม และคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ช่วงเดือน ก.พ.2558
ชาวสวนร้องถอน ก.ม.การยาง
อีกเรื่องหนึ่งที่บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยางประมาณ 50 คน นำโดยนายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานแนวร่วมฯ เข้ายื่นหนังสือผ่านนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องรัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยาง ให้รับซื้อยางจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 80 บาท และชดเชยส่วนต่างเป็นพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลไม่ได้ประโยชน์กับชาวสวนยาง ไม่ครอบคลุมคนกรีดยาง และขอให้ถอนร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ออกจาก สนช. โดยนายสุนทรกล่าวว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ที่โม้โอ้อวดว่าราคายางจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาทในปลายเดือน พ.ย. แต่ปัจจุบันยังไม่ถึง 50 บาท หากยังดึงดันไม่ถอนร่างดังกล่าว ชาวสวนยางทั่วประเทศจะลุกขึ้นมาต่อสู้
“บก.ลายจุด” จ่ออุทธรณ์คำสั่ง คสช.
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ คณะตุลาการศาลทหารนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีอัยการทหารเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ฐานขัดคำสั่ง คสช. ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งนายสมบัติกล่าวว่า คำสั่งหรือประกาศ คสช.นั้นขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 4 หรือไม่ ซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้และจะยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ในทำนองเดียวกับคดีของนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โดยคณะตุลาการนัดมาฟังคำตัดสินในวันที่ 23 ม.ค.58
ศาลรับฟ้อง “วีระ” บุกทำเนียบ-สภา
วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระ สมความคิด เป็นจำเลยฐานร่วมกันกระทำการด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือประทุษร้าย เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธ กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิกโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 309 และ 310 กรณีบุกรุกทำเนียบรัฐบาลและปิดล้อมรัฐสภา เหตุเกิดระหว่างวันที่ 5-11 ต.ค.2551 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมและกฎหมายหลายบท เบื้องต้นศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ. 3881/2557 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมยื่นหลักทรัพย์ 6 แสนบาทประกันตัว ศาลอนุมัติและนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 2 ก.พ.2558