วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

แจง 'แหวนเพชร - นาฬิกา' 12 ธ.ค. ถึงมือ ป.ป.ช.

https://www.thairath.co.th/media/
นิด้าโพล 77% หนุนให้ปลดล็อก ขบวนต้านคสช. - แห่ทวงปชต. ‘หมวดเจี๊ยบ’ ลั่นพร้อมมอบตัว


ลุ้นจบไม่จบ “บิ๊กป้อม” แจงปมนาฬิกาหรู-แหวนเพชร 12 ธ.ค.นี้ “วิโรจน์” วอน ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานเดียวอย่าเลือกปฏิบัติ “องอาจ” ดักคอผลสอบพิสูจน์ความสัมพันธ์ แนะนายกฯอย่าเอาจริงเอาจังขจัดคอร์รัปชันคนเดียว ให้กวดขันพฤติกรรมเพื่อนพ้องน้องพี่ด้วย วันรัฐธรรมนูญ “ชวน” กรีดผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองประชาธิปไตยไม่ได้ขวางพัฒนาประเทศ โต้อยู่ที่คนไม่จริงใจ ไม่เรียกร้องปลดล็อกถ้าเสียหายอย่าปัดรับผิดชอบ ชทพ.จ่อยื่นขยายเวลาสะสางพรรคแก้เกมไม่ปลดล็อก “อ๋อย” โพสต์วันนี้ไร้รัฐธรรมนูญ เพราะคำสั่ง คสช.ใหญ่กว่า ปลุกพลังต้าน คสช.ต่อท่ออำนาจ “อนุสรณ์” บี้ คสช.โละคำสั่งขัด รธน. แฉจิ๊กซอว์สืบอำนาจชัดขึ้น เพื่อไทยทำหงอไม่วิจารณ์ว่าที่ กกต. ใจกว้างให้โอกาสแนวร่วมพันธมิตรฯ “เรืองไกร” แนะเปิดบัตรคะแนนที่ประชุมศาล 13 ธ.ค. “หมวดเจี๊ยบ” พร้อมมอบตัว “บิ๊กตู่” ลุยต่อเตรียมลงพื้นที่กาฬสินธุ์ โพลให้ปลดล็อกการเมือง ยังเชื่อมั่น “ประยุทธ์” ซื่อสัตย์

ยังเป็นที่จับตากรณีนาฬิกาหรูกับแหวนเพชรที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม สวมใส่ยกบังแดดระหว่างรอร่วมถ่ายรูปหมู่กับ “ครม.ประยุทธ์ 5” ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเข้าประชุม ครม. เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ธ.ค. จนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องดำเนินการตรวจสอบ ล่าสุดคนใกล้ชิดยืนยัน 12 ธ.ค.นี้เอกสารชี้แจงของ “บิ๊กป้อม” ถึงมือ ป.ป.ช.แน่

เผยปมนาฬิกาหรู 12 ธ.ค.รู้เรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. คนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช.เพื่อให้ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินนาฬิกากับแหวนเพชรแล้ว โดยสามารถเดินทางไปชี้แจงด้วยตัวเอง หรือจะทำหนังสือชี้แจงส่งไปยัง ป.ป.ช.ก็ได้ ซึ่งทาง พล.อ.ประวิตร เลือกที่จะทำหนังสือชี้แจง ขณะนี้หนังสือดังกล่าวยังอยู่ที่สำนักงานกระทรวงกลาโหม เนื่องจากติดวันหยุดยาว คาดว่าจะถูกส่งให้กับ ป.ป.ช.ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เมื่อถามว่า แหวนเพชรเป็นของมารดาที่มอบให้และนาฬิกาหรูเป็นของเพื่อนนักธุรกิจที่สนิทกับ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ คนใกล้ชิด ตอบว่า ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตรระบุว่าจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบแทนได้ เชื่อว่าในวันอังคารนี้จะมีความชัดเจน


พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์
วอนใช้มาตรฐานเดียวสอบ “บิ๊กป้อม”
ที่รัฐสภา พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบที่มาของนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตนไม่สงสัยในเรื่องความยุติธรรมของประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ขออย่างเดียวว่า การทำงานของ ป.ป.ช.อย่าเลือกปฏิบัติ ต้องดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกอย่างต้องโปร่งใส ไม่ใช่คิดจะทำเรื่องไหนก็ทำ ไม่อยากทำเรื่องไหนก็ไม่ทำ เพราะบางเรื่องทิ้งไว้จนขาดอายุความ ขณะที่บางเรื่องเร็วชนิดที่คนคาดไม่ถึง ซึ่งจะทำให้ ป.ป.ช.ไม่ได้รับความไว้วางใจ

“องอาจ” ชี้ผลสอบพิสูจน์ความสัมพันธ์
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีหรือข้าราชการจะใช้สิ่งของแบรนด์เนมหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับฐานะ เป็นสิทธิส่วนบุคคลแต่ละคน แต่แน่นอนที่สุด ในกรณีที่ใครใช้ของแพงแล้วสังคมเกิดความสงสัยว่าสิ่งเหล่านั้นได้มาโดยชอบธรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่บุคคลนั้นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง บ้านเรามี ป.ป.ช.ในฐานะที่ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบุคคลนั้น ต้องแสดงที่มาที่ไปต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ตนว่าคนใน ป.ป.ช. ถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมอยู่แล้วว่า มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เรื่องนี้จะมีผลต่อการตรวจสอบหรือไม่เนื้องานของ ป.ป.ช.ที่ออกมาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะมีผลเหนือความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.ในฐานะองค์กรอิสระว่าจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ แต่ถ้าไม่โปร่งใสผู้คนจะเคลือบแคลงในตัวองค์กรอิสระไม่เกิดผลดีต่อองค์กรอิสระอื่นๆในอนาคต

แนะนายกฯ กวดขันเพื่อนพ้องน้องพี่
นายองอาจกล่าวด้วยว่า การแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลของนายกฯ ให้คนไทยไม่ทนต่อการทุจริตและอย่าร่วมมือกับการโกงนับเป็นเรื่องดีที่ผู้นำรัฐบาลเอาจริงเอาจังแต่การเอาจริงเอาจังเฉพาะตัวนายกฯ เพียงคนเดียวคงไม่เพียงพอ ควรต้องกวดขันคนในรัฐบาลทุกระดับ เพราะตลอดสามปีกว่าที่ผ่านมา แม้ไม่ค่อยได้ยินว่านายกฯ เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่มักได้ยินคำครหานินทาว่า คนในรัฐบาลบางคนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ระยะหลังๆความไว้วางใจในเรื่องทุจริตลดลงเรื่อยๆ คนในรัฐบาลที่นายกฯ ควรจะกวดขันเป็นพิเศษคือกลุ่มที่มีสถานะเปรียบเสมือนเพื่อนพ้องน้องพี่ของนายกฯ ที่มักเข้าไปพัวพันกับโครงการที่ไม่ชอบมาพากลอยู่บ่อยๆ ถ้านายกฯแสดงออกถึงการกวดขันอย่างจริงจังจะช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และดัชนีความโปร่งใสของไทยปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น จะช่วยทำให้การแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตของนายกฯ ปรากฏเป็นจริงได้ในที่สุด


นายชวน หลีกภัย
“ชวน” กรีดผู้มีอำนาจไม่เข้าใจ ปชต.
ช่วงเช้าวันที่ 10 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมพิธีวางพานพุ่ม ดอกไม้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า วันนี้เป็นการย้ำให้ความสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่บางทีได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนำไปพูดจาว่าประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ในความเห็นส่วนตัวไม่เป็นความจริง ในฐานะที่เป็นผู้อาสาสมัครมาเป็นนักการเมืองตั้งใจที่เข้ามาทำงานในระบอบนี้ทำงานหลายสิบปี ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ กฎหมายก็ไม่ใช่อุปสรรค กฎหมายรัฐธรรมนูญหลายฉบับมีจุดเด่นจุดดีจุดด้อยอาจจะมีอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่อุปสรรคที่เป็นสาระสำคัญ แต่ที่เป็นปัญหาอุปสรรคถึงขั้นสะดุดก็คือตัวบุคคลคือคนหรือตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานไม่ได้มีความจริงใจหรือรักประชาธิปไตยที่แท้จริงนี่คือตัวสาเหตุสำคัญ

ติงไม่ปลดล็อกอย่าปัดรับผิดชอบ
นายชวนกล่าวถึงปัญหาที่ คสช.ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองว่า ได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่าไปเรียกร้องเพราะมีคนรับผิดชอบอยู่ คนที่รับผิดชอบจะรู้เองว่าถ้าทำช้าความเสียหายเกิดขึ้นก็ต้องรับผิดชอบเอง หากไปเรียกร้องมากจะทำให้ชาวบ้านที่เบื่อการเมืองเกิดความรำคาญด้วย ขอให้รัฐบาล และผู้มีอำนาจพิจารณาเองว่าภายใต้เงื่อนเวลาดูให้เหมาะสม ขอให้พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์คงไม่เรียกร้องอะไร เมื่อถามว่า มีการนำบรรยากาศด้านความมั่นคงมาอ้างการปลดล็อกทางการเมือง นายชวนปฏิเสธที่จะตอบพร้อมกล่าวว่า บรรยากาศตอนนี้แดดดี และ 3-4 วันที่ผ่านมาฝนไม่ตก น้ำท่วมจะลดลงเล็กน้อย

พท.เชื่อปี 61 มีเลือกตั้งตามประกาศ
พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงอนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ว่า เชื่อว่าปี 2561 จะมีการเลือกตั้งตามที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่ปัญหาของพรรคการเมืองคือต้องทำกิจกรรมหลายอย่างตามกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งมีกำหนดเวลาไว้หากไม่ได้ทำก็เสี่ยงที่จะถูกลงโทษ ขณะนี้มีคำสั่ง คสช.ที่ยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรม หวังว่ารัฐบาลจะหาทางแก้ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้โดยไม่เสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาย เพราะการเลือกตั้งต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ถ้าใกล้เกินไปอาจฉุกละหุก

ไม่กล้าเสี่ยงลงพื้นที่เช็กยอดสมาชิก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือนจะครบ 90 วันตามกฎหมายลูก พรรคได้ดำเนินการอย่างไรไปบ้าง พล.ต.ท.วิโรจน์ตอบว่า เวลานี้ทำอะไรก็ระวังทุกอย่างไม่ให้ผิดกฎหมาย เรื่องทะเบียนสมาชิกพรรคได้เตรียมเอกสารต่างๆไว้แล้วและทำหนังสือสอบถามไปยังนายทะเบียนกลางว่ามีสมาชิกคนใดที่ย้ายที่อยู่หรือเสียชีวิตหรือไม่ แต่การลงพื้นที่พบปะสมาชิกเรายังไม่ได้ทำเนื่องจากอาจถูกมองว่าเป็นกิจกรรมทางการเมือง พรรคมีสมาชิกประมาณ 130,000 คน ถ้าทำไม่ทันตามกรอบเวลา พรรคเคยทำหนังสือถึงหัวหน้า คสช.ให้พิจารณาปลดล็อก แต่ไม่ได้รับคำตอบก็คงขึ้นอยู่กับรัฐบาล


นายนิกร จำนง
ชทพ.จ่อยื่นขยายเวลาสะสางพรรค
นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เรื่องปลดล็อกทางการเมืองมันมีเวลาของมันอยู่เชื่อว่า คสช. และรัฐบาลคงต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตอนนี้เราเตรียมขอขยายเวลาจาก กกต.ตามสิทธิเพราะเรารอไม่ได้ที่จะไปเสี่ยง ทั้งนี้การขยายเวลาไม่ว่าจะเป็น 90 วัน หรือ 180 วัน สามารถขยายได้ตามกฎหมาย มีปัญหาเดียวคือ วันเลือกตั้งขยายไม่ได้เพราะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญจะใช้คำสั่ง คสช. หรือแก้กฎหมายก็ทำไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญบังคับไว้ว่าหลังจากกฎหมายอีก 2 ฉบับที่เหลือเสร็จภายใน 150 วัน จะต้องมีเลือกตั้ง เมื่อถามว่า จะขอขยายเวลานานแค่ไหน นายนิกรตอบว่า ต้องรอคำตอบจาก กกต. ภายในวันที่ 13 ธ.ค.ว่า จะมีคำตอบอย่างไร เราคงจะขอขยายเวลาหลายวันเพราะอย่างการเช็กจำนวนคนก็ต้องติดต่อกับสำนักทะเบียนราษฎร

“อ๋อย” โพสต์วันนี้ยังไร้รัฐธรรมนูญ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “รำลึกวันรัฐธรรมนูญในวันที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ” โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า นับจากมีรัฐธรรมนูญขึ้นครั้งแรกในปี 2475 การรำลึกถึงวันรัฐธรรมนูญและความหมายเปลี่ยนไปมาก ผ่านไป 85 ปี ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีรัฐธรรมนูญใน 2 ความหมาย 1.แม้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้วแต่ก็กำหนดให้มี คสช.อยู่ไปจนกว่ารัฐบาลใหม่ คสช.จึงมีอำนาจเด็ดขาดเหนืออำนาจอธิปไตยทั้งหลาย ปัจจุบันทุกคนจึงไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายที่เป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกันจะถือว่ามีรัฐธรรมนูญแล้วย่อมไม่ได้ 2.ใน 85 ปีมานี้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกเมื่อไหร่ก็ได้แล้วก็ร่างโดยคณะรัฐประหารเสียเป็นส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่กฎหมายสูงสุด คำสั่งของคณะรัฐประหารใหญ่กว่าเสมอ มาถึงวันนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าการฉีกรัฐธรรมนูญโดยคณะรัฐประหารเป็นสิ่งที่เลวร้าย และเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่สำคัญคืออำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชนแต่เป็นของชนชั้นนำที่สามารถกำหนดอนาคตทิศทางของประเทศ ทั้งในรูปของการวางแผนยุทธศาสตร์และการกำหนดผู้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานจึงไม่ต่างอะไรจากโรดแม็ปการอยู่ในอำนาจของ คสช.นั่นเอง


นายจาตุรนต์ ฉายแสง
ปลุกพลังต้าน คสช.ต่อท่ออำนาจ
นายจาตุรนต์ระบุด้วยว่า วันรัฐธรรมนูญปีนี้ ถ้าจะรำลึกถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญและต้องการให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ขั้นแรกต้องร่วมกันหาทางป้องกันไม่ให้ คสช.ครองอำนาจต่อไปอย่างยาวนานตามที่วางแผนไว้ในรัฐธรรมนูญ และต้องช่วยกันพิสูจน์ให้เห็นว่า การบริหารปกครองประเทศภายใต้รัฐ ธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ นับวันจะทำความเสียหายแก่ประเทศชาติ หวังว่าในอนาคตข้างหน้าสังคมไทยจะมีความเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยินยอมให้คณะบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาฉีกธรรมนูญทิ้งได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป

“อนุสรณ์” บีี้ คสช.โละคำสั่งขัด รธน.
ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้คนไทยทั้งประเทศคงมีคำถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญการประกาศใช้แล้วควรจะถึงเวลาที่ คสช.-รัฐบาลต้องคิดว่าคำสั่งหรือประกาศใดๆของ คสช. ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญควรพิจารณาทบทวนและยกเลิกไป อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันผ่านการประชามติของคนทั้งประเทศ แต่ประกาศ หรือคำสั่งของ คสช.เป็นกระบวนการของคนเพียงคนเดียวคือหัวหน้า คสช. เช่น การห้ามทำ จัดกิจกรรมทางการเมืองที่น่าจะขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงฝ่ายการเมืองต้องยกเลิกได้แล้ว และการอ้างสถานการณ์บ้านเมืองอาจมีปัญหาในบางจุดนั้น วันนี้ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความรักความเชื่อมั่นปัญหาต่างๆจะไม่เกิดขึ้นแต่ถ้าเริ่มด้วยความหวาดระแวงปัญหาจะไม่จบ เพราะฝ่ายการเมืองควรต้องมีเวลาในการเตรียมตัวทำตามกฎหมาย การกลับคืนสู่ ประชาธิปไตยเปรียบเหมือนร่มไม้ใหญ่ ไม่อยากให้รัฐบาลมองเป็นไร่เลื่อนลอยที่ผลัดไปเรื่อย ที่โตเกียวบอกเลือกตั้งปี 59 ที่นิวยอร์กประกาศว่าจะมีเลือกตั้งปี 60 พอไปพูดที่ จ.ตรัง ก็บอกว่าเลือกตั้งมีแน่แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การพูดลักษณะแบบนี้ มองว่าเป็นการทำลายความไว้วางใจกันและกัน

แฉจิ๊กซอว์สืบทอดอำนาจชัดขึ้น
นายอนุสรณ์กล่าวว่า เราไม่สามารถดูพฤติกรรมเฉพาะของ คสช.ได้ แต่ต้องดูกันตั้งแต่วันแรกที่มาทำหน้าที่จนถึงปัจจุบัน มีการวางแผน มีการเตรียมการ มีกระบวนการเป็นขั้นตอน เรื่องนี้ประชาชนตัดสินใจได้ว่า ทำไมถึงต้องมี ส.ว.สรรหา 250 คน ทำไมต้องมียุทธศาสตร์ 20 ปี ทำไมต้องเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการทำลายระบบสถาบันพรรค การเมืองหรือไม่ วันนี้ชัดเจนเหมือนจิ๊กซอว์แต่ละตัวที่วางไว้ว่าทั้งหมดที่ทำมาก็เพื่อเป็นการสืบทอดอำนาจ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ที่ระยะแรกปฏิเสธเสียงแข็งว่าจะไม่เข้าสู่การเมือง เมื่อเวลาผ่านไป เค้าโครงความคิดที่วางแผนเตรียมการไว้ปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธน้อยลง บางครั้งแทบไม่ปฏิเสธเลย และคำถาม 4 ข้อ และ 6 ข้อ ถือเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า พล.อ. ประยุทธ์คิดและเตรียมการอย่างไร

มธ.เสวนาค้านแบ่งสรรปันส่วน
ที่ห้องอดุล วิเชียรเจริญ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ กลุ่มนักศึกษา มธ. ในนาม Third Way Thailand จัดนิทรรศการและการเสวนาเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ โดยนายอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มธ. กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา “โฉมหน้าอนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง” ว่า จัดเลือกตั้งแบบแบ่งสรรปันส่วนผสม มีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว ไม่ใช่การเลือกตั้งที่แท้จริง เพราะไม่สะท้อนเจตนาของประชาชน ทำให้ตัวบุคคลสำคัญกว่านโยบายของพรรค นักการเมืองจะไม่มีแรงจูงใจชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบาย การเลือกตั้งแบบนี้ออกแบบโดยจงใจที่จะให้พรรคใหญ่ได้คะแนนเสียงน้อยลง แต่จะทำให้พรรคระดับภูมิภาคได้คะแนนเสียงมากขึ้น พรรคใหญ่ไม่มีการชนะเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จ พรรคขนาดกลางจะมีอำนาจการต่อรองสูง สามารถเลือกได้จะเข้าไปร่วมกับพรรคใหญ่พรรคไหนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ชี้การเมืองกำมะลอย้อนยุคอ่อนแอ
อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดจึงเป็นการเลือกตั้งกำมะลอ คือเราจะเลือกนายกฯและผู้ปกครองไม่ได้ อย่าไปหวังว่าจะเลือกตั้งแล้วได้นโยบายที่ต้องการ เพราะออกนโยบายอะไรมาจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนไว้กว้างเพื่อให้ตีความ นอกจากองค์กรอิสระอื่นๆที่จะมีหน้าที่ถอดถอนรัฐบาลได้แล้ว กรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการถอดถอนรัฐบาลได้อีก ดังนั้น จะเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ 1.สมมติรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและนายกฯไม่ใช่คนนอก นักการเมืองจับมือกันได้ พรรคขนาดกลางก็จะมีอำนาจต่อรองสูงเป็นรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ยุบสภา บ่อย 2.เกิดนายกฯคนนอกแบบ “เปรมโมเดล” จะแย่กว่า เพราะมีองค์กรอิสระมากมายที่ตรวจสอบอาจมีพรรคทหารที่ คสช.สนับสนุนและเชิญคนนอกเข้ามาอาจเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ แต่เมื่อไม่มี ม.44 จะสามารถขับเคลื่อนประเทศไปก้าวหน้าได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ย้อนยุคกลับไปทั้งสิ้น สุดท้ายจะเกิดแรงกดดันจากคนชั้นกลางที่ต้องมุ่งไปแก้ที่กติกาเหมือนเดิม ซึ่งทำได้ยากมาก


ขบวนทวงคืนประชาธิปไตยราบรื่น
ต่อมาเวลา 17.00 น. แกนนำกลุ่มต่อต้าน คสช. ประกอบด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาผู้เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมปี 53 นายอานนท์ นำภา ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อดีตแกนนำนักศึกษา น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา พิธีกรโทรทัศน์แกนนำกลุ่มพลังมด นายรังสิมันต์ โรม นศ.ปริญญาโทนิติศาสตร์มธ.แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และนายสมบัติบุญ งามอนงค์ ไปรวมตัวที่ลานโพธิ์หน้าคณะศิลปศาสตร์มธ. เพื่อจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ใช้ ชื่อว่า“ทวงคืนประชาธิปไตย”ท่ามกลางแนวร่วมที่ส่วนใหญ่เป็นมวลชนเสื้อแดงราว 100 คน ตั้งแถวเดินเท้ามุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มี พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ รอง ผกก.สน.ชนะสงคราม นำเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม มาดูแลความปลอดภัยและเคลียร์ช่องทางให้ผู้ชุมนุม เมื่อถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ สน.สำราญราษฏร์ เจ้าหน้าที่นำแผงรั้วเหล็กมากั้นรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ให้เข้าไปทำกิจกรรม แต่กลุ่มทำการแหกรั้วแผงเหล็กเข้าไป เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ขัดขวาง

ตั้ง 6 คำถามเย้ย “ประยุทธ์”
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้แจกจ่ายเอกสารเชิญชวนแนวร่วมทั้งหมด ร่วมตอบคำถาม 6 ข้อ คือ 1.คิดว่า“น้องเกี่ยวก้อย” สามารถสร้างความปรองดองได้จริงหรือไม่ ถ้าอยากให้เกิดความปรองดองควรมีแนวทางเช่นไร 2.สิ่งที่คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ 3.รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารทำลายประชาธิปไตย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่?4.ท่านคิดเห็นอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ว่าจะนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่ประชาชน มีสิทธิมีเสียงที่แท้จริงได้หรือไม่? 5.ประชาชนสามารถตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลใดได้มากกว่ากันระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับรัฐบาลทหารเพราะเหตุใด และ 6.ตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมาท่านคิดถึงประชาธิปไตยหรือไม่เพราะเหตุใด พร้อมหย่อนแบบสอบถามลงในกล่องของขวัญสีแดงเพื่อรวบรวมไปส่งให้นายกฯ จากนั้นพากันจุดเทียนเดินรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 3 รอบ อ่านคำประกาศเจตนารมณ์ให้ คสช.คืนอำนาจ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับโดยสงบ

“นิกร” ห่วง กกต.ใหม่ไม่มีช่วงฮันนีมูน
อีกเรื่องนายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงว่าที่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) ใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งว่า ด้วยกลไกของกฎหมายใหม่เหมือนกับว่า เมื่อมีคนมาบวช ถ้าศีล 227 ข้อเข้มแข็งพอคงจะไม่อาบัติ เราจึงไม่ควรไปกังวลกันมาก การทำหน้าที่ของ กกต.ปัจจุบันต้องยึดตามกฎหมาย ซึ่งเปลี่ยนแปลงอำนาจไปมาก ปัญหาสำคัญ กกต.ชุดใหม่กับการเลือกตั้งและการบริหารแบบใหม่จะไม่มีเวลาให้เป็นช่วงฮันนีมูนเลยเมื่อเข้ามาจะต้องลุยงานทันที อันดับแรกคือ การเลือกตั้งท้องถิ่น หากจะมีปัญหาก็ไม่ใช่มาจากตัว กกต.แต่เป็นเรื่องของงานมากกว่าเดิมจะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะ กกต.จะมีวาระเหลื่อมกัน แต่ชุดนี้ใหม่ทั้งหมด อีกทั้งเลขา กกต.ที่ถือเป็นนายทะเบียนของพรรคการเมืองก็ยังไม่มี ที่สำคัญขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยทุกอย่างเร็วมากอาจจะส่งผลต่อการทำงานได้ไม่ใช่ปัญหาของตัวบุคคล ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเตรียมตัวแก้ปัญหาในการเลือกตั้งไว้ด้วย อาจจะมีปัญหาแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้น


พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์
เพื่อไทยทำหงอไม่วิจารณ์ว่าที่ กกต.
พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการสรรหา กกต.โดยเฉพาะบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากศาลฎีกาที่ถูกมองว่าอาจจะเกิดปัญหาว่า การคัดเลือกนั้นจะต้องทำโดยเปิดเผย แต่เปิดเผยอย่างไรนั้นขณะนี้มีความเห็น 2 อย่างคือ คนที่เลือกกับคนที่ได้รับคัดเลือกได้รับรู้ หรือทำโดยวิธีการกาบัตรแล้วใส่ลงไปในหีบโดยเปิดเผยให้คนเห็น ซึ่งตรงนี้กฎหมายเขียนไม่ชัด น่าวิตกว่าจะเป็นปัญหา ส่วนเรื่องคุณสมบัติ กกต.ที่บางคนมีความสนิทสนมกับ คสช.นั้น ตนไม่กล้าวิจารณ์ เพราะไม่มีข้อมูล

ใจกว้างให้โอกาสแนวร่วมพันธมิตรฯ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ห่วงความเป็นกลางเพราะว่าที่ กกต.ชุดใหม่บางคนเคยขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะสถาบันทางการเมืองไม่ได้มองว่ากติกาเป็นอย่างไรหรือใครจะเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมดูแล เวลานี้ทุกฝ่ายควรให้กำลังใจกับทุกภาคส่วนที่จะเข้ามา สิ่งสำคัญบางครั้งเราเองตั้งข้อสงสัยไม่ได้ เช่น ข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติเพื่อนำไปสู่การร้องให้ตรวจสอบเนื่องจากกระบวนการดังกล่าวอาจนำไปสู่การเชื่อมโยงลากยาวออกไป กลายเป็นผลเสียหรือผลกระทบต่อผู้ที่ร้อง ทั้งนี้ กกต.มีหน้าที่ในการทำงานด้วยความสุจริตยุติธรรม เมื่อวันนี้ยังไม่ได้ทำงานทุกคนควรให้โอกาส และผลงานจะเป็นสิ่งการันตีว่าวิธีคิดและจุดยืนเป็นอย่างไร

อดีตนายกฯเกาหัวรู้จักแค่คนเดียว
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายชื่อว่าที่ กกต.ชุดใหม่นั้นไม่รู้จักเลย รู้จักเพียงผู้ว่าฯคนเดียว ส่วนคุณสมบัติของแต่ละคนก็ต้องดูเป็นรายๆไปคงไม่วิจารณ์ ตอนนี้ขั้นตอนในการดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อถามว่า กกต.และกฎหมายก็ใหม่จะทำให้การเลือกตั้งมีปัญหาหรือไม่ นายชวนย้อนถามว่า “แล้วเลือกตั้งเมื่อไหร่”


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
“เรืองไกร” แนะเปิดบัตรคะแนนศาล
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข้อท้วงติงการลงคะแนนคัดเลือก กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า วิธีตรวจสอบว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือก กกต.ที่กฎหมายลูกว่าด้วย กกต. ระบุให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผยชอบหรือไม่นั้น ทำได้โดยให้ประธานศาลฎีกานำบัตรลงคะแนนมาตรวจสอบว่าในวันนั้นมีผู้พิพากษาร่วมประชุมกี่คนเป็นใครบ้าง และแต่ละคนลงคะแนนเลือกใครรวมทั้งต้องมีการบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วยเพื่อให้เกิดความชัดเจนสังคมจะได้คลายสงสัย แต่ถ้าไม่มีหลักฐานมาแสดงก็อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยไม่ชอบ และถ้าเป็นการประชุมลับตามที่ปรากฏเป็นข่าวการจะเสนอให้ สนช.ดำเนินการต่อไปย่อมขัดต่อกฎหมาย และจะส่งเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากลับไปดำเนินการใหม่ก็ไม่มีมาตราใดให้อำนาจไว้ จะทำให้ กกต.ชุดใหม่ยังเกิดขึ้นไม่ได้และต้องให้ กกต.ชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

“สุริยะใส” จี้ สนช.ตรวจสเปกให้ลึก
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า การสรรหา กกต. ในส่วนของตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่อาจขัดกฎหมายจำเป็นต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นข้อยุติ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการสรรหาทั้งหมดเพราะต้องสรรหากันใหม่หมดและอาจทำให้กระบวนการสรรหาล่าช้าออกไปไม่มีกำหนด ส่วน 5 คนที่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการสรรหาเป็นคนหน้าใหม่หมด ไม่มีประสบการณ์โดยตรงแต่มีเวลาพอที่จะศึกษาเรียนรู้กันได้ เรื่องประสบการณ์ตนไม่กังวล แต่ที่ห่วงคือคุณสมบัติของว่าที่ กกต.แต่ละคนนั้น สนช.ต้องตรวจสอบเชิงลึกว่าใครเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลใดบ้างเพราะจะทำให้กกต.ขาดความเป็นอิสระจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมได้


13 ธ.ค. “หมวดเจี๊ยบ” พร้อมมอบตัว
ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง (นามสกุลเดิมเลิศภควัต) อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กำลังทำตัวเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้ใช่หรือไม่ ที่สั่งให้ลูกน้องดำเนินคดีกับตนรวม 6 กระทง โทษ สูงสุดกระทงละ 7 ปี รวม 42 ปี แสดงว่ากำลังจะส่งสัญญาณกับสังคมไทยว่าต่อไปนี้ใครวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์คือการทำผิดกฎหมายซึ่งมันไม่ถูกต้องเพราะตำแหน่งนายกฯต้องยอมรับการตรวจสอบ ถ้าทนเสียงวิจารณ์ไม่ได้ก็ควรลาออกไป ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ตนไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่วิจารณ์การทำงานและเตือนให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัดและคุ้มค่าซึ่งมีแต่เรื่องจริง บอกหน่อยมีตรงไหนที่เป็นความเท็จ อย่าใช้อำนาจกดหัวประชาชน ประเทศชาติจะพัฒนาได้อย่างไรถ้าคนในชาติไม่มีความคิดความอ่าน และไม่กล้าพูดความจริง ค่านิยมรัฐบาลขึ้นอยู่กับผลงานและพฤติกรรมของรัฐบาลเอง ถ้าไม่มีฝีมือในการแก้ปัญหาจะอยู่ต่อไปให้บ้านเมืองเสียหายทำไม อย่างไรก็ตาม ตนจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่บก.ปอท.ในวันที่ 13 ธ.ค. เวลา 09.30 น. โดยจะมีผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศไปร่วมสังเกตการณ์เพื่อต่อสู้ตามกระบวนการ

“บิ๊กตู่” เตรียมลงพื้นที่กาฬสินธุ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 13 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเดินทางไปตรวจราชการและเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน ตลอดจนการแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำ มอบเครื่องจักรกลการเกษตร และมอบโค-กระบือตามโครงการธนาคารโค-กระบือ ติดตามโครงการลุ่มน้ำ ลำพะยังตอนบน อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ และโครงการฝายลำพะยังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

แจงหนังสือกระทุ้งนายกฯ
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้แก้ปัญหารายได้ต่อครัวเรือนประชาชนในภาคใต้ว่า เมื่อยางพาราราคาตกต่ำต่อเนื่อง 3 ปี ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดปัญหาตนจึงยื่นข้อเสนอถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้ปรับเรื่องอาชีพเสริมสำหรับชาวสวนยาง และได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลเรื่องการเสริมสิ่งที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับ จ.ตรัง อาทิ เรื่องของรถไฟและสนามบิน เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลมีความพอใจกับตัวเลขจีดีพีว่าจะขยายตัวไปถึง 4% นายชวนตอบว่า หลังจากที่ตนได้เห็นคำแถลงของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ แล้วต้องการส่งข้อมูลเพื่อให้ดูรายละเอียดเพราะระดับผู้ใหญ่ไม่มีเวลามาดูข้อมูลเชิงลึกว่าประชาชนในจังหวัดไหนมีรายได้เพิ่มเท่าไหร่หรือลดลงเท่าไหร่ คิดว่าคงจะมองกันแค่ภาพรวม

ขรก.มึนปลัดแรงงานสั่งปลูกผัก
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงานว่า นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่ง ที่มีพื้นที่ดินว่างเปล่าตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไปทำแปลงเกษตรผสมผสานตามหลักทฤษฎีใหม่ ตามที่นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน แจ้งในที่ประชุมให้ดำเนินการปลูกพืชทุกชนิดที่รับประทานได้ โดยเห็นว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ทฤษฎีใหม่เพิ่มเติม โดย กพร.ให้จัดการที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ของหน่วยงานตามความเหมาะสม ด้วยการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรออกเป็นสัดส่วน สระน้ำ 30% นาข้าว 30% พืชไร่พืชสวน 30% โดยยกเว้น 10% เป็นที่อยู่อาศัย ดำเนินการเสร็จให้รายงานพร้อมแนบภาพถ่ายเพื่อรายงานปลัดกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้นโยบายปลูกผักได้ถูกข้าราชการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากเห็นว่าเป็นงานของกระทรวงเกษตรฯ


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
เปิดสายด่วน 1357 หนุนเอสเอ็มอี
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งและเสริมศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยตั้งศูนย์ติดตามสินเชื่อ “เคลียร์ คัท ชัดเจน” สายด่วน 1357 เพื่อตอบทุกคำถามเกี่ยวกับโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลเสริมศักยภาพให้แก่ SMEs เฉพาะด้านการเงินออกมาหลายโครงการ เช่น กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวทางประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟู SMEs วงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งยังอาจไม่เข้าใจรายละเอียดหรือเงื่อนไขของแต่ละโครงการ จึงได้เปิดสายด่วนขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ นายกฯให้ความสำคัญกับ SMEs เนื่องจากมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 99 ของวิสาหกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานกว่าร้อยละ 80 ของตลาดแรงงานในประเทศถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

โพลให้ปลดล็อกการเมือง
นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ปลดล็อกพรรคการเมือง กับการเลื่อนการเลือกตั้ง” จาก 1,250 หน่วยตัวอย่างระหว่างวันที่ 8-9 ธ.ค.พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 77.60 เห็นด้วยกับการปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมของพรรคเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งปลายปี พ.ศ.2561 รองลงมา ร้อยละ 17.60 ไม่เห็นด้วย ด้านความเชื่อมั่นจะมีการเลือกตั้งปี 2561 ประชาชนร้อยละ 29.92 มีความเชื่อมั่นค่อนข้างน้อย รองลงมา ร้อยละ 28.56 ระบุว่า มีความเชื่อมั่นค่อนข้างมาก ร้อยละ 21.28 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่นเลย

ยังเชื่อมั่น “ประยุทธ์” ซื่อสัตย์
สำนักวิจัยซุปเปอร์โพล เปิดเผยผลโพล เรื่องหน่วยงานรัฐกับคอร์รัปชัน ระหว่างวันที่ 1-9 ธ.ค.ร้อยละ 71.4 ระบุ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นในทุกหน่วยงานของรัฐ ขณะที่ร้อยละ 28.6 ระบุเกิดขึ้นเฉพาะบางหน่วยงานรัฐเท่านั้น ร้อยละ 53.4 ระบุเกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐระดับส่วนกลาง ร้อยละ 25.1 ระบุระดับจังหวัด และร้อยละ 21.5 ระบุระดับท้องถิ่น ตามลำดับ นอกจากนี้ ร้อยละ 58.6 ระบุหากคิดจะปฏิรูปตำรวจ ควรปฏิรูปทุกหน่วยงานรัฐ ขณะที่ร้อยละ 41.4 ระบุปฏิรูปตำรวจเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม มีเพียงร้อยละ 61.7 เชื่อมั่นต่อความซื่อสัตย์สุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะที่ร้อยละ 38.3 ไม่เชื่อมั่น
ที่มาไทยรัฐ