วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

ดาหน้าถล่มบิ๊กตู่ วลี ‘ปชต.ไทยนิยม’ จับไต๋สืบอำนาจ

https://www.thairath.co.th/media/
นายกฯ เดินสายไปแม่ฮ่องสอน


วลี “ประชาธิปไตยแบบไทยนิยม” พ่นพิษ ฝ่ายการเมืองรุมถล่มใส่ “บิ๊กตู่” “สาธิต” ตอกประชาชนไม่โง่ จับไต๋ได้หมดจ้องสืบอำนาจ เลิกใช้ลูกไม้ตื้นๆ จับแพะยื้อโรดแม็ป “ชัยเกษม” ซัดประชาธิปไตยแบบตามใจท่าน “วรชัย” ถอดรหัสต้องถืออำนาจวัดครึ่งกรรมการครึ่ง “เสี่ยตือ” ย้ำแก่นแท้คือยึดประชาชนเป็นหัวใจหลัก “นิคม” เอาด้วยเหน็บนิยามคนดี “ลุงตู่” “วันชัย” ชูมหรสพเข้ากับยุคปฏิรูป ตีปี๊บอัดโปรวันหยุด-เว้นค่าทางด่วนกระตุ้นคนไปเลือกตั้ง เพื่อไทยขอให้จริง ป.ป.ช.ไม่ตั้งธงฟัน 40 อดีต ส.ส. “วรชัย” ยันนิรโทษให้ทุกสีเสื้อไม่เอื้อใครเป็นพิเศษ

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ถือโอกาสเนื่องในวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา ปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ให้แก่เด็กและเยาวชน ก่อให้เกิดกระแสเคลื่อนไหวจากฝ่ายการเมือง พากันดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด


ปชป.สวน “บิ๊กตู่” ประชาชนไม่โง่
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยแบบไทยนิยม แก่เยาวชนในวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะประดิษฐ์ถ้อยคำสวยหรูอย่างไร ตอนนี้คนส่วนใหญ่มองออก เห็นเจตนาชัดว่าจะสืบทอดอำนาจกลับมาเป็นนายกฯอีกรอบ ถ้าต้องการกลับมาเป็นนายกฯอีกรอบต้องทำให้ชัดเจนโปร่งใส ควรพูดความจริง ใช้เส้นทางตามรัฐธรรมนูญให้เกิดการต่อสู้แข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบคนอื่นหรือคู่ต่อสู้ โดยใช้ตำแหน่งและอำนาจที่มีอยู่ชิงความได้เปรียบ เพราะประชาชนไม่ได้โง่ที่จะดูไม่ออก ควรทำตรงไปตรงมาประกาศแบบลูกผู้ชายไปเลย เป็นชายชาติทหารอยู่แล้ว

เลิกหาแพะยื้อเลือกตั้งซะที
นายสาธิตกล่าวอีกว่า ส่วนกรณี คสช.ขอให้สื่อมวลชน และนักการเมืองช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเลือกตั้งนั้น คสช.ควรเลิกพฤติกรรมจับนักการเมือง ประชาชน และสื่อมวลชนมาเป็นแพะรับบาป วันนี้สังคมและประชาชนเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าไม่มีใครที่ไหนก่อให้เกิดความวุ่นวาย และถ้าพบความวุ่นวายจริง คสช.ที่มีอำนาจอยู่ในมือแต่ไม่จัดการ ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่าใช้ลูกไม้ตื้นๆจับคนเป็นแพะ เพื่อประคองสถานการณ์ ยื้อโรดแม็ป หวังใช้งบประมาณสร้างคะแนนเสียงให้ตัวเองไปเรื่อยๆ ตอนนี้สังคมและประชาชนรู้เท่าทันหมดแล้ว ขอให้สำนึกในสิ่งที่ทำว่าทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนกันแน่ การเร่งแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนคือการทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ คสช.กำลังทำอยู่แบบนี้


“ชัยเกษม” ซัด ปชต.ตามใจท่าน
นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาธิปไตยแบบไทยนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเป็นแบบตามใจท่านมากกว่า คืออยากได้อะไรก็บอกว่านั่นเป็นประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ไม่มีกติกาที่แน่นอน ขณะที่ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมาจากประชาชน เพื่อประชาชน แม้ระหว่างทางมีการบิดเบือนไปบ้าง แต่มีคนที่ยึดถือ ส่วนใครทำไม่ถูกต้องทำให้เสียหายก็ต้องรับผิดชอบทางการเมืองไป ถ้าถึงขั้นทุจริตต้องรับผิดชอบตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ต้องไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ไม่มีดีไซน์อย่างนี้ พูดอยู่ฝ่ายเดียว คนอื่นโต้แย้งไม่ได้ ถูกปรับทัศนคติ ถูกควบคุมตัว ใจจริงถ้าจะเป็นนายกฯต่อไปอีกสักพักก็ดี จะได้รู้นรกมีจริง การเอาอาวุธมายึดอำนาจแล้วบอกเป็นประชาธิปไตย ไม่มีใครเขารับหรอก


ถืออำนาจวัดครึ่งกรรมการครึ่ง
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯที่มาจากรัฐประหาร จะรู้ได้อย่างไรว่าประชาชนนิยมประชาธิปไตยแบบไหน ท่านมักพูดถึงคำว่าประชาธิปไตยบ่อยครั้ง แต่ยังคงใช้อำนาจมาตรา 44 เรียกคนไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร สั่งย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งที่ยังไม่มีการตรวจสอบว่ากระทำผิดหรือไม่ คำว่าประชาธิปไตยหมายความว่า อำนาจสูงสุดต้องอยู่ที่ประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้อำนาจ ส.ว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ง มีสิทธิเลือกนายกฯ มีอำนาจแบบเดียวกับผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน และรัฐบาลต่อไปยังต้องบริหารประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติที่ท่านร่างขึ้น คำว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทยนิยมของท่าน คือให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ใช่หรือไม่


ต้องยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ที่สำคัญต้องยึดแก่นประชาธิปไตยให้ได้ คือเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ที่ปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม สภาพความเป็นไทย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เขียนไว้กำกับใคร หรือเอื้อประโยชน์ให้ใคร ต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ที่ผ่านมา บ้านเราเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นรัฐธรรมนูญแบบไทยๆเลย เพราะชนทุกชั้น ทุกสาขา ทุกอาชีพ เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนั้นออกมาทำประชาพิจารณ์ แต่ทำไมถูกฉีกขาดไป ดังนั้น ประชาธิปไตยแบบไทยๆต้องไม่ใช่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของคนใดคนหนึ่ง ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตรงนั้นจะย้อนแย้งความเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ กลายเป็นอัตตาธิปไตยไป


“นิคม” เหน็บนิยามคนดี “ลุงตู่”
ขณะที่นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า นิยามประชาธิปไตย กับประชาธิปไตยแบบไทยนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นคนละแบบ ประชาธิปไตยอาจไม่ต้องมีการเลือกตั้งเสมอไป และคำนิยามคนดีสำหรับ “ลุงตู่” คงเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่แปลกเป็นสิทธิที่ใครจะคิดก็ได้ ลองผิดลองถูกกันมาเยอะแล้ว ก็ลองผิดลองถูกกันต่อไป แนวคิดที่ว่าอาจเหมาะกับเมืองไทยก็ได้ คือต้องใช้กำลังบังคับเข้มงวด ปล่อยอิสรเสรีมากนักไม่อยู่ในระเบียบวินัย ต้องกำหนดเส้นทางให้เดิน ไม่ปล่อยสะเปะสะปะเดี๋ยวออกนอกลู่นอกทาง แต่สังเกตไหม กฎหมายออกมาแล้ว อยู่ๆมีคนไปแก้ต้องไปเซ็ตซีโร่เขา แล้วคนทำกฎหมายไม่เห็นพูดไม่เห็นบอกก่อนว่ามีปัญหา พอทำเสร็จแล้วเพิ่งนึกได้ว่าต้องแก้เร่งด่วน ไม่เช่นนั้นเดินต่อไม่ได้ แต่เรื่องที่คนแนะนำอีกเยอะกลับไม่ยอมแก้ไขปรับปรุง


“วันชัย” ชูมหรสพเข้ายุคปฏิรูป
นายวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมือง กล่าวว่า ในฐานะกรรมการพิจารณากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้มีมหรสพในการหาเสียง เพราะเห็นว่ามีประโยชน์สร้างความตื่นตัว ทำให้บรรยากาศเลือกตั้งคึกคัก ปลุกให้ประชาชนสนใจการเมือง มีส่วนรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากผู้สมัครได้ทั่วถึง ดีกว่าถึงเวลามาหย่อนบัตรเท่านั้น เรามักกล่าวโจมตีว่าประชาธิปไตย 4 วินาที คือแค่ตอนเลือกตั้ง นอกนั้นนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น วิธีนี้จะเป็นส่วนสนับสนุนส่งเสริมการเลือกตั้งยุคปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนแปลง เรามีกฎหมายหลายส่วนควบคุมกำกับดูแลการใช้เงิน และกำหนดวงเงินผู้สมัครอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลไปห้ามผู้สมัครที่จะสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาฟังการหาเสียง และแต่ละพรรคแต่ละคนมีวงเงินเท่ากัน

อัดโปรวันหยุด-เว้นค่าทางด่วน
นายวันชัยกล่าวอีกว่า เราต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาสนับสนุนส่งเสริมการเลือกตั้งครั้งหน้าให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นการเลือกตั้งเพื่อการปฏิรูป ประชาชนทุกกลุ่มทั้งในเมืองและชนบท ต้องตื่นลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงด้วยการเลือกตั้ง ภาครัฐต้องปลุกกระแสให้คนตื่นตัวเหมือนงานปีใหม่ งานสงกรานต์ และควรมีวันหยุดติดต่อกัน 3 วัน ให้ประชาชนเดินทาง ไป-กลับเลือกตั้ง ทางด่วน การทางพิเศษ ต้องงดเว้นเก็บค่าโดยสาร เหมือนมหกรรมสำคัญ เลือกตั้งทั้งทีต้องไม่เงียบเหงาเศร้าซึม ทุกองคาพยพของภาครัฐและ กกต. ต้องร่วมมือกัน สื่อมวลชน ดารานักร้อง ศิลปินต้องมีส่วนร่วมกับ กกต. ปลุกเร้าให้คนมาเลือกตั้ง มหรสพเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นมิใช่ปัจจัยหลักคนดีมีความรู้ความสามารถต่างหากเล่าที่คนเขาจะเลือก อย่าหลงประเด็น ขนาดวัดวาอารามทำบุญ ยังมีมหรสพให้ญาติโยมดู อย่าไปห่วงเรื่องนี้เลยห่วงแต่ว่าให้เลือกคนดี พรรคดีเป็นพอ อย่าเลอะเทอะ


“ยะใส” ห่วงโรคแทรกโรดแม็ป
ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากความไม่ชัดเจนตามคำสั่งมาตรา 44 เรื่องการยืนยันสมาชิกและการให้พรรคใหม่เริ่มดำเนินการจดทะเบียน น่าเป็นห่วงว่าอาจเกิดโรคแทรกซ้อนจนกระทบโรดแม็ปเลือกตั้งได้ ที่สำคัญเงื่อนตายคือความขัดแย้งแตกแยกที่หลบฉากมานานกว่า 3 ปี อาจถึงเวลาปรากฏตัวทั้งใต้ดินบนดินมากขึ้นเข้มขึ้น เพราะการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของ คสช.ล้มเหลว ไม่มีผลงาน ยุทธศาสตร์ผิดพลาด เน้นการใช้อำนาจบีบกด ในระยะยาวความขัดแย้งจะกลับมาอีก

“วรชัย” ขอให้จริง ป.ป.ช.ไม่มีธง
อีกเรื่อง นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ริเริ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม (ฉบับวรชัย เหมะ) กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันว่าการตรวจสอบอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย 40 คน ที่ร่วมลงนามเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่มีแผนล้างบางฝ่ายใดว่า ถ้าเป็นจริงถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง ขณะนี้ประชาชนกังขาการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบผู้มีอำนาจที่ไม่ค่อยคืบหน้า ต่างจากการตรวจสอบพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องจำนำข้าวที่ทำอย่างรวดเร็ว จนผู้ถูกร้องเตรียมตัวแทบไม่ทัน

ยันนิรโทษทุกสีเสื้อไม่เอื้อใคร
นายวรชัยกล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวอนุกรรมการ ป.ป.ช.ได้เรียกตนและเพื่อน ส.ส.ไปให้ข้อมูลหลายคนแล้ว เป็นสัญญาณว่าใกล้ทำเสร็จสิ้น โดยทราบมาว่าอนุกรรมการฯ เตรียมชี้ว่ามีมูลความผิด เพื่อเสนอให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาต่อ ถ้าเป็นจริงตามข้อมูลที่ได้มาพวกตนต้องต่อสู้ตามแนวทางของพรรคเพื่อไทยต่อไป แต่ขอยืนยันว่าการออกกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น เป็นการนิรโทษกรรมทุกสีเสื้อ ได้กันทุกฝ่าย ที่สำคัญการออกกฎหมายเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวหาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ กฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่บังคับใช้ จะมาบอกว่าเป็นความผิดแล้วได้อย่างไร


แขวะยุค “ไทยแลนด์-สแตนดี้”
นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ไทยแลนด์-สแตนดี้” รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จ่ายเงินชดเชยให้กับการเสียชีวิตของประชาชนจากความขัดแย้งทางการเมืองศพละ 7.5 ล้านบาท แต่มีคนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจหลักความรับผิดชอบของรัฐเมื่อมีการละเมิดสิทธิพลเมือง ท้ายสุดถูก ป.ป.ช.ดำเนินคดี แต่ในด้านการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษกลับไม่เคยได้รับการตอบสนองจาก ป.ป.ช. จนญาติผู้เสียชีวิตต้องมาทวงถามความยุติธรรม ประชาชนต้องทนต่อการหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งนอกจากจะมีที่มาไม่ชอบธรรมแล้ว ยังมีการเลือกปฏิบัติ เล่นงานเฉพาะฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามเผด็จการ ขนาดประชาชนขุดเจอนาฬิกาเพื่อนกว่า 20 เรือนแล้ว ท่านผู้นำยังปล่อยให้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในตำแหน่งโดยไม่ละอาย แถมยังเอาหุ่นมาตั้งตอบคำถามสื่อมวลชนให้ขายหน้าไปทั่วโลก สะกดคำว่าอายกันไม่เป็นจริงๆ

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องคืนอัฐิ
วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 แถลงว่า จากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 คณะกรรมการญาติฯติดตามหาความจริงมาตลอด ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องคืนกระดูกอัฐิวีรชนให้ญาตินำไปประกอบพิธีศาสนา ขอเรียกร้องไปยังกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล ภายใน 30 วันให้หาข้อยุติให้ได้ หากยังไม่คืนอัฐิจะเดินทางไปทวงถามทั้งรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เมื่อถามว่าหากมีนายกฯคนนอกจะเกิดปัญหาเหมือนเหตุการณ์ปี 35 หรือไม่ นายอดุลย์ตอบว่า เรื่องนายกฯคนนอกหากรัฐธรรมนูญกำหนดช่องไว้ก็สามารถทำได้ ขอให้เดินตามกฎหมาย คสช.ทำหน้าที่เป็นกรรมการกลาง เหตุใดกลับลงมาเป็นคู่ชกเสียเอง ได้แต่เตือนว่าบทเรียนประวัติศาสตร์ของเผด็จการ หากไม่พอเพียงกับอำนาจ หนีไม่พ้นวงเวียนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย


“พิชัย” จี้สอบบัตรประชารัฐ
ต่อมามีการเสวนา “เศรษฐกิจ 4 ปีของรัฐบาล คสช. รอดหรือร่วง” โดยนายพิชัย นริพทะพันธ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเติบโตของจีดีพีประเทศโดยเฉลี่ย 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 2.7 ทั้งที่ปีล่าสุดคาดหมายจะให้โตที่ร้อยละ 4 เป็นการเติบโตในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ปัจจุบันเราพึ่งการส่งออก การท่องเที่ยว แม้ตัวเลขการเติบโตสูงขึ้นแต่กลับไม่มีการลงทุนใหม่ เป็นเครื่องชี้ว่าเอกชนยังไม่มั่นใจ แม้รัฐบาลเร่งการแจกเงินแต่อาจเป็นเพราะใกล้เลือกตั้งจนต้องเร่งหาเสียงหรือไม่ เพราะวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศเป็นนักการเมืองแล้ว กลายเป็นว่าฝ่ายตัวเองทำได้ แต่กลับมัดมืออีกฝ่ายไม่ให้ทำอะไรหรือไม่ ขอฝากให้ กกต.ช่วยมาดูในเรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. สตง. ตรวจสอบเรื่องการแจกเงินหรือบัตรประชารัฐ ที่มีการล็อกสเปกให้ซื้อเฉพาะร้านค้าใหญ่ไม่กี่แห่ง ถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่


“วีระ” กระทุ้ง “ลุงตู่” อย่าดีแต่พูด
นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) กล่าวว่า เรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถ้าเอาผิดไม่ได้ จะไม่มีใครกลัว ป.ป.ช. นักการเมืองจะไม่แจ้งบัญชี พล.อ.ประวิตรจะอ้างมีเสรีภาพไม่เปิดเผยไม่ได้ ถ้าอ้างเช่นนี้ไม่ต้องร่วมรัฐบาล และสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ประกาศในวันต่อต้านคอร์รัปชัน จะถือว่าดีแต่พูด ไม่มีความจริงจังจริงใจ เรื่องนี้ถือว่าท้าทายกฎหมายมาก นาฬิกาโผล่ออกมาแล้ว 22 เรือน ไม่ต้องรอคำวินิจฉัย ป.ป.ช. ประชาชนพิพากษาแล้ว แม้ พล.อ.ประวิตรลาออกก็ไม่จบ ความรับผิดชอบทางกฎหมายยังมีอยู่ และการที่ พล.อ.ประวิตร แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่ามียานพาหนะ 1 คัน ราคาเพียง 100,000 บาท อาจเป็นใบเสร็จมัดครั้งต่อไป ป.ป.ช.ควรไปดูให้ครบถ้วน เรื่องนี้ยังไงก็ไม่จบถ้าไม่ทำให้ถูกต้อง ภาคประชาชนกัดไม่ปล่อย เพราะจะเป็นบรรทัดฐานต่อในอนาคต


ปมนาฬิกาดัชนีชี้วัดปราบโกง
ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า เรื่องนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร จะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล คสช. มีความจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด ตามที่ปรากฏในโลกโซเชียลมีมากกว่า 22 เรือนแล้ว เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ หากนาฬิกานี้ไปอยู่ในข้อมือฝ่ายตรงข้าม ป่านนี้อาจเข้าซังเตไปแล้ว พอมาถึงคนใกล้ตัวกลับไม่มีการทำอะไร ไม่ได้สนใจเลย ส่วน ป.ป.ช. ตนไม่ให้ความคาดหวัง แต่เป็นการร้องให้ ประชาชนรู้ว่าผู้มีอำนาจไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้น หากกรณีนาฬิกาหรูไม่สามารถเอาผิดได้ การรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน รณรงค์ปราบโกง คงเป็นการเขียนเพื่อให้เด็กเพ้อพก


พท.ขวางใช้งบหาเสียงล่วงหน้า
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพิ่มเติม 150,000 ล้านบาท (งบฯกลางปี) ว่า รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์จัดทำงบกลางปีมา 3 ครั้ง คิดเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 396,000 ล้านบาท แต่ประชาชนโดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจฐานรากสัมผัสไม่ได้ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลเน้นแต่แผนการแจกเงิน แต่ไม่เน้นโครงการสร้างงาน สร้างอาชีพเพื่อยกระดับรายได้ที่มั่นคง ช่วงปลายรัฐบาลแบบนี้ประชาชนอยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรได้ประโยชน์ ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น สร้างการหมุนเวียนของรายได้เข้าไปใน ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย ไม่ควรใช้งบประมาณไปเพื่อ การหาเสียงล่วงหน้า ผลประโยชน์ไปตกอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้บ้าง ประชาชนก็เลือกท่านเอง


จี้คุมค่าครองชีพหลังขึ้นค่าแรง
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการพิจารณาขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล แต่สิ่งที่จะตามมาคือค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนคือประชาชนคนหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้รับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มักมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้ามากกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้กระทบประชาชนฐานรากอย่างมาก ที่ผ่านมา รัฐบาลมักอ้างว่ามีมาตรการป้องกันกลุ่มสินค้าที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาได้ แต่ในความเป็นจริงยังพบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทั้งอุปโภค บริโภค จนส่งผลกระทบกับค่าครองชีพประชาชนทั่วไป จึงขอฝากรัฐบาลให้ช่วยดูแลเอาจริงเอาจัง เพราะถ้ารัฐบาลบริหารจัดการควบคุมดูแลไม่ได้ การได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ช่วยผู้ใช้แรงงานแต่อย่างใด


นายกฯเดินสายแก้จนแม่ฮ่องสอน
อีกเรื่อง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.แม่ฮ่องสอน วันที่ 17 ม.ค. ถือเป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศ จากสภาพภูมิประเทศทำให้เกิดข้อจำกัด จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเตรียมการพัฒนา อาทิ สนับสนุนเส้นทางบินตรง กทม.-แม่ฮ่องสอน การคมนาคมขนส่งทางราง การเกษตรแบบพรีเมียม เกษตรแปรรูปและสมุนไพร ส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามแดน จัดหาบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ และนายกฯจะเป็นสักขีพยานมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน เป็นประธานการประชุมยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.แม่ฮ่องสอน และเยี่ยมชมที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น บ่อน้ำพุร้อนผาบ่อง และพระธาตุดอยกองมู


“มาร์ค” ร่วมทำบุญชาวคลองตัน
ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่บริเวณแยกคลองตัน กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 59 รูป และทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2561 เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีอดีต ส.ส. และสมาชิกพรรค อาทิ นายสามารถ มะลูลีม นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนในพื้นที่ย่านคลองตันเข้าร่วม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว นำอาหารแห้งมาร่วมตักบาตร โดยประชาชนที่มาร่วมงานได้เข้ามาขอถ่ายภาพกับนายอภิสิทธิ์เป็นที่ระลึก
ที่มาไทยรัฐ