วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

ฟ้อง'เทพเทือก'กบฏ-ก่อการร้าย แกนกปปส.ด้วย-'วัชรพล'ถอนตัว ดูสำนวนนาฬิกา

https://www.thairath.co.th/media/
กมธ.ลงมติยึดหลักการยืดบังคับใช้ ก.ม.เลือกตั้ง ส.ส. 90 วัน


“ทวีศักดิ์” ฟาดใส่สื่อหลงเหลี่ยมการเมืองร่วมถล่มยื้อโรดแม็ป พท.ออกแถลงการณ์ซัดลูกเล่น คสช.สืบทอดอำนาจ อัดโกงกฎหมายใช้งบฯหลวงหาเสียงล่วงหน้า เอื้อลิ่วล้อแต่งตัวตั้งพรรค 1 ปี “องอาจ” ชงปลดล็อกคำสั่ง คสช. ไม่ต้องพึ่ง อภินิหารทาง ก.ม. “บิ๊กตู่” รุกตั้ง “คณะกรรมการไทยนิยม” ปูพรมรับเลือกตั้ง ป.ป.ช.สั่ง “บิ๊กป้อม” แจงเพิ่มนาฬิกาหรูรอบ 3 “วรวิทย์” ชี้สอบพยานเหลือแค่ 1 ปาก แบะท่ากรณียืมเพื่อนใส่ ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน “ประวิตร” งดจ้อใช้ ทส. 6 คน สกัดพ้นนักข่าว “ภูมิธรรม” จี้สอบผิด ม.103 เข้าข่ายรับประโยชน์ บี้สอบถอดถอน-ฟันอาญา “วัชระ” ฉะรับใบสั่งรีบชี้โพรงให้กระรอก อัยการยื่นฟ้อง 9 กปปส.คดีกบฏ “สุเทพ-ชุมพล” อ่วมพ่วงข้อหาก่อการร้าย ศาลตีราคาประกันคนละ 6 แสน ปล่อยตัวชั่วคราว

จากกรณีกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางคนเสนอให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไป 120 วัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายการเมืองนั้น ล่าสุด กมธ.มีมติยืนยันหลักการเดิมให้ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วันตามเดิม

กมธ.ปักธงยืด ก.ม.เลือกตั้ง 90 วัน
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายวิทยา ผิวผ่อง ประธาน กมธ.วิสามัญฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้วาระ 2-3 ในวันที่ 25 ม.ค. ภายหลังการประชุมนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ทบทวนเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นครั้งสุดท้าย โดยมีมติยืนยันตามเนื้อหาเดิมที่ กมธ.เคยมีมติไปทุกอย่าง ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขใดๆ โดยยืนยันหลักการตามมาตรา 2 ขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายให้มีผลเมื่อพ้นจาก 90 วัน นับจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่มีการแก้ไขหลักการขยายเวลาออกไปเป็น 120 วันตามที่มีกระแสข่าว ให้ผู้เสนอขยายเป็น 120 วันไปสงวนคำแปรญัตติต่อที่ประชุม สนช.วันที่ 25 ม.ค. ประเด็นที่คาดว่าจะมีการถกเถียงกันมากมี 3 เรื่องคือ 1.มาตรา 2 การขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็น 90 วัน 2.มาตรา 35 การตัดสิทธิการเข้าสมัครรับราชการสังกัดรัฐสภา เป็นเวลา 2 ปีต่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. 3.การให้แสดงมหรสพระหว่างการหาเสียงได้ อย่างไรก็ตามยังเชื่อมั่นว่าที่ประชุม สนช.จะให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวันที่ 25 ม.ค.


โวยสื่อหลงประเด็นจ้องถล่มยื้อเวลา
นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษก กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ได้เตรียมกำหนดตัวบุคคลทำหน้าที่นำเสนอเหตุผลการแก้ไขกฎหมายแต่ละมาตรา โดยสรุปจะมีการแก้ไขทั้งสิ้น 30 มาตรา ข้อเสนอแก้ไขมาตรา 2 ที่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วันนั้น ยืนยันว่ามีเหตุผลจริงๆ เป็นเรื่องการปฏิรูปการเมือง แต่ขอติงการนำเสนอข่าวของสื่อที่หลงประเด็นไปตามพรรคการเมือง ที่จ้องโจมตีประเด็นการยื้อเวลาอย่างเดียว แต่ไม่มองเรื่องความพยายามปฏิรูปพรรคการเมืองให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริง ในการเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค กำหนดตัวผู้สมัครอย่างแท้จริง ตามหลักการไพรมารีโหวต ที่พรรคการเมืองเขาไม่อยากปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอะไร

เสียงส่วนใหญ่หนุนให้ขยาย 3 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นของสมาชิก สนช.เรื่องการแก้ไขมาตรา 2 ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายให้มีผลหลังจากพ้น 90 วัน นับจากประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยให้ขยายเวลาออกไป 90 วัน เพราะจำเป็นเพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมตัวทำกิจกรรมทางการเมืองเช่น เปิดประชุมพรรค ทำไพรมารีโหวต ส่งผู้สมัครเลือกตั้งได้ทันตามกรอบเวลา เป็นระยะเวลาเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป ส่วนเสนอให้ขยายออกไป 120 วัน ตามที่มีผู้สงวนคำแปรญัตติ เริ่มมีสมาชิกสนช.เห็นคล้อยกับแนวทางนี้มากขึ้น เพราะเกรงว่าระยะเวลา 90 วันอาจไม่เพียงพอ เพราะขั้นตอนระบบไพรมารีโหวตพรรคการเมืองต้องใช้เวลามาก เพื่อคัดเลือกผู้สมัครในพื้นที่ จึงควรเผื่อเวลามากขึ้นจาก 90 วัน อย่างไรก็ตามเสียง สนช.ที่สนับสนุนให้ขยายเวลา 90 วัน ยังมีสัดส่วนมากกว่าในระดับหนึ่งเพราะล่าสุดท่าทีของ คสช.ยังยืนยันให้ขยายเวลาเพียง 90 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกโจมตีมากไปกว่านี้

พท.ซัดลูกเล่น คสช.สืบทอดอำนาจ
วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกคำแถลงว่า ตามที่คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีมติเสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 2 โดยให้กฎหมายมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการมีมติของคณะกรรมาธิการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยมีวาระทางการเมืองแอบแฝง เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มผู้มีอำนาจ เปิดช่องให้สืบทอดอำนาจและอยู่ในตำแหน่งต่อไป เป็นการกระทำที่ขาดความ ชอบธรรม และขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และขาดเหตุผลรองรับอย่างสิ้นเชิง คือ 1.คสช.ได้ใช้กลไกและเทคนิคหรืออภินิหารทางกฎหมาย หลายครั้งที่ทำให้เข้าใจได้ว่าต้องการอยู่ในอำนาจให้ยาวนานที่สุด 2.เมื่อ พ.ร.บ.พรรคการเมืองประกาศใช้แล้ว คสช.และ กกต.กลับตีความว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมือง มีผลใช้บังคับอยู่ ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามกฎหมายได้ แทนที่ คสช.จะยกเลิกประกาศและคำสั่งดังกล่าว กลับออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ยกเลิกสมาชิกพรรคและสาขาพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม กำหนดเงื่อนไข และกรอบเวลาดำเนินการของพรรคการเมืองใหม่ มีแต่เกิดผลเสียต่อพรรคเดิม ขณะเดียวกันเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มการเมืองที่เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่

อัดโกง ก.ม.หาเสียงล่วงหน้า–เสวยสุข
คำแถลงระบุว่า 3.พรรคเห็นว่ามติดังกล่าวขาดความชอบธรรมและเหตุผลรองรับ จงใจฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใช้อภินิหารทางกฎหมายเท่านั้น แต่ถือเป็นการโกงกฎหมาย 3.2 ทำให้การปลดล็อกพรรคการเมืองเพื่อจัดประชุมใหญ่ เพื่อแก้ไขข้อบังคับ การเลือกกรรมการบริหาร และจัดตั้งสาขาพรรค รวมถึงการรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วัน 3.3 ทำให้พรรคการเมืองยังไม่สามารถดำเนินกิจการได้ และประชาชนยังถูกห้ามชุมนุมทางการเมืองต่อไป นอกจากนี้ พรรคการ เมืองยังไม่สามารถประชุมเพื่อแก้ไขข้อบังคับ เลือกกรรมการบริหาร และจัดตั้งสาขาพรรคจนกว่าจะครบ 90 วัน และ คสช.ยกเลิกประกาศทั้ง 2 ฉบับแล้ว 3.4 ทำให้ คสช. สนช. รวมถึงองค์กรในเครือข่ายของ คสช.ได้อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง และได้รับผลตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดินในหลายตำแหน่ง เปิดโอกาสให้หัวหน้า คสช. ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯและเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้ทรัพยากรของรัฐในการหาเสียงล่วงหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ

ปูทางพรรคใหม่เตรียมตัว 1 ปีเต็ม
คำแถลงระบุด้วยว่า 4.การขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มตั้งพรรคสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนนอกต่อไป เพราะได้ประโยชน์จากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 สามารถจัดประชุม หาสมาชิก เตรียมผู้สมัคร อาจรวมถึงการหาเสียงล่วง หน้าได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2561 ย่อมทำให้กลุ่มการเมืองนี้มีเวลาเตรียมการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งถึงหนึ่งปีเต็ม ขณะที่พรรคเดิมยังไม่สามารถดำเนินการได้ 5. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คสช.และแม่น้ำ5 สาย พยายามทุกวิถีทางที่จะใช้อำนาจและกระบวนการทางกฎหมาย ออกคำสั่งที่มีผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งและต่อพรรคการเมืองโดยตรง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับ คสช. เห็นได้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จะไม่ได้เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมตามหลักการสากลแน่นอน 6. การเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งออกไปจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ทั้งในประเทศและต่อนานาชาติ พรรคเพื่อไทยจึงขอคัดค้าน และไม่เห็นด้วยต่อการเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งออกไปอีก 90 วัน หรือจะกี่วันก็แล้วแต่ ขอเรียกร้องให้ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหลายหยุดทำร้ายประเทศด้วยกระบวนการโกงกฎหมายอีกต่อไป และเร่งคืนอำนาจให้กับประชาชนตามโรดแม็ปที่ประกาศไว้


“องอาจ” ชงปลดล็อกคำสั่ง คสช.แทน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าต้องการให้พรรคการเมืองมีเวลาเพียงพอทำกิจกรรรมตามที่อ้างจริง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน วิธีที่เหมาะสมคือการคลายคำสั่งประกาศ คสช.ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ถ้า คสช.กังวลว่าจะกระทบต่อความมั่นคง อาจกำหนดกิจกรรมที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง เช่น รับสมัครสมาชิกพรรค การบริจาคเงินบำรุงพรรค จัดประชุมใหญ่เลือกกรรม การบริหารพรรค รวมถึงกิจกรรมอื่นที่พึงกระทำได้ตามกฎหมาย

อัดเลื่อน ลต.ฉุดความเชื่อมั่นไทย
“ถ้าปลดล็อกคำสั่งประกาศ คสช.หลังประกาศใช้ พ.ร.บ.พรรคการเมืองตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.60 ให้พรรคการเมืองทำตามกฎหมายบัญญัติไว้ ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ป ตามคำประกาศคำมั่นสัญญาของนายกฯที่จะเลือกตั้งเดือน พ.ย.61 ได้ การขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งออกไปอีก 90 วันย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนายกฯ และกระทบต่อประเทศโดยรวม ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจทั้งต่อคนไทยที่รอคอยการเลือกตั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจปากท้องที่กำลังย่ำแย่ดีขึ้น และเกิดความไม่มั่นใจต่อนานาชาติว่าจะเลื่อนไป 90 วัน หรือจะเลื่อนออกไปอีกนานเท่าไหร่กันแน่ ที่สุดย่อมก่อให้เกิดความไม่มั่นใจทุกด้าน ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศไทยโดยรวม ขอฝากให้ผู้เกี่ยว ข้องพิจารณาคลายคำสั่ง คสช.จะช่วยแก้ปัญหาไม่ต้องไปหาอภินิหารทางกฎหมายมาก่อความยุ่งยากอีกมากมาย และอาจบานปลายก่อให้เกิดปัญหาตามมาในที่สุด” นายองอาจกล่าว


“วิรัตน์” สับหมกเม็ดโกหกรายวัน
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยากจะเข้าใจตามที่ คสช.รัฐบาลและ สนช.ชี้แจงการขยายเวลาแบบได้คืบจะเอาศอก อย่าโทษนักการเมืองว่ากระสันอยากลงเลือกตั้ง สิ่งที่เป็นตัวเร่งทางลบลดความน่าเชื่อต่อรัฐบาลนี้ คือการพูดอย่างทำอย่าง ซ้ำหลายครั้ง ขอให้รัฐบาลพูดความจริงมาตรงๆจะเลื่อนไปกี่วันและอย่างไร ถ้ามัวโกหกรายวันจะมีแต่ผลลบ ตัวเร่งสำคัญคือปากท้องของพี่น้องประชาชนคนจนจะอดตายกันทั้งประเทศ ทั้งยางพารา พืชผลทางการเกษตรตกต่ำกราวรูดเป็นปัจจัยลบต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง และหยุดโทษนัก การเมือง อย่าโทษรัฐบาลก่อน ต้องโทษรัฐบาลนี้และโทษตัวเองที่ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้พี่น้องอยู่ดีกินดีได้ จึงต้องเปิดเผยความจริงออกมาว่ารัฐบาลต้องการอะไรกันแน่ พูดอย่างทำอย่างแบบนี้ ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น

“วิษณุ” โบ้ย สนช.เคาะทางเลือก
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ สนช.จะพิจารณาเมื่อเข้าที่ประชุมใหญ่มี 3 ทาง คือ 1.ตามร่างเดิมให้มีผลบังคับใช้ในวันถัดไปหลังมีมติเห็นชอบ 2.ตาม กมธ.ฝ่ายข้างมากเสนอให้เลื่อนบังคับใช้ออกไป 90 วัน 3.ตามที่ฝ่าย กมธ.ฝ่ายข้างน้อยเสนอให้เลื่อนออกไป 120 วัน ซึ่งอาจกระทบโรดแม็ปการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้และอาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกประมาณ 1 เดือน แต่ต้องอธิบายและชี้แจงให้ประชาชนทราบเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลื่อน เชื่อว่าทุกคนเข้าใจ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบคำสั่ง คสช.ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไปและห้ามประชุมหรือทำกิจกรรมพรรค หากไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้วชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ปรับแก้ไข หากไม่ขัดก็ใช้ต่อไป ส่วนตัวทราบมานานแล้วว่า พรรคเมืองต้องการให้ปลดล็อกเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง พยายามจะทำทุกวิถีทางด้วย

“บิ๊กป๊อก” เสียงเข้มไร้ใบสั่ง คสช.
ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาณ์กรณีที่ สนช.จะขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วันว่า เป็นหน้าที่ สนช.ต้องพิจารณา ใครมีหน้าที่อะไรให้ทำงานไปตามหน้าที่ นายกฯยืนยันว่าให้ยึดโรดแม็ปเดิม และยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากรัฐบาลแน่นอน สนช.ไปเสนอหรือคิดอะไรมาต้องตอบสังคมให้ได้


“บิ๊กตู่” จัดทัพ “ไทยนิยม” ปูพรมรับ ลต.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 21/2561 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายแนวทางบูรณาการขับเคลื่อนงาน โครงการมีเป้าหมายอำนวยการสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีนายกฯเป็นประธานกรรมการ รองนายกฯทั้ง 4 เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ รัฐมนตรี 16 กระทรวง ปลัดสำนักนายกฯ ปลัดกระทรวง 18 กระทรวง ผู้ว่าฯ กทม. ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผอ.สำนักงบประมาณ เลขาธิการสภาพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผจก.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผอ.ธนาคารออมสิน มี รมว.มหาดไทย เป็นกรรมการและเลขานุการ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้มอบหมาย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รวม 61 คน

ส่ง นอภ.คุมทีมเล็กลงหมู่บ้าน-ชุมชน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ยังแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ระดับอำเภอและระดับตำบล ระดับอำเภอมีนายอำเภอเป็นประธานกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เป็นกรรมการ และหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองที่ทำการอำเภอ พัฒนาอำเภอ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม ระดับตำบลให้นายอำเภอทุกอำเภอแต่งตั้งทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 7-12 คน จากข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ปราชญ์ชาวบ้าน จิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ในพื้นที่เป็นชุดปฏิบัติงานในพื้นที่หมู่บ้าน ชุมชน


ป.ป.ช.สั่ง “บิ๊กป้อม” แจงนาฬิการอบ 3
อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบแหวนเพชรและนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ถูกตั้งข้อสงสัยไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า พล.อ.ประวิตรได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกาและแหวนเพชรมาแล้ว แต่เนื่องจากข่าวที่เกี่ยวกับนาฬิกาตามที่ปรากฏเป็นข่าวล่าสุดมีเพิ่มขึ้นเป็น 25 เรือนแล้ว จึงจำเป็นต้องให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรเคยชี้แจงผ่านสื่อว่า นาฬิกาไม่ใช่ของตัวเอง ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องไปตรวจสอบยืนยันข้อมูลอีกครั้ง ทั้งนี้ นาฬิกาตามที่ปรากฏเป็นข่าวมี 25 เรือน แต่จากภาพต่างๆมีทั้งภาพที่เห็นชัดเจน และเห็นไม่ชัดเจน เพียงแค่สายนาฬิกาไม่เห็นตัวเรือน แต่ระบุว่าเป็นยี่ห้อต่างๆ ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามี 25 เรือนจริงหรือไม่ มีภาพที่ซ้ำกันหรือไม่ อาจต้องใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง ขณะนี้ ป.ป.ช.ตรวจสอบพยานบุคคลไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียง 1 ราย ที่เป็นพยานสำคัญอยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ จะกลับมาในสัปดาห์หน้า ซึ่ง ป.ป.ช.จะไปสอบปากคำพยานดังกล่าว

Play Video

Play
Mute
Current Time 0:00
/
Duration Time 5:43
Loaded: 0%Progress: 0%

Video Quality
Fullscreen
Video Title "วัชรพล" ถอนตัวคดีนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

“วัชรพล” ถอนตัวพิจารณาคดี
นายวรวิทย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.จะตรวจสอบไปยังตัวแทนบริษัทจำหน่ายนาฬิกาภายในประเทศที่ปรากฏเป็นข่าว 13 แห่ง เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ซึ่งบริษัทนาฬิกายังส่งข้อมูลกลับมาไม่ครบทุกบริษัท การตรวจสอบคงต้องใช้เวลาสักระยะ คาดว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ป.ป.ช.วันที่ 23 ม.ค. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. แจ้งต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ว่า หากสำนักงาน ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อมูลเสร็จแล้ว และเสนอสำนวนการตรวจสอบทรัพย์สินต่อที่ประชุม ป.ป.ช.จะขอถอนตัวออกจากการพิจารณาสำนวนคดี เพื่อความโปร่งใส แม้จะไม่เข้าข่ายข้อห้ามการร่วมเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวน อาทิ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี ไม่มีส่วนโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดก็ตาม

แบะท่ายืมเพื่อนไม่ต้องแจ้งบัญชี
เมื่อถามว่าการสอบปากคำพยานของ ป.ป.ช.สอดคล้องกับคำพูดของ พล.อ.ประวิตรที่ระบุเพื่อนให้ยืมมาใส่หรือไม่ นายวรวิทย์ตอบว่า เป็นเรื่องอยู่ในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้รอความชัดเจนในเดือน ก.พ.นี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีพยานรายใดยอมรับว่าเป็นเจ้าของนาฬิกาที่ให้ พล.อ.ประวิตรยืมใส่หรือไม่ นายวรวิทย์ตอบว่า ไม่ขอเปิดเผย เป็นรายละเอียดในสำนวน เมื่อถามว่า หาก พล.อ.ประวิตรยืมเพื่อนมาใส่จริง ก็ไม่ต้องมีภาระยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายวรวิทย์ตอบว่า ตามหลักทั่วไป ถ้าไม่ใช่ของตัวเองก็ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เพราะโดยหลักการทรัพย์สินที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช.ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าตัว คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่เพื่อน ให้ยืมใส่ต้องพิสูจน์เจตนาการให้ยืมหรือไม่ว่า ให้ยืมเพราะอะไร นายวรวิทย์ตอบว่า เป็นรายละเอียดในสำนวนเปิดเผยไม่ได้

อ้างยังพิสูจน์ไม่ได้รับของเกิน 3 พัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี พล.อ.ประวิตรจะเป็นบรรทัดฐานหรือไม่ว่า การยืมทรัพย์สินเพื่อนมา ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. นายวรวิทย์ตอบว่า เราต้องดูข้อเท็จจริงประกอบ ไม่ใช่ว่าจะเชื่อตามที่มีการอ้างมาทั้งหมด ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการยืมหรือเป็นเจ้าของที่แท้จริง ส่วนกรณี พล.อ.ประวิตรถือว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 103 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรื่องการให้หรือรับทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทหรือไม่นั้น เขายังไม่ได้บอกว่าเป็นการให้หรืออะไร ส่วนจะเข้าข่ายการได้รับประโยชน์หรือไม่นั้น ยังไม่ขอเปิดเผย


จะเชือด ม.103 ต้องตีเป็นตัวเงินได้
เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองระบุ พล.อ.ประวิตรอาจเข้าข่ายความผิดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103 กรณีการให้หรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท นายวรวิทย์กล่าวว่า การจะตีความกรณีการรับประโยชน์อื่นใดนั้น ต้องตีราคาเป็นตัวเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีข่าวเจ้าหน้าที่ไปใช้บริการสถานบริการวิคตอเรียได้รับส่วนลดกี่เปอร์เซ็นต์ว่าไปตามนั้น สามารถตีเป็นเงินได้อาจเข้าข่ายความผิด แต่ในกรณีนาฬิกาหรูนั้นไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่าจะเข้าข่ายหรือไม่ ต้องให้เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นผู้พิจารณาวิเคราะห์ ยืนยันว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาทุกประเด็น การเอาผิดตามมาตรา 103 ที่ผ่านมา ป.ป.ช.เคยเอาผิดประเด็นดังกล่าวมาแล้ว แต่จำไม่ได้จึงไม่สามารถบอกว่ามีกรณีใดบ้าง

มือป่วนชูภาพประชดปิดหูปิดตา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายวรวิทย์ แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรอยู่นั้น มีชายอายุประมาณ 30-40 ปี ทราบชื่อภายหลังคือนายเอก อัตถากร ที่เคยไปยื่นป้าย Respect My Vote ในงานปฏิรูปของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อต้นปี 2557 ได้เดินไปหน้าเวทีที่นายวรวิทย์แถลงข่าวอยู่พร้อมบอกว่า มีของที่ระลึกจะมอบให้ จากนั้นได้นำภาพลิง 3 ตัว ใส่แหวนเพชร กำลังทำท่าปิดหู ปิดตา ปิดปาก และภาพหมูสีแดงใส่ชุดเครื่องแบบทหาร มามอบให้นายวรวิทย์ แต่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.รีบเข้ามายืนกันตัวไว้ พร้อมกับเชิญตัวออกจากห้องแถลงข่าว

“บิ๊กป้อม” รูดซิป ทส.6 คนกันเข้ม
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ พล.อ.ประวิตรไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชน โดยเดินหน้านิ่งยิ้มให้ผู้สื่อข่าวเพียงเล็กน้อยก่อนเดินขึ้นตึกบัญชาการ และเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจาก พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ถึงเรื่องการครอบครองนาฬิกาหรูว่า “พรุ่งนี้จะไม่ให้ถามแล้ว” ปรากฏว่าวันเดียวกันการรักษาความปลอดภัย พล.อ.ประวิตรเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น โดยทันทีที่ พล.อ.ประวิตรลงจากรถ ได้มีทีมรักษาความปลอดภัย จำนวน 6 คน เข้ามากันตัวผู้สื่อข่าวไม่ให้เข้าใกล้ตัว พล.อ.ประวิตรเพื่อสัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุม เมื่อ พล.อ.ประวิตรเดินลงจากตึกบัญชาการ ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอสัมภาษณ์ แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มให้กับผู้สื่อข่าว โดยมีทีมรักษาความปลอดภัยคอยกันตัว พล.อ.ประวิตรจากผู้สื่อข่าว เช่นเดียวกับก่อนการประชุม


“ภูมิธรรม” ขย่มเข้าข่ายรับผลประโยชน์
วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตรวจสอบการมีอยู่จริงของทรัพย์สิน หรือความเป็นเจ้าของนาฬิกานั้น เป็นการเบี่ยงประเด็น เพราะตามมาตรา 103 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช. บัญญัติว่าการกระทำที่ต้องห้ามคือ ห้ามมิให้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น ยกเว้น 1.มีกฎหมายอนุญาตให้รับได้หรือ 2.ธรรมจรรยา การแจ้งว่าตนเองไม่มี แต่มีเพื่อน เพื่อนเอามาให้ใส่ ไม่ได้ซื้อมาฝาก ใส่แล้วก็คืนนั้น คิดว่าเข้าข่ายรับประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามมาตรา 103 เพราะเจ้าหน้าที่รัฐได้ใส่หรือครอบครองชั่วคราวนาฬิกาหรู ไม่ใช่กระดาษทิชชูอย่างฟรีๆ โดยไม่ต้องควักเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนซื้อเพื่อครอบครองเองพูดง่ายๆว่าใส่ฟรี สบายใจ เงินอยู่ครบ แม้จะปฏิเสธการเป็นเจ้าของทรัพย์ก็อยู่ในความหมายของคำว่ารับประโยชน์อื่นใดนั่นเอง

จี้สอบลงโทษถอดถอน–ฟันอาญา
นายภูมิธรรมกล่าวด้วยว่า ป.ป.ช.ได้ทำหน้าที่ ตรวจสอบหรือยังว่าการวนกันใส่นั้น เข้าข่ายมาตรา 103 หรือไม่ ข้ออ้างที่ว่ายืมกัน วนกันใส่คือการรับประโยชน์อื่นใดหรือไม่ เพราะกฎหมายห้ามอย่างชัดเจน ประโยชน์ที่ได้คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไม่ต้องเอาเงินไปซื้อนาฬิกาที่อยากใส่ ก็มีคนเอามาให้ แบบนี้คือการรับประโยชน์อื่นใดหรือไม่ ถ้าไม่ ต่อไปรัฐมนตรีคนอื่น จะยืมรถยืมบ้านยืมเรือบินบ้างได้ไหม ทั้งนี้ความผิดตามมาตรา 103 ให้มีโทษจำคุก 3 ปี และให้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อถอดถอน และดำเนินคดีอาญาด้วย เลขาธิการ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการอะไรบ้าง

“วัชระ” ฉะมีใบสั่งชี้โพรงให้กระรอก
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเลขาธิการ ป.ป.ช.ระบุว่าถ้าเป็นนาฬิกาเพื่อนหรือของบุคคลอื่นไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินว่า เท่ากับชี้โพรงให้กระรอก สะท้อนว่า ป.ป.ช.ยุคนี้ไร้มาตรฐาน ปราศจากธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่ สคริปการพูดของนายวรวิทย์มีผู้มีอำนาจสั่งให้พูดหรือไม่ ความเชื่อถือต่อ ป.ป.ช.หายวับไปกับตา บุคคลสำคัญระดับประเทศอย่าง พล.อ.ประวิตรอาจบอกว่ายืมเพื่อนมาใส่ใครจะไปเชื่อ นาฬิกาเป็นสังหาริมทรัพย์ บุคคลใดครอบครอง บุคคลนั้นย่อมเป็นเจ้าของ ถ้าหากยืนยันว่ายืมเพื่อนมาจริงต่อไปผู้ถูกกล่าวหาจาก ป.ป.ช.จะใช้กรณี พล.อ.ประวิตรเป็นข้ออ้างครอบครองทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ถือเป็นการสร้างข้ออ้าง โดยไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล ถามว่าการยืมนาฬิกาหรูแต่ละเรือนราคาเรือนแสนถึงหลายล้านบาท เป็นการรับของกำนัลมูลค่าเกิน 3,000 บาทหรือไม่ ถ้าจะช่วย พล.อ.ประวิตรควรช่วยให้ครบทุกข้อหา ถ้านายกฯมั่นใจว่า พล.อ.ประวิตรบริสุทธิ์จริง ต้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อจนสิ้นอายุรัฐบาลนี้ อย่าปลดออกเป็นอันขาด

“บิ๊กกุ้ย” ถอนตัวแค่ปาหี่ไม่พ้นครหา
นายวัชระกล่าวอีกว่า การแถลงของเลขาธิการ ป.ป.ช. ทำความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.ทั้งหมด ป.ป.ช.ชุดนี้ตกภายใต้อิทธิพลของ คสช.ชัดเจน สะท้อนผ่านคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ที่เพิ่งพูดผ่านสื่อเพียงวันเดียวว่า เรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตรเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่ต้องลาออกจาก ครม. ป.ป.ช.ก็รับลูกวันรุ่งขึ้นทันที นี่หรือคือการปฏิรูปการเมืองด้านการปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช.วันนี้จบสิ้นแล้วซึ่งความยุติธรรมและธรรมาภิบาล ควรนิมนต์พระสงฆ์ไปรดน้ำมนต์ปัดรังควาน สังคายนาองค์กรใหม่ ก่อนจะเน่าไปมากกว่านี้ ส่วนที่ พล.ต.อ.วัชรพลขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้เป็นการเล่นปาหี่ ไม่ใช่เซอร์ไพรส์ตามที่เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวอ้าง แม้ออกข่าวถอนตัวก็ตาม แต่สั่งการและครอบงำการทำงานของกรรมการ ป.ป.ช.ส่วนใหญ่ได้ ผมเคยยื่นหนังสือคัดค้านการเป็นประธาน ป.ป.ช.ของท่านก่อนดำรงตำแหน่งว่าไม่ควรดำรงตำแหน่งนี้ เพราะเคยเป็นหน้าห้องของ พล.อ.ประวิตรมาก่อน ต้องเกิดข้อครหาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ฟัง จึงกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ทำให้ ป.ป.ช.เสื่อมเสียไปด้วย


อัยการฟ้อง 9 กปปส.ฐานกบฏ
เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.และแกนนำ กปปส.ประกอบด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ นายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. และอดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อการร้าย ยุยงให้หยุดงานฯ กระทำให้ปรากฏด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใดฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในราชอาณาจักรฯ อั้งยี่ ซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง บุกรุกในเวลากลางคืน และร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง รวม 9 ข้อหาขอให้เรียงกระทงลงโทษ

'สุเทพ' นำแกนนำ กปปส. ฟังคำสั่งคดีชุมนุม ยัน พร้อมสู้คดีกบฏ






“สุเทพ–ชุมพล” อ่วมพ่วงก่อการร้าย
ขณะที่ นายสุเทพ และนายชุมพล จำเลยที่ 1 และ 3 ยังร่วมกันก่อการร้าย โดยทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น เครื่องควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้าหลักและไฟฟ้าสำรองของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท รวมทั้งระบบอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงทำให้เกิดความเสียหายนับพันล้านบาท เหตุเกิดในพื้นที่ อาทิ กทม.นนทบุรี เพชรบุรี พังงา ชุมพร เป็นต้น ท้ายฟ้องอัยการโจทก์ ยังขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.กับ ส.ว. ต่อพวกจำเลยทั้งหมดด้วย


ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ต่อมาทนายความของ 9 แกนนำ กปปส.ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทวิริยะประกันภัยคนละ 800,000 บาท รวม 7.2 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี โดยศาลพิจารณาคำร้องแล้ว อนุญาตให้จำเลยทั้ง 9 มีประกันตัวไป ตีราคาประกันคนละ 600,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งหมดออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ทั้งนี้ ศาลยังได้กำหนดเงื่อนไขกับจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา ดังนี้

1.ให้จำเลยดำเนินการแต่งตั้งทนายความเป็นที่เรียบร้อยก่อน หรือในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี ตรวจพยานหลักฐาน 2.กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ถือวันนัดของศาลเป็นหลักสำคัญ หากทนายความจำเลยติดภารกิจหรือเจ็บป่วย ให้จำเลยแต่งตั้งทนายความคนใหม่ ศาลจะไม่ให้อนุญาตให้เลื่อนคดีเพราะเหตุขัดข้องเรื่องทนายความ และศาลจะถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางประวิงคดีอันเป็นอุปสรรคแก่การดำเนินคดีในศาลที่ศาลจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการสั่งปล่อยชั่วคราว

ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 37 ราย
นายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคดีพิเศษ กล่าวว่า ยอดผู้ต้องหาคดีนี้มี 58 คน แยกฟ้องไปเพราะมีข้อแตกต่างกัน 7 คน เหลือ 51 คน อัยการไม่ฟ้อง 1 คนเหลือ 50 คน ในจำนวนนี้ฟ้องแล้ว 4 คนเหลือ 46 คน ได้ฟ้องนายสุเทพกับพวกรวม 9 คน คงเหลือ 37 คน แต่มี 3 คน ยังอยู่ระหว่างติดตาม

ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีพิเศษที่ 261/2556 สำนักงานอัยการสูงสุดได้รับสำนวนเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2557 เป็นคดีระหว่างนายคารม พลพรกลาง กับพวกฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกฐานร่วมกันเป็นกบฏ ส่งสำนวนนี้ให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อปี 2557


“เทือก” ลั่นไม่ประวิงเวลาเด็ดขาด
ต่อมาเวลา 15.45 น. นายสุเทพ กล่าว ภายหลังได้รับการประกันตัวว่า ตนกับพวกโดนอัยการฟ้องข้อหาร้ายแรงทั้งสิ้น แต่เราเป็นคนไทย ต้องเคารพกฎหมายไทยจะถูกจะผิดอย่างไร จะไปสู้ในกระบวนการยุติธรรม จะนำเอาพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไปเสนอต่อศาล เพราะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีในชั้นศาลขอประกาศว่าจะไม่ประวิงคดีเป็นอันขาด ต้องการเร่งรัดให้ไต่สวน สืบพยานโจทก์จำเลยโดยรวดเร็วที่สุด เพราะทราบดีว่าคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน การต่อสู้เรายืนหยัดผลักดันเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ถ้าเราพลาดพลั้งแพ้คดี ถูกศาลลงโทษก็พร้อมจะน้อมรับ เพราะตัดสินใจเลือกทางนี้แล้ว ส่วนยังมีผู้ต้องหาอีกประมาณกว่า 30 คน ยังไม่ถูกนำตัวส่งฟ้องนั้น ไม่อยากจะก้าวล่วงดุลพินิจของอัยการ แต่คิดว่าจำเลยในคดีนี้สมควรมีเฉพาะพวกตน 9 คน เพราะเป็นกลุ่มที่ริเริ่มชักชวนประชาชน ออกมาร่วมต่อสู้

“ถาวร” ลุยหาหลักฐานสู้ในศาล
นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส.กล่าวว่า ศาลนัดพร้อมคดีอีกครั้งวันที่ 19 มี.ค. ระหว่างนี้จะประชุมหารือทีมทนายความที่รับผิดชอบ คดีของแกนนำแต่ละคนเพื่อต่อสู้หักล้างข้อกล่าวหา โดยหาข้อเท็จจริงพยานต่างๆพิสูจน์ความถูกต้องในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ว่า กปปส.ไม่ได้ผิดตามคำฟ้อง ที่สำคัญชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ยืนยันว่าจะต่อสู้เป็นร่างทรงของประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศต่อไปตามข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชน

ทนาย “โอ๊ค” วิ่งขอความเป็นธรรม
อีกด้าน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายพานทองแท้ ชินวัตร ผู้ต้องหาในคดีสมคบฟอกเงินกรณีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มบริษัทกฤษฎามหานคร เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ขอให้ตรวจสอบและพักการปฏิบัติหน้าที่นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน อ้างว่ามีการปฏิบัติหน้าที่มีอคติ ไม่เป็นธรรม มีนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับเรื่อง

โอดโดนตัดพยานเหลือ 3 ปาก
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายชุมสาย ยังเดินทางไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ หลังถูกตั้งข้อหาสมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันฟอกเงินฯ โดยมี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ผอ.กองบริหารคดีพิเศษรับหนังสือ นายชุมสายกล่าวว่า ขอความเป็นธรรมกรณีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตัดพยานฝ่ายผู้ต้องหาจาก 18 ปาก เหลือ 3 ปาก ถือว่าเป็นพยานปากสำคัญ เป็นประโยชน์ในการแสดงความบริสุทธิ์ของนายพานทองแท้ ขอให้อธิบดีดีเอสไอสั่งการหรือควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีนี้ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยืนยันว่านายพานทองแท้ยังอยู่ในประเทศไทย ยังเชื่อและสงสัยอีกว่าจะมีการแทรกแซงคดี เกรงว่าผู้ต้องหาจะเสียความยุติธรรม

“ขจรศักดิ์” โต้เพิ่มให้ตามเหมาะสม
ขณะที่นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายพานทองแท้จะยื่นเรื่อง ตนสอบสวนตามหลักฐาน นายพานทองแท้ได้ยื่นขอให้สอบพยานเพิ่มถึง 20 ปาก ซึ่งคดีใกล้ขาดอายุความ ก็พิจารณาให้สอบพยานเพิ่ม 8 ปากแล้ว เขาเองขอเลื่อนสอบพยานไปเป็นวันที่ 4 ก.พ.หลังจากสอบพยานเสร็จแล้วต้องรีบส่งสรุปสำนวนต่อไป หากต้องการให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมก็สามารถเสนอในชั้นศาลได้ เราต้องให้เวลาพนักงานอัยการพิจารณาสำนวนโดยไม่ใกล้ขาดอายุความ

“หมวดเจี๊ยบ” รับทราบข้อหา
ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง คณะทำงานสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความ เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.ท.กฤช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รอง ผกก. (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวว่า มาพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท.เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาหลังโพสต์วิจารณ์การใช้เงินรัฐบาล แม้จะถูก คสช.แจ้งความกี่ครั้งยืนยันว่าจะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลต่อไป


“บิ๊กตู่” บินฉลอง 25 ปีอาเซียน–อินเดีย
เมื่อเวลา 15.50 น.ที่ท่าอากาศยาน 2 กองบิน6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ ออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินเดียพร้อม รมต.ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และร่วมงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 ระหว่างวันที่ 25-26 ม.ค. ก่อนออกเดินทาง พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืนขึ้นมาใหม่อีก 1 ชุด พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า วันที่ 25 ม.ค. เวลา 09.30 -10.00 น. นายกฯจะได้หารือทวิภาคีกับนายนเรนทร โมที นายกฯอินเดีย จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน แล้วเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ในหัวข้อ “ความร่วมมือด้านทะเลและความมั่นคง” เวลา 18.00 น. การประชุมเต็มคณะหัวข้อ “ค่านิยมร่วมและเป้าหมายเดียวกันของอินเดีย-อาเซียน” ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ส่วนวันที่ 26 ม.ค. จะร่วมกับผู้นำอาเซียนร่วมงานพาเหรดวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 จากนั้นเดินทางกลับถึงไทยเวลา 20.10 น.
ที่มาไทยรัฐ