การ‘ระบายข้าว’แบบจีทูจีเก๊รมช.-อธิบดี-เสี่ยเปี๋ยงด้วยโยงสำนวนไปถึงคดีอาญาปู
มติ ป.ป.ช.เอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ฟัน “บุญทรง-ภูมิ” กับพวกรวม 21 ราย โกงจีทูจีข้าวเก๊ สั่งสรรพากรตรวจสอบธุรกรรมการเงินยกแก๊ง ยังมีลอตสองเตรียมชี้มูลบริษัทค้าข้าวมีเอี่ยวอีก 100 กว่าราย “บุญทรง” โวยลั่นตกเป็นเหยื่อการเมืองเพื่อหวังเอาไปโยงคดีสอย “ปู” นปช.ขู่ สนช.โหวตไม่ดีก็พอกันทีเรื่องปรองดอง “บิ๊กตู่” สั่ง คสช.-ครม.อย่านิ่งต้องช่วยกันเคลียร์ คณะทำงานร่วม ป.ป.ช.-อสส.ได้ข้อสรุปสั่งฟ้องคดีอาญา “ปู” ระหว่างรอสภานิติบัญญัติ (สนช.) ประชุมเพื่อพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 23 ม.ค. ล่าสุด ป.ป.ช.ได้มีมติฟันนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แล้ว
ป.ป.ช.ฟัน “บุญทรง” คดีจีทูจีข้าวเก๊
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ม.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาลงมติการไต่สวนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวก กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในโครงการรับจำนำข้าว ภายหลังการประชุมนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียงชี้มูลความผิดนายบุญทรงและพวกรวม 21 คน โดยแบ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.นักการเมือง 3 คน ได้แก่ นายบุญทรง นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าว พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ 2.เจ้าหน้าที่รัฐ 3 คน ได้แก่ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ
เอกชนเอี่ยวด้วยทั้งสิ้น 15 ราย
นายวิชากล่าวอีกว่า 3. เอกชน 15 ราย ประกอบด้วย นายสมคิด เอื่อนสุภา นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายลิตร พอใจ บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด น.ส.รัตนา แซ่งเฮ้ง น.ส.สุทธิดา จันทะเอ น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ นายนิมล รักดี นายสุธี เชื่อมไธสงน.ส.สุนีย์ จันทร์สกุลพร นายกฤษณะ สุระมนต์ นายสมยศ คุณจักร บริษัทสิราลัย จำกัด น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” กรณีร่วมกันทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจี
แฉขบวนการโกงข้ามชาติขายข้าว
นายวิชากล่าวว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย ร่วมกระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยมุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง ได้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาลในราคาต่ำ จำนวน 6.5 หมื่นตัน วงเงิน 847 ล้านบาท โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่น ทั้งที่สองบริษัทดังกล่าวไม่ได้รับมอบอำนาจจากประเทศจีน ให้มาทำสัญญาซื้อขายข้าว จากนั้นได้นำข้าวที่ซื้อในราคาต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ ไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง โดยพบว่ามีการใช้แคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้กรมการค้าต่างประเทศ ถือเป็นการซื้อขายข้าวในประเทศ ไม่มีการส่งออกนอกประเทศจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง
เล็งเอาไปโยงฟันคดีอาญา “ปู”
นายวิชากล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาแล้วจึงมีมติว่า ผู้กล่าวหาทั้ง 21 คน ร่วมกันกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยให้ส่งรายงานและเอกสารให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อดำเนินการทางวินัย และส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป ภายใน 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีบริษัทค้าข้าวที่เกี่ยวข้องในการทุจริตดังกล่าวอีก 100 กว่าราย ที่ ป.ป.ช.ยังไต่สวนไม่เสร็จ แต่จะเร่งไต่สวนเพื่อชี้มูลความผิดต่อไป โดยจะกันบางรายไว้เป็นพยานต่อ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะนำสำนวนลงมติการทุจริตระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ ส่งให้คณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุดเพื่อใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมในคดีอาญาโครงการจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อไป
ให้สรรพากรสอบทางธุรกรรมการเงิน
นายวิชากล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเพิ่มเติมให้สำนักงาน ป.ป.ช. นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไปศึกษาหามาตรการและข้อเสนอแนะ เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อไป ให้กรมสรรพากรไปตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหรือการชำระภาษีของผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องในการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศต่อไป พร้อมให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติมกรณีการกล่าวหานายบุญทรง และนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการเจรจาซื้อขายข้าวจีทูจีในราคาถูกกับบริษัทของจีนอีก 4 แห่งโดยไม่ถูกต้อง มีนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน ตลอดจนให้สำนักงาน ป.ป.ช.ไปแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานว่า ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มีการซื้อขายมันสำปะหลังในรูปแบบรัฐต่อรัฐโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ แล้วเสนอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับทราบต่อไป
เผยยอดขาดทุน 6 แสนล้าน
นายวิชากล่าวว่า ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ป.ป.ช.จะแจ้งให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ไปพิจารณาดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ขณะนี้ตัวเลขความเสียหายยังไม่นิ่ง แต่ตัวเลขของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวสรุปล่าสุดว่า มียอดขาดทุนสะสม 6 แสนล้านบาท จะมีการไปทำรายละเอียดว่าใครต้องรับผิดชอบความเสียหายเท่าไรบ้าง โดยจะรายงานเรื่องนี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯทราบต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลขความเสียหาย 6 แสนล้านบาท เป็นของทั้งโครงการรับจำนำข้าว แต่ตัวเลขความเสียหายเฉพาะกรณีจีทูจีที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเท่าใด นายวิชาตอบว่า ต้องดูประกอบกัน เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปแจ้งความเอาผิดกับคู่สัญญาของรัฐ
เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าการชี้มูลความผิดนายบุญทรงครั้งนี้เป็นการลงมติในช่วงที่ สนช.กำลังจะลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันที่ 23 ม.ค. นายวิชาตอบว่า มันบังเอิญ เรื่องนี้บอกตั้งแต่ปลายปี 57 ว่า จะมีการลงมติในวันที่ 20 ม.ค.58 ก่อนที่ สนช.จะกำหนดวันลงมติถอดถอนคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ป.ป.ช.มีขั้นตอนทำงานชัดเจน ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บมาลงมติกัน
ป.ป.ช.–อสส.สรุปฟ้องอาญา “ปู”
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในวันที่ 20 ม.ค. ที่ประชุมคณะทำงานร่วมป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ได้นัดประชุมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์คดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนัดสุดท้าย โดยได้นำพยานหลักฐานที่ ป.ป.ช.ได้ไปสอบเพิ่มเติมมาให้ที่ประชุมพิจารณา ในที่สุดคณะทำงานร่วมฯเห็นพ้องกันว่า ได้ข้อสมบูรณ์ครบถ้วนในสำนวนแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้คณะทำงานร่วมฯจะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องคดีอาญาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เท่าที่ทราบฝ่ายอัยการจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วภายในไม่กี่วันนี้ ขอให้ติดตามท่าทีจากอัยการว่า จะสั่งฟ้องคดีได้เมื่อใด
“บุญทรง” โวยลั่นตกเป็นเหยื่อการเมือง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับทราบมติ ป.ป.ช.ว่า กระบวนการทางกฎหมายยังไม่ถึงที่สุด ยังมีขั้นตอนส่งสำนวนคดีไปให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีก อัยการสูงสุดจะฟ้องหรือไม่ ยังไม่ทราบ แม้ในท้ายที่สุดอัยการสูงสุดจะมีความเห็นสั่งฟ้องต่อศาล ยังเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาล เพราะไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา สิ่งที่น่าเสียใจจากการชี้มูลคดีของ ป.ป.ช.น่าจะมีวาระซ่อนเร้น เพราะชี้มูลคดีก่อนที่จะมีการแถลงปิดสำนวนในคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพียง 2 วัน ตนจึงเป็นเพียงเหยื่อทางการเมืองที่หวังจะเอาผลคดีนี้ ไปโยงกับคดีถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ความจริงเป็นคนละเรื่องกัน
ห้าม ป.ป.ช.เอาไปโยงคดีสอย “ปู”
นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษากฎหมายคณะทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า เรื่องการถอดถอนอดีตนายกฯเริ่มตั้งแต่เมื่อรับทราบข้อกล่าวหาในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในประเด็นการระบายข้าวแบบจีทูจีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อมีการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ป.ป.ช.ก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องระบายข้าวแบบจีทูจี แต่ใช้หลักการว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ละเว้น ไม่ระงับยับยั้งโครงการจำนำข้าว ดังนั้น ในวันแถลงปิดคดีหากนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.นำเอาสิ่งนอกเรื่องจากการกล่าวหาเข้ามาโยง ถือว่าไม่เป็นธรรม ถ้ามีเจตนามุ่งหวังชี้นำ สนช. รวมทั้งสังคมให้หลงเข้าใจผิดว่าคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก มีความเกี่ยวข้องกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะถือว่า ป.ป.ช.มีวาระซ่อนเร้น ทางทีมทนายจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับนายวิชาทันที เพราะถือว่ากลั่นแกล้งกันทางการเมือง
นปช.ขู่ “ปู” โดนก็พอกันทีปรองดอง
นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ถ้า สนช.โหวตถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสำเร็จ ประเทศไทยต้องเอาคำว่า ปรองดองเก็บใส่หีบเหล็กล็อกกุญแจกาลเวลา ชาติหน้าจึงเปิดมาใช้ได้ ชาตินี้ขอพอกันที ไม่ใช่ว่าจะเอาคำว่าปรองดองมาขวางกั้นการทำหน้าที่ของ สนช. ไม่ว่าจะมองมิติไหนล้วนแต่ไม่มีเหตุผลในการถอดถอนทั้ง 3 ท่านทั้งสิ้น ถ้าคสช.ยังปล่อยให้กลุ่มฝ่ายแค้น กระเหี้ยนกระหือรือเล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายสมศักดิ์และนายนิคม โดยไม่สนใจหลักความถูกต้องและความเป็นธรรม ก็ไม่มีทางที่บุคคลที่ถูกกระทำและกลุ่มผู้สนับสนุนจะยอมรับได้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้อีกนาน ถ้า คสช.ปล่อยให้การถอดถอนสำเร็จ การยึดอำนาจครั้งนี้ก็จะเสียของอย่างแน่นอน
คสช.–ครม.เกาะติดวันสอย “ปู”
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมร่วม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 4 เพื่อสรุปติดตามการทำงานด้านต่างๆ ตามโรดแม็ปของ คสช.และรัฐบาล โดยที่ประชุมจะมีการนำเสนอแผนการทำงานในรอบปีนี้ทั้งหมดด้วย รวมถึงการขับเคลื่อนงานที่ล่าช้า
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลังการประชุมว่า สถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม ขณะนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุและความเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนความเป็นห่วงของกลุ่มที่จะมาสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันพิจารณาสำนวนคดีถอดถอน ยังไม่มีรายงานสถานการณ์ความรุนแรง แต่ต้องติดตามดูสถานการณ์เพราะขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดความวุ่นวาย
“บิ๊กตู่” หวั่นปะทุสั่งทุกคนนิ่งไม่ได้
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุมร่วม ครม.กับ คสช.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ฝากทุกภาคส่วนทั้ง ครม.และ คสช.ให้ช่วยกันชี้แจงต่อสังคม กรณีกระบวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายนิคม ไวยรัชพานิช และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เรื่องเหล่านี้เป็นการแก้ไขปัญหาการขัดแย้งของชาติบ้านเมืองเราในอดีต ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ จะอยู่เฉยก็ไม่ได้ความขัดแย้งพร้อมที่จะปะทุขึ้นมาตลอด ต้องดำเนินเรื่องไปตามกฎหมาย ในครั้งนี้เป็นการตรวจสอบภาวะผู้นำ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ที่มีการเสนอข้อมูลทั้งสองฝ่ายให้ สนช. รับทราบ รวมทั้งมีการเสนอข้อมูลอย่างกว้างขวางให้ประชาชนรับทราบว่า ป.ป.ช.ตั้งข้อสังเกตในเรื่องใดบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ใช้ภาวะผู้นำ ผู้กำหนดนโยบายของรัฐ ยับยั้งความเสียหายเหล่านั้นหรือไม่ อีกทั้งไม่ได้มาตอบคำถามต่อ สนช.ด้วยตัวเอง กลับมอบให้คนอื่นที่เกี่ยวข้องตอบผ่านยูทูบ สังคมต้องพิจารณาดูว่าการตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม สามารถที่จะมอบหมายให้ใครตอบแทนได้หรือไม่
ปชป.ดักคอมติจะเป็นตัววัดจริยธรรม
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า กังวล หาก สนช.ลงมติไม่ถอดถอนทั้ง 3 คน โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้ ก็เป็นการชนะโดยเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น เพราะเรื่องข้อสงสัยในตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องของศาล แต่ในเรื่องกระบวนการถอดถอนนี้เป็นเรื่องของการชี้วัดทางจริยธรรม ซึ่ง สนช.ที่ตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ต้องเผชิญคำถามจากสังคมถึงระดับมาตรฐานจริยธรรม ตนจึงคิดว่าความประสงค์ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่หวังร่างรัฐธรรมนูญให้ประเทศไทยมีนักการเมืองที่มีมาตรฐานจริยธรรมสูงกว่าทั่วไปคงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น
วิป สนช.แจงขั้นตอนโหวตลับ
ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงถึงขั้นตอนในการพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กับ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในวันที่ 23 ม.ค. จะเป็นการลงมติทั้ง 2 สำนวน จะเป็นวาระการลงมติถอดถอนนายนิคมกับนายสมศักดิ์ก่อน ซึ่งขั้นตอนในการลงคะแนนจะเป็นการลงคะแนน โดยกาบัตรในคูหา ลงคะแนนไปพร้อมๆกัน โดยสมาชิกจะได้บัตรลงคะแนน 2 ใบ เพื่อให้กากบาทลงในบัตรลงคะแนนว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน หรืองดออกเสียง จากนั้นก็จะตั้งสมาชิกจำนวน 10 คน เพื่อเป็นกรรมการในการนับคะแนน และเมื่อประกาศผลการลงมติแล้วก็เข้าวาระการลงมติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นลำดับถัดไป ซึ่งการลงมติของทั้ง 3 สำนวนดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง
ยันไม่มีล็อบบี้-แรงกดดันไม่มี
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการล็อบบี้และชี้นำให้ลงมติถอดถอนทั้ง 3 สำนวน นพ.เจตน์กล่าวว่า ไม่หนักใจ เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของสมาชิก ส่วนการชี้แจงผ่านยูทูบของอดีตรัฐมนตรี 5 คน ก็ไม่สามารถอนุมัติให้นำมาเปิดในวันแถลงปิดสำนวนได้ เนื่องจากเป็นการใช้หลักฐานใหม่ ส่วนข้อกังวลว่าจะมีมวลชนมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันลงมติก็ยังไม่ได้มีการพูดกัน เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะติดตามประเมินสถานการณ์และคงแจ้งให้ประธาน สนช.ทราบต่อไป
ชี้คดีการเมืองจำเลยฟ้องกลับไม่ได้
เมื่อถามว่า กรณีอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความเห็นว่า หาก สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว อัยการไม่สั่งฟ้องหรือสั่งฟ้องแล้ว ศาลชี้ว่าไม่ผิดจะมีผลกระทบตามมาหรือไม่ นพ.เจตน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะคดีอาญากับคดีทางการเมืองแตกต่างกัน คดีอาญาต้องมีหลักฐานทุจริตจริงๆ แต่คดีทางการเมืองแค่ส่อว่ามี ก็สามารถดำเนินการได้แล้ว หากผู้ถูกถอดถอนนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องร้องภายหลังก็เป็นสิทธิ แต่ถ้าจะฟ้องก็ต้องฟ้องทั้งองค์กรและก็ต้องฟ้องประธานด้วย เพราะเป็นการลงคะแนนลับ ไม่ทราบว่าใครลงคะแนนกันอย่างไร
พท.ฟ้องอาญา ป.ป.ช. 2 ปมซ้อน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย รับมอบอำนาจจาก 5 อดีตรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่ถูก 5 กรรมการ ป.ป.ช. มีมติตั้งข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช.และโครงการจัดสรรน้ำ 2 ล้านล้านบาท ทั้งที่รู้ว่าทำผิดกฎหมายและทำเป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบเรื่องแล้ว เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. อีก 4 คน ประกอบด้วยนายภักดี โพธิศิริ นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี เป็นจำเลยรวม 5 คน ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพราะโจทก์พบความจริงว่านายภักดี ขาดคุณสมบัติเป็น ป.ป.ช. ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติใดที่มีนายภักดีเข้าร่วมประชุม ทำให้โจทก์เสียหาย จึงนำคดีมาฟ้อง ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งว่าจะนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์หรือไม่
“กกต.” คาใจให้ “มท.-ศธ.” จัด ลต.
ที่สถาบันพระปกเกล้า นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “กกต.กับการทุจริตการเลือกตั้ง” ให้แก่นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่น 18 ของสถาบันพระปกเกล้า ตอนหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมาได้เกิดองค์กร กกต.ขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่ขณะนี้อยู่ในช่วงปฏิรูปประเทศและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน กกต.เป็นการย้อนกลับไป อาจทำให้ กกต.ต้องทำงานยากลำบากขึ้น ด้วยเหตุนี้ กกต.จึงได้จัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะของ กกต.ต่อการควบคุมและการจัดการเลือกตั้ง เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่ 8 ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยเปรียบเทียบการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งระหว่างองค์กรอิสระกับหน่วยงานราชการ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนให้กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงศึกษาธิการจัดการเลือกตั้ง ก็ต้องชี้แจงเหตุผลด้วยว่าเพราะเหตุใด กกต.ทำงานบกพร่อง หรือมีข้อผิดพลาดอย่างไร หากชี้แจงไม่ได้ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
ยังไม่มีวี่แววฟ้องเลือกตั้งโมฆะ
นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ในการประชุม กกต.วันนี้ยังไม่มีการพิจารณากรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่ทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ที่มีค่าเสียหายมูลค่า 3,000 ล้านบาท เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในคณะทำงานรวบรวมพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าว ได้ขอเลื่อนการส่งข้อมูลให้ที่ประชุม กกต. เพราะยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่แล้วเสร็จ เห็นว่าเรื่องนี้ต้องค่อยๆทำ และต้องพิจารณาให้รอบคอบเพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย
กมธ.รธน.ยังไม่เคาะห้าม 111-109
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงการพิจารณาในประเด็นของการพิจารณาเรื่องวางกลไกป้องกันบุคคลเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ตามมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ว่า ในส่วนนี้ กมธ.ยกร่างฯยังไม่ได้มีการพิจารณา เนื่องจากอยู่ในภาค 2 ผู้นำทางการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด 3 ว่าด้วยรัฐสภายืนยันว่า กมธ.ยกร่างฯยังไม่มีการลงมติตัดสิทธิอดีตนักการเมืองที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 ตามที่มีการนำเสนอข่าวแต่ประการใด โดยจะยึดหลักความเป็นธรรมโดยไม่นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตัดสินคดียุบพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 237 มาเป็นหลักในการพิจารณา เนื่องจากไม่มีผลผูกพันกับ กมธ.ยกร่างฯชุดปัจจุบัน
ขู่ไล่ “บิ๊กตู่” ฝืนเปิดสัมปทานน้ำมัน
เมื่อเวลา 10.20 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผอ.ศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร นำประชาชนประมาณ 20 คน ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยมีนายสุขสวัสดิ์ สุขวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน รับหนังสือ
นายปานเทพกล่าวว่า นายกฯเคยลั่นวาจาไว้เมื่อวันที่ 28 ต.ค.57 ว่าจะรับฟังความคิดเห็นสปช.เมื่อมติ สปช.ชัดเจนไม่เห็นด้วย จึงมาทวงถามที่ลั่นวาจาไว้ และอดีตผู้นำที่ตระบัดสัตย์ก็เคยโดนขับไล่ ซึ่งถ้านายกฯดันทุรังเท่ากับเป็นอันตรายกับประเทศ
น.ส.บุญยืนกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาในสถานการณ์ที่เกิดการชุมนุม ต้องการเกิดการปรองดอง จะไม่ให้การชุมนุมอีก แต่ถ้านายกฯตัดสินใจฝืนกระแสสังคม ไม่สามารถหยุดการชุมนุมได้ ต่อให้ออกกฎหมายควบคุมการชุมนุม 100 ฉบับก็ตาม
นายกฯวอนอย่าไปทะเลาะกันเลย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ว่า จะหาทางออกให้ดีที่สุด เช่น ต้องการแบบสัมปทานหรือการแบ่งผลประโยชน์ (พีเอสซี) ระหว่างภาครัฐกับเอกชน อย่าไปทะเลาะกันอีกเลย เมื่อถามถึงมีความจำเป็นอย่างไรที่ ครม.มีมติวันที่ 6 ม.ค. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เราเป็นผู้เริ่มต้นแล้วคณะกรรมาธิการเข้ามาเสนอต่อ ครม. ทุกคนต้องรู้จักกติกาบ้าง รู้ว่าทำงานกันอย่างไร สิ่งที่ผมกลัวและเป็นห่วงทุกคนมัวแต่มองอย่างเดียวว่าจะถูกจำกัดสิทธิ วันนี้จำกัดสิทธิอะไรบ้างหรือยัง”
อารมณ์บูดเล็กๆต่อเนื่องอีกวัน
เมื่อถามอีกว่า การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงถึงข้อมูลทุกรูปแบบ พล.อ.ประยุทธ์ตอบอย่างมีอารมณ์ขึ้นมาทันทีว่า “แล้วเขาจบหรือยังล่ะ กฎหมายออกมาหรือยัง” เมื่อถามว่า ประเด็นคือทำไมถึงผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบแบบขึงขังด้วยสีหน้าแดงก่ำว่า “ไม่ต้องทำไม ทำไมล่ะจะผ่าน ทำไม เฮ้ยจะเป็นทำไมวะ นายกฯจะเป็นทำไม” จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามจะถามประเด็นต่อ พล.อ.ประยุทธ์เดินเลี่ยงไปก่อนกล่าวว่า “ไม่เอา ไปแล้ว” พร้อมเดินไปบ่นเสียงดังว่า “อารมณ์เสียๆ” ก่อนเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า
ม็อบปาล์มอ้อน รบ.ชะลอนำเข้า
เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) สำนักงาน ก.พ. กลุ่มสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย นำโดยนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานชมรมปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิตและประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.คัดค้านนำเข้าปาล์มน้ำมันจากต่างประเทศ โดยนายมนัสกล่าวว่า วิงวอนรัฐบาลระงับการนำเข้าปาล์มจากต่างประเทศชั่วคราว เพราะขณะนี้ราคาปาล์มในประเทศตกต่ำ ประสบปัญหาขาดทุน ไม่อย่างนั้นจะก่อให้เกิดการชุมนุมเคลื่อนไหวของชาวสวนปาล์ม และขอให้ตรวจสอบน้ำมันในสต๊อก ปี 56-57 ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ดูแล เพราะเดือน ต.ค.57 มีคงเหลือ 70,000 ตัน แต่พบว่าเหลืออยู่แค่ 3.4 แสนตัน แสดงว่าหายไป 2.7 แสนตัน
เบรกไม่อยู่ ครม.ให้นำเข้า 5 หมื่นตัน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม เป็นประธาน เสนอให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบปริมาณ 50,000 ตัน ให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือน ก.พ.2558 โดยนำมาจำหน่ายให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันพืชปาล์มชนิดบรรจุขวดจำหน่ายให้ประชาชนในราคาไม่เกินลิตรละ 42 บาท
สั่ง พณ.เตรียมมาตรการรับเอฟเฟกต์
พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์จัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันขายผลปาล์มน้ำมันได้ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 5 บาท โดยให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มและโรงงานไบโอดีเซลรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มไม่ต่ำกว่า กก.ละ 30 บาท ในช่วงเวลาที่นำเข้าจนถึงสิ้นเดือน ก.พ.นี้ พร้อมทั้งให้กระทรวงพลังงานปรับลดข้อกำหนดการใช้ไบโอดีเซลบี100 ผสมในน้ำมันดีเซลจากไม่น้อยกว่า 6% แต่ไม่เกิน 7% เป็นไม่น้อยกว่า 3.5% แต่ไม่เกิน 7% เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตพลังงานทดแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และให้กลับมาใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 7% เมื่อพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำมันปาล์ม
สมาคมปาล์มฯช่วยกล่อมชาวสวน
นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศกำลังตึงตัว สมาคมฯได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า จำเป็นต้องให้พื้นที่ภาครัฐในการบริหารจัดการปัญหา การคัดค้านไม่ให้รัฐนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้ท้ายที่สุดเกษตรกรก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์ เพราะหากรัฐยิ่งนำเข้าน้ำมันปาล์มได้ช้ามากเท่าไร ก็จะเข้าใกล้ช่วงผลผลิตปาล์มในประเทศออกสู่ตลาดมากเท่านั้น ซึ่งจะไปซ้ำเติมให้ราคาปาล์มตกต่ำมากกว่าเดิม จากที่เป็นขาลงในช่วงออกตลาดอยู่แล้ว
เคลื่อนศพ “บิ๊กซัน” ไปวัดเบญฯ
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 11.48 น. ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ผู้ทรงคุณวุฒิกระทรวงกลาโหมและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บุตรชาย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก หรือ “บิ๊กซัน” อดีต ผบ.ทหารสูงสุด และอดีต ผบ.ทบ.พร้อมด้วยญาติสนิทได้เดินทางมารับศพ พล.อ.อาทิตย์ ภายหลังถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมาในวัย 89 ปีเพื่อไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร โดยมี พล.ท.บุณยรักษ์ พูนชัย เจ้ากรมแพทย์ทหารบกมาคอยดูแลความเรียบร้อย
เผยพ่อสั่งเสีย-มีอะไรให้ไปหา “ป๋า”
พล.ท.ฐิติวัจน์ กล่าวว่า บิดาตนสั่งสอนเสมอว่าให้ทำความดี มีความจงรักภักดี รักประเทศชาติและราชบัลลังก์อย่าทำตัวเหลื่อมล้ำกับคนในแผ่นดินเดียวกัน เป็นคำสอนต่อลูกหลานทุกคนและญาติมิตร ทำให้เราเป็นคนที่ไม่ลืมตัวว่า เป็นคนธรรมดา บิดาของตนถือเป็นแบบอย่างให้กับทหารรุ่นนี้ เพราะเป็นคนรักประชาธิปไตยและประชาชน อย่างไรก็ตามครอบครัวกำลังเอกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นผู้แทนพระองค์ในการอัญเชิญพระราชทานน้ำหลวงอาบศพและอัญเชิญพวงมาลาทุกพระองค์วางด้านหน้าโกศ “คำสั่งเสียของพ่อนั้น พ่อได้สั่งเสียก่อนหน้านี้ว่า ถ้ามีอะไรให้ไปกราบ พล.อ.เปรม เพราะเป็นนายของพ่อและเป็นบุคคลที่พ่อให้ความเคารพนับถือตลอดกาล” พล.ท.ฐิติวัจน์ กล่าว
“ป๋า” อัญเชิญน้ำหลวงอาบศพ
ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไปในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และอัญเชิญพวงมาลาพระราชทานวางที่ด้านหน้าโกศศพ พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพแก่ พล.อ.อาทิตย์ ในวันที่ 20-22 ม.ค. 2558 ด้วย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายก รัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมพิธี เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ พล.อ.อาทิตย์เป็นจำนวนมาก