วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผวาแดงฮาร์ดคอร์ ขนอาวุธ สวมรอยม็อบป่วน

https://www.thairath.co.th/media/
‘ศรีวราห์’ จัดตร.20กองร้อย ลั่นทำเนียบฯ‘เขตควบคุม’ โพล4ปีคสช.ความสุขลดวูบ


“ไก่อู” ระบุคนไม่สบายใจภาพอดีตม็อบเสื้อแดงกลับมาหลอน ฝ่ายความมั่นคงอ้างการข่าวพบแผนม็อบบุกยึดทำเนียบฯ ยั่วยุปลุกปั่นรุนแรงบานปลายเหมือนปี 53 ฮาร์ดคอร์เก่าขนอาวุธผสมโรงป่วน “ศรีวราห์” จับตาหัวโจก-ฮาร์ดคอร์เคลื่อนไหวเชื่อมโยง ปูดแก๊งหัวรุนแรงจ่อขนอาวุธหนักสร้างสถานการณ์ เล็งประกาศเขตควบคุมบุกรุกเจอคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่น พท.เรียกร้องปกป้องพรรคการเมืองจี้ คสช. ทบทวนยัดข้อหา 8 แกนนำ ปชป.จี้เปิดใจฟังดีกว่าแก้ตัว “องอาจ” อัดสอบตกรูดปฏิรูป-ปรองดอง-ปราบโกง-โพลนักศึกษายี้นายกฯคนนอก-ผลงานรัฐบาลแย่ นิด้าโพลชี้ 4 ปีความสุขคนไทยลดวูบ ถึงไร้ม็อบแต่เศรษฐกิจดิ่งเหว ผิดหวังของแพง-ทุจริตพุ่ง-จี้เร่งเลือกตั้ง “สรศักดิ์” หั่นราคาไมค์เหลือตัวละ 8 หมื่น เลิกใช้นาฬิกาหรู “วิลาศ” จวกบิดเบือนหนีถูกสอบงบฯโป่งพอง

ในโอกาสครบรอบ 4 ปีการบริหารงานของ คสช.ในวันที่ 22 พ.ค. รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงต่างเตรียมกำลังเข้ม รับมือกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งและแนวร่วมคนเสื้อแดงที่จะออกมาเคลื่อนไหว โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงอ้างข้อมูลการข่าวพบว่าผู้ชุมนุมมีแผนบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และจะมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ผสมโรงขนอาวุธหนักออกมาก่อเหตุป่วน เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรง หวังจะโค่นล้มรัฐบาล คสช.

รบ.ระบุคนไม่สบายใจม็อบแดงหลอน
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการชุมนุมรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า แม้ไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่เชื่อว่าประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่คงไม่สบายใจ ที่เห็นภาพบรรยากาศเก่าๆกลับมา โดยล่าสุดผลสำรวจ “4 ปี คสช.กับการคืนความสุขให้คนในชาติ” ของนิด้าโพลระบุว่า สิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความสุขมากที่สุดคือ การรักษาความสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไม่ต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวายอีก

ฮึ่มกลุ่มอยาก ลต.ห้ามบุกทำเนียบฯ
พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งวันที่ 22 พ.ค. รัฐบาลขอเตือนไม่ไห้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรเพราะเป็นวันทำการปกติ และการชุมนุมอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไป หลายคนเอือมระอากับการมีม็อบมาตลอด 10 ปี ทำให้ประเทศชาติถอยหลังไปมาก รวมทั้งอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุปะทะได้ นอกจากนี้ นายกฯรับทราบว่า กลุ่มผู้ชุมนุมประสานขออนุญาตจัดการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำชับให้ชุมนุมอย่างมีขอบเขต แต่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเรียกร้องอะไร เพราะรัฐบาลบอกแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงต้นปี 2562 ส่วนพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นพื้นที่ควบคุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ไม่อนุญาตให้ผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่ โดยหากฝ่าฝืนจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นายกฯยังระบุถึงกรณีนายปกรณ์ ฉัตรบริ-รักษ์ หรือบอย ดารานักแสดงชื่อดัง โพสต์ข้อความลงอินสตาแกรม เชิญชวนให้นายกฯชมละครเรื่อง “มาตุภูมิแห่งหัวใจ” เมื่อว่างจากภารกิจเพื่อชาติว่า ขอบคุณที่นึกถึงนายกฯพร้อมชื่นชมให้กำลังใจทีมงาน นายกฯฝากเชิญชวนคนไทยชมละครเรื่องดังกล่าว นอกจากจะได้รับความบันเทิงแล้ว เนื้อหายังปลูกฝังความรักชาติรักแผ่นดิน สะท้อนภารกิจที่สำคัญของอาชีพทหาร ที่ต้องอดทนเสียสละ

คสช.ขู่ม็อบเดินขบวนทำรถติดผิด ก.ม.
พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษก คสช.กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมดูแลสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค.ว่า การที่เคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลใคร อย่าบิดเบือนข้อมูล อย่าไปทำในสิ่งไม่เหมาะสม ปลุกเร้าความเกลียดชัง คสช.ไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้ไปละเมิดอะไรเลย ปฏิบัติภายใต้ กรอบกฎหมาย สังคมส่วนใหญ่ยอมรับว่า คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจเต็ม แม้จะเป็นรัฐบาลเผด็จการ ไม่ได้ใช้กำลังใช้ความรุนแรงเข้าขัดขวางการจัดกิจกรรม เน้นการพูดคุยขอความร่วมมือ ทำความเข้าใจ มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก การรับมือผู้ชุมนุมใช้กฎหมายปกติ คือ พ.ร.บ.ชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ พ.ศ.2558 ส่วนการรับมือการเคลื่อนขบวนมาทำเนียบฯ คงไม่มีอะไรกังวล ประสานงานตลอดขอความร่วมมือถ้าเป็นไปได้อยากให้จัดกิจกรรมใน มธ. ถ้าเดินขบวนมาทำเนียบฯจะทำให้รถติด โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว เกรงว่าจะทำให้ผู้สัญจรบนท้องถนนรู้สึกไม่ดี แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ต้องพยายามดูแลให้ได้มากที่สุด เมื่อถามว่าจะบล็อกผู้ชุมนุมตั้งแต่ มธ.หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะเป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แต่ในภาพรวมขอความร่วมมือให้เคลื่อนไหวภายใต้กรอบกฎหมาย ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม

“ศรีวราห์” ปูดแดงฮาร์ดคอร์ขนอาวุธหนัก
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะชุมนุมครบรอบ 4 ปี คสช. เคลื่อนขบวน มธ.ท่าพระจันทร์มาที่ทำเนียบรัฐบาลวันที่ 21-22 พ.ค. ว่า ประเมินสถานการณ์คาดว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลักร้อย การข่าวพบว่ามีกลุ่มหัวรุนแรงทาง การเมือง หรือแดงฮาร์ดคอร์เตรียมเคลื่อนย้ายอาวุธหนักสร้างสถานการณ์ จึงสั่งจับตากลุ่มแกนนำ กลุ่มเสื้อแดงและเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ แม้เป็นคนละกลุ่มกัน

แต่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหว โดยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ 3-20 กองร้อย พร้อมรถควบคุมผู้ต้องหา ชุดควบคุมฝูงชนและรถพยาบาล คาดว่าจะประกาศให้ทำเนียบรัฐบาลเป็นเขตควบคุมห้ามชุมนุมใกล้พื้นที่ในระยะ 50 เมตร หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กลุ่มผู้ชุมนุมขออนุญาตชุมนุมแค่ในพื้นที่ ม.ธรรมศาสตร์ หากมีการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ก็ถือมีความผิดทั้ง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ และคำสั่งที่ 3/2558 ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายในทันที

แฉยึดทำเนียบฯปั่นเงื่อนไขล้ม คสช.
แหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงระบุถึงแนวทางการป้องกัน ไม่ให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบฯ ที่จะมีการประชุม ครม. วันที่ 22 พ.ค. ครบรอบ 4 ปี คสช.ด้วยว่า ทำได้ 2 กรณี คือ 1.มีการแจ้งความและตำรวจขอศาลออกหมายจับแกนนำ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อแกนนำกระทำความผิดข้อหาต่างๆ แต่เป็นไปได้ยาก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลด้วย 2.การทำความผิดซึ่งหน้า เช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะและ พ.ร.บ.จราจร เพราะตำรวจไม่อนุญาตให้แกนนำเคลื่อนขบวนออกมาบนถนน แต่การจับกุมต้องดูสถานการณ์ว่าเสี่ยงจะปะทะหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากบังคับใช้กฎหมายไปแล้ว เสี่ยงจะกระทบกระทั่ง ทำให้เหตุการณ์บานปลายต้องปล่อยให้กลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการไป ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวก ดูแล ประชาชนผู้ใช้ถนน และความปลอดภัยเป็นหลัก
จึงค่อยดำเนินการตามกฎหมายภายหลัง

ก่อเหตุรุนแรงขยายผลเหมือนปี 53
แหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงกล่าวอีกว่า เบื้องต้นได้ข้อมูลว่ามีการประชุมวางแผนเป็นขั้นตอน ยั่วยุหวังให้เกิดความรุนแรง โดยให้องค์กรต่างประเทศมาสังเกตการณ์ว่าเจ้าหน้าที่จะใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม เขามีแผน อบรมขั้นตอนต่างๆว่าต้องการให้มีเหตุอะไร เพื่อให้เป็นข่าวให้ได้ เป้าหมายเด่นคือต้องการให้เกิดความรุนแรงเพื่อนำไปสู่เป้าหมายหลักล้มรัฐบาลและ คสช. ตอนนี้มีการข่าวแจ้งตรงกันหลายทางชี้มาแล้วว่าจะมีส่วนผสมมากับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นพวกฮาร์ดคอร์เก่าๆ มีการเตรียมอาวุธ ผู้ชุมนุมจะรู้เห็นหรือไม่ ไม่ทราบ ส่วนแนวโน้มกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าภายในทำเนียบฯ ป่วนประชุม ครม.นั้น ลูกผสมเยอะ เขาอยากให้แรงและมีแผนอยู่จะบุกยึดทำเนียบฯ แต่คงยอมไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะป้องกันให้ดีที่สุด กลัวเหตุการณ์จะ บานปลายคล้ายการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 ที่มีการเผาวางเพลิงสถานที่ต่างๆ กลุ่มฮาร์ดคอร์ออกมาก่อเหตุ ทำให้คุมสถานการณ์ไม่ได้” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงกล่าว

“ดอน” โอ่งานต่างประเทศรุดหน้า
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการเดินทางเยือนยุโรปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รวมถึงเยือนสำนักงานสหภาพยุโรป (อียู) เดิมจะมีขึ้นเดือน พ.ค แต่ต้องปรับใหม่ คาดว่าจะไปเยือนเดือน มิ.ย. หลายประเทศพร้อมจะให้นายกฯไปเยือน ทั้งนี้ หลังอียูปรับความสัมพันธ์กับไทยทุกระดับเมื่อปลายปี ความสัมพันธ์ระหว่างกันคืบหน้าไปได้ด้วยดี การทำงานด้านต่างประเทศของไทยคืบหน้า การแลกเปลี่ยนการเยือนกับประเทศต่างๆมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา งานด้านต่างประเทศของไทยเดินหน้าไปด้วยดี มีพัฒนาการเชิงบวก แม้ว่าการเดินหน้าตามโรดแม็ปอาจล่าช้าไปเล็กน้อย

หวังม็อบอย่าสร้างแรงกระเพื่อม
ผู้สื่อข่าวถามว่า การนัดชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง 22 พ.ค. ครบ 4 ปี คสช. ถูกจับตามองจากต่างประเทศหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า จะให้ดีที่สุดคือไม่มีอะไรมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อบ้านเมือง การเดินขบวนถ้าไม่เกิดจะเป็นสิ่งที่ดี ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดผลกระทบ เมื่อประเทศสงบเรียบร้อยจะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคนและทุกวงการ ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติที่อยู่ในไทย ทั้งนักธุรกิจหรือผู้แทนทาง การทูต ทุกคนช่วยได้ทั้งนั้น ถ้าไทยสงบเกิดสันติสุขได้เร็วเท่าไหร่ ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์และช่วยจรรโลงสังคมไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างสร้างสรรค์ เชื่อว่าประเทศไทยเป็นมิตรกับนานาประเทศ ผู้ที่เข้ามาอยู่ในไทยควรจะมีความปรารถนาดีต่อไทย

“บิ๊กป้อม” ไหว้หลวงพ่อแก้วเมืองชล
เมื่อเวลา 10.30. น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะประกอบด้วย นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 เดินทางเข้านมัสการพระมหาเสถียรพงษ์ สถิรวโส เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ ต.มะขามหย่ง อ.เมืองชลบุรี พร้อมถวายผ้าไตรและภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 5 รูป พระมหาเสถียรพงษ์มอบพระพุทธรูปเสาร์ 5 ให้แก่ พล.อ.ประวิตร จากนั้นนมัสการกราบไหว้ปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อแก้ว (พระปิดตาชื่อดัง) หลวงพ่อถัน หลวงพ่อบ๊วย และหลวงพ่อวิเชียร เพื่อเป็นสิริมงคล เสร็จพิธีแล้วเดินทางกลับทันที


“สุดารัตน์” เฉ่ง ม.116 คุ้มครอง คสช.
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี คสช.ฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพรรค พท.ที่แถลงข่าวเรื่อง 4 ปี คสช.ว่า รัฐบาลทำงาน ประชาชนรับผล แม้พรรค การเมืองยังทำอะไรไม่ได้ แต่ความที่เคยเป็นตัวแทนประชาชน ย่อมต้องออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อส่วนรวมได้ การคุยด้วยเหตุผลหรือแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ควรมีความผิด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือประชาชน ส่วนการใช้มาตรา 116 แจ้งความอยากให้ใช้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่มีไว้เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เช่น การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจคุ้มครองตนเอง อาจก่อให้เกิดความไม่สามัคคีตามมา เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าอาจนำไปสู่การยุบพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่าตนเป็นคนสมัยไทยรักไทย เคยโดยยุบมาแล้วหลายรอบ การยุบพรรคเป็นเครื่องมือที่มีพลังสำหรับผู้มีอำนาจ แต่ยุบแล้วจะเลิกศรัทธาของประชาชนที่มีกับพรรคการเมืองได้หรือไม่

“ชัยเกษม” ซัดใช้ดุลพินิจเกินพอดี
นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรมแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแจ้งข้อกล่าวหาตนพร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทยแรงเกินไป และไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการแถลงข่าวเช่นนี้มาหลายครั้งและทุกพรรคดำเนินการไม่เห็นเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างไร ส่วนที่บอกว่าชุมนุมเกิน 5 คนนั้น วันที่แถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเตือนอย่ากระทำผิดจึงลดจำนวนคนแถลงลงมา ไม่ทราบว่าเอาหลักเกณฑ์อะไรมาแจ้งความ วันนั้นตนมายืนฟังการแถลงไม่รู้เนื้อหามาก่อน หากแจ้งข้อหาร่วมชุมนุมกับตน ต้องดำเนินคดีกับคนอื่นในห้องด้วยหรือไม่ มองว่าการแจ้งความคดีนี้ไม่มีสาระและไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง และต่อการสร้างความปรองดอง เพราะมันไม่ชัดเจนเพียงพอจะดำเนินคดี นอกจากจะข่มขู่ไม่ให้แถลงข่าวโจมตีรัฐบาล การใช้ดุลพินิจเช่นนี้ถือว่าเกินพอดี ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ต้องรอดูพยานหลักฐานและข้อกล่าวหาให้ชัดเจนก่อน ที่เราจะไปพบพนักงานสอบสวนก่อนกำหนดวันที่ 21 พ.ค. จากที่นัดหมายวันที่ 22 พ.ค. ต้องการแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการให้มีเงื่อนไขในการใช้ดุลพินิจการปล่อยตัวชั่วคราว


“วรชัย” ร้องปกป้องพรรคการเมือง
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทย 8 คน ถูกดำเนินคดีจากการแถลงประเมินผลงาน คสช.ว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักของประชาธิปไตย การที่เผด็จการทหารคุกคามพรรคการเมือง เท่ากับคุกคามประชาธิปไตย เป็นภาระหน้าที่ของทุกพรรค การเมืองที่จะต้องปกป้องสถาบันพรรคการเมือง พรรคไหนที่แทงกั๊ก หวังว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบ ไม่ช่วยร่วมมือกันปกป้อง ถือว่าทรยศต่อประชาธิปไตย อย่าคิดว่าพรรคเพื่อไทยอยู่จะทำให้พรรคตัวเองไม่ได้เสียง หรืออย่าคิดถึงอดีตว่าเคยต่อสู้กัน เพราะเป็นวิถีในระบอบประชาธิปไตย ต้องต่อสู้กันในสนามเลือกตั้งเป็นธรรมดา

จี้ทบทวนยัดข้อหา 8 แกนนำ พท.
นายวรชัยกล่าวอีกว่าการที่ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจเข้ามาทำให้เห็นว่าจะมีแนวโน้มยุบพรรคเพื่อไทย เท่ากับทำลายพรรคการเมืองเอาเปรียบคู่แข่ง เพื่อทำให้มีโอกาสสืบทอดอำนาจ ขณะที่กระแสพรรคเพื่อไทยนำลิ่วเป็นก้างขวางคอ ทั้งนี้ การกระทำที่ผ่านมานอกจากจะไม่เคารพรัฐธรรมนูญที่พวกตนเองร่างมาแล้ว ยังมีคำสั่ง คสช.53/60 ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง แล้วยังจะยุบพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญ จึงขอเรียกร้องให้ทบทวนการดำเนินคดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทยทั้ง 8 คน โดยการแจ้งความเอาผิดตามมาตรา 116 เป็นคดีความมั่นคงนั้น การบริหารประเทศล้มเหลว เข้าข่ายมาตรา 116 มากกว่า เพราะคนจนเต็มบ้าน ยาเสพติดเต็มเมือง การที่เพื่อไทยออกมาช่วยตรวจสอบ กลับโดนข้อหาความมั่นคง ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ทบทวนคำสั่ง คสช.53/60 อย่าลิดรอนสิทธิการตรวจสอบ เพราะจะสื่อให้เห็นว่าใครตรวจสอบจะโดนยัดข้อหาใส่ แล้วจะเป็นนายกฯในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร ถ้าไม่ยอมรับการตรวจสอบ


ปชป.จี้ คสช.เปิดใจฟังดีกว่าแก้ตัว
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ คสช.เปิดใจกว้างรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำข้อเสนอที่ดีมีประโยชน์ไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม อยากเห็น คสช.มุ่งเดินหน้าแก้ปัญหามากกว่าแก้ตัวไปวันๆ ตลอด 4 ปีที่ คสช.เข้ามามีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสถานการณ์ไม่ปกติ ประชาชนไม่น้อยอยากเห็นการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างเพื่อวางรากฐานที่ดีให้ประเทศชาติ แต่เราเห็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างน้อยมาก เสียโอกาสไปพอสมควร ทั้งนี้ 4 ปี คสช.มีการทำงานที่พอจะสัมผัสได้ คือ 1.ความตั้งใจและความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่างๆ 2.ยุติการเผชิญหน้าของกลุ่มต่างๆ ช่วยลดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง 3.ยุติรัฐบาลที่ฉ้อฉลอำนาจ ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง มีการประพฤติมิชอบ ทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง

สอบตกปฏิรูป—ปรองดอง—ปราบโกง
นายองอาจกล่าวต่อว่า ส่วนการทำงานที่ยังไม่สัมผัสได้คือ 1.การปฏิรูป ต้องยอมรับความจริงว่า 4 ปีได้ตั้งสภา คณะกรรมการ คณะทำงานมากมายหลายชุด แต่ไม่สามารถจุดประกายให้ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 2.การปรองดอง อีกคำสัญญาที่ประชาชนไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม อาจเห็นเพียงพิธีกรรมผ่านกลไกภาครัฐบางส่วนเท่านั้น 3.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต คสช.ฟิตช่วงแรก แต่พอมีความไม่ชอบ มาพากลเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจก็เลือกปฏิบัติ 4.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง 5.การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำยังเป็นปัญหาใหญ่ คสช.ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกเกือบหนึ่งปีจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงจนประชาชนสัมผัสได้ จึงอยากให้ทุ่มเทความรู้ความสามารถแก้ไขปัญหาจริงจังเพื่อประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวมต่อไป

“ตือ” ติงโหมกองไฟเล่นงานบิ๊ก พท.
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกรณีที่ คสช.จะดำเนินคดีกับ 8 แกนนำพรรคเพื่อไทยว่า การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปเดือน ก.พ.2562 ตามที่นายกฯได้ประกาศไว้ รัฐบาลควรเปิดกว้างให้ประชาชนและพรรคการเมืองได้แสดงความเห็น แม้ว่าวันนี้อาจยังไม่สามารถประชุมพรรคได้ แต่ควรเปิดกว้างให้ทุกพรรคการเมืองได้แสดงความเห็น อาจจะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างควรจะยอมรับความเป็นจริง อย่าโยนฟืนโหมเข้าไปในกองไฟแล้วทำให้บรรยากาศทางการเมืองมันร้อนขมุกขมัวไปด้วยการเผชิญหน้ากันอีก ไม่เกิดประโยชน์ หากรัฐบาลเชื่อมั่นว่าทำดีมาตลอด ถ้าไม่ดีจริง 4 ปีอยู่ไม่ได้อย่างที่รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมระบุ รัฐบาลไม่ต้องกลัวอะไร ควรเปิดกว้างทำให้บรรยากาศของประชาธิปไตยเกิดขึ้นน่าจะดีกว่า

ชทพ.หนุนพลังกลุ่มข้ามเพศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่าจากการพูดคุยกับกลุ่ม LGBTQ (Lesbian Gay Bisexual Transsexual และ Questioning) ทราบว่าการดำเนินชีวิตของกลุ่มนี้ในไทยยังคงประสบปัญหาหลายเรื่อง เช่น การยอมรับและความเท่าเทียมด้านต่างๆ รวมทั้งไม่เปิดโอกาสด้านกฎหมายให้แต่งงานกัน ความยากลำบากในการดูแลรักษาคู่ชีวิตขณะป่วยไข้ หรือหากต้องลงนามรับการรักษาพยาบาล การมีแนวคิดจะส่งเสริมให้กลุ่ม LGBTQ ในไทยรวมตัวไปเจรจากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พรรค ชทพ.พร้อมผลักดันให้เป็นนโยบายการรวมตัวของกลุ่มทั่วประเทศ ให้เป็นรูปแบบองค์กรหรือสมาคม ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นรูปธรรม

ฉะ คสช.แทรกแซงจัดการทรัพยากร
วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการจัดงาน “D-Move ก้าวที่ดีเลือกทางที่เดิน” พูดคุยสถานการณ์ของสังคมในมิติต่างๆ หลังการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช. ในช่วงเช้าเป็นการเสวนาหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิชุมชน เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันและอนาคต” โดยนางเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา คสช.ใช้อำนาจเข้าแทรกแซงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายทวงคืนผืนป่าในปัจจุบันไม่มีการสนใจสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องการเมือง หากจะรักษาผลประโยชน์จะต้องมีระบบการเมืองที่ดีที่ให้สิทธิของประชาชน

น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ คสช.จะอ้างว่าอนุรักษ์ทรัพยากร แต่อีกทางหนึ่งกลับมีการยกเว้นระเบียบและขั้นตอนต่างๆ เพื่อทำให้การใช้ทรัพยากรในการพัฒนาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการใช้คำสั่ง คสช.ตามอำนาจ มาตรา 44 หากเราจะปกป้องทรัพยากรต้องยกเลิกคำสั่งประกาศต่างๆที่ละเมิดสิทธิของประชาชนออกไป และออกกฎหมายที่รับรองและคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ปลุกทุกพรรคต้านนายกฯทหาร
ต่อมาเวลา 14.30 น. มีการเสวนาสาธารณะ “The Move We Decide ก้าวที่เลือกได้” นายปิยบุตร แสงกนกกุล ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า 4 ปี คสช.มีความพยายามทำให้สิ่งผิดปกติเป็นสิ่งปกติ กฎหมายที่มาในรูปรัฐธรรมนูญ คำสั่ง คสช. แผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นมรดก คสช. วิธีแก้ปัญหาคือการกำจัดมรดก คสช.ทิ้งให้หมด เช่น ทบทวนประกาศ คสช.ใหม่ คำสั่งใดละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนต้องยกเลิก และต้องเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิ คำสั่ง คสช.ที่ออกมารายวันต้องเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. บรรดาคดีความที่เกิดตั้งแต่ 22 พ.ค.57 ต้องยุติดำเนินคดี ใครถูกดำเนินคดีต้องได้รับนิรโทษ นอกจากนี้ต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 279 และต้องเปิดให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติว่าประชาชนต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ โดยต้องทำตั้งแต่วันแรกที่เปิดสภา และทำทุกครั้งที่มีโอกาส ย้ำว่าต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 60 ส่วนการปฏิรูปกองทัพ ต้องเอาทหารออกไปจากการเมือง วันนี้ต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่ารัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ ในอนาคตต้องยกระดับหลักการนี้ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองไม่ว่าพรรคใด ต้องยืนยันว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกฯไม่เอาทหารมาเป็นนายกฯ แม้จะมาตามรัฐธรรมนูญ

“เจ๊หน่อย” ฝันทำตรงข้ามยุค คสช.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝันว่าอยากเห็นคนเข้ามาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ คสช.ทำ ในวันข้างหน้าต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพการพูดต้องมี พูดแล้วผู้มีอำนาจต้องฟัง ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก ที่รัฐบาลหรือพรรคการเมืองอาจถูกยุบพรรคเพียงเพราะเสนอนโยบาย แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาจะเกิดขึ้นได้ เพราะความต้องการของประชาชนและทัศนคติของผู้มีอำนาจต้องเปลี่ยนด้วย เช่น กรณีการใช้มาตรา 116 ดำเนินการกับผู้เห็นต่าง แม้ว่าการเสนอนโยบายจะเสี่ยงต่อการเป็นความผิดแต่เราไม่กลัว และอยากขอองค์กรอิสระใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม

“อรรถวิชช์” ชี้ทหาร–ปชช.ต่างไม่ไว้ใจ
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กังวลใจว่ารัฐธรรมนูญ แผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิรูปนั้นแก้ยาก แต่ถ้าเราเห็นว่ามันต้องแก้ก็แก้ได้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่บอกว่าแก้ไม่ได้ก็ไม่จริง เพราะแก้ได้ ยืนยันว่าไม่รับนายกฯ คนนอก แต่หากทหารใช้สิทธิและวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากประชาชนไม่รังเกียจทหาร ทหารไม่รังเกียจประชาชน แบบนี้น่าจะเกิดการเลือกตั้งที่ดีได้ ส่วนการเสนอนโยบายไม่เชื่อว่านโยบายดีๆ ที่ออกมาจะถูกองค์กรอิสระสั่งห้ามทำ ตัวอย่างนโยบายจำนำข้าวซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่กระบวนการดำเนินนโยบายเช่นการระบายข้าวต่างหากที่เป็นปัญหา ถ้าทำนโยบายแล้วกลัวติดคุก อย่ามาเป็นนักการเมือง ปัจจุบันประชาชนไม่ไว้วางใจทหาร และทหารก็ไม่ไว้วางใจเราเท่าไหร่จึงทำให้การเลือกตั้งเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จึงอยากให้กองทัพเข้าใจในระบบประชาธิปไตยให้มากขึ้น

“เสรีพิศุทธ์” ซัดอีแอบแฝงพรรคทหาร
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้ก่อตั้งพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พรรค การเมืองเสนอชื่อนายกฯ 3 รายชื่อ แต่จะมีพรรคที่แฝงตัวเข้ามาเป็นพรรคทหาร แต่ไม่กล้าเสนอตัว เป็นอีแอบ ยืนยันว่าจะไม่เอาเผด็จการแน่นอน ถ้าหากมี 4 พรรคการเมือง คือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคอนาคตใหม่ จับมือกันไม่เอาเผด็จการรับรองว่าจะชนะพรรคทหารแน่นอน หากหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์ต่อต้านเผด็จการ จะสกัดกั้นการยึดอำนาจแบบทุกวันนี้แน่นอน

โพล นศ.ยี้นายกฯคนนอก–รบ.ยอดแย่
ขณะที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) แถลงข่าวและอภิปรายผล “การสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย” โดยสำรวจความคิดเห็นนักศึกษา 2,175 คน จาก 19 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยคำถามว่าการรัฐประหารแก้ปัญหาประเทศได้หรือไม่ ร้อยละ 72.6 มองว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ร้อยละ 27.4 แก้ปัญหาได้ ส่วนผลงานของรัฐบาล คสช. 4 ปี ร้อยละ 70.6 มองว่าแย่ ถึงแย่มาก ร้อยละ 29.4 ดีถึงดีเยี่ยม ส่วนคำถามว่าทหารที่ยึดอำนาจบริหารประเทศได้ดีกว่านักการเมืองจากการเลือกตั้งหรือไม่ ร้อยละ 86.2 ระบุไม่เห็นด้วย ร้อยละ 13.8 เห็นด้วย ส่วนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ร้อยละ 72.9 ระบุว่าจะไปเลือกตั้ง ร้อยละ 21.6 ระบุยังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 4.2 ระบุว่าไม่ไป ส่วน คำถามเรื่องนายกฯ คนนอก ร้อยละ 75.2 ไม่เห็นด้วยที่จะมีนายกฯคนนอก ร้อยละ 24.8 เห็นด้วย ส่วนคนที่อยากให้เป็นนายกฯ นั้น ร้อยละ 70.6 ไม่ระบุเจาะจงใคร แต่ในส่วนนี้แยกเป็นร้อยละ 35 ระบุว่าเลือกใครก็ได้ที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองลงมา ร้อยละ 6.8 เลือกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 5.7 เลือกนายทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 4.1 เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 1.9 เลือก พล.อ.ประยุทธ์และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม เป็นต้น ส่วนจะเลือกพรรคใด ร้อยละ 22.7 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 21.6 เลือกพรรคที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ร้อยละ 20.3 เลือกพรรคเพื่อไทย เป็นต้น

ปิดกั้นเยาวชนฉุดการเมืองถอยหลัง
นายสามชาย ศรีสันต์ จากวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวว่า จากผลสำรวจชี้ชัด ได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นี้เป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ เพราะโพลระบุว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีความสนใจทางการเมืองในระดับปานกลางถึงมาก แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อย เพราะที่ผ่านมาทหารเข้าไปคุกคามนักศึกษาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการทำกิจกรรมต่างๆของนักศึกษา จะทำให้ถอยหลังไปสู่การเมืองแบบเก่า ขณะที่ความเชื่อมั่นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของรัฐบาล นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น เพราะหลายปัญหาทั้งการปราบโกงการ คุ้มครองประชาชน แก้คอร์รัปชัน นักศึกษาไม่เชื่อว่าจะปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของทหารในการบริหารประเทศก็ลดลงตามไปด้วย

4 ปี คสช.ความสุขคนไทยลดลง
วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ หัวข้อ “4 ปี คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ” สำรวจประชาชนอายุ 18 ปีทั่วประเทศ 1,253 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 15-16 พ.ค. โดยถามถึงระดับความสุขของประชาชนครบรอบ 4 ปี คสช. ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พบว่าร้อยละ 46.85 ระบุว่ามีความสุขเท่าเดิม ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การบริหารงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม ร้อยละ 27.69 มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีการชุมนุมและความวุ่นวายทางการเมือง ร้อยละ 25.46 มีความสุขลดลง เพราะเศรษฐกิจปากท้องแย่ลง ค่าครองชีพสูง พืชผลเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด จำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป ขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย เปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 3 ปี คสช.กับการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่สำรวจเมื่อเดือน พ.ค.60 พบว่าสัดส่วนของผู้มีความสุขเพิ่มขึ้น มีลดลงจากเดิมร้อยละ 32.64 เหลือ 27.69 สัดส่วนของผู้มีความสุขเท่าเดิมมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากเดิมร้อยละ 42.00 เป็น 46.85 เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้มีความสุขลดลงมีเพิ่มขึ้น จากเดิมร้อยละ 21.76 เป็น 25.46

พอใจไร้ม็อบแต่ไม่ปลื้มแก้ ศก.เหลว
ด้านความคิดเห็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 4 ปี คสช. 3 ประเด็นที่ทำให้มีความสุขมากที่สุด ร้อยละ 52.99 คือบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่วุ่นวายทางการเมือง ร้อยละ 16.76 ไม่มีประเด็นใดที่ทำให้มีความสุข ร้อยละ 9.66 ระบุว่ามุ่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เมื่อถามถึงการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 4 ปีของ คสช.ใน 3 ประเด็นต่างๆที่ยังไม่สามารถทำให้มีความสุข ร้อยละ 30.81 ระบุว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ร้อยละ 15.08 การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร และร้อยละ 11.89 ปัญหาค่าครองชีพประชาชน

ผิดหวังของแพง-ทุจริตพุ่ง-จี้เร่ง ลต.
ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,346 คน ในวันที่ 15-19 พ.ค. ถึงสิ่งที่ประชาชน “สมหวัง” ใน 4 ปีรัฐบาล คสช. 3 อันดับแรก พบว่าร้อยละ 56.45 บ้านเมืองสงบ ไม่มีการชุมนุมประท้วงที่รุนแรง ร้อยละ 30.88 การใช้กฎหมายเด็ดขาด เช่น ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และร้อยละ 24.65 จัดระเบียบพื้นที่ต่างๆ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว พื้นที่ป่าไม้ ส่วนสิ่งที่ “ผิดหวัง” ใน 4 ปีรัฐบาล คสช. 3 อันดับแรก ร้อยละ 41.78 เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น สินค้าแพง ร้อยละ 34.22 มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆของภาครัฐ และร้อยละ 19.66 แก้ไขปัญหาล่าช้า ทำงานช้า ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงรัฐบาล คสช. ก่อนการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปีหน้า 3 อันดับแรก ร้อยละ 32.02 จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว หาแนวทางป้องกันการทุจริตเลือกตั้งร้อยละ 27.23 ตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่เห็นแก่พวกพ้อง และร้อยละ 23.91 แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน พัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น สำหรับคะแนนเต็ม 10 ประชาชนให้รัฐบาล 5.42 คะแนน

สภาฯหั่นราคาไมค์เหลือ 8 หมื่น
อีกเรื่อง นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวยืนยันพร้อมปรับลดตัวเลขงบประมาณอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ลง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล โดยเบื้องต้นได้พิจารณาปรับลดงบประมาณ และสเปกของไมโครโฟนลงเหลือเพียงตัวละ 80,000 บาท จากราคาเดิมที่เสนอพร้อมเทคโนโลยีส่วนประกอบ 135,915 บาท โดยได้ปรับกลับไปใช้ระบบเดิม ที่ไม่มีแผงการอ่านบัตรและแผงอ่านลายนิ้วมือ ขณะที่นาฬิการาคาเรือนละ 70,000 บาท ได้มีการเสนอจัดซื้อเพียง 2 เรือน เพื่อใช้ในห้องประชุม ส.ส.และ ส.ว.เท่านั้น แต่เมื่อมีเสียงทักท้วงมา อาจกลับไปใช้นาฬิกาตามท้องตลาดที่ใช้ระบบอนาล็อกแทน โดยการพิจารณาปรับลดงบฯครั้งนี้จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันกับการปิดฝ้าของผู้รับเหมา คาดว่าสัปดาห์หน้าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมได้

“วิลาศ” ปูดขอซื้อ 859 ตัว กว่า 116 ล้าน
ด้านนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุจะปรับลดสเปกพัสดุภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ในอาคารรัฐสภาใหม่จากมาตรฐานยุโรปเป็นมาตรฐานจีน ไม่ใช้ระบบ 4K แล้ว ว่า ที่ท้วงติงการใช้งบฯเพราะเห็นว่าการจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ไอซีทีแพงเกินจริงและสูงมากผิดปกติ แต่ไม่ได้บอกว่าขอให้ปรับลดมาตรฐานลง จากมาตรฐานยุโรปมาเป็นมาตรฐานจีน คนละประเด็นกัน สินค้าที่บริษัทเบอร์ลินฯ กำหนดราคาเสนอมาขายให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ (สนง.สผ.) เช่น ไมโครโฟนเทวดาตัวละ 136,000 บาท ระบุต้องใช้ 859 ตัว รวมเป็นเงิน 116,824,000 บาท อ้างว่าต้องใช้ไมโครโฟนจำนวนนี้เพราะใช้ในห้องประชุมรัฐสภาที่มีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จึงต้องใช้มาก โดยไม่ได้ระบุยี่ห้อ บริษัทแหล่งผลิต และคุณสมบัติใดในเอกสารการเสนอราคาเหมือนที่ชี้แจงต่อสื่อ จึงไม่รู้ว่าการจัดซื้อของจะซื้อจากจีนหรือยุโรปตั้งแต่ต้น เพราะไม่มีบอกรายละเอียดใดๆทั้งสิ้น

จวกบิดเบือนหนีปมงบฯโป่งพอง
นายวิลาศกล่าวต่อว่า อยากขอความร่วมมือบริษัทเบอร์ลินฯให้ชี้แจงข้อเท็จจริงการเข้ามาวางระบบ ไอซีทีของอาคารรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมาไม่ต้องเห็นแก่บุญคุณว่า ใครเลือกมาหรือให้งานบริษัทโดยวิธีพิเศษโดยไม่ต้องเปิดประมูล ทั้งที่เบื้องต้นเคยจะมีการว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ ออกแบบผู้วางระบบแต่ยกเลิกและให้บริษัทดังกล่าวมารับงานแทน ส่วนที่นายสรศักดิ์ระบุว่าจะไม่ใช้ระบบ 4Kแล้วเป็นความพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมว่า ตนและนายวัชระ เพชรทอง ท้วงติงขัดขวางซึ่งไม่ใช่ แต่ตรวจสอบการใช้งบฯโป่งพองในการจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินจริงและมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ทั้งที่การจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ด้วยวิธีพิเศษจำนวนมากเช่นนี้ขอลดราคาได้ ยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ แต่ต้องคำนึงถึงราคาและคุณภาพต้องบอกยี่ห้อ คุณสมบัติและที่มาแหล่งผลิตด้วย ไม่ใช่บอกแค่ราคาต่อหน่วยและจำนวนงบฯโดยไม่มีรายละเอียด จะติดตามเอกสารหลักฐานอื่นในการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้ในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เพื่อชี้แจงต่อสังคมเป็นระยะต่อไป

“ระวี” บี้นายกฯเอาจริงสอบให้สุด
นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกรณี ครม.ตีกลับงบฯเพิ่มเติม 8.1 พันล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ว่าเป็นความรับผิดชอบของนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ระบบรัฐสภาไทย เมื่อมีการนำเสนองบประมาณผ่านคณะกรรมการสภามาแล้ว จะต้องให้ประธาน สนช.เป็นผู้ตรวจสอบและเซ็นลงนาม ก่อนจะส่งไปให้ยัง ครม. การออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบนี้น่าตำหนิ เพราะประธาน สนช.ควรจะแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ เนื่องจากประเทศไทยต้องการผู้นำองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะโครงการนี้ ครม. ควรตรวจสอบการใช้งบฯอย่างจริงจัง เพราะมีการเลื่อนขยายเวลาให้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ลดสเปกลงเพื่อให้ของราคาถูกลง แต่อาจจะใช้สเปกเดิมแต่ทำให้ถูกลง หรือลดทั้งสเปกของ ลดทั้งรายจ่ายที่โป่งพองจาก 3 พันล้าน เป็นกว่า 8 พันล้านบาท จึงขอเรียกร้องให้นายกฯช่วยตรวจสอบจริงจังด้วย
ต้นฉบับ