
โพลชัดคนวิตก-ข้าวของแพง ไก่อูโต้เศรษฐกิจเหลวข่าวเท็จ
รัฐบาลยกจีดีพีไตรมาสแรกปี 61โตร้อยละ 4.8 โต้ครหาแก้เศรษฐกิจเหลว “บิ๊กตู่” กระตุกประชาชนปรับตัวให้ทันโลกยุคใหม่ “ไก่อู” ซัดพวกปั่นข่าวเท็จหลังบุกค้นจับอาวุธสงครามโยงการเมือง “พิชัย” หยันผลโหวตเพจกองเชียร์ยังเลิกหนุน “ลุงตู่” สะท้อนผลงานห่วย “อนุสรณ์” แขวะ จวนตัวรีบจุดพลุรัฐบาลแห่งชาติกลบเกลื่อน “จุรินทร์” ขยี้ปากท้องฐานรากไม่กระเตื้องทุบเรตติ้ง “บิ๊กตู่” ร่วง เกษตรกรเดือดร้อนสะท้อนอยากเลือกตั้ง สวนดุสิตโพลเผยชาวบ้านวิตกพิษเศรษฐกิจ วิกฤติของแพง หวั่นไม่ได้เลือกตั้ง พท.ทำนายพรรค “เทือก” ไปไม่รอดซ้ำรอยพันธมิตร ปชป.ไม่ห่วงถูกดูดอดีต ส.ส.จัดเลือดใหม่ไฟแรงเสียบ “ธนาธร” นั่ง หน.พรรคอนาคตใหม่ กร้าวอาสาปลดโซ่ตรวน-ปักธงแก้ รธน.ปี 60 หยุดเผด็จการสืบทอดอำนาจ “ปิยบุตร” ชูรัฐบาลพลเรือนต้องอยู่เหนือทหาร
กรณีเพจเฟซบุ๊ก “ขอล้าน Like สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ” ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนผลงานของรัฐบาล คสช. แสดงผลโหวตพบว่ามีผู้ไม่สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่เกินร้อยละ 90 ถึง 2 ครั้ง โดยพรรคการเมืองนำไปขยายผลว่าเป็นเสียงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ของแพง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามหยิบยกตัวเลขจีดีพีที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหักล้าง
รัฐบาลตีปี๊บจีดีพีปีนี้โงหัวร้อยละ 4.8
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 4.8 ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องตลอด 4 ปี จากจุดต่ำสุดเคยติดลบตั้งแต่ก่อนปี 57 บ้านเมืองมีปัญหาความวุ่นวายและรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ แต่เวลานี้บ้านเมืองสงบและทุกฝ่ายร่วมมือกัน ส่งผลเกิดการจ้างงาน มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ทำให้ค้าขายดีตามไปด้วย แต่ประชาชนอาจยังรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก
กระตุก ปชช.ปรับตัวรับเศรษฐกิจโต
“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจหรือทอดทิ้งประชาชน กลับให้ความสำคัญช่วยเหลือดูแลผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่คนไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดด้วย นอกเหนือจากที่นายกฯสั่งการให้ทุกหน่วยราชการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หากไม่เริ่มต้นแต่วันนี้ประเทศไทยอาจตกขบวนได้”
ชี้หลังจับอาวุธหนักข่าวเท็จลามทุ่ง
พล.ท.สรรเสริญยังให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้มีการนำปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซราคาสูงขึ้นมาบิดเบือนข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย อะไรที่ไม่ตรงกับความจริงในแง่กฎหมายมีโทษทางอาญาแล้ว ขณะที่รัฐบาลต้องทำความเข้าใจ ล่าสุดมีการบิดเบือนว่าผู้ว่าการ ปตท.บอกไม่ง้อคนเติมน้ำมัน ไม่อยากเติมไม่ต้องเติม จะปลดพนักงานตามมาให้ดูด้วย ถ้าใช้วิจารณญาณจะรู้ว่าไม่มีใครเขาทำกัน เมื่อถามว่ามองว่าทำเป็นกระบวนการหรือไม่ พล.ท.สรรเสริญตอบว่า ไม่อยากมองแบบนั้น แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า 1-2 สัปดาห์มานี้มีการปล่อยข้อมูลอันเป็นเท็จค่อนข้างเยอะ หลังตรวจค้นพบอาวุธสงคราม เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ทำกิจกรรมทางการเมือง เลยมีการตั้งข้อสังเกตว่าสอดรับกันหรือไม่ แต่ไม่อยากบอกว่าโยงใยถึงใคร เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเราไปมีอคติกับกลุ่มคนบางกลุ่ม ไว้รอได้หลักฐานชัดเจนก่อน เมื่อถามว่า เป็นเพราะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งด้วยหรือไม่ พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า จะบอกว่าไม่ใช่คงไม่ถูกต้องนัก และจะหมายถึงนักการเมืองทั้งหมดไม่ได้ ต้องแยกให้ออก ทุกสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมนักการเมือง ทหาร ตำรวจ พลเรือน นักวิชาการ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี นักการเมืองที่มีคุณภาพก็มี
พท.หยันกองเชียร์หดฟ้อง คสช.เหลว
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวถึงกรณีการเปิดเผยข้อมูลสถาบันจัดการนานาชาติ (ไอเอ็มดี) จัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยลดลง 3 อันดับ ตกมาอยู่ที่ 30 ว่าอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แม้รัฐบาลจะใช้งบประมาณขาดดุลมาก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ารัฐบาลพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอะไรตลอด 4 ปี จนเป็นสาเหตุให้ไอเอ็มดีท้วงติงเรื่องปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไทยที่ไม่พัฒนา ยืนยันว่าทุกข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลจริง ไม่ได้บิดเบือน การที่เตือน พล.อ.ประยุทธ์ให้อ่านหนังสือเศรษฐกิจมากๆ เพื่อให้วิเคราะห์เศรษฐกิจได้เอง ไม่ต้องพึ่งคนอื่นที่อาจรายงานเพื่อเอาใจเท่านั้น ถ้าความสามารถการแข่งขันของไทยลดลง อาจแปลว่าไทยคงจะโตกว่านี้ไม่ได้มากแล้ว เรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ควรพิจารณาคือ ผลโหวตในเพจเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ แต่กลับมีคนโหวตไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ถึง 94% มีคนร่วมโหวตถึงกว่า 3.3 แสนคน หลังจากลบผลโหวตเก่าที่มีคนโหวตไม่สนับสนุน 90% น่าจะเป็นเสียงสะท้อนถึงผลงานและประสิทธิภาพรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง
พอจวนตัวรีบจุดพลุ รบ.แห่งชาติ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ที่รุมเร้ารัฐบาล คสช.ท่ามกลางกระแสการตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าพอรัฐบาลเจอวิกฤติหนักๆจวนตัว มักจะหาแนวทางไปสู่คำว่ารัฐบาลแห่งชาติ เพื่อยื้อการเลือกตั้งหรืออยู่ในอำนาจให้นานที่สุด ถ้าคำว่ารัฐบาลแห่งชาติคือ การพยายามดูดดึงทุกกลุ่มก๊วนเข้าร่วมงานทางการเมือง สภาพปัจจุบันจะไม่แตกต่างจากคำว่ารัฐบาลแห่งชาติอยู่แล้ว การที่ผลโหวตเพจเฟซบุ๊กขอล้าน Like สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อ มีผู้ไม่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศต่อถึง 94% และสนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อแค่ 6% เป็นคำตอบชัดเจนว่า เหตุใดกลิ่นรัฐบาลแห่งชาติรอบนี้จึงโชยมาอีก และเหตุใดความชัดเจนเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งจึงยังไม่เกิดขึ้น
ผลงานเด่น ปทช.สงบเงียบวังเวง
“ผลงานที่รัฐบาล คสช.คุยมาตลอดเรื่องความสงบเรียบร้อย แต่ขณะนี้มีคำว่า เงียบงัน วังเวงเพิ่มเข้ามา ตลาดร้านค้าเงียบ คนไม่มีกำลังซื้อ ที่คึกคักคือ โรงรับจำนำกับสถานที่ปล่อยเงินกู้หรือไม่ ยิ่งมีข่าวลือจะไม่มีเลือกตั้ง อาจยิ่งกระทบถึงตลาดหุ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ประเมินตัวเองไม่ได้ ให้ไปดูผลโหวตจากเพจขอล้าน Like สนับสนุน พล.อ.ประประยุทธ์เป็นนายกฯ เพจเครือข่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ยังระบุชัดว่ามีคนไม่สนับสนุนหนักขนาดนี้ คงไม่มีอะไรต้องสงสัยหรือคาใจอะไรต่อไป” นายอนุสรณ์กล่าว
ซัดถนัดนักสร้างความร้าวฉาน
นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีในเดือน มิ.ย.ที่ คสช.และรัฐบาล จะเชิญพรรคการเมืองพูดคุยเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า ตอนนี้มีข่าวว่า กกต.รับเป็นคนดำเนินการ ถ้าเป็น กกต.ความเป็นกลางอาจพอมีให้เห็นอยู่บ้าง แม้จะเป็น กกต.ชุดที่ไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจเท่าไหร่ โดยไม่ใช่รัฐบาลและ คสช. ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่พรรคเพื่อไทยจะไปพูดคุย เมื่อถามว่าการตัดสินใจทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ต้องชัดเจนก่อนพูดคุยด้วยหรือไม่ นายชัยเกษมกล่าวว่า ควรชัดเจน แต่กับ พล.อ.ประยุทธ์เอาแน่อะไรไม่ได้ เปลี่ยนได้จนนาทีสุดท้าย คงไปเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลรัฐประหารไม่ได้ และยิ่งเวลานี้แต่ละเรื่องที่ทำมีแต่ความร้าวฉาน หลายมาตรฐาน ยิ่งใกล้เลือกตั้งทำให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางมากขึ้น ทำให้นึกถึงรัฐบาลเฉพาะกาลที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เสนอ เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เวลานี้ที่เขาทำอยู่ไม่แฟร์ ตัวเองทำหรือพูดอะไรก็ได้ แต่คนอื่นพูดหรือทำอะไรไม่ได้เลย ทำอะไรที่แรงเกินไปก็ไม่เห็นมาขอโทษ
“วัฒนา” จี้ รบ.ขอโทษคนอยากเลือกตั้ง
วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การที่ผู้นำรัฐบาลออกมาขอโทษกรณีการจับกุมพุทธะอิสระ นอกจากจะไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นการให้ท้ายผู้กระทำผิดที่ถูกกล่าวหากรรโชกทรัพย์ อั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมตราพระปรมาภิไธย ล้วนเป็นความผิดที่เกิดจากแรงจูงใจทางอาญา ถือเป็นอาชญากรโดยสันดาน แตกต่างกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง แต่ถูกตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรง กิจกรรมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่รวมตัวกันเดินมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่ออ่านแถลงการณ์ เสร็จแล้วแยกย้ายกลับบ้าน มิได้สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่อาจเป็นความผิดต่อความมั่นคง ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายตามที่ตำรวจยัดข้อหาให้ อีกทั้งยังเป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง ป้องกันการสืบทอดอำนาจ ซึ่งได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 และ 68 ไม่ต้องรับโทษ ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรออกมาขอโทษกลุ่มคนอยากเลือกตั้งโดยเร็ว
“จุรินทร์” ขยี้จุดอ่อนเรตติ้ง “บิ๊กตู่” ร่วง
ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีผลโหวตเพจเฟซบุ๊กขอล้าน Like สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ มีผู้โหวตไม่สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ถึง 2 ครั้งว่า ถือว่าเป็นกระจกอีกบานใหญ่ๆ ที่ช่วยส่งให้รัฐบาลได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ถ้ามองในแง่ดีจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลสำรวจความนิยมของรัฐบาลออกมาในทางลบคงเป็นปัญหาจากเศรษฐกิจฐานรากยังไม่กระเตื้องขึ้น รวมถึงปัญหาปากท้อง คนจน ราคาพืชผลการเกษตร แม้ว่ารัฐบาลพยายามประชาสัมพันธ์เรื่องจีดีพี ทั้งในช่วงปีที่ผ่านมาและช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่โดยข้อเท็จจริงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและตัวเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นไปตกในมือของคนไม่กี่คน ขณะที่ประชาชนระดับกลางและล่างไม่ได้รับผลพวง ถ้าดูตัวเลขภาคการเกษตร จะเห็นได้ชัดเจนว่าแม้ภาคการผลิตด้านการเกษตรจะขยายตัว ทำให้จีดีพีรวมของประเทศเป็นบวก แต่พอไปดูดัชนีราคาสินค้าการเกษตรกลับติดลบ ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น เช่น ตัวเลขภาคการผลิตด้านการเกษตรไตรมาสแรกของปีนี้ แม้จะขยายตัวถึงร้อยละ 8 แต่ดัชนีราคาสินค้าการเกษตรกลับติดลบถึงร้อยละ 12
ตัวเลขชี้ชัดชาวบ้านอยากเลือกตั้ง
นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ความเดือดร้อนของเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นชาวสวนยาง ปาล์มน้ำมัน ชาวไร่อ้อย ไร่มัน หรือสินค้าเกษตรตัวอื่น จึงเป็นความเดือดร้อนจริง ไม่ใช่การวิจารณ์เพื่อเจตนาจะทำให้รัฐบาลเสียหาย หรือเพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะฟ้องทั้งตัวเลขของภาครัฐเอง และฟ้องทั้งข้อเท็จจริงที่เกิดกับตัวเกษตรกร ตรงนี้คงจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่คิดว่านำมาสู่การที่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยจำนวนมาก อยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะเขาคงมีความคิดว่าถ้ามีการเลือกตั้ง หรือก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย อย่างน้อยเขาจะมีตัวแทนเข้าไปเป็นปากเสียงในสภาได้ แต่ทุกวันนี้ไม่มี และอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถจะสื่อความเดือดร้อนไปถึงรัฐบาล
ไล่ “สมคิด” ไปลงพื้นที่ดูของจริง
นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีผลโหวตเพจเฟซบุ๊กขอล้าน Like สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อ มีผู้โหวตไม่สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ถึง 2 ครั้งว่า สาเหตุเป็นเพราะอะไรไม่รู้ ตนไม่เชื่อผลสำรวจ ไม่ว่าจากเพจใดหรือโพลใด เพราะอยู่ที่วิธีการถามของผู้ถาม แต่อยากให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจออกมาดู ลงพื้นที่ตามต่างจังหวัดบ้าง จะได้รู้ว่ารายได้ที่แท้จริงของชาวบ้านลำบากอย่างไร จะได้แก้ให้ถูกทาง นาทีนี้ตนไม่ชี้นิ้วโทษให้ใครจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ควรเอาเวลาไปช่วยให้ชาวบ้านหายจนจะดีกว่า มีปัญหาจุดไหนก็ไปแก้ที่นั่น ตนเป็นคนลงพื้นที่ประจำได้รู้ได้เห็นว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนขนาดไหน วันนี้ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังทำได้ผลแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ไม่ถึงปากท้องของชาวบ้านที่ยังลำบากมาก เป็นหน้าที่รัฐบาลต้องดูแล ตามความรับผิดชอบ
ชาวบ้านวิตกของแพง-ไม่ได้เลือกตั้ง
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,182 คน เรื่อง “ความวิตกกังวลของคนไทย ณ วันนี้” พบว่าด้านการเมือง ร้อยละ 49.39 วิตกเรื่อง การเลือกตั้งและความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง ร้อยละ 27.07 พฤติกรรมที่ไม่ดีของนักการเมือง ใส่ร้าย โจมตี เห็นแก่พวกพ้อง คอร์รัปชัน ร้อยละ 24.42 การบริหารประเทศและเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 17.24 การทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยก ขาดความสามัคคี และร้อยละ 13.59 การเคลื่อนไหว การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 74.77 ระบุว่ากังวลค่าครองชีพสูง ของกินของใช้ราคาแพง น้ำมัน ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา ร้อยละ 24.77 เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ร้อยละ 21.48 รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ร้อยละ 12.38 การจ้างงาน ตกงาน ปัญหาการว่างงาน
กังวลพิษเศรษฐกิจชีวิตอยู่ยาก
ขณะที่ด้านสังคม ร้อยละ 39.85 กังวลความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 35.38 ปัญหาปากท้อง รายได้น้อย รายจ่ายเยอะ เป็นหนี้ ร้อยละ 28.72 ความเหลื่อมล้ำทางสังคม มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูง ร้อยละ 22.48 คนขาดศีลธรรม เห็นแก่ตัว อารมณ์ร้อน มีเรื่องกันง่ายขึ้น และร้อยละ 21.23 เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ทุจริต คอร์รัปชัน ทั้งนี้ร้อยละ 39.73 กังวลด้านเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีพ สภาพการเงินไม่คล่อง ทำให้ประเทศไม่พัฒนา การค้าการลงทุนชะงัก ฯลฯ รองลงมาร้อยละ 30.98 ด้านสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว รู้สึกไม่ปลอดภัย สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีปัญหา กระทบต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ฯลฯ และร้อยละ 29.29 ด้านการเมือง เพราะต่างชาติไม่ให้การยอมรับ ไม่เป็นประชาธิปไตย สร้างความขัดแย้ง บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่สงบ กระทบต่อเศรษฐกิจ ฯลฯ
พท.ทายพรรค “เทือก” ไปไม่รอด
อีกเรื่อง นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.เป็นที่ปรึกษาว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หวั่นไหวอะไร ดูแล้วไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่น่ากลัว ไม่มีตัวดีๆไปอยู่ด้วย คนที่เคยขึ้นเวที กปปส. แทบจะไม่มีใครไปอยู่ด้วย ทุกคนกลับไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์กันหมด ดูแล้วน่าจะได้ ส.ส.เพียงไม่กี่ที่นั่ง สุดท้ายน่าจะมีสภาพไม่ต่างจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง สุดท้ายไปไม่รอด ประเมินแล้วไม่น่าจะสร้างความหนักใจให้พรรคเพื่อไทย คนที่น่าหนักใจน่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ เพราะไปตัดคะแนนกันเอง อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าสุดท้ายแล้วทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมพลังประชาชาติไทยน่าจะมาร่วมเป็นพันธมิตรทำงานด้วยกัน เพียงแค่แยกกันทำหน้าที่ฝ่ายหนึ่งตีรัฐบาลทหาร แต่อีกฝ่ายสนับสนุน
ผวาคดี 8 แกนนำเสี่ยงถูกยุบพรรค
นพ.เชิดชัยกล่าวว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยมีความกังวลอยู่บ้างคือการดำเนินคดี 8 แกนนำพรรคที่ร่วมแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ คสช.ในโอกาสครบรอบการทำงาน 4 ปี ทั้งที่ดูตามข้อกฎหมายแล้ว การแถลงข่าวดังกล่าวไม่ได้เป็นการยุยงสร้างความปั่นป่วนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การยุบพรรค เป็นการแถลงข่าวแสดงความเห็นตามปกติ เหมือนที่พรรคการเมืองอื่นเคยแถลงวิจารณ์การทำงาน คสช. แต่ไม่ถูกตั้งข้อหาอะไร ถ้าว่ากันตามข้อกฎหมายแล้ว ไม่น่าจะโยงไปสู่การยุบพรรคได้ แต่เราห่วงกันว่าอาจมีการใช้เป็นช่องทางกลั่นแกล้งให้ยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ โดยเฉพาะถ้ามีการยุบพรรคระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ทุกอย่างจบทันที ไม่สามารถแก้ไขอะไรกันได้ ยอมรับว่ามี ส.ส.บางส่วนหวั่นไหวและกังวลประเด็นนี้อยู่เช่นกัน ดูแล้วน่าจะเป็นยุทธวิธีขู่ ส.ส.ให้ลังเล เพื่อให้ย้ายพรรค ตัดทอนกำลังพรรคเพื่อไทย
“องอาจ” ไม่ห่วง รปช.ดูดคน ปชป.
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ว่าการมีพรรคการเมืองจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดีที่ประชาชนจะได้มีทางเลือกมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าเป็นโทษ พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่วิตกกังวล ไม่หนักใจ การตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติว่าจะมอบความไว้วางใจให้ใคร ส่วนกรณีที่ผู้ร่วมจัดตั้งพรรค รปช. เคยเป็นอดีต ส.ส.หรือเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไร เชื่อว่าประชาชนจะพร้อมให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป และในช่วงที่มีการยืนยันสมาชิกพรรค อดีต ส.ส.ของพรรคเกือบทั้งหมดแสดงตนยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคกันอย่างพร้อมเพรียง ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้ทุกคนอยู่ร่วมทำงานกันที่พรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
มีเลือดใหม่ตัวตายตัวแทนเสียบ
“เราอยู่ด้วยกันแบบพี่น้องมานาน แต่ถ้ามีอดีต ส.ส.คนไหนตัดสินใจไปทำงานกับพรรคอื่น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะหาบุคคลที่มีความเหมาะสมลงสมัครรับเลือกตั้งทดแทน ขณะนี้มีคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย พร้อมช่วยกันสร้างสรรค์ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ให้ทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติบ้านเมืองให้ก้าวหน้าต่อไป”นายองอาจกล่าว
“เอนก” เขินรับ หน.รปช.ขอเป็น ผอ.ใหญ่
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า ตั้งใจจะเข้าไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพรรค 4 ปี เพื่อสร้างพรรคสร้างนักการเมือง ส่วนตำแหน่ง หัวหน้านับจากนี้ต้องแสดงฝีไม้ลายมือทำงานในพรรคไปก่อน นับจากนี้ไปอีก 2-3 เดือนถึงให้สมาชิกพรรคเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็นหัวหน้า พรรคนี้ไม่มีใครจองเป็นหัวหน้าพรรค เมื่อใครได้เป็นจะอยู่ในตำแหน่งคนละ 2 ปี ตั้งใจทำให้เป็นนวัตกรรม สมาชิกคุมพรรค สั่งการพรรคได้พอสมควร ไม่มีนายทุนหรือเจ้าของพรรค ทั้งนี้ ต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆที่เป็นอยู่ ถ้าไม่ลาออกจะเสียมารยาททางการเมือง ส่วนการเข้าไปร่วมงานกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีที่มาที่ไปอย่างไร เรื่องมันยาวหลังวันที่ 3 มิ.ย. เปิดตัวพรรคค่อยมาคุยกัน วันนั้นตนจะพูดถึงการมีพรรคการเมืองแบบใหม่ เอาการปฏิรูปต่างๆมาปรับใช้ เรายินดีต้อนรับทุกคนทุกสี การทำการเมืองยุคใหม่ เราเป็นผู้นำจำเป็นต้องก้าวข้ามอดีต เมื่อถามว่า รูปแบบทำงาน การเมืองจะรวมคนจากทุกฝ่าย คนรุ่นใหม่ เหมือนเป็นพรรครัฐบาลแห่งชาติ นายเอนกตอบว่า จะพยายามทำให้ได้ ไม่ปิดประตูตายทางการเมือง ไม่ให้การเมืองติดอยู่ล็อก แต่ส่วนใหญ่คนถามในกรอบการเมืองเดิม ทั้งจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ มีนายสุเทพร่วมด้วยหรือไม่ กปปส.ตั้งพรรคทำไม ตนต้องอธิบายและเข้ามาช่วยเพื่อต่อสู้ทางความคิด
ตั้งเป้าสานต่อปฏิรูปประเทศ
เมื่อถามถึงจุดขายของพรรคให้สังคมเลือก นายเอนกตอบว่า พูดคุย รณรงค์ เดินเข้าหาทุกจังหวัด ทุกเมือง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ จะเน้นนักการเมืองรุ่นใหม่ เพื่อเป็นพรรคที่มีคุณภาพ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พัฒนาไม่หยุด ไม่ใช่เป็นองค์กรแสวงหาอำนาจอย่างเดียว หรือไม่ใช่องค์กรแสวงหาอำนาจเสียด้วยซ้ำ ปัญหาประชาธิปไตยจะต้องใช้พรรค ใช้นักการเมืองเป็นคนทำ คนแก้ คนกู้ กอบกู้บ้านเมือง กอบกู้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปรอแต่ทหาร เมื่อไหร่จะเข้ามายึดอำนาจอีก ไม่ใช่รอมวลชนมาเดินขบวน บ้านเมืองก็ปั่นป่วนวุ่นวาย ต้องอาศัยพรรคการเมืองที่ดี เปิดประตูเป็นพันธมิตรกับทุกสีทุกฝ่าย เพื่อเป็นเครื่องมืออีกชิ้นนำไปแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ เราจะเสนอให้เป็นทางเลือก ทางออกจากวิกฤติ ถ้าประชาชนเห็นด้วยจะเปิดโอกาสให้แก่ประเทศ พรรคนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมาร่วม โดยเป็นสมาชิกจ่ายเงิน 365 บาทต่อปี สูงกว่ากฎหมายกำหนดไว้ 100 บาท ตอนนี้มีสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง 180 คนจ่ายคนละ 5 หมื่น จะต้องให้มีสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง 250 คน ไม่เอาเงินของใครคนใดคนหนึ่ง ต้องทำให้เป็นแบบอย่าง เอามาหล่อเลี้ยงพรรค ไม่ได้เอาไปซื้อเสียง จะใช้กระแสความตื่นตัวของประชาชน เราไม่ได้หวังได้ ส.ส.เป็นร้อย ตั้งเป้าหลายสิบคนก็พอ เพื่อเดินหน้าเป็นพรรคแห่งการปฏิรูป
“ธนาธร” นั่งแป้น หน.อนาคตใหม่
เมื่อเวลา 08.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต มีการประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ โดยให้สมาชิกพรรค 474 คน ลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการ เหรัญญิก โฆษก และกรรมการบริหารพรรค ผลการลงคะแนน ที่ประชุมเลือกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริษัทไทยซัมมิท เป็นหัวหน้าพรรค น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 นายชำนาญ จันทร์เรือง อดีตประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 2 พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 3 นายรณวิต หล่อเลิศสุนทร เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 4 นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเลขาธิการพรรค นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เป็นเหรัญญิกพรรค นายไกลก้อง ไวทยาการ เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตบรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี เป็นโฆษกพรรค
ลั่นพันธกิจปลดโซ่ตรวนประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ มีการจัดนิทรรศการ “ออกจากทศวรรษที่สูญหาย ร่วมสร้างอนาคตใหม่ เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต” โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้าร่วมเกือบเต็มความจุ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบคอยร่วมสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวก ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่ประชุมให้คณะกรรมการบริหารแนะนำตัวและให้ผู้จดจองชื่อพรรค 26 คน ขึ้นส่งมอบภารกิจให้ 17 คณะกรรมการบริหารพรรคชุดแรกที่มีวาระ 4 ปี พร้อมร่วมกับเปิดไฟฉายจากสมาร์ทโฟน เพื่อสะท้อนถึงการเปิดไฟขับไล่ความมืดมิดที่ครอบงำสังคมไทยอยู่
จากนั้นนายธนาธรกล่าวว่า ต้องการทำการเมืองแห่งความหวัง ประชาชนกำลังเบื่อระอาเต็มทีกับการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนส่วนน้อย ทำไมคน 1 เปอร์เซ็นต์ ถึงรวยกว่าคน 60 ล้านคน ทำไมประเทศไทยถึงเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก คำถามเหล่านี้ไม่เคยได้รับคำตอบจากชนชั้นนำ แต่ตนจะตอบให้ว่าโครงสร้างถูกออกแบบมาให้คนกลุ่มเดียว ที่ต้องการยื้อเอาไว้ไม่ให้ก้าวหน้า ถึงเวลาที่ต้องบอกว่าพอกันทีกับการเมืองที่ต้องเอื้อให้คนส่วนน้อย ต้องทำลายโซ่ตรวนที่พันธนาการพวกเราอยู่ คนส่วนน้อยที่ถือปืนกดหัวประชาชนกับคนส่วนใหญ่ที่ถูกปิดหูปิดปาก เราต้องเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยหวังว่าจะส่งต่อสังคมที่น่าอยู่ให้ลูกหลาน เพื่ออนาคตใหม่ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
“ปิยบุตร” ชู รบ. พลเรือนเหนือทหาร
ด้านนายปิยบุตรกล่าวว่า อนาคตใหม่หวังปรับภูมิทัศน์การเมืองไทยใหม่ ด้วยการมุ่งมั่นทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ นำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้า กระจายอำนาจ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สร้างสวัสดิการ รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร นโยบายจะเกิดจากการศึกษาวิจัยรับฟังประชาชน ศึกษารูปแบบต่างประเทศนำมาสังเคราะห์ เราจะมองคู่แข่งไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง แต่เป็นเพียงคู่แข่งทางการเมือง หากมองเป็นศัตรูจะมุ่งกำจัด แต่หากมองเป็นคู่แข่งจะแข่งกันเพื่อทำความดีเอาชนะใจประชาชน จะขีดเส้นแบ่งออกจากกันให้ชัดระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ ใครใช้เงิน ใช้อิทธิพลดูดอดีต ส.ส. ใครใช้เงินซื้อเสียง ซื้อหัวคะแนน กล่าวหาสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสี จ้องแต่จะมีอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ นั่นคือการเมืองแบบเก่า พรรคอนาคตใหม่ยืนยันจะไม่ทำการเมืองแบบนั้น เมื่อขีดเส้นแบ่งชัดแล้ว ประชาชนเจ้าของอำนาจจะตัดสินใจเอง จะเลือกพรรคแบบเก่าหรือแบบใหม่
ลั่นปักธงแก้ รธน.60 หยุดสืบอำนาจ
ต่อมาเวลา 16.00 น. เป็นช่วงการแถลงข่าวและเปิดให้มีการซักถาม โดยนายธนาธรกล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่ต้องเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ วันนี้ต้องมาถึงวันที่ คสช.พยายามสืบทอดอำนาจของตนเอง เลยขอชักชวนให้ประชาชน มาร่วมกันหยุดภารกิจสืบทอดอำนาจหรือหากจะให้ถูกต้อง ต้องเรียกหยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต่อให้เป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็ตาม เราขอทำงานทางความคิด เพื่อดึงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กับกระแสธงเขียวกลับคืนมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดยเหมือนไม่ให้แก้ แต่เราต้องการปักธงทางความคิด หากเข้าสภาได้เมื่อไร วันแรกจะเสนอเรื่องนี้ทันที วิธีแก้จะเริ่มจากมาตรา 279 ที่ให้ความคุ้มกันบรรดาคำสั่ง คสช.ให้ถูกเสมอ ปืนที่ห่อกฎหมายมันไม่ใช่ความยุติธรรม นี่ไม่ใช่เรื่องรุนแรงหรือสุดโต่ง แต่เป็นการฟื้นหลักนิติรัฐ เราจะปักธงที่ก้าวหน้าไปสู่สังคม พร้อมทั้งนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองยุค คสช.
มิ.ย. ลุ้นเปิดตัว “พลังประชารัฐ”
นายชวน ชูจันทร์ ผู้ขอจดแจ้งชื่อพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า การประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐและลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่งบริหารต่างๆของพรรค จะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน มิ.ย. แน่นอนว่าพรรคพลังประชารัฐถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะมีแกนนำรัฐบาลจะมาร่วมงานด้วยหรือไม่ตามที่เป็นข่าว อยากให้ไปรอดูความชัดเจนในวันนั้นเลย ไม่อยากบอกอะไรไปก่อน เพราะบางคนอาจอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะเดินหน้าการเมืองต่อหรือไม่หรือจะหยุด หรือถ้าร่วมพัฒนาประเทศต่อไปด้วยเจตนาดี ทำงานต่อให้ลุล่วงมีอุปสรรคมากแค่ไหน หรือจะปล่อยให้คนอื่นทำต่อ อยากให้รอลุ้นวันนั้น พูดไปก่อนเดี๋ยวหาว่าโกหก เพราะถึงวันนั้นเปลี่ยนไม่ได้แล้ว
“ประเวศ” ปลุกปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
วันเดียวกัน นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหลังการเลือกตั้ง 2562 เพื่อปฏิรูปประเทศว่า สังคมไทยมีโครงสร้างอำนาจที่ไปไม่ได้กับสังคมปัจจุบันที่หลากหลายซับซ้อน การใช้อำนาจแก้ไขไม่ได้ผล ส่วนระบบราชการ รวมศูนย์อำนาจใหญ่ที่สุด มีกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งประมาณ 1.3 แสนฉบับ การบริหารในภาครัฐจึงเป็นการบริหารกฎ ระเบียบหรือบริหารอำนาจ มากกว่าเนื้อหาสาระ จนก่อให้เกิดปัญหาเกือบทุกด้าน วนเวียนหมักหมมอยู่ในวังวนของปัญหาและวิกฤติ ไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารก็แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ ต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ซึ่งควรช่วยกันทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งปี 62 เพื่อให้สังคมเกิดจิตสำนึก เป็นกระแสสังคม หลังการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคไหนชนะหรือต้องร่วมกันหลายพรรคจัดตั้งรัฐบาล ต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ รัฐบาลใหม่ปี 62 อาจต้องมีคณะกรรมการอิสระเพื่อการนี้เป็นเครื่องมือช่วยรัฐบาล นายกฯคนต่อไปควรเป็นผู้นำเรื่องนี้ เพราะเป็นหัวใจของการปฏิรูปเปลี่ยนประเทศจากด้านมืดเป็นสว่าง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมศีลธรรม สร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประชาชนควรเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
ปิดประตูกองทัพรัฐประหาร
นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่าส่วน หลักการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ รัฐบาลออก พ.ร.บ.ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ถอดสลักกฎหมายหลายร้อยฉบับที่รวบอำนาจไว้ส่วนกลาง กระจายอำนาจให้ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรในพื้นที่ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ให้มีอิสระ จัดการกันเองโดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ และปรับบทบาทของระบบราชการส่วนกลางจากการบริหารอำนาจ เป็นบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนการรวมตัวคิดร่วมทำอย่างอิสระ เพื่อกิจสาธารณะในพื้นที่ รวมถึงออก พ.ร.บ.สัมฤทธิศาสตร์ เพื่อส่งเสริมศาสตร์แห่งการขับเคลื่อนเรื่องสำคัญไปสู่ความสำเร็จ ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ คุ้นเคยกับการทำงานเฉพาะตัว ไม่มีวัฒนธรรมและทักษะการทำงานแบบเชื่อมโยงเป็นภาคีกัน ถ้าปฏิรูปโครงสร้างอำนาจสำเร็จ นอกจากจะนำไปสู่การ ปฏิรูปด้านอื่นแล้ว ยังป้องกันการยึดอำนาจได้อีกด้วย เพราะอำนาจไม่ได้รวมอยู่ศูนย์กลาง ไม่รู้จะยึดที่ไหนและยึดทำไม ประเทศไทยจะได้ลงตัวและมุ่งหน้าไปสู่ความสุขความเจริญที่แท้จริงเสียที
“วิลาศ” บี้แจงสี่เบี้ยงบฯสภา 5 พันล้าน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าขอเรียกร้องให้นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎร ชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการเสนองบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ในโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ อาทิ ราคาไมโครโฟน นาฬิกา และโทรทัศน์ที่ราคาสูงผิดปกติ วิธีการไม่แตกต่างจากพฤติกรรมของนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย อดีตเลขาธิการสภา ให้บริษัทเดียวเสนอราคาทุกรายการ เช่น บริษัทเครื่องเสียง จำกัด เป็นผู้เสนอราคาอุปกรณ์ไอซีทีบริษัทเดียวกว่า 100 รายการ การตั้งงบประมาณที่สูงเกินจริง เช่น งานระบบปรับอากาศบริเวณทางเดินภายในอาคาร 395 ล้านบาท เท่ากับต้องใช้แอร์ระบบตั้งเครื่องขนาด 6 หมื่นบีทียู จำนวน 6,583 ตัว จะเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนงานผนังรอบอาคารห้องประชุม ส.ส.และ ส.ว.จำนวน 230 ล้านบาท ไม่ทราบว่าเอาฐานตัวเลขจากไหน จะรอบทสรุปของการเสนองบประมาณการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ระบุว่าจะปรับลดเหลือประมาณ 5 พันล้านบาท ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร หากยังมีปัญหาเหมือนเดิมจะยื่นเรื่องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบต่อไป
ต้นฉบับ