
กรธ.หวังว่าบิ๊กตู่ ส่งตีความซะเอง
ฝ่ายการเมืองรุมสกรัม “องอาจ” สับ สนช.-กรธ.มีวาระซ่อนเร้น กระทบชิ่ง คสช.วางระเบิดเวลายื้ออำนาจไปเรื่อย “นิพิฏฐ์” เย้ย สนช.เลิกเหนียมทำเพื่อรับเงินหลายทาง จับไต๋กวักมือเรียกลงสัตยาบันขุดหลุมพรางหวังรวบหัวรวบหาง “มาร์ค” เสียวอภินิหารกฎหมายทำอดเลือกตั้ง ก.พ.62 พท.ร่วมถล่มพวกวางยาผลักภาระให้พรรคการเมือง ห่วงปมคนพิการทำเกิดเดดล็อกอีก ซัดแม่น้ำ 5 สายอาการไม่ปกติ ชพน.ตอก “สมชาย” ใช้ไม่ได้ “เสี่ยตือ” บอกถ้ารู้หน้าที่ปัญหาไม่เกิด “สมชาย” ตีกินเมื่อไม่รับข้อเสนอทุกอย่างจบ ย้อน “สมชัย” สนช.เป็นพวกฝีพายไม่เคยเอามือราน้ำ กรธ.ยังลุ้นนายกฯยื่นตีความเอง “บิ๊กตู่” ปลื้มผลสำเร็จปฏิญญาซิดนีย์ “อนุทิน” โชว์แชะคู่ผู้นำ
หลังนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช.ออกมาหยั่งกระแส โยนให้ฝ่ายการเมืองร่วมลง สัตยาบันยอมให้เลื่อนโรดแม็ปไปอีก 3 เดือน เพื่อส่งร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้สิ้นข้อสงสัยนั้น ล่าสุดฝ่ายการเมืองดาหน้าออกมาสับเละ สนช. คนเครือข่าย ในแม่น้ำ 5 สายเป็นตัวก่อปัญหาซะเอง
สับ สนช.–กรธ.มีวาระซ่อนเร้น
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 30 คน เตรียมส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อยากถามทั้ง สนช. และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำไมไม่พิจารณาให้เรียบร้อยตั้งแต่ขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ขณะที่ สนช.เพิ่งลงมติเห็นชอบให้กฎหมายผ่านออกมาเอง มองปรากฏการณ์จากท่าทีของ สนช. และ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้ 2 ทาง คือ 1.อาจเป็นการพิจารณากฎหมายที่ไม่รอบคอบโดยบริสุทธิ์ใจ หรือ 2.อาจเป็นขบวนการการยื้ออำนาจ เพราะทั้ง สนช.และ กรธ. ถือกำเนิดเกิดจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหมือนกัน ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้นน่าจะหาข้อสรุปที่ลงตัวโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ จึงถูกมองได้ว่าเป็นขบวนการยื้ออำนาจ
กระทบชิ่ง คสช.ยื้ออำนาจ
นายองอาจกล่าวต่อว่า ความพยายามยื้ออำนาจโดยมือไม้ของ กรธ. และ สนช. ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อ คสช. และตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความพยายามยื้ออำนาจออกไปย่อม ทำให้กรอบเวลาจัดการเลือกตั้งที่นายกฯเคยลั่นวาจาไว้ เกิดความไม่แน่นอน กระทบต่อความเชื่อมั่นประชาชน รวมถึงนักธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติที่ต้องวางแผนการลงทุน ฝากให้นายกฯและหัวหน้า คสช. ใช้ความกล้าหาญบริหารจัดการอำนาจที่มีอยู่ในมือ จัดการให้ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ป มีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ.2562 ให้ประเทศเดินหน้าต่อ อย่าปล่อยให้มีการวางระเบิดเวลายื้ออำนาจออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ถอดสลักยากขึ้นทุกที และอาจมีปัญหาบานปลายตามมาในอนาคต
เย้ยแค่จ้องงาบหลายทาง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. แสดงความเป็นห่วงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หากมีคนยื่นตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ทุกพรรค การเมืองร่วมลงสัตยาบันยืดการเลือกตั้งออกไปอีก 3 เดือนว่า ก่อนหน้านี้เมื่อพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็น นายสมชายและ สนช.มักกล่าวหาว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ปรับปรุง ไม่ปฏิรูปตัวเอง แม้แต่ขั้นตอนรับฟังความเห็น สนช.ไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่เคยเชิญไปให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ อ้างว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย แถมยังเย้ยหยัน ดังนั้น การส่งกฎหมายที่ตัวเองโหวตผ่านไปโดยเอกฉันท์ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จึงเป็นเรื่องไม่มีน้ำหนัก แค่พยายามรักษาสถานภาพตัวเองเพื่อจะได้รับเงินเดือนหลายทางต่อไป แต่ยังเหนียมอาย จึงเอ่ยปากขอให้พรรคการเมืองร่วมทำสัตยาบัน อย่างน้อยถ้าทุกพรรค ไปลงนาม สนช.จะได้อยู่ต่ออีก 3 เดือน
ขุดหลุมพรางรวบหัวรวบหาง
“เขาอาจลืมไปว่าข้อเสนอของ สนช. มันย้อนแย้งกันเอง ทุกพรรคยังไม่สามารถมีมติใดๆในนามพรรคได้ เพราะยังไม่สามารถประชุมพรรคได้ ติดคำสั่งห้ามของ คสช. ถ้าจะให้หัวหน้าพรรคไปลงนามทำสัตยาบันเกิน 5 คน อาจถูกรวบจับกุมมีความผิดฐานละเมิดคำสั่งห้าม คสช. หรือเขาจะขุดหลุมให้แกนนำพรรคการเมืองไปถูกรวบ แต่ผมคิดว่าคงไม่มีหัวหน้าพรรคไหนไปร่วมลงสัตยาบันแน่ อยากบอก สนช.ว่า เมื่อรับใช้ คสช. เดินมาขนาดนี้ แล้ว ไม่ต้องเหนียมอายแล้ว อยากทำอะไรทำไปเลย ที่ผ่านมาทำเรื่องผิดปกติจนวุ่นวายมาแล้ว วันนี้จะอยู่ต่อก็อยู่ไป แต่อย่ามาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมืออีก เพราะทุกอย่างถูกขุดหลุมพรางให้เดินตามแนวทางของเขาไว้หมดแล้ว” นายนิพิฏฐ์กล่าว
“มาร์ค” ยังเสียวอภินิหาร ก.ม.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเชื่อมั่นยังคงมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.2562 หรือไม่นั้น ส่วนตัวก็ยังไม่มั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตราบที่เขายังมีมาตรา 44 หรืออาจมีอภินิหารทางกฎหมายเกิดขึ้นได้อีก จึงไม่มีใครยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าแรงกดดันของสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้การเลื่อนอะไรออกไปโดยไม่มีเหตุผล ไม่จบ ไม่สิ้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อถามว่ามองว่าขึ้นอยู่ กับปัจจัยพรรคที่จะมาสนับสนุนทหารได้แต่งตัวเสร็จ เช่น พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาชนปฏิรูป นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงไปตอบแทนเขาไม่ได้ แต่อยากเตือนว่าภารกิจของ คสช.ที่ประกาศไว้คือ การเข้ามาทำระบบให้ดี ขอให้ทำตรงนี้สำเร็จก่อน ส่วนสำเร็จแล้วคุณอยากมาเป็นผู้เล่นด้วยหรือไม่ก็ขอให้เป็นไปตามกติกา ไม่เช่นนั้นมันสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งวุ่นวาย สุดท้ายสุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวของคสช.เอง ยิ่งถ้าเอาประโยชน์ทางการเมือง หรือความได้เปรียบทางการเมืองมาเป็นตัวตั้ง มันยิ่งทำให้การเมืองกลับมาล้มเหลวเหมือนเดิม หรือทำให้มีปัญหาหนักยิ่งกว่าเดิม
พท.ถล่มซ้ำ สนช.จ้องวางยา
ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่นายสมชาย แสวงการ สนช. เสนอให้พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบัน ยอมให้เลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง 3 เดือนนั้น เหมือนผลักภาระให้พรรคการเมือง ทั้งที่ปัญหาเกิดจากสนช. กรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานไม่รอบคอบจนโรดแม็ปเคลื่อน แต่กลับโยนให้พรรคการเมืองตัดสิน จึงสงสัยว่าเหตุใดระหว่างจัดทำจึงไม่พูดกันให้เกิดความชัดเจน มารอจนจะนำร่างฯขึ้นทูลเกล้าฯถวายแล้วค่อยพูดให้เห็นปัญหา ถือเป็นเรื่องผิดสังเกต เพราะที่ผ่านมากฎหมายลูกมีจุดบกพร่องมาตลอด เหมือน สนช.เป็นเครื่องมือวางยา เพื่อให้เลื่อนโรดแม็ปออกไปเรื่อยๆหรือไม่
ห่วงปมคนพิการเกิดเดดล็อก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ สนช.ไม่ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อาจส่งผลให้เกิดเดดล็อก หรือเป็นระเบิดเวลาการเมืองในอนาคตหรือไม่ นายสามารถตอบว่า มีน้ำหนักที่เป็นไปได้ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะประเด็นการอำนวยความสะดวกคนพิการ ให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งกาบัตรลงคะแนนให้คนพิการ อาจหมิ่นเหม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า การกาบัตรเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ คือเจ้าตัวต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยตัวเอง และไม่ให้ใครล่วงรู้ว่าลงคะแนนให้ใคร การให้เจ้าหน้าที่ช่วยกาบัตรลงคะแนน จึงเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ น่าสงสัยว่าปัญหาการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการมีมานานแล้ว แต่เหตุใดจึงเพิ่งมาให้สิทธิกันในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ซัดแม่น้ำ 5 สายอาการไม่ปกติ
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. คนทั้งบ้านเมืองมองออกว่าไม่ชอบมาพากล ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเกิดสถานการณ์ไม่ปกติขึ้นในแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง ก่อนหน้านี้ สนช.เพิ่งคว่ำกระบวนการสรรหา 7 กกต. ทั้งที่ภาคส่วนอื่นไม่มีโอกาสไปแทรกแซง รวมกับกรณีที่นายกฯเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง ชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำ 5 สายทำให้ประเทศขาดความน่าเชื่อถือ ไร้ความเชื่อมั่น นอกจากทำให้คสช. และรัฐบาลเสียหายแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อทุกภาคส่วน และประชาชนด้วย คสช.และรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร หลายกรณีที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นรัฐบาลระบอบประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้แล้ว ไม่ลาออก ก็ยุบสภา ขอฝากว่า คสช.จะรับผิดชอบต่อประเทศและประชาชนอย่างไรต่อความเสียหายที่เป็นผู้ก่อขึ้นมา โดยไม่มีภาคส่วนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง
ชพน.ตอก “สมชาย” ใช้ไม่ได้
ด้านนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การที่ สนช.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ตีความ ไม่ใช่การวางแผนยื้อเวลา ไม่ใช่ตั้งใจ แต่เป็นความบกพร่อง ส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะส่งหรือไม่ส่งไปพิจารณาเอง ผูกเองต้องแก้เอง ถ้ามีปัญหาต้องรับผิดชอบที่นายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช.ตั้งเงื่อนไขให้พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันนั้น โดยตรรกะถือว่าใช้ไม่ได้ ตอนทำไม่เคยปรึกษา ส.ส.ไม่เรียกไปถาม ทำที่ตัวเองสบายใจ พอมีปัญหาจะมาโยนใส่พรรค การเมือง บอกเลยว่าทุกพรรคการเมืองไม่ใช่ลูกแกะที่อยู่ปลายน้ำแล้วจะมาโทษว่าทำน้ำให้ขุ่น ทำไม่ถูกแล้วจะมาโยนใส่พรรคการเมืองรับผิดชอบได้ที่ไหน
ถ้ารู้จักหน้าที่ปัญหาไม่เกิด
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ปัญหาสังคมไทยเวลานี้คือการไม่รู้จักหน้าที่ตนเอง ถ้ารู้จักหน้าที่ไม่เกิดปัญหาขึ้นมาแน่ มีหน้าที่เป็น สนช.ก็ทำหน้าที่ สนช.ไป ไม่ได้มีหน้าที่มาบอกว่าให้พรรคการเมืองลงสัตยาบัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องคุณหรือไม่รับ หากรับแล้วรู้ไหมจะใช้เวลานานแค่ไหน จะวินิจฉัยขัดหรือไม่ขัด ชอบแต่คิดจะทำงานแทนคนอื่น อย่ามาถามคนอื่นถามตัวเองก่อน ถ้าสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญจะรับผิดชอบอย่างไร ทั้งที่ทักท้วงแล้ว อย่างนี้เท่ากับยืมมือศาลรัฐธรรมนูญยื้อเวลาให้ตัวเอง ตั้งใจบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้ร่าง ลองไปถามชาวบ้านดูเขาอยากเลือกตั้ง อยากมีรัฐบาลที่เขาเลือกมาเอง 4 ปีของ คสช.และรัฐบาล ถึงเวลาคืนอำนาจได้แล้ว
“สมชาย” ตีกินบอกทุกอย่างจบ
วันเดียวกัน นายสมชาย แสวงการ เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า การยื่นข้อเสนอให้พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันยอมเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง 3 เดือน แลกกับการให้ สนช.ส่งตีความร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าพรรคการเมืองตอบแล้วว่าไม่เอา ก็ขอขอบคุณจะได้ตรงกับคำตอบของ สนช.ที่จะไม่ยื่นตีความ ทุกอย่างจบ ถ้า สนช.ไปยื่นเองอาจถูกกล่าวหาเป็นทฤษฎีสมคบคิด มีเจตนายื้อการเลือกตั้ง สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างรอบคอบแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการตัดสิทธิข้าราชการการเมือง หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการให้คนพิการ ผู้สูงอายุ มีผู้ช่วยกาบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ถามว่าตนเป็น สนช.ประเภทใด ขอบอกว่าเป็นพวกฝีพาย เป็นคนทำงานไม่เคยเอามือราน้ำ เห็นปัญหาก็แก้ไขไม่ได้แก้ตัว
มั่นใจ ก.ม.ลูก ส.ส.ไม่ขัด รธน.
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อห่วงใยเรื่องการให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งช่วยกาบัตรลงคะแนนให้คนพิการ ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ อาจเป็นระเบิดเวลาให้เกิดล็อกการเมือง นายสมชายตอบว่า ยืนยันว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแน่นอน แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้การกาบัตรเป็นไปโดยตรงและลับ แต่ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เปิดช่องไว้ว่าหากมีความจำเป็น อาจให้ผู้อื่นกาบัตรลงคะแนนแทนได้ โดยถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ สนช.ทำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการ และผู้สูงอายุ จะได้ไม่ถูกตัดสิทธิต่างๆ ตอนลงประชามติรัฐธรรมนูญเคยใช้วิธีนี้มาแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร รวมทั้งประธาน กกต.เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะที่ผ่านมามีผู้สูงอายุ คนพิการที่สภาพร่างกายมีปัญหาขอให้เจ้าหน้าที่กาบัตรแทนให้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำให้ได้ เพราะผิดกฎหมาย จึงมั่นใจว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน จะกลัวอะไรกับสิ่งที่เป็นประโยชน์
ปัดไม่มีทฤษฎีสมคบคิด
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. กล่าวว่า สนช. จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 มี.ค. ขอให้วินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.เพียงฉบับเดียว ทั้งนี้ หลังกฎหมายทั้ง 2 ฉบับประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของประชาชน หากจะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก เพราะกฎหมายทุกฉบับถือเป็นสิทธิของประชาชนเช่นกัน ส่วนตัวเชื่อว่าสมาชิก สนช. จะไม่ใช้สิทธิในฐานะประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายเลือกตั้ง เพราะได้ตกลงกันแล้ว หากทำก็ไม่ฉลาด ยืนยันว่าไม่มีการสมคบคิดกันระหว่าง สนช. และ กรธ. เพื่อยื้อเวลาให้กระทบต่อโรดแม็ป หลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าการออกกฎหมายที่ผ่านมามักมีปัญหาต่อเนื่อง
กรธ.ลุ้นนายกฯยื่นตีความเอง
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ.กล่าวถึงกระแส โจมตี กรธ.และสนช.ร่วมกันวางยาเพื่อยื้อการเลือกตั้งว่า ไม่ขอต่อล้อต่อเถียง ขอยอมแพ้ กรธ.ทำหน้าที่ตัวเองเรียบร้อยแล้ว สำหรับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ สนช.ไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ไม่เป็นไร กรธ.เตือนถึงผลกระทบตามโรดแม็ปที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้วในเอกสารเสนอแนะต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. โดยเฉพาะหากมีมือดีไปยื่นให้ตีความภายหลังกฎหมายบังคับใช้ แต่ต้องรอดูฝั่งรัฐบาลอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะนายกรัฐมนตรีสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ แต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่ถึงมือนายกฯ
“บิ๊กตู่” ชูความมั่นคงไซเบอร์
สำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 08.40น. วันที่ 18 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) เร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง ที่ศูนย์การประชุมนานาชาตินครซิดนีย์ มีการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียสมัยพิเศษ 2018 แบบเต็มคณะ ในหัวข้อ “การส่งเสริมความมั่นคงและความมั่งคั่งในภูมิภาค” โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถ้อยแถลงการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ว่า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานปัจจัยความใกล้ชิด ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันพัฒนาในทุกมิติ ผลประโยชน์ร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ หันหน้าเข้าหากันช่วยให้อินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงระหว่างประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และด้านดิจิทัล ร่วมแลกเปลี่ยนข่าวกรอง เสริมสร้างระบบการบริหารจัดการชายแดนในอาเซียนและภูมิภาค ป้องกันการก่อการร้ายสากล การเผยแพร่ลัทธิแบบสุดโต่งที่นิยมใช้ความรุนแรง ร่วมความมั่นคงทางไซเบอร์ พัฒนากฎกติกาสากลด้วย
พอใจผลสำเร็จปฏิญญาซิดนีย์
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์และคณะร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำและได้เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้นำ ต่อมาเวลา 17.00 น. นายกฯพบปะชุมชนไทยในออสเตรเลีย ณ โรงแรมที่พัก พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการประชุมดีมาก ทุกประเทศต่างช่วยกันนำเสนอประเด็นที่ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย การสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ ออกระเบียบคุมการค้าออนไลน์ พัฒนาเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือทาฟต้าให้คลุมทุกประเทศสมาชิก ที่สำคัญที่ประชุมเห็นชอบปฏิญญาซิดนีย์ในกรอบกว้างๆ การลงนามป้องกันการก่อการร้าย และเรื่องที่ได้รับความสนใจคือปัญหาโรฮีนจา ได้พูดคุยกับนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาและผู้นำทางการทหารเมียนมา ให้ไปหาแนวทางโดยพร้อมเสนอให้สมาชิกมีเอกภาพในการช่วยเหลือกัน
ดูต้นแบบไปบริหารจัดการเมือง
นายกฯกล่าวว่า การหารือทวิภาคีกับนายมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้ตอบรับเชิญเยือนไทย และเน้นย้ำขอให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความเท่าเทียมทางโอกาส แสดงความเป็นห่วงเรื่องกฎกติกาและความทันสมัยของกฎหมาย ซึ่งตนได้อธิบายว่าไทยได้ปรับปรุงให้เป็นสากลแล้ว และระหว่าง 2 ประเทศจะมีการจัดโรดโชว์แลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ เช่น ไทยเก่งการต่อท่อเส้นทางรถไฟฟ้า การท่องเที่ยว ขณะที่ออสเตรเลียมีระบบการบริหารจัดการเมืองที่ดี เป็นระเบียบมีความสะอาด และการบริหารจัดการน้ำ จึงจะยกเป็นต้นแบบไปพัฒนาที่ไทย และยังมีแนวคิดนำร่องมีศูนย์โฮมสคูลในประเทศไทยเพื่อลดภาระผู้ปกครอง การประชุมครั้งนี้ได้อะไรกลับไปหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะสำหรับการเตรียมเป็นประธานอาเซียนปีหน้าและเป็นประธาน จัดประชุมเอเปคในปี 2565 ซึ่งจะสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติรองรับ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯและคณะ เดินทางกลับถึงประเทศไทยในเวลา 14.30 น. ของ วันที่ 19 มี.ค.
“อนุทิน” โพสต์ภาพถ่ายคู่นายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 ในฐานะกลุ่มนักธุรกิจไทย ในนามประธานกรรมการบริษัท STP&I จำกัด ที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลออสเตรเลียเข้าร่วมการประชุมซีอีโอฟอรัม ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางขยายการค้าการลงทุน เป็นภาพที่นายอนุทินถ่ายร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และโพสต์ข้อความว่าได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เป็นนายกฯมาตั้งแต่ปี 57 รวมถึง โพสต์ภาพถ่ายกับนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และ รมว.ต่างประเทศเมียนมา
มิ.ย.เรียกการเมืองถกสลายขั้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกับ ตัวแทนชุมชนคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ว่า แม้จะได้สัญชาติออสเตรเลียก็ขออย่าลืมประเทศไทย ในประเทศก็ลดราวาศอกไปเยอะเพราะมีกรรมการใหญ่คือตน แต่ให้ช่วยดูด้วยว่าใครมาเร่ร่อนแถวนี้ จากนี้ จะเละไม่ได้และไม่ใช่หลงตัวเอง แต่ประเมินจากต่างประเทศเขายอมรับ “แต่ก่อนเขาคิดว่าผมโง่วันนี้อียูไม่รังเกียจผมแล้ว เว้นคนไทยบางคนที่รังเกียจ อยู่ช่วงเดือน มิ.ย.จะเรียกทุกพรรคมาพูดคุย สอบถามว่าจะมีแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างไร และเห็นว่าการเมืองไทยต่อไปฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องเดินไปด้วยกัน สลายขั้วเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนเท่าเทียม ทั่วถึง ขอให้เชื่อมั่น”
แซะคนหนีคดีไม่มีความสุข
นายกฯยังกล่าวอีกว่า ปัญหาการทุจริตงบประมาณ ยืนยันส่วนตัวไม่ได้ปกป้องพี่น้อง โครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เรื่องทุจริตมีมานานแล้ว รื้อมาจากงบฯที่โดนโกงและถูกปกปิด จัดการคนโกงเงินหลวง ที่บอกว่าปกปิดปกป้องบอกว่ารักพี่รักน้อง ป.ป.ช.ก็ต้องไปดูเอาเอง คนโกงต้องจัดการ ส่วนบางคนถ้า ไม่ผิดคงไม่ต้องหนี คนที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศถ้าเปลี่ยนพาสปอร์ตคงไม่สามารถตามได้ เพราะต่าง ประเทศอาจมองเป็นเรื่องการเมือง แต่คนหนีคงไม่มีความสุข เพราะกลับบ้านไปหาพี่น้องไม่ได้ แม้จะกลับไปตายที่ไทยก็ไม่ได้ ส่วนให้อินเตอร์โพลตามต้องให้เขาตอบมาก่อนว่าอยู่ประเทศไหน หากไม่แจ้ง ก็ทำอะไรไม่ได้
นิด้าโพลชี้ “ประยุทธ์” นำลิ่ว
วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน (ครั้งที่ 1)” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 62.32 พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล คือพรรคการเมืองใหม่ เพราะอยากเห็นคนใหม่ นโยบายใหม่ แนวคิดใหม่ เบื่อการบริหารงานของพรรคการเมืองเก่า สำหรับบุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ร้อยละ 38.64 เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 2 ร้อยละ 13.04 คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.24 คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียงตามลำดับไป คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายปิยบุตร แสงกนกกุล พรรคอนาคตใหม่ และอันดับ 10 คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.
ไม่เชื่อมือรัฐบาลปราบโกง
ขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน คิดอย่างไรกับข่าวการทุจริต ณ วันนี้ สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,157 คนทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่มองว่า การทุจริตในระบบราชการ เป็นปัญหาใหญ่ มีมานาน สร้างความเสียหายต่อประเทศ อยากให้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ตรวจสอบ รื้อระบบภาครัฐครั้งใหญ่ โดยมีสาเหตุจากความโลภ เห็นแก่ตัว การใช้อำนาจหน้าที่เอาเปรียบ ระบบการตรวจสอบติดตามไม่เข้มแข็ง เมื่อถามว่าข่าวทุจริตมีผลต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เพียงใด ร้อยละ 40.97 ระบุว่า มีผลมาก ร้อยละ 22.13 มองว่า ค่อนข้างมีผล นอกจากนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 56.61 ไม่คิดว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะแก้ปัญหาทุจริตได้ เพราะมีหลายคดีเงียบหาย เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ผู้มีอิทธิพลเป็นปัญหาเรื้อรัง มีเพียงร้อยละ 19.97 ที่เชื่อว่าจะแก้ไขได้
ที่มาไทยรัฐ