
อดีตบิ๊ก สมช.กระทุ้งรัฐบาลเดินมาถึงจุดเสี่ยง เริ่มล่อแหลมอันตราย ปม “บิ๊กป้อม” ทำอำนาจ รัฐสั่นคลอน
“องอาจ” ยก 4 สาเหตุ ของขาลง ความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ ลดฮวบ “วิลาศ” แซะ ป.ป.ช.ยิ่งอยู่ยิ่งเสื่อม ฟันธงเกิดวิกฤติองค์กรอิสระ พท.อวยเด็กจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์รู้ไต๋ขั้วอำนาจ เตือนอย่าประเมินต่ำระวังไม่มีทางลง คสช.มองภาพรวมไม่มีอะไรล่อแหลม เรื่องล้อการเมือง-สังคม แค่สะท้อนกรอบแนวคิดคนรุ่นใหม่ ตร.เตือนครั้งสุดท้าย กลุ่มสกายวอล์กไม่มารายงานตัวเจอหมายจับ กลุ่มญาติพฤษภาฯ 35 ลั่นให้เวลามาพอแล้ว จี้ คสช.อย่าเสียสัตย์ เพื่อรักษาอำนาจ ขอ “พี่ใหญ่” เสียสละเพื่อชาติอีกครั้ง
จากกระแสรัฐบาลในช่วงขาลง ที่ถูกภาคส่วนต่างๆรุมถล่มวิพากษ์วิจารณ์การวางเกมสืบทอดอำนาจนั้น ล่าสุด พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมากระทุ้งซ้ำว่าสถานการณ์รัฐบาล คสช.ขณะนี้เดินมาถึง จุดเสี่ยงที่อันตรายแล้ว
อดีตบิ๊ก สมช.ชี้ รบ.ถึงจุดเสี่ยง
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลและคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ทำให้คนเริ่มเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์บ้านเมืองได้ดีขึ้น จากที่เคยมองว่ามีกรรมการเข้ามาจัดการคู่ขัดแย้ง มาถึงตอนนี้คนเริ่มสงสัยว่าเข้ามาเป็นกรรมการจริงหรือไม่ ในฐานะที่รับผิดชอบความมั่นคงมาก่อน ความมั่นคงของชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความสามัคคีปรองดอง 4 มิติ คือ เกิดนิติรัฐ นิติธรรม เมตตาธรรม และความเป็นสากล ที่ต้องถอยไปให้เกิดการมีส่วนร่วมก่อน คือถอยจากรัฐประหารไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย สถานการณ์ขณะนี้เริ่มชัดการรัฐประหารไม่สามารถทำให้เกิดความปรองดองได้ สถานการณ์เริ่มล่อแหลมอันตราย รัฐบาลต้องเร่งผ่อนปรนการมีส่วนร่วม แล้วรีบนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว ลึกๆแล้วเชื่อว่ารัฐบาลต้องทำโพลสืบสภาพคะแนนนิยม แล้วผลโพลยังไม่เป็นที่พอใจ ไม่เกิดคะแนนนิยมรัฐบาลแต่ยังเป็นฝ่ายการเมือง 2 พรรคใหญ่ ทำให้รัฐบาลคิดยืดการเลือกตั้งออกไป เพื่อเรียกความนิยมกลับมาให้ได้ก่อน
ปม “บิ๊กป้อม” ทำรัฐสั่นคลอน
เมื่อถามว่ากรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่เกิดกระแสกดดันขยายวงกว้างขึ้นจากปมนาฬิกาหรู จะเป็นเงื่อนไขหนึ่งทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนด้วยหรือไม่ พล.ท.ภราดรตอบว่า แน่นอน เป็นเงื่อนไขหนึ่ง เริ่มชี้ให้เห็นว่าความเป็นกลางของกรรมการมีปัญหา นำไปสู่สังคมที่มีความเห็นหลากหลาย ไม่ได้นำไปสู่ความสามัคคีแต่นำไปสู่การแตกแยกกัน สิ่งที่ คสช.พูดไว้เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ตอนนี้ภาพเป็นสีเทาๆอยู่ จะเป็นเงื่อนไขและจะยกระดับปัญหาไปเรื่อย แทนที่จะเป็นปัญหาแค่บุคคล สุดท้ายจะลามไปถึงผู้นำ ลามไปถึงรัฐบาล ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลมีปัญหา ความเชื่อมั่นประเทศจะมีปัญหาตามมา สุดท้ายแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ประเทศติดกับดักเดินต่อไปไม่ได้ การพูดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นมันก็ยากแล้ว เพราะรากของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่น และบนฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย
“องอาจ” ยกสี่สาเหตุของขาลง
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายกฯ ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่การทำงานในปีท้ายๆของรัฐบาล จะอยู่ในช่วงขาลง ว่า ขาลงหรือขาขึ้น ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลเอง ถ้าทำงานดีมีผลงาน ประชาชนจะให้การสนับสนุน ทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ถ้าทำไม่ดีไม่มีผลงานเข้าตาประชาชนรัฐบาล ก็อยู่ในช่วงขาลงได้ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ทำให้อยู่ในช่วงขาลง น่ามาจากสาเหตุสำคัญ 4 กรณี คือ 1.ปัญหาความไม่โปร่งใส รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะจากความพยายามหาประโยชน์จากโครงการต่างๆ จนปะทุเป็นเชื้อไฟลามทุ่งเมื่อผู้คนมุ่งจับจ้องมาที่เรื่องนาฬิกา 2.ปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ เดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงตนอยู่ในสถานะกรรมการ แต่พอประกาศตัวเป็นนักการเมือง พยายามใช้กลไกต่างๆ ที่สร้างขึ้นผ่านแม่น้ำ 5 สาย รวมทั้งการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่รุกหนักทางการเมืองมากขึ้น ทำให้สถานะเป็นทั้งกรรมการ และผู้เล่นไปพร้อมกัน สังคมจึงมองถึงการสืบทอดอำนาจ ส่งผลถึงความไม่ชอบธรรมในการครองอำนาจ
ความเชื่อมั่นผู้นำลดฮวบฮาบ
นายองอาจกล่าวอีกว่า 3.ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ผ่านมาเกือบ 4 ปี การปฏิรูปด้านต่างๆยังไร้รูปธรรม เช่นเดียวกับการปรองดองที่ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ ขณะที่การเลือกตั้งถูกเลื่อนมาตลอด ทำให้ความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ลดลง 4.ปัญหาการแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องประชาชน แม้รัฐบาลจะโฆษณา ว่าเศรษฐกิจโดยรวมดี แต่ความจริงที่ประชาชนสัมผัสได้ คือชาวบ้านระดับฐานรากยังอยู่สภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง ฝืดเคือง เสียงบ่นระงมทุกหย่อมหญ้า ทั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นเงื่อนไขทำให้รัฐบาล คสช.อยู่ในสภาวะขาลงนี้ ถ้านายกฯไตร่ตรองให้ดี และหาวิธีแก้ไข อาจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขึ้นได้ แต่ถ้าปล่อยไปยิ่งอยู่ในสภาวะขาลงมากขึ้น กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหาจนยากเยียวยาแก้ไข อยากเห็นนายกฯ แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เพื่อหยุดสภาวะขาลง
“วิลาศ” แซะ ป.ป.ช.ยิ่งอยู่ยิ่งเสื่อม
นายวิลาศ จันพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันจะอยู่ทำหน้าที่ต่อแม้มีผู้ร้องว่ามีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นปกติของมนุษย์ ที่ ป.ป.ช.พูดเช่นนี้เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์อยู่ต่อในตำแหน่งที่มีอำนาจ ต้องถามว่ากรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ส่วนใหญ่เข้ามาได้อย่างไร เป็นคนของใคร ธรรมเนียมไทยยังติดยึดกับคนของใคร เมื่อเข้ามาแล้วต้องทดแทนบุญคุณใครหรือไม่ ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชุดก่อนๆทำหน้าที่ตรวจสอบตรงไปตรงมา เคยมีนักการเมืองหลายคนที่ถูกดำเนินคดีเพราะไม่แสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน แต่การลักลั่นสร้างหลายมาตรฐานของ ป.ป.ช.ยุคนี้ จะทำลายตัวเองและองค์กร หากยังดันทุรังอยู่ต่อยิ่งทำให้องค์กรหมดความน่าเชื่อถือ และเสื่อมลง
ฟันธงเกิดวิกฤติองค์กรอิสระ
นายวิลาศกล่าวว่า ที่น่าสังเกตคือการที่ กรธ. และ สนช. มีหลายมาตรฐาน องค์กรอิสระอื่นถูกเซ็ตซีโร่ แต่ ป.ป.ช.กลับให้อยู่ต่อ ส่อให้เห็นชัดเจนว่าผู้มีอำนาจวางคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ถือเป็นการแทรกแซงไม่ต่างจากรัฐบาลบางชุดในอดีต ทำให้ระบบตรวจสอบพิกลพิการ ทำอะไรก็มีคนฟอกขาวให้ แม้ คสช.ยืนยันว่าไม่ได้แทรกแซง แต่ถามว่าประธาน กรธ.ที่เป็นกรรมการ คสช.ด้วย ยังกล้าพูดเต็มปากหรือว่าไม่รู้เรื่องใบสั่ง วันนี้สังคมไทยมองออกว่า คสช.คิดอย่างไร และจะทำอะไร คสช.จึงเสื่อมเร็วกว่าที่คิด เพราะพฤติกรรมและการกระทำที่สวนทางกับคำพูด กรณี ป.ป.ช.ฟันธงได้เลยว่าที่สุดองค์กรอิสระที่มีการสรรหาในยุครัฐบาล คสช. จะเกิดวิกฤติปัญหาเรื่องความโปร่งใส ขาดหลักธรรมาภิบาล กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศให้ตกต่ำลงด้วย
พท.เชื่อคนรุ่นใหม่รู้ไต๋ขั้วอำนาจ
ด้านนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กิจกรรมที่นักศึกษาจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ แสดงออกมาผ่านทางริ้วขบวนพาเหรดในงานฟุตบอลประเพณี เป็นสัญญาณเตือนรัฐบาลของคนรุ่นใหม่ ว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาถูกต้องหรือไม่ ถือเป็นสัญญาณเตือนค่อนข้างแรงว่า ใครทำอะไรไม่ถูกต้องล้วนอยู่ในสายตาของคนรุ่นใหม่ ที่รับรู้และถ่ายทอดความรู้สึกออกมา เช่น การยื้อเวลาเลือกตั้ง ที่มีแต่คนกลุ่มเดียวกันสร้างเรื่องขึ้นมาเอง แบ่งหน้าที่กันทำ ดังนั้น ที่บอกว่าไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ จึงไม่มีใครเชื่อถือ
เตือนประเมินต่ำจะไม่มีทางลง
นายสมคิดยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่าพร้อมจะไปถ้าประชาชนไม่ต้องการนั้น คงไม่ใช่การส่งสัญญาณไขก๊อก เชื่อว่าเป็นไปได้ยากที่ พล.อ.ประวิตรจะลาออกเพราะคงคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด ขณะที่นายกฯก็ไม่มีความเด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ บอกให้ลดราวาศอกและพอเถอะ แต่ในที่สุดอาจกระทบถึงภาพลักษณ์ ป.ป.ช. และรัฐบาล เรื่องนี้ไปถามชาวบ้านทุกคนรู้อยู่ในใจว่าถูกต้องหรือไม่ ต่างไม่มีใครเห็นด้วย มีแต่โพลที่ทำกันเองเอาใจนายเท่านั้น ที่เห็นว่ามีความถูกต้อง ถ้ายังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบจะยิ่งไปกันใหญ่ ระวังจะไม่มีทางลง อย่าประเมินกระแสประชาชนต่ำไป
จี้สอบบอลประเพณีฝืนกฎ คสช.
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 5 ก.พ.นี้ จะส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขอให้ตรวจสอบงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 หรือไม่ เพราะมีกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะการทำหุ่น และแปรอักษรล้อทางการเมือง จึงน่าจะเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ขอให้ดำเนินการกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. โดยไม่ต้องเกรงกลัวบุคคลใดหรือเลือกปฏิบัติ อยากให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด เช่นเดียวกับที่ดำเนินการต่อกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวบนสกายวอล์ก เมื่อวันที่ 27 ม.ค. และถูกจับดำเนินคดีไป 39 คน ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ หากไม่ดำเนินการ หรือไม่กล้าดำเนินการ ก็ควรพิจารณายกเลิกคำสั่งดังกล่าว
คสช.บอกไม่มีอะไรล่อแหลม
พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 และทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงภาพรวมงานแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เห็นได้ถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกตั้งแต่ก่อนการจัดงานจนถึงวันจัดงาน และหลังจัดงานเสร็จ ทุกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ ส่วนขบวนพาเหรดล้อการเมืองเห็นแล้วไม่มีอะไรล่อแหลม ถือเป็นกิจกรรมที่มีมานานจนเป็นประเพณี ต้องมีการล้อเลียนการเมือง และล้อสังคม เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงกรอบแนวคิดของนักศึกษา รวมถึงวิธีการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพทำให้คนยุคปัจจุบัน หรือผู้ใหญ่ในสังคมได้รับฟังข้อคิดเห็น เพราะคนทั้งสองรุ่นนี้ต้องก้าวไปด้วยกัน ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้ห้ามล้อประเด็นนาฬิกา หรือห้ามล้อเลียนการเมืองใดๆ เจ้าหน้าที่อยู่ในส่วนดูแลเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น และยังอำนวยความสะดวกเต็มที่ ประชุมกับครู อาจารย์ และแกนนำนักศึกษาที่เป็นคณะกรรมการจัดงานร่วมกันต่อเนื่อง ก่อนหน้านั้นมีคนไปปลุกกระแส เชื่อว่าต่อไปคงไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ
ตร.เตือนครั้งสุดท้ายถึงกลุ่มต้าน
ขณะที่ พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผกก.สน.ปทุมวัน กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และ คสช. บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน กทม. เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ม.ค. ตรวจสอบพบเข้าข่ายการกระทำผิด 3 ข้อหา ประกอบด้วย ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.ชุมนุม ในที่สาธารณะ พนักงานสอบสวนจึงออกหมายเรียกผู้กระทำผิดรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งหมด 39 คน อาทิ นายรังสิมันต์ โรม นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายเอกชัย หงส์กังวาน นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นายวีระ สมความคิด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แต่ผู้ถูกออกหมายเรียกทั้งหมดยังไม่มีการเข้าพบพนักงานสอบสวน จึงต้องออกหมายเรียกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อให้ทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวัน เวลา 10.00 น. วันที่ 8 ก.พ. หากไม่มาตามหมายเรียกอีกครั้ง พนักงาน สอบสวนต้องขอศาลออกหมายจับตามขั้นตอน
ญาติพฤษภาฯลั่นให้เวลาพอแล้ว
ที่ห้องประชุมชั้น 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมตัวแทนญาติวีรชนฯ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลสร้างความปรองดองก่อนความขัดแย้งจะบานปลาย และหาข้อยุติคนหายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 คำแถลงการณ์ระบุว่า ขอให้รัฐบาลเร่งสร้างสามัคคีในหมู่ประชาชน เป็นบทเรียนอนุสติแก่สังคมในการสร้างการปรองดองที่ยั่งยืนต่อไป ข้ออ้างที่ คสช.ยกขึ้นมาเพื่อยึดอำนาจจากนักการเมือง กว่า 3 ปีที่ประชาชนให้เวลา แต่ คสช.กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชน ไม่จริงใจแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยเฉพาะพยายามยืดเวลาอยู่ในอำนาจออกไป ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาที่เคยมีต่อ คสช.แล้ว
อย่าเสียสัตย์เพื่อรักษาอำนาจ
แถลงการณ์ระบุต่อว่า กว่า 3 ปีที่ คสช.ใช้อำนาจบริหารประเทศ ถือว่าเพียงพอและมากเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ภาคประชาชนจะส่งสัญญาณให้ คสช. ได้ทบทวนตัวเอง รีบลงจากอำนาจโดยเร็วที่สุด หากผู้มีอำนาจไม่รักษาสัจจะวาจาที่มีต่อประชาชน ขอได้โปรดอย่าเสียสัตย์เพื่ออำนาจอีกเลย ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้ 1.นายกฯและหัวหน้า คสช. ต้องประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ชัดเจนเป็นครั้งสุดท้าย ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งได้เมื่อไหร่ และต้องไม่เลื่อนโรดแม็ปอีก 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องพิจารณาตนเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม มีความสง่างามทางการเมือง เสียสละเพื่อประเทศชาติและลดการ เผชิญหน้าทางสังคม 3.รัฐบาลสามารถใช้อำนาจทางบริหารตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ มาตรา 21 ชะลอหรือระงับการดำเนินคดีนักโทษทางการเมือง และนักโทษทางความคิดทั้งหมด เพื่อขจัดความขัดแย้ง สร้างการปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ประชาชน และ 4.ไม่ใช้อำนาจพิเศษในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็น หวังว่า คสช.จะตระหนักถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหว ไม่ใช้อำนาจพร่ำเพรื่อนำไปสู่การเผชิญหน้าทางสังคม สร้างเงื่อนไขความรุนแรงเสียเอง
สนช.โลกสวยเลื่อนไม่ถึง 90 วัน
ที่ จ.ภูเก็ต นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีสังคมเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งโดยเร็ว หลัง สนช.ขยายเวลาบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ออกไป 90 วัน ว่า อาจสื่อสารคลาดเคลื่อนว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนไป 90 วัน ความจริงอาจไม่เลื่อน หรือเลื่อนไม่เต็มกรอบเวลา 240 วันก็ได้ ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะใช้เวลาประสานกับรัฐบาลมากน้อยเพียงใด อาจใช้เวลาน้อยกว่ากรอบเวลาที่กำหนดก็ได้ เมื่อถามว่ามีกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ทำให้คสช. ทำงานลำบากขึ้นหรือไม่ นายพีระศักดิ์ตอบว่า การเลือกตั้งจะให้เร็วตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องคงไม่ได้ เพราะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. อยู่ระหว่างการส่งให้ กกต. และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาว่ามีประเด็นใดขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่
ชม สนช.ล็อบบี้ กกต.ตั้ง กมธ.ร่วม
นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวว่าสมาชิก สนช.บางคนประสานให้ กกต. โต้แย้งประเด็นอนุญาตให้จัดมหรสพช่วงหาเสียงเลือกตั้งนั้น อาจมีสมาชิกอยากให้ กกต.โต้แย้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถือเป็นเรื่องดีที่จะตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เมื่อถามว่าสังคมวิพากษ์วิจารณ์สนช.ออกกฎหมายสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อขยายเวลาการเลือกตั้งออกไป นายพีระศักดิ์ตอบว่า ยืนยันไม่มีใครสามารถล็อบบี้ สนช.ให้ออกกฎหมายสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญได้
คนกังวลกับข่าวเลื่อนเลือกตั้ง
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน ถึงความสนใจของประชาชนต่อข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมือง 5 อันดับ พบ ว่า อันดับหนึ่ง คือข่าวการเลื่อนเลือกตั้ง ที่ร้อยละ 59.18 มีความกังวล อันดับสอง เป็นข่าวการตอบโต้ทางการเมือง ที่คนส่วนใหญ่ร้อยละ 50.25 ไม่รู้สึกกังวล อันดับสาม ข่าวกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งร้อยละ 55.02 มีความกังวล อันดับสี่ คือความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านรัฐบาล คนส่วนใหญ่ร้อยละ 53.41 มีความกังวล และอันดับสุดท้าย คือข่าวคดีการเมืองที่ค้างคาซึ่งคนส่วนใหญ่ร้อยละ 57.69 ยังรู้สึกกังวล
ซูเปอร์โพลสวนคนห่วงขัดแย้ง
ด้านสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชนจำนวน 1,463 ตัวอย่าง ระหว่าง วันที่ 20 ม.ค.-3 ก.พ. ต่อความกังวลขัดแย้งเรื่องเลือกตั้ง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 58.9 รู้สึกกังวล เพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น หวั่นเกิดรุนแรงบานปลาย บ้านเมืองหยุดชะงัก ผู้ไม่หวังดีทั้งในและต่างประเทศบ่อนทำลายความสงบชาติ กระทบเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจะทรุดลง หวั่นมือที่สามแฝงตัวป่วนสร้างสถานการณ์ ขณะที่ร้อยละ 38.0 ไม่กังวล เมื่อจำแนกกลุ่มแล้ว พบว่าคนสูงอายุมีความกังวลมากกว่ากลุ่มคนวัยทำงานและกลุ่มเยาวชน และเมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่าคนว่างงานส่วนใหญ่ร้อยละ 75.0 มีความกังวลมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป กลุ่มอาชีพเอกชน ส่วนกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ มีความกังวลน้อยที่สุด
พท.ตอกรับงานใครมาทำโพล
ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้ซูเปอร์โพลระบุประชาชนกังวลความขัดแย้งจากการเลือกตั้งอาจทำให้เกิดเหตุรุนแรง ว่า ประชาชนอาจสงสัยว่าสำนักโพลนี้มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ขณะที่สำนักอื่นสำรวจทีไร ประชาชนมักสะท้อนว่าอยากให้เลือกตั้งโดยเร็ว แต่โพลที่สวนกระแสประชาชนทั้งประเทศขนาดนี้ ไม่แน่ใจว่าทำเพื่อวัตถุประสงค์ใด ได้รับเงินสนับสนุนใครหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งนอกจากไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งแล้ว ยังเป็นหนทางดับความขัดแย้งอย่างเป็นสากลและดีที่สุด การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมไม่เคยนำไปสู่ความวุ่นวาย โพลนี้จึงถูกตั้งคำถามว่าทำถูกต้องหรือไม่ เชื่อมั่นว่าถ้าทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย ยึดมั่นประชาธิปไตย และสันติวิถี ความวุ่นวายจะไม่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งแน่นอน
“บิ๊กตู่” นำ ครม.ลุยจันทบุรี–ตราด
อีกเรื่อง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่พบประชาชน และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.จันทบุรี-ตราด ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. เพื่อไปรับฟังปัญหาและร่วมกันแก้ไข ภายใต้ยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านมาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย บันทึกข้อตกลงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ แหล่งผลิต และตลาดรองรับสำคัญ ระหว่างหอการค้าจังหวัดต่างๆกับหอการค้านำเข้าผลไม้ของจีน และหอการค้า จ.ไพลิน ของกัมพูชา ผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณี ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเกษตรอุตสาหกรรม ส่วน จ.ตราด เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างยั่งยืน การพัฒนาสถาบันการเงินชุมชน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายถนน รถไฟทางคู่ รถไฟโดยสารด่วนพิเศษ ท่าเทียบเรือ เพื่อสอดรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
สนช.ดูจัดระเบียบหาดภูเก็ต
วันเดียวกันที่ จ.ภูเก็ต นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. นำคณะ สนช. กว่า 30 คน ลงพื้นที่พบปะประชาชน จ.ภูเก็ต ตามโครงการ สนช.พบประชาชน โดยเปิดเวทีรับฟังปัญหา ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการท่องเที่ยว การคมนาคม การวางผังเมือง โดยนางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย อดีต ส.ว.ภูเก็ต ขอให้สนช.ช่วยผลักดันงบประมาณเพื่อพัฒนา จ.ภูเก็ต เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะและขอให้ผลักดันให้ จ.ภูเก็ต เป็นเขตเศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยว โดยระหว่างที่ สนช. ลงพื้นที่ดูการจัดระเบียบชายหาด มีกลุ่มผู้ประกอบอาชีพให้เช่าร่ม-เตียง ร้องเรียนถึงการใช้คำสั่ง คสช. ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายย่อย
ที่มาไทยรัฐ