
เนติวิทย์ประชดมอบ 8 ดุษฎี 3 นิสิตชูป้ายแซะ ‘เผด็จการ’ สนธิรัตน์แค่คิด-ยังไม่ตั้ง
“ประยุทธ์” ชิมลางลงพื้นที่ กทม. ปาฐกถาเป่ากระหม่อมเด็กจุฬาฯ ประเดิมปักธงพลังประชารัฐชุมชน บึงบางซื่อ โอดทำงานเยอะจนจำอะไรไม่ได้ เปรยหลังเลือกตั้งอาจจะดีก็ได้ อ้อนอย่าลืมกัน รักคนแก่คนนี้ด้วย เจอ 3 นิสิตโจ๋ชูป้าย “รักเผด็จการ” ด้าน “เนติวิทย์” เสียบหูฟัง ปิดแมสก์ ใส่ปลอกแขนดำเข้าร่วม เหน็บผู้นำจ้อตลกไร้สาระ สับผู้บริหารแห่เชียร์เพราะหวังเงิน “สนธิรัตน์” อ้อมแอ้มยังไม่ชัดตั้งพรรคใหม่หนุน “บิ๊กตู่” ยกก้นเหมาะสมสุดนำพาชาติช่วงเปลี่ยนผ่าน “วิษณุ” เตือน รมต.เอี่ยวตั้งพรรคระวังปมผลประโยชน์ “อภิสิทธิ์” ซัดพรรคทหารส่อขัด รธน. รมต.เลี่ยงลงสมัคร ส.ส.ใช้อำนาจเอื้อพวกฝืนหลักธรรมาภิบาล 11 เม.ย. ศาล รธน.ถกรับ-ไม่รับชี้ขาดกฎหมายลูก ศาลยกคำร้องขอฝากขังกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
แม้ยังไม่มีความชัดเจนของพรรคการเมือง ที่คนในรัฐบาลจะจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว. พาณิชย์ ที่ตกเป็นข่าวจะเป็นเลขาธิการพรรคชี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะตั้งพรรคหรือไม่ในขณะนี้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจพบปะประชาชนทั้งในต่างจังหวัดและ กทม.อย่างต่อเนื่อง โดยถูกมองว่าเป็นการหาเสียงล่วงหน้า
“บิ๊กตู่” ปาฐกถาจุฬาฯ อารักขาเข้ม
เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 9 เม.ย. ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) เดินทางไปปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน” โดยบรรดานิสิตจุฬาฯ ทยอยเข้าร่วมฟังจำนวนมาก ท่ามกลางการอารักขาเข้มงวด นิสิตต้องใช้บัตรนิสิตไปแลกคิวอาร์โค้ดสแกนเข้าไปด้านใน เมื่อถึงหน้าห้องประชุมต้องสแกนนิ้วมืออีกครั้ง พร้อมโชว์คิวอาร์โค้ดรับคะแนนกิจกรรม ขณะที่นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ พกเอียร์ปลั๊กอุดหู คล้องหน้ากากและสวมปลอกแขนดำเข้าร่วมรับฟังด้วย โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้แยกตัวให้ขึ้นไปนั่งฟังบนชั้นลอยของหอประชุม ซึ่งเป็นโซนที่นั่งของคณาจารย์และต้องติดบัตรสีส้มแยกจากกลุ่มนิสิต เดินผ่านเครื่องสแกนวัตถุระเบิดถูกตรวจค้นอย่างละเอียด และมีเจ้าหน้าที่สันติบาลคอยประกบอยู่
โอดทำงานเยอะจนจำอะไรไม่ได้
ต่อมาเวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ได้วาง พวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ก่อนกล่าวปาฐกถาว่า จุฬาฯ เปรียบเสมือนบ้าน เพราะมารับลูกบ้างภริยาบ้าง ลูกสาวจบคณะนิเทศศาสตร์ ภริยาสอนที่นี่ จุฬาฯกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นจะทำให้ดีขึ้นหรือเลวลงยังไม่มีใครตอบได้ แต่รัฐบาลนี้ตั้งใจทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เราใช้ระบบเสรีนิยม ที่ผ่านมาแม้บางอย่างดีแต่ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลก็ไม่ทำ ดังนั้นวันนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนขอให้ร่วมกันทำงาน ไม่เช่นนั้นจะเกิดๆ ติดๆ ดับๆ อย่างนี้ตลอดเวลา ขอให้กลับไปดูสถานการณ์ทางการเมืองว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนอย่างไร การทุจริตในส่วนของราชการต้องยอมรับว่ามีกฎหมายมีเยอะแยะไปหมด อยู่ที่ใจคนจะทำตามหรือไม่ จึงมุ่งเน้นจะแก้ไขให้ได้ กฎหมายไม่ทันสมัยต้องแก้ไขไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญมาทะเลาะกัน ทุกวันนี้ทำงานเยอะมาก ปัญหาเยอะบางวันจำอะไรไม่ได้เลย บางครั้งตื่นมายังจำตัวเองไม่ได้ แต่พอแต่งตัวจะทำงาน นึกได้ว่ายังเป็นนายกฯ อยู่ เอกสารท่วมโต๊ะกันทั้งนั้นไม่ได้นั่งสบาย
เปรยหลังเลือกตั้งอาจจะดีก็ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า จนเงินแต่อย่าจนความคิด ต้องช่วยกันเป็นคนดีมีคุณธรรม อย่าแก้ปัญหาปลายทาง ต้องสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส แต่หลายคนไม่สนใจสิทธิตนเองจึงเกิดปัญหาขึ้น ทุกประเทศมองไทยเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น คนมาเที่ยวมากขึ้นเพราะบ้านเมืองสงบ “ก็เอาสิก็เลือกเอา เลือกตั้งว่าจะไม่พูดก็คอยดูกันต่อไปแล้วกันอาจดีก็ได้ แต่อย่ามาโทษผมอีกก็แล้วกัน ต้องไปดูยุทธศาสตร์ 20 ปี มาบอกว่าผมจะสืบทอดอำนาจจะอยู่ไปทำไม 20 ปี แค่นี้อายุก็ 60 กว่าแก่ตายอยู่แล้ว พักผ่อนบ้าง อย่าไปมองอย่างนั้นเพราะมันมีปรับได้ แต่แค่นี้เถียงกันแล้วไม่ยอมกัน กลายเป็นว่ามาบอกสืบทอดอำนาจ อย่างการปฏิรูปบางอย่างต้องใหม่เลย บางอย่างต้องแก้ปัญหาเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆ ต้องฟังความคิดทุกอัน อันไหนทำได้ทำเลย อันไหนขัดแย้งไว้ข้างๆก่อน ถ้ารอทำทีเดียวไม่มีทางได้ เพราะไทยขัดแย้งกันสูง”
โบ้ยจับทุจริตบานเกิดนานแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราต้องไม่สอนให้อยากมี อยากได้ แล้วทำอะไรที่ขัดแย้ง ประเทศใดที่ไร้กฎหมาย ระเบียบ วินัย มันอยู่ไม่ได้ วินัยสร้างชาติ สร้างคน เปลี่ยนผ่านให้ได้ ทุกคนต้องเข้าร่วม ไม่ใช่ประท้วงเรียกร้องอย่างเดียว คาดหวังจุฬาฯจะเป็นเรือธงและพาเรือขบวนไปด้วย ทำให้ดี เป็นบุคคลที่มีคุณค่า ไม่ขัดแย้ง ไม่ตีกัน คนไทยเป็นคนคิดมาก คิดละเอียดหมด แต่ฝรั่งอะไรที่ดีทำไปก่อน แล้วแก้ ต่างกันตรงนี้ อย่างอีอีซีก็ต่อต้าน หลายคน ไม่ชอบ ต้องดูว่าวันหน้าจะเอาอะไรมาดูแลคนจน อย่าไปมองว่าเป็นการทุจริต ถ้าทุจริตก็จับให้ได้ และที่จับได้รัฐบาลนี้จับเพราะเกิดนานแล้ว ช่วงท้ายนายกฯได้แนะนำรัฐมนตรีที่มาด้วย เมื่อจะแนะนำ พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 แต่ไม่เห็นตัว จึงถามว่า “ไหนอยู่ไหนไปรักษาความปลอดภัยอยู่ข้างหลังเหรอ ไม่ต้องหรอกปล่อยเขาไป”
อ้อนอย่าลืม-รักคนแก่คนนี้ด้วย
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้นั่งรถโดยสารขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (EVT) ที่ผ่านการออกแบบ และวิจัยระบบการควบคุมได้มาตรฐานระดับสากล (ISO 9001) โดยบริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (EVT) เดินทางไปยังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ รพ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลงานและความก้าวหน้าของคณะแพทยศาสตร์ มีผู้บริหารและนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อจบออกไปต้องเข้มแข็งทำเพื่อคนอื่น เจอระบบการบริหารที่แตกต่างกันต้องอดทน ตัดสินใจอะไรไม่ใช่ว่าคนอื่นผิดหมด จะทำให้สังคมวุ่นวาย ถ้าเขาผิดเราต้องพยายามแก้ไข ไม่ใช่ไปต่อต้านคัดค้านทำให้มีปัญหา เรื่องประชาธิปไตยความรักชาติเราขัดแย้งไม่ได้อีกแล้ว “อย่าลืมคนแก่คนนี้ รักคนแก่คนนี้ด้วย เจอที่ไหนทักทายด้วยนะ” จากนั้นได้เยี่ยมชมศูนย์หลอดเลือดและนั่งรถบัสไปยังสยามสแควร์วัน เยี่ยมชมผลงานและนิทรรศการ “ในเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม”
ทำเป็นเหนียม “สมคิด” ดันนั่งต่อ
ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่อาคารสยามสแควร์วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุย เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นก่อนเดือน มิ.ย.ว่า ยังไม่ได้คิดตรงนั้น อย่าไปสนใจอะไรเขามาก จะพบเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เมื่อพร้อมจะพบ เร็วพบช้าก็พบกันอยู่ดี ยังไงก็พบก่อนวันเลือกตั้งอยู่แล้ว เมื่อถามว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไป นายกฯกล่าวว่า “ก็ขอบคุณ แต่ผมยังไม่รู้ว่าจะรับหรือเปล่า ต้องพิจารณาไปด้วยกัน โอเคนะ”
โดน 3 นิสิตชูป้าย “รักเผด็จการ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกฯให้สัมภาษณ์อยู่ ปรากฏว่าได้มีนิสิตจุฬาฯ 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน เดินเข้ามาหานายกฯ พร้อมชูกระดาษขนาดเอ 4 เขียนข้อความว่า “ชาวจุฬารักลุงตู่ (เผด็จการ)” ตรงคำว่า “ลุงตู่” ขีดกากบาททับ ทีม รปภ.ของนายกฯจึงรีบเข้าไปกันตัวออกมา และดึงกระดาษออกจากมือจนขาด แต่นายกฯตะโกนห้ามบอกว่า“ปล่อยเขาเถอะ อย่าไปทำร้ายอะไรเขา ปล่อยเขา ถ้าเขาไม่เข้าใจก็ปล่อยเขาไปนะ ปล่อยไปเถอะ คนเก่ง เยี่ยม เก่งมาก เวลาประเทศเสียหายก็ออกมาด้วยนะ” นายกฯกล่าวพร้อมยกมือชูนิ้วโป้ง และเดินไปขึ้นรถกลับทำเนียบรัฐบาลทันที ขณะที่ นิสิตทั้ง 3 คนได้กลับออกไป
ปลุกพลังประชารัฐชุมชนบึงบางซื่อ
กระทั่งเวลา 15.00 น. ที่บริเวณพื้นที่พัฒนาบึงบางซื่อ เขตจตุจักร พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “สานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ” โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมฯเข้าร่วม ก่อนเริ่มพิธีเปิด ได้เยี่ยมชมบ้านตัวอย่างและพบตัวแทนชุมชนรับฟังความเป็นอยู่ของชาวบึงบางซื่อ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราต้องช่วยกันปรับปรุงแก้ไขปัญหาขยะ น้ำเสีย ต้องร่วมมือกันแก้อย่างเป็นระบบ ขณะนี้จัดระเบียบทั้งคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คงทำให้ร่ำรวยไม่ได้ แต่ถ้าอยู่อย่างพอเพียง วันหน้าจะดีขึ้น ชุมชนอยู่อย่างไม่มีระเบียบต้องแก้ไม่ให้บุกรุก
ถ้าจะรับลงพรรคต้องเลือกทั้งหมด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรไปหลายคนไม่รู้ เรื่องสิทธิประโยชน์กลายเป็นบ่อเกิดของการทุจริตเพราะทุกคนไม่รักษาสิทธิตัวเอง ข้าราชการต้องชี้แจงให้มากขึ้น วันข้างหน้าต้องไปเขียนบทละครให้เป็นแบบบุพเพสันนิวาส เอาเรื่องราวต่างๆไปใส่ไว้ในบทละคร บางคนอาจมองว่าเป็นการโหนกระแสแต่กระแสดีๆทำไปเถอะ ถ้ากระแสไม่ดีอย่าไปโหน วันนี้มีทั้งคนทำดีและไม่ดี คนทำไม่ดีอย่าไปสนใจให้เครดิต อย่าไปให้ค่า วันนี้หลายคนถามว่ารัฐบาลจะอยู่อย่างไร นายกฯจะไปไหนไปสมัครพรรคการเมืองอะไร ตนยังไม่ติดต่อไปใครเชิญมายังไม่รู้จะรับหรือเปล่า ถ้ารับไปแล้วไม่มีใครเลือกจะทำอย่างไร ถ้าจะรับก็ต้องเลือกทั้งหมดมันจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ยังไม่ตัดสินใจอะไรวันนี้ขอดูแลชาวบ้านก่อนไม่ต้องการการเมืองอะไร ใครจะพูดอะไรก็พูดไป ขอให้เข้าใจตนด้วย วันนี้ พูดทั้งวันเหนื่อย ไปมาหลายที่เจอคนหลายกลุ่ม แต่เจอประท้วงอยู่คนเดียวใส่หูฟังไม่อยากฟังก็อย่าฟัง แต่อย่าบ่นแล้วกันในวันข้างหน้า
“เนติวิทย์” เหน็บ “บิ๊กตู่” ตลกไร้สาระ
นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และอดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ เปิดเผยหลังเข้าฟังนายกฯปาฐกถาว่า เตรียมแมสก์กรองอากาศและจุกโฟมอุดหูมาด้วย เพราะวันนี้ที่จุฬาฯมีมลพิษทางอากาศและเสียง ปลอกแขนดำที่ใส่เพื่อไว้ทุกข์ให้กับผู้บริหารจุฬาฯที่เชิญคนที่ยังไม่มีความโปร่งใส มีเรื่องคอร์รัปชันมาพูดถือเป็นการทำลายเกียรติของมหาวิทยาลัย ไม่มีอะไรต่างกับที่เคยพูดมา เพียงแค่การพูดตลกไม่มีสาระ ไม่บอกเลยว่าตอนนี้คนยากจนเดือดร้อนขนาดไหน เชิญคนใหญ่คนโตมาพูดไม่ว่า แต่ควรเชิญคนที่มีคุณภาพมาตอบโจทย์จุฬาฯได้ อยากบอก พล.อ.ประยุทธ์ว่าชาวบ้านเดือดร้อนขนาดไหน เรื่องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คอร์รัปชัน นายกฯมาพูดตลก ผู้บริหารจุฬาฯก็เชียร์กัน เพราะต้องการเงิน ไม่ได้ต้องการความจริง ช่วงบ่ายจะยื่นหนังสือต่อผู้บริหารจุฬาฯ เพื่อเสนอให้มอบรางวัลดุษฎีบัณฑิต ให้ พล.อ.ประยุทธ์ 8 ใบ 8 คณะ เพราะถ้าจะเชียร์เผด็จการ ต้องทำให้เต็มที่
“บิ๊กป้อม” ให้ดูผลโพลหนุนนายกฯ
ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯว่า “แล้วตั้งพรรคการเมืองหรือเปล่าล่ะ เรายังไม่ได้ตั้งพรรคอะไรเลย ใครเป็นคนตั้ง เชื่อว่าไม่มีการตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาล อดีต ส.ส.ที่มาพบนายสมคิดมาแค่วันเดียว และมีอยู่แค่คนสองคน มาพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แล้วจะมาเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง พล.อ.ประยุทธ์จะลงเล่นการเมืองหรือไม่ ผมตอบแทนไม่ได้ ต้องไปถามท่านเองในส่วนผมยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง เมื่อถามต่อว่า มอง พล.อ.ประยุทธ์มีคุณสมบัติเป็นนายกฯต่อหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มอง แต่คิดว่าสมควรเป็นนายกฯในตอนนี้อยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่า จะเหมาะสมเป็นนายกฯในอนาคตหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ให้ไปดูโพล”
“สนธิรัตน์” ยก “ประยุทธ์’ เหมาะนำพา ปท.
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อไปว่า เรื่องนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และตนได้พูดคุยทุกครั้งก็เป็นห่วงอนาคตประเทศ ถ้าการเมืองยังเป็นในรูปแบบเดิมจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ สิ่งที่นายสมคิดพูดคือนายกฯเป็นผู้ที่เหมาะสมจะนำพาประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่มีกระแสข่าวตั้งพรรค การเมือง โดยมีชื่อนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวพรรคหน้าพรรค ส่วนตนเป็นเลขาธิการพรรค “ยอมรับว่ามีการพูดคุยมาโดยตลอดไม่ใช่เพิ่งคุย เพราะการคุยกับนักการเมืองจะได้รู้เรื่องปัญหาของชาวบ้านผ่านนักการเมืองในพื้นที่ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นว่าจะมีการตั้งพรรคการเมือง” นายสนธิรัตน์กล่าว
อ้อมแอ้มยังไม่สรุปตั้งพรรคหรือไม่
นายสนธิรัตน์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งพรรคการเมือง แต่มีชื่อตนและนายอุตตมเข้าไปเกี่ยวพัน เป็นเพียงการพูดคุยว่าประเทศจะไปทางไหน มองว่าใครเป็นผู้เหมาะสมที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯและนำพาประเทศ โดยกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ก็มาแรง นายสมคิดบอกว่า หากนายกฯสนใจหรือประชาชนเรียกร้องให้เป็นนายกฯต่อไป นายสมคิดและตนพร้อมสนับสนุน “พวกผมยังไม่มีการตั้งพรรค แต่มีการพูดคุยหารือกันในเส้นทางข้างหน้าที่รัฐบาลชุดนี้จะส่งมอบงานต่อ ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ในฐานะที่เป็นคนทำงานอยากให้การส่งผ่านเดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่นการหารือกันไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ต้องการทำอย่างไรไม่ให้ประเทศชาติติดล็อก ขั้นตอนมีแค่นี้ ขณะนี้ยังไม่มีผลสรุปและยังเร็วเกินไปที่จะตอบ” นายสนธิรัตน์กล่าว
“วิษณุ” ไม่สน พท.เมินร่วมถก คสช.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองประสานขอพูดคุยกับ คสช.ว่า มีไม่กี่พรรคประสานเข้ามาอยากพูดคุยกับ คสช.ก่อน มิ.ย. ได้ส่งให้ คสช.พิจารณา ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญบังคับใช้ก่อน แต่อาจชี้ขาดอะไรได้ยาก ส่วนที่พรรคเพื่อไทยระบุ คสช.ไม่มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง จึงไม่จำเป็นต้องร่วมพูดคุยด้วยก็ไม่เป็นไร แม้พรรคใหญ่ไม่เข้าร่วมไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีพรรคมาร่วมพูดคุยน้อยก็ไม่จำเป็นต้องจัดก็ได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่จะพูดคุยหลังกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมา คาดว่าจะเป็นเดือน มิ.ย. คำสั่งเขียนได้เผื่อไว้ว่าอาจเชิญพรรคการเมืองมาร่วมพูดคุยด้วยก็ได้ แต่ไม่ได้เขียนว่าต้องให้มา ถ้าไม่มาการประชุมจะเป็นโมฆะ วันนี้พบกันได้แม้จะก่อน มิ.ย. ทุกอย่างอะลุ่มอล่วย ไม่มีอะไรบังคับตายตัว เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นพูดเรื่องการปลดล็อกและการเลือกตั้งเจตนาจะพูดถึงโรดแม็ปต่อไป เมื่อกฎหมายประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงให้ ครม. คสช. กรธ. สนช. กกต.และพรรคการเมืองด้วย ก็มาหารือว่าจะปลดล็อกเมื่อใด จะกำหนดการเลือกตั้งได้เมื่อใด
สถานการณ์ไม่ปกติ กกต.ต้องฟังคนอื่น
“รัฐบาลจะออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง แล้ว กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง กกต.จะดูความพร้อมถามว่าจะพร้อมเลือกตั้งประมาณเดือนไหน ม.ค.หรือ ก.พ.62 ไหวไหม กกต.อาจเตรียมวันมาแล้วถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะอำนาจอยู่ที่ กกต. แม้ในอดีต กกต.จะกำหนดวันเลือกตั้งเพียงหน่วยงานเดียวได้ แต่วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.และอะไรต่อมิอะไรอยู่มากมาย จึงต้องให้หันหน้าเข้าหากัน กกต.ยังเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการเลือกตั้งอยู่ดี แต่ถ้าหน่วยงานอื่นไม่เห็นด้วยกับ กกต.ก็ไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ และวันดังกล่าวอาจได้วันเลือกตั้งเลยหรือยังไม่ได้ก็ได้” นายวิษณุกล่าว
เตือน รมต.ตั้งพรรคระวังข้อ ก.ม.
เมื่อถามถึงกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ประกาศชัดสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อ จนทำให้พรรคการเมืองโจมตีว่าใช้อำนาจรัฐชิงความได้เปรียบ นายวิษณุ กล่าวว่า ใครก็ตามที่เกี่ยวพันกับการจัดตั้งพรรคการเมืองต้องระมัดระวังในส่วนเหล่านี้ เส้นแบ่งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะบางมาก ฉะนั้น ต้องระมัดระวัง ข่าวคนในรัฐบาลจะตั้งพรรค ตนไม่รับรู้และไม่อยากรู้
ชี้รัฐบาลได้เปรียบเป็นธรรมดา
เมื่อถามถึงกรณีพรรคการเมืองวิจารณ์การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์เอาเปรียบพรรคการเมือง นายวิษณุตอบว่า ไม่ว่าพรรคใดต้องการลงพื้นที่ย่อมทำได้ ถ้าไม่ใช่ลงไปเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง เรามองว่านายกฯลงพื้นที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล คนเป็นรัฐบาลมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบคนอื่นบ้างเป็นธรรมดา เหมือนกับรัฐบาลก่อนๆ ประมาณ 2 เดือนก่อนยุบสภาจะลงพื้นที่หาเสียง โดยพรรคอื่นไม่รู้ว่าจะยุบสภา เป็นแบบนี้เยอะแยะทั่วโลก ถ้าจะกล่าวหาว่าได้เปรียบมันก็ได้เปรียบอยู่แล้ว รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีอำนาจหน้าที่ตรงนี้อยู่ ส่วนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เดินสายพบประชาชนที่ จ.ตรัง รับฟังปัญหา ที่ผ่านมามีการเดินสายลงไปบรรยาย ปราศรัย พบปะกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราจะไม่บอกว่าผิดหรือไม่ เจ้าตัวจะรู้เองถ้าล้ำเส้นเกินไปเจ้าหน้าที่จะไปเตือน กิจกรรมที่นายธนาธรทำอยู่นั้นทำได้ เพราะหลายคนทำอยู่ รัฐบาลรับทราบเป็นประจำว่าหลายคนลงพื้นที่ไปพบกับใครอย่างไร
“มาร์ค” ซัดพรรคทหารส่อขัด รธน.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ถึงการตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯต่อไปว่า เป็นเรื่องแปลกดูจากข่าวเห็นว่าคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคฯใหม่นี้ เป็น ส.ส.ไม่ได้ เพราะตอนนี้ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า คนที่อยู่ในตำแหน่งหากจะเป็น ส.ส.ต้องลาออกภายใน 90 วัน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ซึ่งเลยมานานแล้ว ถ้าทำแบบนี้จะเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบคนอื่น แต่การที่ทำแบบนี้เหมือนกับจะบอกว่าเขาเลี่ยงการแข่ง ส.ส.แล้ว จะมาในตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน
รมต.นั่ง หน.-เลขาฯเลี่ยงลง ส.ส.
เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามเชิญชวนพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยเพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องกลับไปถามว่า ถ้าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ต้องไม่มีการเอาการดำรงตำแหน่งหรือการถืออำนาจขณะนี้ มาส่งผลต่อการแข่งขันในเชิงได้เปรียบ ต้องตอบคำถามว่าถ้าหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ไม่ลง ส.ส.ก็จริง แต่มีส่วนได้ส่วนเสียในการกลับเข้ามาสู่อำนาจ และระหว่างการเลือกตั้งยังมีอำนาจอยู่ ชัดเจนว่าขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มองว่าต่อจากนี้ไปอาจมีการดึงคนเข้าไปร่วมกับพรรคในหลายตำแหน่งอีกด้วย ต้องดูกันว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ปธ.ศาล รธน.ชี้ต้องได้คนดีรักษา ก.ม.
ที่โรงแรมเพนนินซุล่า นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้หลักนิติธรรม” เนื่องในวาระศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ 20 ปีว่า หลักนิติธรรมมี 2 ประการ คือมีกฎหมายที่เป็นธรรมและคนที่มาบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นคนดี ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาทั่วโลกคือบุคคลที่มาใช้กฎหมาย ถ้าคนไม่ดี กฎหมายจะดีเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนอกจากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังยึดหลักนิติธรรมตัดสินเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ของสมาชิกรัฐสภา เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ซึ่งมีการอ้างหลักเสียงข้างมากมาสนับสนุน ไม่สนใจเสียงข้างน้อย การใช้อำนาจตามอำเภอใจ เกิดความเสื่อมโทรมของประเทศ ชาติ หรือการวิวาทบาดหมางและแตกแยกในหมู่ประชาชน เป็นปัญหาวิกฤติของชาติ ย่อมถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม รวมถึงพฤติการณ์เสียบบัตรแทนกันด้วย จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ต้องหาคนดีปกครองประเทศ ได้คนดีมาออกกฎหมาย มารักษากฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ ในรัฐธรรมนูญปี 60 ขอติติงนิดหนึ่ง เพราะได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญคนดีมากกว่า ไม่ใช่ปล่อยคนชั่วเข้ามาแล้วไปปราบ แค่ชื่อก็ไม่ค่อยถูก
“วิษณุ” ให้กำลังใจอดทน อดกลั้น
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญ : ผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมว่า ขอแสดงความยินดีที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่มา 20 ปีแล้ว ถ้าเทียบกับคนกำลังจะบรรลุนิติภาวะ ทำหน้าที่มา 20 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญถึง 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญปี 40 ปี 50 ปี 60 ดังนั้น 20 ปี ไม่ใช่ 20ปีที่ราบรื่นหอมหวน เป็นเวลาที่วิกฤติเอาการ มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลายอย่าง บางครั้งเกือบเอาตัวไม่รอด ทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ จะใจหายใจคว่ำว่าจะรับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่หรือไม่ เมื่อทบทวนแล้วมีแล้วดีกว่าไม่มี ประโยชน์มากกว่าโทษ ศาล จึงดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ต่อจากนี้อาจมีคำวิจารณ์เข้ามาอีก ต้องอยู่อย่างอดทน อดกลั้น
11 เม.ย. ถกรับไม่รับชี้ขาด ก.ม.ลูก
นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ว่า เข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างรับความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องซึ่งมีจำนวนมาก เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นัดพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับไว้ในวันที่ 11 เม.ย. รวมทั้งคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีคำสั่งที่ 53/2560 ศาล เร่งรัดเป็นกรณีพิเศษอยู่แล้ว เพราะเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ แต่กรอบเวลาขึ้นอยู่กับความเห็นจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่จะทยอยส่งเข้ามา จึงไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้ว่าจะเสร็จเมื่อใด เมื่อถามว่า เหตุผลว่าไม่ต้องการให้กระทบโรดแม็ปเลือกตั้งพอจะเป็นเหตุผลที่นำมาพิจารณาได้หรือไม่ นายเชาวนะ ตอบว่า การที่ประธาน สนช.ระบุไว้ในคำร้องเป็นการบอกกล่าวถึงความจำเป็น ศาลรับรู้รับทราบเป็นอย่างดี ส่วนจะเสร็จพร้อมกันทั้งสองฉบับหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้
ผู้ตรวจการฯเชื่อมั่นมีทางออก
พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงเร่งพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ แม้คำสั่งที่ 53/2560 จะออกคำสั่งโดยชอบตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. แต่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 140 และ 141 ศาลรัฐธรรมนูญคงต้องวินิจฉัยว่าจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เชื่อว่าศาลจะมีแนวทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ จะเป็นการแก้คำสั่ง คสช.หรือให้ยกเลิกคำสั่งต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ขอให้ผู้ตรวจการฯเปิดเผยรายละเอียดของคำร้องไม่สามารถทำได้ แต่หากอยากรับทราบรายละเอียด สอบถามมาที่ผู้ตรวจการฯได้โดยตรง และทันทีที่กฎหมายลูกเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาครบถ้วนแล้ว ผู้ตรวจการฯจะเชิญประธานและกรรมการองค์กรอิสระทั้งหมดมาหารือกำหนดแนวทางการ ทำงานให้เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ
สนช. นัดเคาะ 7 กกต.ใหม่ต้น ก.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า จากกรณีคณะกรรมการสรรหา กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้สำนักงานเลขาวุฒิสภาเป็นหน่วยงานธุรการ เปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.-9 เม.ย.ซึ่งปิดรับสมัครและสรุปยอดผู้สมัครแล้วมีทั้งสิ้น 33 คน รายชื่อผู้สมัครที่น่าสนใจ อาทิ 1.นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีต ผวจ.บุรีรัมย์ ที่เคยสมัครรอบที่แล้ว 2.น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และอดีตผู้เชี่ยวชาญสำนักงาน กกต. 3.นายประวิง คชาชีวะ อดีตรองเลขาธิการ กกต. 4.นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ราช-อาณาจักรเนเธอร์แลนด์และอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ 5.พล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์ อดีตหัวหน้าสำนักตุลาการ ศาลทหารและตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารสูงสุด หลังจากนี้สำนักงานเลขาวุฒิสภาจะมีหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง กกต. ให้ตอบกลับภายในวันที่ 30 เม.ย. จากนั้นจะสัมภาษณ์ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมถึงบทบาทและอำนาจของ กกต. วันที่ 3 พ.ค. คาดว่ากลางเดือน พ.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร กกต.ต่อไป ใช้เวลา 45 วัน จึงจะส่งรายชื่อไปให้ที่ประชุมใหญ่สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบช่วงต้นเดือน ก.ค.ต่อไป
ตร.ยื่นฟ้องกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
ที่ศาลอาญา พ.ต.ท.ประกอบ เย็นหลักร้อย พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม นำตัวนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา นายธนวัฒน์ พรมจักร นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ และ น.ส.ศรีไพร นนทรีย์ ผู้ต้องหากลุ่มคนอยากเลือกตั้งมายื่นคำร้องขอฝากขัง ฐานความผิดร่วมกันกระทำให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตาม ป.อาญามาตรา 116 ร่วมกันชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ร่วมกันชุมนุมในที่สาธารณะ เดินขบวนหลัง 18.00 น. โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เลิกการชุมนุมในเวลาที่กำหนดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ มาตรา 16 (1) (8) มาตรา 18 ทำการโฆษณาใช้เครื่องขยายเสียงตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณามาตรา 4 ร่วมกันเดินขบวนกีดขวางจราจร พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108 มาตรา 114 ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนขอฝากขังเป็นเวลา 12 วันและขอคัดค้านประกันตัว โดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช.มาเป็นพยานให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา
ศาลสั่งยกคำร้องฝากขังผู้ต้องหา
ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องฝากขังแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งห้ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก และให้ความร่วมมือในการสอบสวนแก่พนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี อีกทั้งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานไว้เป็นส่วนใหญ่แล้ว สำหรับพยานบุคคลที่เหลือปรากฏว่าล้วนแต่เป็นเจ้าพนักงานทั้งสิ้น ซึ่งผู้ร้องสามารถดำเนินการสอบสวนไปได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องขังผู้ต้องหาทั้งห้า ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้ต้องหาทั้งห้าจะไปเข้าร่วมการชุมนุมต่อไปในวันที่ 5 พ.ค. เป็นการคาดคะเนของผู้ร้องเท่านั้น กรณีนี้จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนจึงให้ยกคำร้อง
ที่มาไทยรัฐ