วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ติงแรงไป! ใช้คำว่าฉีกรธน.

https://www.thairath.co.th/media/
ปชป.สอนน้อง แต่พท.โดดใส่! หนุนจนสุดลิ่ม ‘ท็อป’ ชูธงเขียว


“นิพิฏฐ์” เตือนอนาคตใหม่ใช้คำแรงฉีก รธน. แนะให้ดูต้นตอวิกฤตินิรโทษทะลุซอย อย่าทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “องอาจ” ยอมรับรื้อมรดก คสช.ไม่ง่าย เห็นด้วยหลายจุดต้องแก้ ด้าน “วัฒนา” เชียร์สุดลิ่ม พร้อมเป็นแนวร่วมสถาปนา รธน.ฉบับประชาชน ขอจองเวรเผด็จการไม่เลิก “ท็อป วราวุธ” เอาด้วย ชูโมเดล สสร.ถ้าทุกพรรคร่วมมือก็ทำได้ พรรคคนไทยยุ คสช.ฟันฐานยุยงปลุกปั่น “นิกร” จี้ปลดล็อกการเมือง ลั่นไม่ยอมให้เลื่อนโรดแม็ปอีก พท.คุยนานาชาติเข้าใจ “ปู” “ไก่อู” เมินไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาเตือนแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ที่ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทันทีที่ได้เข้าสภา พร้อมนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดีการเมือง ในยุค คสช. อาจเป็นการใช้ถ้อยคำรุนแรงสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายนั้น

“นิพิฏฐ์” ติงใช้คำแรงฉีก รธน.
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคอนาคตใหม่ประกาศหากได้เข้าสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมนิรโทษกรรมคดีการเมืองในยุค คสช. ว่า คำว่าฉีกรัฐธรรมนูญ หมายถึง การยึดอำนาจอะไรพวกนี้ คนที่มาจากการเลือกตั้งพอไปใช้คำว่าฉีกมันดูหวือหวาไป ส่วนใหญ่คนที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ จะพูดคำว่าแก้ไข หรือปรับแก้คำว่าฉีกจะมีปัญหาตามมาอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้เหมือนวิกฤติรัฐธรรมนูญคราวที่แล้ว ส่วนที่บอกว่าจะนิรโทษกรรมคดีในยุค คสช. อาจทำให้คนสับสนขัดแย้งได้ วิกฤติประเทศที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเกิดจากนิรโทษต้นซอย กลางซอย จนทะลุซอย ขัดแย้งกันจนทหารออกมายึดอำนาจ เวลาพูดต้องระวัง จะทำอะไรต้องดูบทเรียนด้วยว่าประเทศเราเคยขัดแย้งเรื่องอะไรอย่าทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า อย่าพยายามสร้างความขัดแย้งขึ้นมาอีก ประเด็นไหนที่ล่อแหลมทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจ อย่าไปสร้างขึ้นมา เดี๋ยวบ้านเมืองจะกลับไปสู่วงจรเดิมอีก ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ด่าหรือโต้ หรือไปขวางไม่ให้เขาทำ เพราะเขามีสิทธิคิดและพูด แต่มองเรื่องบทเรียน มีคำอยู่คำหนึ่งบอกว่าประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าเราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย ถ้าเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์บ้าง เราจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีก


รับรื้อมรดก คสช.ไม่ง่าย
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจในบริบทคำพูดที่ว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญ ความหมายถึงขั้นไหน อย่างไร แต่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ยากด้วยมีหลายเงื่อนไข ผ่านประชามติ และมีเรื่องของเสียงในสภา การขอแก้ไขจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่อยากจะแก้ต้องหาเสียงสนับสนุนมากๆ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญจะไม่มีส่วนบกพร่องที่สมควรจะแก้ไข คิดว่ามีอยู่หลายส่วนที่สมควรแก้เช่นกัน คนไทยทุกคนมีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่เราต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่รัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติมาแล้ว แต่ยังยืนยันรัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ ต้องเป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งประชาชน และผู้แทนประชาชนในสภาด้วย

ไม่รู้รัฐบาลจริงใจหรือปาหี่
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาล คสช. เตรียมเชิญพรรคการเมืองมาร่วมพูดคุยในเดือน มิ.ย.นี้ ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล แต่นักการเมืองคนอื่นจะไปหรือไม่ไป ขึ้นอยู่กับรัฐบาลต้องจริงใจอย่างชัดเจน ว่า เรื่องที่เชิญนั้นคืออะไร ถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้บ้านเมืองไปข้างหน้าได้ดีขึ้น เรายินดี ดังนั้น ต้องดูว่าตั้งใจสร้างภาพแค่พอเป็นพิธี หรือตั้งใจอยากรู้เนื้อหาของผู้ที่สัมผัสกับประชาชนในพื้นที่จริง เพื่อนำไปปฏิบัติ ถ้าเชิญไปแล้วมีประโยชน์ต่อประเทศชาติก็ยินดี จะได้เข้าไปบอกปัญหาคนรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ซึ่งรัฐบาลต้องปรับในส่วนนี้เร่งด่วน ทุกอาชีพไม่ว่าชาวนา ปาล์ม อ้อย เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจริง สิ่งที่รัฐบาลต้องฟังคือความเดือดร้อนรากหญ้าคนไทยทั้งประเทศ


“วัฒนา” เชียร์สถาปนา รธน.ใหม่
วันเดียวกันนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ขอฉีกด้วยคน” ขอแสดงความยินดีกับพรรคอนาคตใหม่ และกรรมการบริหารพรรค ขอเป็นแนวร่วมในอุดมการณ์ต่อสู้กับเผด็จการเพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน เห็นด้วยกับนโยบายที่จะสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนอกจากจะไม่มีความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังใช้กลโกงทุกวิถีทางเพื่อให้ผ่านประชามติ ประชาชนจำนวนมากรวมทั้งตน เคยถูก คสช.ใช้กำลังอุ้มตัวไปควบคุมในค่ายทหาร ปัจจุบันยังถูกดำเนินคดีในศาลทหาร จากการประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่หัวหน้าคสช.ประกาศจะจับทุกคนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แต่กลับส่งทหารออกไปเผยแพร่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกโฆษณาว่าปราบโกง แต่ผ่านประชามติแบบโคตรโกง

จองเวรเผด็จการแม้ติดนิรโทษ
นายวัฒนาระบุว่า กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนนั้น ต้องเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยโดยผ่านประชาชน ยิ่งกว่านั้นต้องเอาตัวเผด็จการทั้งหลายมาลงโทษ หลายคนถามว่าเผด็จการมีมาตรา 44 นิรโทษตัวเองไว้ ยังสามารถเอาตัวมาลงโทษได้หรือ ขอยืนยันว่าการนิรโทษกรรมคุ้มครองเฉพาะการกระทำที่สุจริต และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น การลุแก่อำนาจ การละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน หรือการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ไม่อาจถือได้ว่าสุจริต หรือทำไปเพื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ จึงเป็นการกระทำที่กฎหมายไม่คุ้มครอง เมื่ออำนาจกลับมาเป็นของประชาชนเมื่อไร คนพวกนี้ติดคุกได้แน่นอน

“ท็อป” เอาด้วยร่วมวงรื้อ รธน.
ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติ–ไทยพัฒนา กล่าวถึงกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางร่างฉบับใหม่ว่า คนทำงานการเมืองอ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว จะทราบดีว่ามีเรื่องยากในทางปฏิบัติอยู่มาก โดยเฉพาะระบบภายในของ พรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง หรือแม้แต่กลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีความยากลำบากสำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงเห็นด้วยกับการแก้ไข อะไรที่ดีคงไว้ ส่วนใดที่มีข้อจำกัดควรแก้ไขให้เป็นไปตามครรลอง เป้าหมายของรัฐธรรมนูญทุกฉบับคือ การทำให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้ ถ้าก้าวไปข้างหน้าไม่ได้แล้วจะเขียนรัฐธรรมนูญไว้เพื่ออะไร จึงคิดว่าการชูเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ใช่ เรื่องขัดกฎหมาย ส่วนใครจะคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์แล้ว เป็นสิทธิที่คิดเห็นได้ แต่ในความเห็นตนมองว่าข้อจำกัดที่ต้องแก้ไขยังมีอยู่

ยก สสร.ชูธงเขียวไปด้วยกัน
นายวราวุธกล่าวว่า รัฐธรรมนูญก็เหมือนบ้าน ถ้าสร้างบ้านมาแล้วหลังคารั่ว กระจกไม่ดี ก็ควรซ่อมหรือปรับปรุง อะไรที่ดีก็ควรเก็บไว้ วิธีการที่ดีที่สุด คือ หยิบวิธีที่สังคมไทยเคยมีประสบการณ์ และพิสูจน์มาแล้วว่าเราสามารถทำให้รัฐธรรมนูญเพอร์เฟกต์ได้ โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมา และต้องทำด้วยวิธีที่เป็นที่ยอมรับ ให้คนไทยทุกภาคเข้ามามีส่วนร่วม ชูธงเขียวด้วยกัน เหมือนพรรคชาติไทยในอดีต ที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยทำและพิสูจน์มาแล้ว โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 211 ตั้ง สสร.ขึ้นมาร่าง จนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุด ตอนนั้นมีคนค้านมากมาย แต่ทุกพรรคการเมืองผ่านขั้นตอนนั้นมาได้ เราเคยแสดงให้สังคมโลกเห็นมาแล้วว่าการทำรัฐธรรมนูญ ถ้าร่วมกันเราทำได้ จึงเชื่อมั่นว่าเราต้องทำได้อีกครั้ง


“นิกร” จี้ปลดล็อกพรรคการเมือง
นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจเลื่อนวันหารือกับพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการพูดคุยหารือ เพื่อให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน มองว่าการพูดคุยไม่สามารถเคาะวันเลือกตั้งที่ชัดเจนได้ เพราะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ยังไม่เสร็จ น่าจะเป็นเหตุให้เลื่อนวันพูดคุย ทั้งนี้ อยากให้การพูดคุยแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ การกำหนดวันเลือกตั้ง และการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รัฐบาลน่าจะเรียกพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยเพื่อเจอกันครึ่งทาง โดยให้รัฐบาลปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมบางส่วนได้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

ไม่ยอมให้เลื่อนโรดแม็ปอีก
นายนิกรกล่าวว่า หากช้ากว่านี้ทำอะไรลำบาก ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องคุยกันเลย แต่อาจส่งผลต่อระบบการเลือกตั้งที่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ กว่าจะรอให้กฎหมายเสร็จถึงจะเรียกพรรคการเมืองมาพูดคุยนั้น มองว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หมดแล้ว เมื่อถามถึงการเลื่อนวันนัดคุยกับพรรคการเมือง จะส่งผลให้โรดแม็ปเลือกตั้งเลื่อนไปด้วยหรือไม่ นายนิกรตอบว่า คิดว่าไม่น่าจะกระทบ เพราะรัฐบาลกำหนดโรดแม็ปไว้ชัดเจนแล้วคือจะเลือกตั้งในเดือน ก.พ.2562 หากเลื่อนไปตนก็ไม่ยอม และเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้

คนไทยบี้ปลดล็อกกฎเหล็ก
ด้านนายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหม่หลายพรรคได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จึงมีคำถามไปยัง คสช.ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง พรรคใหม่สามารถหาสมาชิกจัดประชุม เดินสายหาเสียงได้อย่างอิสระ แต่พรรคที่มีอยู่เดิมในระบบกลับถูกแช่แข็ง เป็นผลมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 และยังไร้วี่แววการนัดตัวแทนพรรคการเมืองไปพูดคุยเรื่องการปลดล็อก ทำให้พรรคใหม่ได้เปรียบพรรคเก่ามาไม่ต่ำกว่า 2 เดือนแล้ว โดยเฉพาะพรรคคนไทยเสียเปรียบโดยตรง เพราะก่อตั้งพรรคก่อน คสช.รัฐประหารเพียง 5 เดือนจนถึงวันนี้ไม่สามารถดำเนินการใดได้ แม้แต่ยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายต่อ กกต. ยังไม่สามารถทำได้ เราเคารพกติกาไม่เคยทำอะไรล้ำเส้น หรือสร้างความวุ่นวาย แต่ คสช.กลับไร้ความชัดเจน จนรู้สึกเหมือนเป็นพลเรือนชั้น 2 หรือเป็นพรรคลูกเมียน้อย ขอให้ คสช.รีบยกเลิกกฎเหล็กโดยเร็วที่สุด

จี้เอาผิดอนาคตใหม่ฐานปลุกปั่น
นายอุเทนกล่าวอีกว่า กรณีพรรคอนาคตใหม่ประกาศจะล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 60 หากตีความตามองค์ประกอบพบว่าหมิ่นเหม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 116 ฐานแสดงความคิดเห็นเชิงยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายตอกลิ่มความขัดแย้งให้เกิดขึ้น จึงเคลือบแคลงในดุลพินิจของ คสช. เพราะบางพรรคแค่วิพากษ์วิจารณ์ผลงาน คสช. กลับถูกดำเนินคดีร้ายแรง

นายปวริศ ผุดผ่อง โฆษกพรรคคนไทย กล่าวว่า การพูดคำว่าฉีกรัฐธรรมนูญของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ เป็นการพูดเพื่อหวังผลให้ประชาชนสนับสนุนแนวคิดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย นำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 ดังนั้น คสช.ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย

สนช.มั่นใจร่างฯ ส.ส.ไม่ขัด รธน.
ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำ วินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 30 พ.ค. ว่า ยังเชื่อว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยพื้นฐานแล้วเราเชื่อว่าผลที่ออกมาน่าจะไม่มีปัญหา แต่หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เราจะแก้ไขเป็นประเด็นไป เช่น การอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและทุพพลภาพในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่มองว่าต้องเป็นแบบโดยตรงและลับ เราก็แก้โดยที่ผู้พิการและทุพพลภาพอาจไม่มีคนเข้าไปช่วย จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาและทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับโรดแม็ปที่วางไว้คือ ช่วงต้นปี 2562

กรธ.เชื่อไม่กระทบโรดแม็ป
นายอมร วานิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยต่อร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะออกมาอย่างไรก็ไม่กระทบต่อโรดแม็ป เพราะประเด็นที่มองว่าอาจขัดคือ การช่วยผู้พิการลงคะแนน และการตัดสิทธิข้าราชการที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่กระทบต่อบทหลัก หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรธ.สามารถนำมาปรับแก้ได้เลยโดยใช้เวลาไม่นาน จะแก้เฉพาะจุดที่ขัดเท่านั้น ไม่ได้รื้อทั้งฉบับ ยืนยันว่าทันตามกรอบเวลาแน่นอน เดิมที กรธ.หลายคนห่วง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.มากกว่า ขณะนี้ผ่านไปแล้ว และ กรธ.ตั้งใจอยากเป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้

พท.คุยนานาชาติเข้าใจ “ปู”
อีกเรื่อง ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษเป็นเวลา 10 ปี โดยสามารถอยู่ได้คราวละ 6 เดือน ว่า ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ถ้าเป็นความจริงก็เข้าใจได้ว่าประเทศอังกฤษเข้าใจว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีแรงจูงใจทางการเมือง จึงให้วีซ่าเข้าออกประเทศได้ เพราะที่ผ่านมาผู้แทนทางการทูตของประเทศต่างๆเข้ามาเก็บข้อมูลและข้อเท็จจริงด้วยตนเองในไทยอยู่แล้ว จึงไม่มีใครไปบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือตบตาต่างประเทศได้ ว่าสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกกระทำ เกิดจากมูลเหตุทางการเมือง จึงทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังเดินทางไปประเทศต่างๆได้ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย


“ไก่อู” เมินไม่ใช่เรื่องด่วน รบ.
ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ และคงรายงานให้นายกฯทราบแล้ว แต่สำหรับรัฐบาลเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอันดับหนึ่ง นายกฯให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของประเทศ ทั้งการปฏิรูป เรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน เรื่องที่ทำให้เสียสมาธิเราไม่ได้ละเลย แต่จัดลำดับรองลงไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ดำเนินการ เพราะรัฐบาลมีเรื่องอื่นที่เร่งด่วนกว่า

ชง กกต.จัดการเลือก ก.ตร.
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้เรียกชื่อคณะกรรมการระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รวมเหลือเพียงชุดเดียวว่า คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) มี 18 คน ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน มาจากการเลือกโดยตำรวจชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป ประกอบด้วยผู้ที่เคยเป็นตำรวจ 5 คน และจากผู้ที่ไม่เคยเป็นตำรวจอีก 3 คน โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เข้ามาดำเนินการการเลือก และประกาศผลการเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต.กำหนด และเลือกโดยตรงและลับ เพื่อความบริสุทธิ์ โปร่งใส และยุติธรรม นอกจากนั้นยังได้บัญญัติห้ามผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใดสั่งการ ข่มขู่ หรือชักจูงด้วยประการใดๆ เพื่อให้เลือกหรือมิให้เลือกผู้ใดผู้หนึ่ง ผู้บังคับบัญชาผู้ใดฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน

“พิชัย” ตามแซะตัวเลขเศรษฐกิจ
ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่เคยออกมาเตือนรัฐบาลกรณีสถาบันไอเอ็มดี ปรับลดอันดับความสามารถแข่งขันของไทยลงมาอยู่อันดับที่ 30 สาเหตุมาจากความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล และชี้ให้เห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยปีละ 2 เปอร์เซ็นต์กว่า แม้ปีนี้จะโต 4 เปอร์เซ็นต์กว่า ก็ยังต่ำสุดในอาเซียน เป็นข้อมูลจริง แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขู่ว่าใครบอกว่าเศรษฐกิจโต 2 เปอร์เซ็นต์ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ระบุว่า เศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2557-2560 ขยายตัวรวม 10.6 เปอร์เซ็นต์ นำมาหารเฉลี่ย 4 ปี จะอยู่ที่ปีละ 2.65 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าตามที่ตนบอก ถ้าบอกว่าตัวเลขนี้บิดเบือน รัฐบาลควรบอกด้วยว่าตัวเลขการเติบโตเฉลี่ย 4 ปีที่ถูกต้องคือเท่าไหร่ อยากให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯออกมายืนยันว่าคำนวณถูกต้องหรือไม่ เพื่อสะกิดเตือน พล.อ.ประยุทธ์ อย่าให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ขอแนะนำ พล.อ.ประยุทธ์อ่านหนังสือเศรษฐกิจมากๆ ยิ่งตั้งใจจะเป็นนายกฯต่อ ยิ่งต้องศึกษาด้านเศรษฐกิจ จะได้เข้าใจและแก้ไขปัญหาได้
ต้นฉบับ