บิ๊กป้อมทุบโต๊ะไม่เลื่อนเลือกตั้ง ให้GAT-PATไปเลื่อนเอาเอง ชิงหัวหน้าปชป.นํ้าลายฟุง!
“บิ๊กป้อม” ยันไม่เลื่อนเลือกตั้ง 24 ก.พ.62 สั่ง ศธ.ไปพิจารณาเลื่อนวันสอบ GAT-PAT ลั่นไปจำกัดสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ “วิษณุ” สำทับเลื่อนวัน-เวลาสอบได้ ถ้าตรงวันจริงๆ อาจร่นเวลาสอบเพื่อเปิดทางใช้สิทธิ “ธีระเกียรติ” วาง 2 ช้อยส์ให้ไปเลือกตั้งล่วงหน้า หรือเปลี่ยนวันสอบ เพื่อไทยเครียดหนักจ่อทิ้งพรรคย้ายไปเพื่อธรรม หลังจับสัญญาณยุบพรรครุนแรง วางแผนใช้ระบบ 2 พรรค แยกกวาดเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ จัดกระบวนทัพใหม่แยกทัพหน้า-หลัง วาง กก.บห.อยู่เซฟตี้โซนเลี่ยงปมยุบพรรค “เจ๊หน่อย” ถามย้อนเกล็ด “บิ๊กป้อม” ครอบงำ กกต.ต้องฟ้องใคร ลูกพรรคยังเชื่อไม่กล้ายุบพรรค ชี้โหวตโน-โนโหวตอื้อแน่ ด้านศึกชิงจ่าฝูง ปชป.ยังเข้มข้น “วรงค์” ชู ปชต.สวัสดิการ ไม่เอาเสรี ปชต.ผวาระบบผูกขาด “จ้อน” ขอเป็นโซ่ข้อกลางจับมือได้ทุกขั้ว รปช.คิกออฟเดินคารวะแผ่นดิน ผู้มีอำนาจขึงขังจับตาผิดกฎหมาย กกต.ยันไม่อาฆาตมุ่งเอาผิดพรรคการเมืองไหน “ป๋าเปรม” ปลื้ม “มหาธีร์” สหายเก่าแก่มาเยี่ยมเยียนรำลึกความหลัง
กลายเป็นปัญหาอลเวงอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อปรากฏว่า วันเลือกตั้งที่กำหนดไว้ 24 ก.พ.2562 ตรงกับวันกำหนดสอบ GAT-PAT อาจเกิดปัญหากับหมู่เยาวชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 6 ล้านคน ทำให้คนในรัฐบาลต้องออกมาเปรยถึงแนวทางแก้ไขปัญหา เรื่องนี้กันพัลวัน โดยมีแนวโน้มให้เลื่อนการสอบ GAT-PAT ไปเป็นวันอื่นแทน
“บิ๊กป้อม” สั่งเลื่อนสอบ ไม่เลื่อน ลต.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ต.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ รายงานให้ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อกังวลกรณีที่การสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัด ทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ประจำปี 2562 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 ว่า ยืนยันว่าวันเลือกตั้งไม่เลื่อน เรื่องวันสอบ GAT-PAT เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาฯที่จะต้องไปดูและเลื่อนวันสอบ วันเลือกตั้งจะไปเลื่อนทำไม ส่วนที่ระบุว่า จะมีเยาวชนกว่า 6 ล้านคน ต้องออกมาใช้สิทธิ์ในครั้งนี้นั้น ต้องไปดูว่าอายุถึงเกณฑ์หรือไม่ ยังไงก็ต้องเลื่อนวันสอบเพื่อให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ ไปจำกัดสิทธิ์เขาไม่ได้

“วิษณุ” สำทับวัน–เวลาสอบเลื่อนได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังนานแล้ว ตนบอกว่าจะต้องลงไปดูว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกัน วันเลือกตั้ง 24 ก.พ.62 ยังไม่มีการกำหนดที่ชัดเจน หากเลื่อนการสอบตอนนี้อาจจะชนกันอีกได้ในอนาคต เรื่องนี้จะได้คำตอบในไม่กี่วันนี้ จะสรุปว่าควรจะเลื่อนอย่างไรดี รู้เรื่องนี้มาเป็นเดือนแล้ว การสอบสามารถปรับเลื่อนได้ เมื่อเรารู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นวันใด ไม่จำเป็นต้องรอให้มี พ.ร.ฎ.ประกาศวันเลือกตั้งก่อน และหากจะเลื่อนจะต้องการเลื่อนสอบ GAT-PAT ไม่ได้เลื่อนการเลือกตั้ง เพราะวันและเวลาสอบสามารถเลื่อนได้
หากวันตรงกันอาจร่นเวลาสอบ
นายวิษณุกล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูข้อดีข้อเสียของการเลื่อนวันสอบว่าควรจะเลื่อนก่อนหรือหลังกำหนดการเดิม โดยพยายามไม่ให้กระทบต่อการสอบให้มากที่สุด เพื่อช่วยให้นักเรียนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้มีโอกาสได้ใช้สิทธิ์ของตัวเอง ส่วนข้อเสนอที่ให้ขยายเวลาการใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะมีบัญญัติไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว แต่หากวันตรงกันจริงๆสามารถย่นเวลาสอบให้เร็วขึ้นในช่วงเช้า เพื่อที่นักเรียนจะมาใช้สิทธิ์ได้ทันเวลา เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าจงใจกำหนดวันสอบ GAT-PAT ให้ตรงกับวันเลือกตั้ง เพื่อเลื่อนเลือกตั้ง นายวิษณุตอบว่า ยืนยันว่าไม่ใช่ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้วางปฏิทินการสอบมาเป็นปีแล้ว วันสอบก็จ้องจะเอาวันอาทิตย์เช่นเดียวกับวันเลือกตั้งต้องเป็นวันอาทิตย์ ความจริงการเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน แค่ขอให้เป็นวันอาทิตย์ แต่ที่ให้เป็นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน เพราะเป็นความสะดวกของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ต้องใช้คนจำนวนมาก
เสมา 1 วางแผนเบื้องต้น 2 ช้อยส์
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กำหนดปฏิทินการสอบ GAT-PAT ปีการศึกษา วันที่ 24 ก.พ.2562 ตรงกับวันเลือกตั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯและกระทรวงศึกษาธิการมาหารือร่วมกัน ขณะนี้การเลือกตั้งยังไม่เกิด ไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะให้ไปทึกทักได้อย่างไร ดังนั้นขอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อน ระหว่างนี้ได้เตรียมแนวทางแก้ปัญหาไว้และจะหารือร่วมกับ สทศ. เช่น 1.การเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะทุกคนที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง ก็สามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าได้ 2.การเปลี่ยนวันสอบของ สทศ.ทำได้หรือไม่ ต้องไปดูว่าในช่วงเวลานั้นติดอะไรหรือไม่ ทำก่อนได้หรือไม่ และมีเด็กกี่คนที่จะได้รับผลกระทบ เป็นต้น ส่วนถ้าจะใช้แนวทางเหมือนการเลือกตั้งปี 2556 ที่ให้มีหน่วยเลือกตั้งในสนามสอบก็เป็นไปได้ แต่
ก็ต้องดูว่าทำได้หรือไม่
ก็ต้องดูว่าทำได้หรือไม่

อยากเห็นเยาวชนใช้สิทธิมากๆ
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลคงพิจารณาอยู่ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง แต่อาจจะเลื่อนวันสอบ GAT/PAT ออกไปเพื่อให้เยาวชนอายุ 18-25 ปีได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิของเยาวชนในการที่จะให้เยาวชนออกมาเลือกตั้ง โดยจะให้กระทรวงศึกษาธิการเลื่อนวันสอบออกไปแทน เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้ง ทุกครั้งเยาวชนจะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยมาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยากให้เยาวชนออกมาใช้สิทธิกันให้มากๆ เพื่อกำหนดทิศทางของประเทศไทย โดยกลุ่มสามมิตรที่จะไปร่วมงามกับพรรคพลังประชารัฐ ก็มีกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และต้นแบบของคนดีเข้าไปทำงานด้วย คนกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจหรือมีความสามารถอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนดีของสังคม มีจิตอาสาทำงานรับใช้สังคมตลอดมาอีกด้วย ไม่ใช่เพิ่งมาทำเฉพาะตอนจะเลือกตั้งเท่านั้น
พท.ส่อทิ้งพรรคย้ายไป “เพื่อธรรม”
ด้านความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้หารือกับแกนนำพรรคคณะใหญ่ อาทิ โดยมีนายเสนาะ เทียนทอง นายประจวบ ไชยสาส์น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายวัฒนา เมืองสุข นายภูมิธรรม เวชยชัย ถึงทิศทางของพรรคหลังจากนี้ พร้อมเซตระบบทีมงานยุทธศาสตร์ คณะกรรมการบริหารพรรค โดยประเด็นสำคัญที่ยังวิตกกังวลและถกเถียงกันอย่างหนัก คือเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองว่าสมาชิกจะยังอยู่ที่พรรคเพื่อไทยต่อไป หรือไปเริ่มต้นกันใหม่ที่พรรคเพื่อธรรม หลังจากปมยุบพรรคมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาของการยุบพรรคน่าจะอยู่ในช่วงเดดไลน์การสังกัดพรรคการเมือง 90 วัน คือหลังวันที่ 26 พ.ย.ไปแล้ว สืบเนื่องจากหลายสาเหตุ อาทิ การเข้ามาเกี่ยวข้อง ครอบงำของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ การจัดแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์การทำงาน 4 ปี คสช. ที่อัยการจะนัดฟังคำสั่งว่าจะส่งฟ้องคดีหรือไม่ในวันที่ 28 พ.ย. ดังนั้นมีแนวโน้มสูงว่าอาจจะทิ้งร้างพรรคเพื่อไทยไปเลย เพื่อไปทำพรรคใหม่ อย่างไรก็ตามมีการคิดสูตรทำพรรคการเมืองไว้หลายสูตร แต่แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการเซตระบบ 2 พรรค แบ่งเป้าหมายกวาด ส.ส.ระบบเขต และบัญชีรายชื่อ อย่างละพรรค โดยจะยก ไปอยู่พรรคเพื่อธรรม (พธ.)
แยกทัพหน้า–หลังเลี่ยงยุบพรรค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการนัดประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทยวันที่ 28 ต.ค. เพื่อวางตัวคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่นั้น ที่ประชุมได้มีการถกเถียงกันอย่างหนัก โดยแกนนำสายเหยี่ยว อย่างนายจาตุรนต์ นายวัฒนา ต่างเสนอให้คุณหญิงสุดารัตน์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคและเสนอตัวเป็นนายกฯเต็มรูปแบบ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ให้ชัดเจน ไม่ต้องกลัวถูกเล่นงาน ตายเป็นตาย ยุบเป็นยุบ ขณะที่อีกฝ่ายสายพิราบเสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์สองขา แยกส่วนคณะกรรมการบริหารพรรค กับแกนนำพรรคที่จะถือธงนำศึกเลือกตั้ง โดยนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ ต้องไม่เป็นหัวหน้าพรรค โดนมาสองรอบแล้วยังไม่เข็ดอีกหรือ” ในที่สุดจึงตกผลึกว่าจะมีการแยกเป็นลักษณะทัพหน้าและทัพหลัง
ตัดสินใจก่อนประชุมใหญ่ 28 ต.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เบื้องต้นจะมีการตั้งคณะยุทธศาสตร์เป็นทัพหน้า มีคุณหญิงสุดารัตน์เป็นประธาน และแกนนำคนอื่นๆ เป็นคณะยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สำหรับทัพหน้านี้จะเดินเกมเชิงรุก หาเสียง ปราศรัย และจะไม่ถูกวางตัวให้เป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อหลีกเลี่ยงปมเงื่อนร้องเรียนนำไปสู่การยุบพรรค ขณะที่ทัพหลังคือสายบุ๋น วางตัวคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมทำหน้าที่ต่อ นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนใครจะลง ส.ส.ระบบเขตก็จะไม่ให้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อตัดเงื่อนไขเรื่องการยุบพรรคเช่นเดียวกัน สำหรับตัวโฆษกพรรคที่จะต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคโดยตำแหน่งก็กำหนดสเปกว่าจะไม่ใช่ประเภทบู๊ล้างผลาญ ตอกกลับทุกประเด็น เนื่องจากจะมีผลต่อเรื่องยุบพรรคอีกเช่นกัน จะมีหน้าที่คอยชี้แจงแถลงนโยบาย ยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยตั้งทีมรองโฆษกขึ้นมาตอบโต้ประเด็นการเมืองแทน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะสู้ต่อไปในพรรคเดิม หรือย้ายไปอยู่พรรคใหม่ ต้องเร่งการตัดสินใจก่อนวันที่ 28 ต.ค. ที่พรรคจะมีการประชุมใหญ่ เพราะหากตั้งกรรมการบริหารพรรคไปแล้วย้ายไปพรรคอื่นจะตอบคำถามประชาชนไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการจัดตั้งกรรมการบริหารพรรคนี้ จะไปเกิดขึ้นที่พรรคใหม่เลยหากตัดสินใจทิ้งพรรคเพื่อไทยไป

ย้อน กกต.ถูกครอบงำฟ้องใคร
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกให้ กกต.ตรวจสอบพรรคเพื่อไทยว่าถูกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ครอบงำหรือไม่ หากพรรคการเมืองถูกสงสัยว่าบุคคลภายนอกเข้าครอบงำ สามารถร้องให้ กกต.ตรวจสอบได้ แต่ถ้า กกต.ถูกบุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบงำ ไม่รู้จะไปร้องหน่วยงานใดได้บ้าง
โวย กกต.จ้องจะยุบอยู่พรรคเดียว
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคเพื่อไทย ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เปรยไว้ว่า การที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือเป็นเรื่องปกติที่คนเคารพรักกันจะเดินทางไปหากัน ไม่มีการสั่งการครอบงำพรรคการเมืองแต่อย่างใด การรับลูกเร่งตรวจสอบเช่นนี้เป็นการจงใจกลั่นแกล้งพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ต่างจากกรณีที่คนในรัฐบาลเตรียมเข้าไปมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีการลงพื้นที่ทำกิจกรรมของพรรค การเมืองแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งในพรรคอย่างเป็นทางการ แบบนี้ไม่เห็น กกต.จะสนใจตรวจสอบ ถือเป็นการทำหน้าที่อย่างเลือกปฏิบัติหรือไม่ พรรคเพื่อไทยไม่กลัวว่าจะถูกยุบพรรคเพราะเราทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากให้ตรวจสอบการกระทำของพรรคการเมืองอื่นในมาตรฐานเดียวกันด้วย
ชี้ถ้าถูกยุบ “โหวตโน-โนโหวต” อื้อ
นายสุทิน คลังแสง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่าทีของทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เป็นการพูดไปตามหลักการมากกว่า หาก กกต.ไม่พูดเช่นนี้ ถือว่าแปลก ส่วนตัวยังมั่นใจว่าจะไม่มีการยุบพรรค เพราะข้อหาทางกฎหมายไม่เข้าข่าย มูลเหตุที่จะทำให้ยุบพรรคได้นั้น คนนอกต้องเข้ามาสั่งการ ครอบงำพรรค จนขาดความเป็นอิสระ ซึ่งดูแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น กกต.ได้เรียนรู้จากการยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ที่ต่อมามีการบอกว่าเป็นความผิดพลาด อีกทั้งทุกฝ่ายรู้ดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อให้ประเทศเดินหน้า หากสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนแตกแยกจะผิดวัตถุประสงค์ ส่วนที่สมาชิกพรรคบางส่วนจะวิตกต่อการยุบพรรค ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ามีแนวโน้มที่จะออกมาทางลบจริง จากที่ได้ยินชาวบ้านพูดกัน เขาคงเซ็ง สะเทือนใจ ไม่มีอารมณ์จะไปเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ ถ้าเขาไม่โนโหวต คือไม่ไปเลือกตั้ง ก็คงเป็น ไปแต่โหวตโน

“โอ๊ค”ซัดกติกาที่ไม่เป็นธรรม
นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า กติกาในการเลือกตั้งตามที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ดูผิวเผินจะเห็นว่ามีการเอาเปรียบกันอยู่ในเกณฑ์พอจะยอมรับได้ เพราะคนส่วนใหญ่อยากให้มีการเลือกตั้ง จึงยอมรับร่างฯกันไปก่อน ถึงแม้ว่าพรรคที่คนส่วนใหญ่ต้องการเลือก จะได้คะแนนลดลง 30-40 เสียง แต่ยังคิดว่าอย่างไรก็ยังเป็นที่ 1 ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี แต่เมื่ออ่านให้ละเอียด จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ซ่อนบทเฉพาะกาลเอาไว้ โดยกำหนดให้ 5 ปีแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การเลือกนายกรัฐมนตรีของไทยจะต้องนำเสียงของ ส.ว. 250 คน มาร่วมโหวตกับ ส.ส. 500 คนด้วย ทำให้การเลือกนายกฯจะมีคะแนนทั้งสิ้น 750 เสียง ซึ่ง ส.ว.ทั้ง 250 คนนี้ถูกเลือกหรือมีที่มา มาจาก คสช. หรือคณะกรรมการที่ คสช.ตั้งขึ้นมาหมดทั้งสิ้น
เย้ยแค่พิธีกรรมตบตาชาวโลก
นายพานทองแท้ระบุว่า ฐานเสียงของพรรค การเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เริ่มจาก 0 แต่ฐานของฝ่ายเผด็จการเริ่มจาก ส.ว. 250 คน จากจำนวน ส.ส.และ ส.ว. ทั้งสิ้น 750 คน ใครรวบรวมได้เกินครึ่งหนึ่งขึ้นไปจะได้เป็นนายกฯ โดยที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องการเสียงจากประชาชนล้วนๆ ต้องเริ่มจากบัตรใบแรกที่หย่อนลงหีบเลือกตั้ง สะสมไปจนได้ ส.ส.ครบ 376 คน ขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายเผด็จการ มีคะแนนแอบตุนไว้แล้ว 250 เสียง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากจะสืบทอดอำนาจเป็นนายกฯต่อไป จึงต้องการอีกเพียง 126 เสียงเท่านั้น กติกาการเลือกตั้งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแบบนี้ จึงเป็นเพียงพิธีกรรมที่จะบอกกับชาวโลกว่าประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่เป็นประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่จะช่วยฟอกตัวให้นายกฯเผด็จการคนเดิม มีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆอีกครั้งอย่างง่ายดายนั่นเอง
“เจี๊ยบ”โวยถูกจ้องคุกคามเล่นงาน
ร.ท.หญิง สุนิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนอยากถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ว่า ทำไมจึงมีทหารในเครื่องแบบถึง 7-8 นาย ไปคุกคามป้าแก่ๆที่ไปร่วมงานเปิดตัวแคมเปญ “พลิก..ลายพราง” เพื่อปฏิรูปกองทัพ ไม่ทราบว่า ผบ.ทบ.รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ หากท่านไม่มีคำอธิบายอาจถูกมองว่าส่งลูกน้องไปรุมรังแกหญิงชราอายุเกือบ 80 ปี เพียงคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สง่างามเป็นการคุกคามเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอของแคมเปญพลิกลายพรางที่เรียกร้องให้กองทัพเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย และการใช้กำลังทหารทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่จัดเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง โดยเอางบประมาณและบุคลากรของหลวงไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่บทบาทของกองทัพแบบที่สังคมต้องการเห็น ที่สำคัญ งานพลิกลายพรางที่จัดขึ้นก็ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการ ทำไมถึงต้องส่งทหารนับสิบนายไปคุกคามคนที่มาร่วมงานด้วย
แฉมีไอ้โม่งจ้องเปลี่ยนรูปแบบเขต
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมช.คมนาคม และอดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลการเอาเปรียบการเลือกตั้ง ส.ส.ในการแบ่งพื้นที่เขตเลือกตั้งของ จ.นครราชสีมา ว่า ตามที่ กกต.เสนอมา 3 รูปแบบ ประชาชนในพื้นที่เห็นชอบรูปแบบที่ 1 มากที่สุด แต่มีบุคคลที่มีนินจาหรือไอ้โม่งหนุนหลังหรือความพยายามใช้อิทธิพลได้ยื่นรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งในรูปแบบใหม่ โดยรูปแบบดังกล่าวไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามระเบียบ กกต. มีการแบ่งแยกอำเภอขนาดใหญ่ออกไปอยู่ใน 3 เขตเลือกตั้ง อาทิ ผ่าอำเภอเมือง อำเภอพิมาย เป็นต้น ส่วนอำเภอสีคิ้ว อำเภอโนนไทย อำเภอด่านขุนทด อำเภอวังน้ำเขียว เป็น 2 เขตเลือกตั้ง เป็นต้น ตนจะไปยื่นร้องเรียนและขอความเป็นธรรมกับ กกต.กลาง และ กกต.ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในวันจันทร์ที่ 29 ต.ค.

“วรงค์” ชูประชาธิปไตยสวัสดิการ
อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 11.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัครชิงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนและแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศว่า ทีมของตน ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเสรีประชาธิปไตย แต่จะประกาศใช้หลักแนวทางประชาธิปไตยสวัสดิการ พร้อมทั้งจะวางนโยบายเร่งด่วน 2 ข้อ คือ 1.การบริหารจัดการภายในพรรค หากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะทำให้เห็นผลภายในสองสัปดาห์คือ การคัดเลือกผู้สมัครจะให้สิทธิ ส.ส.เก่า ถ้ามีผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีศักยภาพจะใช้ระบบไพรมารีโหวตให้สมาชิกในพื้นที่ตัดสิน ไม่ได้มีการล้างอดีต ส.ส.อย่างที่บางคนเข้าใจ 2.จะประชุมประธานสาขาทั้งประเทศให้รู้ทิศทางการนำพาพรรคและบทบาทการกระจายอำนาจไปยังประธานสาขา จะทำให้พรรคแข็งแกร่ง เข้าถึงง่าย
“จ้อน” โชว์วิชั่นเป็นโซ่ข้อกลาง
นายอลงกรณ์ พลบุตร แถลงถึงการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า พร้อมเป็นหัวหน้าพรรคของทุกคน นำพรรคสู่ชัยชนะการเลือกตั้งอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะแนวทางการเมืองสีขาว จะพลิกโฉมหน้าพรรค 360 องศา สร้างจุดเปลี่ยนการเมืองไทยแบบพลิกโฉมหน้าการเมืองฉับพลัน สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือการสร้างความสามัคคีพร้อมเป็นโซ่ข้อกลางสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค ประชาธิปัตย์ ต้องเป็นหนึ่ง คู่ขนานไปกับการเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง เพราะถ้าไม่สามัคคีจะเดินหน้าไม่ได้ ภายใต้การนำของตนจะไม่บอยคอตเลือกตั้ง ให้การเมืองจบในระบบรัฐสภา ไม่สนับสนุนนายกฯคนนอก พร้อมคุยทุกพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ เพื่อไทย ภูมิใจไทย หรืออนาคตใหม่ ถือเป็นจุดแตกต่างเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน แต่การร่วมรัฐบาลได้หรือไม่อยู่ที่จุดยืนและนโยบายของพรรค
“นิพิฏฐ์” เทใจหนุน “มาร์ค” นำทัพ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “แม่ทัพ” เพื่อสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปว่า แม่ทัพที่ดีที่สุดวันนี้ของประชาธิปัตย์เวลานี้คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แม้ที่ผ่านมาเรายังรบไม่ชนะ แต่เรายังรักษากองทัพไว้ไม่ให้ล่มสลาย แม่ทัพของเราไม่ข่มขู่จะฆ่าทหาร จะปลดทหาร หากไม่ยอมเป็นพวก แต่อาศัยความร่วมมือความสมัครใจในการร่วมรบ ตนไม่แตกทัพ ไม่เป็นไส้ศึก ไม่เป็นนกสองหัว เมื่อสัญญาณรบดังขึ้นและกองทัพกำลังเดินเข้าสู่สมรภูมิรบ จะไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก จึงประกาศสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
จับตา ชทพ.ดัน “หนูนา” เป็นจ่าฝูง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคชาติไทยพัฒนาว่า วันที่ 26 ต.ค.พรรคชาติไทยพัฒนาจะจัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2561 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี โดยวาระสำคัญเพื่อพิจารณาแก้ไขข้อบังคับ นโยบายพรรค เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค ที่รวมถึงหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เป็นต้น สำหรับบุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชาติไทยพัฒนาชุดใหม่ เตรียมเสนอที่ประชุมทั้งหมด 29 คน อาทิ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา อดีต รมช.ศึกษาธิการ บุตรสาวของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค นายประภัตร โพธสุธน เป็นเลขาธิการพรรค นายอนุชา สะสมทรัพย์ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นายยุทธพล อังกินันท์ นายณรงค์ นุ่นทอง นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ เป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นต้น สำหรับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค 11 รายนั้นจะประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารพรรค 4 ราย และสมาชิกพรรค 7 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา 5 หนุ่มกลุ่มนิวบลัดพรรค คือ นายเสมอกัน เที่ยงธรรม นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ นายภราดร ปริศนานันทกุล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และนายวราวุธ ศิลปอาชา จะมีตำแหน่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค

รปช.คิกออฟเดินคารวะแผ่นดิน
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรค รปช. พร้อมคณะ อาทิ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ร่วมกันถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ที่ลานบริเวณสะพานพุทธฯ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระบรมปฐมกษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นผู้ก่อตั้งกรุงเทพมหานคร นายสุเทพกล่าวว่า จะออกเดินคารวะแผ่นดินและคารวะประชาชน จะทำให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ 77 จังหวัด พร้อมเปิดรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำมาประมวลเป็นนโยบายของพรรคด้วยกิจกรรมนี้จะระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.และขัดต่อกฎหมาย ส่วนการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรค เบื้องต้นจะมีในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ อาจมีการเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค
“บิ๊กป้อม” โยน กกต.สแกนผิด
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย เดินรณรงค์หาสมาชิกพรรคว่า ตนไม่ได้ดู เป็นเรื่องของ กกต.ต้องพิจารณาว่าผิดข้อบังคับกฎหมายหรือไม่ต้องถาม กกต.ว่าทำได้หรือไม่ ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่าจำเป็นต้องดูเจตนาของนายสุเทพด้วยหรือไม่ว่าเป็นการหาเสียง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อยู่ที่ กกต.
งงโดนจับจ้องสั่งสอบ “ทักษิณ”
เมื่อถามถึงกรณีที่ให้ กกต.ไปพิจารณากรณีนายทักษิณ ชินวัตร ครอบงำพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่ทราบ ต้องไปถาม กกต. ที่ผ่านมามีอีกหลายคนที่พูดถึงกรณีดังกล่าว แต่มาให้ความสนใจเฉพาะตน ซึ่งตนยังไม่ได้พูดอะไรเลย คงต้องปล่อยให้ กกต. ดำเนินการ ส่วนเหตุผลที่ทาง กกต. เพิ่งมาตรวจสอบช่วงเวลานี้ แม้นายทักษิณเคลื่อนไหวมาก่อนหน้านี้นานแล้วก็ต้องไปถาม กกต. เพราะเขาเป็นคนทำงาน

“บิ๊กป๊อก” เตือน รปช.อย่าฝืน ก.ม.
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทำกิจกรรมเดินคารวะแผ่นดิน จะผิดคำสั่ง คสช.หรือไม่ว่า กลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ที่ดำเนินกิจกรรมในขณะนี้ กกต.ได้เตือนและแจ้งให้ทราบแล้วว่าจะมีการบันทึกไว้ทั้งหมด ถ้ามีการร้องเรียนหรือมีการตีความขึ้นมาต้องรับผลในสิ่งที่เกิดขึ้น ตนไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตีความ อย่างไร ก็ตาม คนที่ทำก็ต้องระมัดระวังกันเอง อย่าได้ทำผิดกฎหมาย
ชี้ต้องปฏิบัติเหมือนกันทุกพรรค
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกพรรคต้องปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้ และ กกต.มีหน้าที่ชัดเจนต้องติดตามและตรวจสอบ รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือใช้อำนาจไปสั่ง กกต. เชื่อว่ากระบวนการอำนาจของ กกต.เข้มแข็งพอที่จะตรวจสอบทุกพรรคให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม เมื่อถามว่าจะถูกวิจารณ์หรือไม่ว่าพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐไม่ถูกดำเนินการอะไร ขณะที่พรรคขั้วตรงข้าม เช่น พรรคเพื่อไทยกลับโดนห้ามทำกิจกรรมตลอด นายพุทธิพงษ์ตอบว่า ต้องไปดูที่ กกต.ว่าใช้ข้อบังคับที่มีอยู่มาปฏิบัติได้เป็นไปตามกรอบหน้าที่มากน้อยแค่ไหน กกต.มีอำนาจเต็ม มีแนวทางที่จะตัดสินตรวจสอบการกระทำและกิจกรรมของแต่ละพรรคการเมือง
ลั่นหมดเวลาตั้งรับใส่ร้ายรัฐบาล
นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า จากนี้ประเด็นที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องที่มีการกล่าวหา นำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ให้ร้ายรัฐบาลเบี่ยงเบนประเด็น ตนจะออกมาชี้แจงและนำข้อมูลที่ถูกต้องมาเสนอ ที่ผ่านมาเราตั้งรับและไม่ค่อยชี้แจง จากนี้จะพยายามชี้แจงให้มากที่สุด เนื่องจากสถานการณ์กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง
กกต.ส่งซิกเตือนยันไม่มุ่งร้ายใคร
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการเดินพบปะประชาชนของพรรคการเมืองเพื่อเชิญชวนรับสมัครสมาชิก หรือเลือกตั้งหัวหน้าพรรคว่า หากเป็นการหาสมาชิกพรรคก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะต้องมีสาขาพรรคจึงจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งได้ จึงต้องหาสมาชิกให้ได้ ต้องดูที่เจตนา แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนหลักความสงบเรียบร้อยด้วย ส่วนการ พิจารณาเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร ครอบงำพรรคเพื่อไทยนั้น อยู่ในระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน ทั้งนี้ กกต.ติดตามกระแสข่าวทั้งหมด จึงฝากเตือนไปถึงพรรค การเมืองทุกพรรคว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว อย่าฝ่าฝืนกฎหมายที่จะทำให้ถูกยุบพรรค อย่าทำผิดกฎหมาย จนต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค เช่น การจูงใจให้คนเป็นสมาชิก การให้บุคคลอื่นครอบงำพรรค การเมือง จะได้ไม่ถูกไต่สวนจนพรรคมีตำหนิ หรือ ถูกยุบจนไม่สามารถลงสู่สนามเลือกตั้งได้ กกต.ไม่ได้มุ่งหวังเอาผิดพรรคการเมืองใด แต่ทั้งหมดอยู่ที่พฤติกรรมของพรรคการเมืองนั้นๆ
ปิดยอดเสนอชื่อ ส.ว. 476 องค์กร
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ยังกล่าวถึงการยื่นคำขอลงทะเบียนองค์กรที่มีสิทธิแนะนำชื่อบุคคลเพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั่วประเทศ เปิดรับลงทะเบียนองค์กรระหว่างวันที่ 15-24 ต.ค. มีผู้แทนองค์กรมาลงทะเบียนองค์กรทั้งสิ้น 476 องค์กร จาก 71 จังหวัด ลงทะเบียนมากที่สุด 6 อันดับแรก ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร 115 องค์กร สระแก้ว 52 องค์กร นนทบุรี 18 องค์กร นครราชสีมา ราชบุรี สมุทรปราการ จังหวัดละ 14 องค์กร นอกจากนี้ มี 6 จังหวัดที่ไม่มีองค์กรมีสิทธิแนะนำชื่อบุคคล คือ บึงกาฬ แม่ฮ่องสอน ระนอง เลย สตูล และอุทัยธานี ส่วนกลุ่มอาชีพผู้สมัครมากสุดคือ กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข 87 องค์กร รองลงมาคือกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ 86 องค์กร
กระทุ้ง กกต.อย่าเป็นเสือกระดาษ
นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า ถ้าไม่โกหกตัวเอง จะเห็นว่าการกระทำของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นนักโทษหนีคดีและไม่ใช่สมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 28 มาตรา 29 และ มาตรา 92 ที่ให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำ ชี้นำพรรคทั้งทางตรงหรือทางอ้อมอย่าง แน่นอน ถึงกับประกาศชัดว่าจะให้ใครลงไม่ลงพื้นที่ใด เย้ยหยันคนที่ออกจากพรรค ทำตัวเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง ถ้าไม่ใช่ครอบงำ ชี้นำแล้วจะให้เข้าใจอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินทองสนับสนุนพรรคว่าจ่ายหรือไม่จ่าย แต่ทุกคนรู้ว่าใครเป็นนายทุนใหญ่ของพรรคนี้ เชื่อว่า กกต.คงหนักใจ เพราะหากจะดำเนินการจริงจังตามกฎหมาย ก็กลัวจะถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งยุบพรรคเพื่อไทย หรือหากไม่ทำจะถูกหาว่าไม่กล้า เป็นเสือกระดาษ โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่เรื่องนี้ต้องว่าไปตามกฎหมาย ถ้ามีพยานหลักฐานต้องดำเนินคดี มีข้อมูลถึงขั้นยุบพรรคก็ต้องจัดการ ต้องปฏิบัติให้เสมอภาคทุกพรรคทุกคน มิเช่นนั้น กกต.จะต้องถูกดำเนินคดีและถูกยุบ ฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“ไพบูลย์” โวมี 376 เสียงให้ “บิ๊กตู่”
ที่ห้องประชุมเจนีวา โรงแรมเมอร์เคียว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่กำหนดว่าจะได้จำนวน ส.ส.เท่าใด เพราะถือว่าเป็นการดูถูกประชาชน แต่ยืนยันว่าพรรคประชาชนปฏิรูปและพรรคพลังประชารัฐ ถ้า 2 พรรคนี้รวมกันแล้ว จะได้ ส.ส.เกิน 126 เสียงขึ้นไป รวมกับ ส.ว.อีก 250 เสียง รวม 376 เสียง จะเป็นเสียงข้างมากในสภา ส่วนอีกข้างจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้าหากข้างนี้ไม่เห็นด้วย ดังนั้นจะสามารถสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯคนต่อไปได้อย่างแน่นอน
นายกฯตกรางวัลจังหวัดสะอาด
วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานมอบรางวัลการจัดการขยะมูลฝอย “จังหวัดสะอาด” และรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นประจำปี 2561 มี ผวจ.ได้รางวัลใน 3 กลุ่มจังหวัด 15 รางวัล ประกอบด้วย กลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ชนะเลิศ ได้แก่ จ.ลพบุรี รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จ.เชียงราย และสกลนคร รางวัลชมเชย จ.ศรีสะเกษและอุดรธานี กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง ได้แก่ จ.เลย รองชนะเลิศ จ.สุโขทัย และจันทบุรี ชมเชย จ.พิจิตร และหนองบัวลำภู ส่วนกลุ่มจังหวัดขนาดเล็กชนะเลิศ จ.ลำพูน รองชนะเลิศ จ.บึงกาฬ และ จ.อุทัยธานี และชมเชย จ.นนทบุรีและอ่างทอง
วอนท้องถิ่นจับตาเรื่องทุจริต
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นหลายเรื่องบางเรื่องที่ทำได้ดี แต่หลายเรื่องยังไม่ประสบความสำเร็จ ขอให้ทำงานกันในรูปแบบประชารัฐ ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้สะอาดไม่ใช่แค่เรื่องขยะแต่ต้องรวมทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสและการทุจริต ตนเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียว แต่มองตั้งแต่สนามบินสองข้างทาง การจราจรและสภาพแวดล้อม เพื่อนำมาพัฒนาบ้านเมืองเรา หากไม่ช่วยกันก็ไม่สามารถทำได้ประชาธิปไตยก็ช่วยไม่ได้ ต้องช่วยกันสร้างจิตสำนึกไม่ผลักให้เป็นภาระของคนอื่นหรือให้รัฐบาลแก้ไขเพียงอย่างเดียว

เล็งกำจัดขยะไซเบอร์รกหูรกตา
นายกฯกล่าวว่า ทุกวันมีทั้งความสุขความทุกข์และความห่วงกังวลมากมาย ห่วงว่าจะทำอย่างไรให้กับประเทศดีขึ้น หลุดพ้นกับรายได้ปานกลางและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ยินดีที่ได้มอบรางวัลแห่งความสุขเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะสิ่งเหล่านี้สามารถตอบคำถามได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติทำอะไรไปบ้าง ขอให้ภูมิใจว่าได้ทำอะไรเพื่อแผ่นดินเพื่อและประเทศชาติ นอกจากกำจัดขยะในพื้นที่แล้ว สิ่งที่ปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ถือเป็นขยะมูลฝอย ที่มีการฟื้นฝอยหาตะเข็บต้องกำจัดไปให้ได้
สั่งสร้างเสถียรภาพความมั่นคง
ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นำคณะที่ปรึกษาของ สมช.ทั้ง 6 ด้าน ที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 ต.ค. เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธาน สมช. โดยแต่ละคณะมีเลขาธิการ สมช. ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เสนาธิการทหาร ทั้งอดีตและปัจจุบัน อาทิ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม นายถวิล เปลี่ยนศรี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร่วมเป็นต้น ขณะที่นายกฯมอบนโยบายว่า หวังว่าจะนำความรู้ ประสบการณ์มาสร้างความมั่นคงอย่างมีเสถียรภาพครอบคลุมทุกมิติทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ สร้างภูมิต้านทานโซเชียลมีเดียในสังคมปัจจุบัน และทำงานสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ
ประชาชนปลอดภัยทำกินสะดวก
ขณะที่นายปณิธาน วัฒนายากร คณะที่ปรึกษาของ สมช.ด้านความมั่นคงภายในและระหว่างประเทศ กล่าวว่า พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการ สมช.จะเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของ สมช. โดยนายกฯย้ำทำความมั่นคงให้ประชาชนจับต้องได้และได้ประโยชน์ ทำมาหากินได้ ชุมชนปลอดภัย เกิดความเท่าเทียม เป็นธรรม ทำความมั่นคงให้ชัดเจน ไม่ใช่ลอยๆ และเดือน พ.ย. ทุกคณะจะประชุมวางกรอบการทำงาน เพราะนายกฯย้ำแล้วมาพบครั้งหน้าต้องมีผลงาน

“ป๋าเปรม” ดีใจ “มหาธีร์” มาพบ
เมื่อเวลา 10.55 น. ที่บ้านพักรับรองสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้การต้อนรับนายมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล โดยใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 15 นาที จากนั้น พล.อ.เปรมได้มอบของที่ระลึกเป็นรูปภาพลายไทยพระนารายณ์ทรงสุบรรณลงรักปิดทอง ส่วนนายมหาธีร์ ได้มอบรูปทำเนียบของมาเลเซียเป็นของที่ระลึกให้ พล.อ.เปรมด้วยเช่นกัน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ก่อนที่คณะของนายมหาธีร์ โมฮัมหมัด จะเดินทางกลับ โดย พล.อ.เปรมได้เดินออกมาส่งขึ้นรถ โดย พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กล่าวว่า พล.อ.เปรมพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบ รวมถึงสุขภาพของกัน และแสดงความยินดีที่นายมหาธีร์ ได้เป็นนายกฯและดีใจที่นายมหาธีร์มาพบ ทั้งสองท่านได้รำลึกความหลังกันคาดว่าไม่ได้เจอกันนานเกือบ 30 ปี
โปรดเกล้าฯ “พนม” พ้นผู้ตรวจฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 25 ต.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง เนื่องด้วยสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้นายพนม ศรศิลป์ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาถูกจับในคดีอาญา และถูกขังเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน พนักงานสอบสวนได้ขอฝากขังต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง บัดนี้ ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.61 ผู้รับสนองพระราชโองการ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ทั้งนี้ นายพนม อดีตดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยช่วงปี 60 หัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้พ้นจาก ผอ.พศ.มาเป็นผู้ตรวจราชการ และตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินอุดหนุนวัด
คืนโฉนดลูกหนี้นอกระบบ
ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ในวันที่ 26 ต.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเดินทางไปพื้นที่ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่กว่า 6 แสนราย จากลูกหนี้ทั่วประเทศ 9 แสนรายหรือร้อยละ 70 ของทั้งหมด พล.อ.ประวิตรจะเป็นประธานมอบโฉนดและทรัพย์สินให้กับประชาชนมูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท เพื่อคืนความสุขให้แก่ประชาชน จะมีประชาชนที่ได้รับคืนโฉนดจำนวน 400 คน และในพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 อีก รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,200 ฉบับ
“อดัม คาเฮน” แนะสื่อไทยปรับตัว
วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายอดัม คาเฮน นักวิชาการด้านปรองดองสมานฉันท์ชื่อดัง ชาวแคนาดา กล่าวในเวทีกระบวนการร่วมออกแบบบทบาทสื่อมวลชนกับการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่การเลือกตั้ง ที่สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันจัดขึ้น ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในไทยค่อนข้างซับซ้อน ทุกคนจะมองเห็นแต่มุมมองของตัวเองในสถานการณ์นั้นๆ และมองคนที่คิดเห็นต่างเป็นคนเลว หรือมองเป็นอสูรร้าย ที่ต้องทำลาย สถานการณ์เหล่านี้อันตรายมากสร้างให้มองคนอื่นที่ไม่เหมือนกับเราไม่ใช่คน สื่อจึงต้องอยู่ในบทบาทคนเล่าเรื่องให้สังคมเข้าใจสถานการณ์ลดความแตกแยก สรรค์สร้างความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่าคิดว่าการผลิตความโกรธที่ตัวเองคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วเป็นเรื่องที่ถูก
แจงนำตัว “บุญทรง” รักษาตัว รพ.ตร.
ส่วนกรณีที่มีการเสนอข่าวนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.กระทรวงพาณิชย์ ผู้ต้องขังถูกควบคุมตัวอยู่เรือนจำกลางคลองเปรม สืบเนื่องจากคดีรับจำนำข้าว ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ จนเกิดกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้การดูแลนายบุญทรงเป็นอย่างดีนั้น พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยว่า นายบุญทรงอยู่ในเรือนจำแต่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทและต้องนั่งรถเข็น จึงไปรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่เนื่องจากป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลไม่มีแพทย์และเครื่องมือเฉพาะทางที่ทันสมัยพอ จึงได้นำตัวออกไปรักษาอาการป่วยตามใบนัดหมาย โดยนายแพทย์เจ้าของไข้จากโรงพยาบาลตำรวจ เตรียมการผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือกระดูกต้นคอคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ มีเจ้าหน้าที่ควบคุมอย่างใกล้ชิด เมื่อตรวจรักษาเสร็จ เรือนจำจะนำตัวกลับมาควบคุมไว้ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตามเดิม ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ มิได้มีสิทธิพิเศษใดๆ
