
แนะเชิญต่างชาติ-โชว์โปร่งใส ให้เข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้ง ‘สุดารัตน์’ โวยคนมีสีขู่ชาวบ้าน
รุมตอกหน้า “ดอน ปรมัตถ์วินัย” “อภิสิทธิ์” บอกอย่ากังวลนานาชาติขอมีส่วนร่วม ดีซะอีก สร้างความมั่นใจเลือกตั้งโปร่งใส “องอาจ-จาตุรนต์” ประสานเสียง “ไม่คิดโกงเลือกตั้งจะกลัวไปทำไม” “จุฤทธิ์” หวด “วิษณุ” พูดกลับไปกลับมา ฉะ กกต.ย้อนยุคป้ายหาเสียงระบบอีแอบ “เจ๊หน่อย” โวยแหลกคนมีสีข่มขู่ชาวบ้านพบพรรคการเมือง แนะให้ต่างชาติสังเกตการณ์โชว์บริสุทธิ์ใจ “ลดาวัลลิ์” ชี้ห้ามรูป “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ไม่กระทบเพื่อไทย เพื่อชาติอัดถุงของขวัญ “ลุงตู่” เข้าข่ายจูงใจ “จรุงวิทย์” ชง กกต.เคาะห้ามรูปสองอดีตนายกฯ ตีกรอบค่าใช้จ่ายพรรคสูงสุดไม่เกิน 70 ล้านบาท “มาร์ค” เย้ย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” จองเก้าอี้ รมต.กับประชาชนแล้วหรือ อาจได้เป็นแค่ รมต.เงา “วรชัย” กะซวกซ้ำกระสันจนตัวสั่น
จากกรณีที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่าไม่อนุญาตให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งของไทย ทำให้ฟากฝ่ายการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคอื่นๆ ออกมาตั้งคำถามสวนกลับว่า ถ้าไม่คิดทุจริตเลือกตั้งแล้วจะไปกลัวอะไร
“อภิสิทธิ์” แซะ “สมศักดิ์” รมต.เงา
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 16 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “เด็กเข้มแข็ง” ด้านการศึกษา ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับฐานรากอนาคตของประเทศ พรรคเตรียมคำอธิบายที่มาเงินงบประมาณไว้แล้ว ยืนยันนโยบายนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ผ่านสถาบันวิจัยเรื่องคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนในด้านต่างๆ เราต้องการให้คนไทยมีความมั่นใจในหลักประกัน ไม่ใช่แบบประชานิยมที่ไม่มีเหตุมีผล แต่นโยบายที่เราทำเป็นระบบ มีคำตอบ เรื่องตัวเลขงบประมาณ ส่วนกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าจองเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ไว้เตรียมปฏิบัติหน้าที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์นั้น ถามว่าเขาจะได้เป็นรัฐบาลหรือเปล่า จองไว้แล้วหรือ จองกับใคร อย่าลืมว่าประชาชนเป็นผู้เลือก เมื่อถามว่าการพูดเช่นนี้จะทำให้เกิดกระแสตีกลับหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ทราบ อาจได้เป็นรัฐมนตรีเงาก็ได้
อย่ากังวลต่างชาติสังเกตการณ์
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่า กกต.เตรียมออกระเบียบเรื่องป้ายหาเสียง ที่ห้ามใช้รูปนายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นป้ายหาเสียง ว่า กกต.จะนัดหารือกับพรรคการเมืองวันที่ 19 ธ.ค. เพื่อพูดคุยถึงกฎกติกาและระเบียบการหาเสียง กรณีนายชวน ถือเป็นผู้สมัคร ส.ส. เป็นสมาชิกพรรคไม่น่ามีปัญหา ต้องรอฟัง กกต. ส่วนการร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งขององค์กรระหว่างประเทศ หากรัฐบาลอำนวยความสะดวกให้จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าการเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นผลดีต่อประเทศ รัฐบาลไม่น่ากังวลถ้าคิดว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม องค์กรระหว่างประเทศไม่สามารถแทรกแซงอะไรได้ เขาแค่มาสังเกตการณ์ว่าการเลือกตั้งเป็นไปตามมาตรฐานประชาธิปไตยหรือไม่

ปชป.ย้อนไม่คิดโกงจะกลัวทำไม
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ยืนยันไม่ให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งของไทย ว่า ไม่เห็นด้วย รัฐบาลและ กกต. ควรเปิดโอกาสให้มีการสังเกตการณ์ได้เหมือนที่นานาอารยประเทศทำกัน ถ้าเรามั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่มีเหตุผลอะไรไปห้าม การที่รัฐบาลมีท่าทีห้ามปรามต่างชาติเช่นนี้ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยข้อครหานินทาว่ามีลับลมคมใน หรือความไม่ชอบมาพากลอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าผู้มีอำนาจและรัฐบาลไม่คิดทุจริตเลือกตั้ง จะไปกลัวอะไร ทางที่ดีควรสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาดูได้เต็มที่ ว่าการเลือกตั้งบ้านเราโปร่งใส ฝากผู้มีอำนาจและรัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม
“จุรินทร์” บี้เลิกสัญจรถลุงงบ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี 4 รัฐมนตรียังไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง ว่า แม้ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องลาออก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าก่อนหน้านี้ 4 รัฐมนตรี เคยประกาศว่าจะลาออกเพื่อไม่ให้เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ถือว่าผิดคำพูด ส่งผลไปถึงคำพูดและการกระทำในอนาคต ว่ายังเชื่อถือได้อยู่อีกหรือไม่ ส่วนการจัดประชุม ครม.สัญจรเดินสายหาเสียง แจกงบประมาณขณะนี้ก็เช่นกัน แม้ไม่มีกฎหมายห้าม แต่ประเด็นคือความเหมาะสม ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาลนี้ ถ้าต้องการลดเสียงครหา ต้องประกาศว่าจะปฏิบัติตัวเหมือนรัฐบาลรักษาการปกติ ป้องกันความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคอื่น เช่น ห้ามโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ห้ามใช้งบประมาณจัดทำโครงการที่จะมีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งเข้าข่ายเหมือนที่ ครม.ชุดนี้กำลังทำอยู่ ในการหว่านเงินงบประมาณใน ครม.สัญจร เป็นต้น
ซัด 4 รมต.ไม่ต่างพวกหนีคดี
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้พรรคการเมืองบางพรรคมีสำนึกถึงการแก้ปัญหาประเทศระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ราคาพืชผลทางการเกษตร รัฐบาลกลับไม่แก้ปัญหาระยะยาว และมีพฤติกรรมที่มองแต่ประโยชน์ส่วนตน ใช้วิธีอะไรก็ได้เพื่อให้มีคะแนนชนะเลือกตั้งหวังกลับมามีอำนาจอีกครั้ง หว่านงบซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจให้ตกต่ำหนักกว่าเดิม ยังไม่นับรวมถึงพฤติกรรมที่รัฐมนตรีไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง ไม่มีจริยธรรมธรรมาภิบาล ใช้อำนาจเพื่อตัวเอง เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าไม่มีความเหมาะสมจะเข้ามาบริหารประเทศ พฤติกรรมแทบไม่แตกต่างกับบุคคลที่เคยถูกศาลพิพากษาหนีคดีไปกบดานอยู่ต่างประเทศ สงสารประเทศ และประชาชนเถิด อย่านึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเลย
หวด “วิษณุ” พูดกลับไปกลับมา
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าทั้ง 4 รัฐมนตรี และนายกฯ ยังทำงานได้ปกติ ทำอะไรก็ได้นั้น อยากให้นายวิษณุย้อนกลับไปดูคำที่เคยพูดไว้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ว่าเมื่อรัฐมนตรีสังกัดพรรคการเมืองแล้ว ถ้าจะทำงาน การเมืองก็ให้ลาออกไป และห้ามทำ 3 ข้อ คือ ใช้เวลาหลวง ของหลวง และคนหลวง แต่วันนี้กลับมาพูดใหม่ว่าคนของรัฐบาลย่อมมีโอกาสได้เปรียบ สามารถทำทุกเรื่องได้ตามปกติ สิ่งที่หลายฝ่ายยังกังวลคือการนำทรัพยากรของหลวงมาใช้ โดยแยกไม่ออกระหว่างการหาเสียงส่วนตัว หรือทำงานในฐานะรัฐบาล ถามว่าถ้าเป็นกรณีแบบนี้รัฐบาลจะนำของหลวงมาใช้ได้หรือไม่ ทำไมมาตรฐานในการปฏิบัติตามกฎหมายถึงกลับไปกลับมาได้ ในทัศนะของนายวิษณุ
ซัดป้ายหาเสียงระบบอีแอบ
นายจุฤทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนระเบียบการจัดทำแผ่นป้ายหาเสียงของ กกต. บางเรื่องชัดแต่บางเรื่องไม่ชัด เช่น จำนวนป้ายมีการกำหนดชัดเจน แต่สาระหรือภาพในป้ายกลับยังคลุมเครือ อย่างการกำหนดให้มีรูปเฉพาะผู้สมัคร ส.ส.เขต หัวหน้าพรรค และว่าที่นายกฯตามที่พรรคเสนอเท่านั้น จึงมีคำถามว่าแล้วทำไมไม่อนุญาตให้ใส่รูปผู้สมัครบัญชีรายชื่อทั้ง 150 คนของแต่ละพรรคได้ด้วย เพราะคะแนนที่ประชาชนเลือกจะนำไปสู่การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ไม่ใช่ย้อนยุคปิดบังบัญชีรายชื่อเป็นระบบอีแอบ ประชาชนไม่รู้ว่ามีใครแอบอยู่ในบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคบ้าง และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการเลือก 1 ใบ 2 ระบบ ประชาชนควรทราบข้อมูลทุกด้านอย่างครบถ้วน เช่นเดียวกับใบลงคะแนนที่ควรมีทั้งชื่อผู้สมัครเขต โลโก้พรรค และชื่อพรรค

“เจ๊หน่อย” ลุยตลาดคลองจั่น
วันเดียวกันเวลา 07.30 น. ที่สวนพฤกษชาติคลองจั่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่รับสมัครสมาชิกพรรคและรับฟังปัญหาจากประชาชนในเขตพื้นที่บางกะปิ คลองจั่น และละแวกใกล้เคียง โดยช่วงเช้าคุณหญิงสุดารัตน์ร่วมวิ่งออกกำลังกาย และเดินทักทายพ่อค้า แม่ค้า ส่วนใหญ่ ได้สะท้อนปัญหาเรื่องปากท้องและรายได้ ต้องการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อการครองชีพ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีชาวบ้านเข้ามาทักทายและถ่ายรูป เพราะเป็นฐานคะแนนเดิมของพรรคเพื่อไทย
ฟุ้งมีแผนแก้จนเจ๋งกว่ารัฐบาลนี้
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า การลงพื้นที่รับฟังปัญหา จะเน้นด้านเศรษฐกิจ เพราะภาพรวมค่อนข้างแย่มาก พรรคจึงประกาศจุดยืนว่าเราจะหยุดวิกฤติเศรษฐกิจทุกชนชั้น ยกเว้นเพียงร้อยละ 1 ที่อยู่ด้านบน โดยการหยุดวิกฤติต้องแก้ปัญหาใน 3-4 ระดับ เช่น เพิ่มกำลังซื้อ ฐานใหญ่คือเกษตรกร ต้องยกระดับราคาพืชผลให้สูงขึ้น โดยเตรียมมาตรการไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา หรือพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ในส่วนธุรกิจขนาดเล็ก ปัจจุบันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนค่อนข้างน้อย พรรคมีนโยบายขจัดอุปสรรค มีความคิดต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะ การนำเงินมหาศาลไปแจกอย่างเดียว แนวทางของพรรคคือต้องเพิ่มศักยภาพในการทำมาหากิน การ เข้าถึงธุรกิจ การแจกเงินอย่างเดียวไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน อย่างการขึ้นทะเบียนคนจนที่ทำอยู่นี้
โวยคนมีสีขู่ชาวบ้านไม่ให้พบ
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวถึงความได้เปรียบ เสียเปรียบในการลงพื้นที่หาเสียงหลังปลดล็อกว่า ยังมีความได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ เช่น ระหว่างลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มีการห้ามกลุ่มประชาชนไม่ให้มาพบปะพูดคุย หากเข้ามาจะตัดงบในส่วนต่างๆ เป็นการใช้อำนาจของข้าราชการที่มีสี ยอมรับว่าการลงพื้นที่ยังยากลำบาก ยังมีทหาร ตำรวจคอยติดตามอยู่แม้เราจะไม่ว่าอะไร แต่ก็ไม่ควรห้ามประชาชนพบปะกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่เป็นไรจะอดทนก้มหน้าก้มตาเดินหน้าทำงานต่อไป และคงไม่ไปเรียกร้องอะไรจาก คสช. เพราะเห็นว่าเปล่าประโยชน์
จี้ต่อมสำนึกผู้นำอย่าเอาเปรียบ
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ควรวางตัวอย่างไรหลังพรรคพลังประชารัฐเตรียมส่งเทียบเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า เรื่องนี้พูดยาก ขึ้นอยู่กับสามัญสำนึก และความคิดแต่ละคน เพราะวันนี้กติกาต่างๆบิดเบี้ยว เอาเปรียบมากอยู่แล้ว การอยู่ในอำนาจสามารถอยู่ใช้งบประมาณ ทรัพยากรของรัฐไปทำอะไรก็ได้ ถือว่าผิดปกติกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้แม้จะเป็นรัฐบาลก็เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ จะใช้งบประมาณหรือแต่งตั้งข้าราชการไม่ได้ แต่รัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจเต็ม เมื่อถามว่า รัฐบาลปฏิเสธไม่ให้ต่างชาติเข้ามาร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า วันนี้สิ่งที่กังวลคือการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการซื้อเสียงหรือใช้อำนาจรัฐ เห็นอยู่ว่ามีแนวโน้มที่จะใช้เงินดูด และใช้อำนาจรัฐ การที่หน่วยงานอื่นจะขอมาร่วมสังเกตการณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจควรอนุญาต
พท.ไม่กระทบห้ามรูป “แม้ว–ปู”
นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบให้ใช้เฉพาะรูปผู้สมัคร ส.ส.เขต หัวหน้าพรรค และบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้ภาพของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หาเสียงได้นั้น ผลงานที่ทั้งสองอดีตนายกฯทำไว้ อยู่ในใจคนไทย ตลอด ลบอย่างไรก็ไม่ออก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญทั้งสองท่านไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานพรรคอยู่แล้ว แต่กระแสความนิยมและเชื่อมั่นในผลงานยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะรัฐบาล คสช.บริหารประเทศมานาน 4 ปี แต่เศรษฐกิจยังตกต่ำ ผู้คนอดอยากปากแห้ง หันไปทางไหนมีแต่ความทุกข์ ไม่เหมือนสมัยรัฐบาลนายทักษิณ หันไปทางไหนมีแต่คนยิ้มมีความสุข นอกจากนี้นายทักษิณยังเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จากผลงานที่ผ่านมาจึงยากที่ใครจะลบล้างได้ ยิ่งเพิ่มความสงสารเห็นใจจากประชาชนมากขึ้น

พปชร.มัดมือชกโชว์ฝ่ายเดียว
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยด่านักการเมืองเลวทุกวัน แต่วันนี้ประกาศตัวเป็นนักการเมือง สอดรับกับการตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรับรองการสืบทอดอำนาจ การลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรแต่ละครั้ง พยายามประชาสัมพันธ์นโยบายประชารัฐ ทำให้เห็นชัดว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดเพื่อต้องการเป็นนายกฯอีกครั้ง วันนี้แม้จะปลดล็อกแล้ว แต่พรรคการเมืองต่างๆยังเกร็งไม่กล้าทำอะไรมาก เพราะไม่มั่นใจในระเบียบข้อบังคับของ กกต. ที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าอะไรทำได้ไม่ได้บ้าง ต่างจากพรรคพลังประชารัฐที่เดินหน้าหาเสียงกันเต็มที่ กว่ากติกาทุกอย่างจะชัดเจนพรรคพลังประชารัฐเดินหน้าไปไกลกว่าพรรคอื่นมาก จึงเรียกร้องให้ 4 รัฐมนตรีลาออก และให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดเดินสายประชุม ครม.สัญจร เพราะความเป็นจริงคือการเดินสายหาเสียง ไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก็คงเหมือนการมัดมือชก ที่ไม่มีใครเขายอมรับ
กะซวก “สมศักดิ์” กระสันจัด
นายวรชัยกล่าวถึงกรณีนายภิรมย์ พลวิเศษ เลขานุการนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ระบุว่านายสมศักดิ์จองซื้อเฮลิคอปเตอร์ ไว้ใช้บินตรวจงานในตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่า ฝีมือการเป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาและชื่อเสียงในอดีตคนไทยต่างรู้ดีว่าเป็นคนอย่างไร นายสมศักดิ์ไม่เคยเป็นฝ่ายค้านยืนข้างผู้ชนะตลอด ที่ผ่านมาไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนกระสันอยากเป็นรัฐมนตรีจนตัวสั่น ถึงขั้นออกมาประกาศว่าเตรียมซื้อเฮลิคอปเตอร์ไว้ล่วงหน้าเช่นนี้ การประกาศเช่นนี้มีการตกลงแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งที่การเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ รู้ได้อย่างไรว่าประชาชนจะเลือกพรรคพลังประชารัฐมาบริหารต่อ หรือเตรียมทำอะไรไว้จนมั่นใจว่าชนะการเลือกตั้งแน่นอน สอดคล้องกับที่ รมว.ต่างประเทศประกาศจะไม่ให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าสังเกตการณ์เลือกตั้ง เหมือนปิดหูปิดตาชาวโลก กลัวว่าเขาจะรับไม่ได้ใช่หรือไม่
“อ๋อย” ย้อนคำ “บิ๊กตู่” ไม่โกงอย่ากลัว
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “ขอยืมคำพูด พล.อ.ประยุทธ์มาใช้หน่อยเถอะครับ ถ้าไม่คิดจะโกงการเลือกตั้ง จะกลัวต่างชาติมาสังเกตการณ์การเลือกตั้งไปทำไมครับ เปิดเต็มที่ไปเลย”

แค่สังเกตการณ์ไม่แทรกแซง
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย ต้องแยกให้ออกระหว่างการจัดการเลือกตั้งกับการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง กกต.มีอำนาจเต็มในการจัดการเลือกตั้ง องค์กรต่างชาติเพียงมาสังเกตการณ์ ไม่ได้มาแทรกแซงจนทำให้การเลือกตั้งมีปัญหา การบอกว่าให้ชาวต่างชาติที่อยู่ในสถานทูตช่วยเป็นหูเป็นตาได้นั้น ไม่ทราบว่านายดอนจะสร้างเงื่อนไขทำไม เพราะชาวต่างชาติที่อยู่ในสถานทูตแต่ละประเทศ ทำหน้าที่ไม่ต่างจากชาวต่างชาติที่อยู่นอกประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ
นักเตะ-กรรมการในร่างเดียว
น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว ดังนั้น การลงพื้นที่ทุกครั้งทำให้ทุกคนคิดได้ว่ามีวัตถุประสงค์แอบแฝงสร้างคะแนนนิยม แบบนี้การเลือกตั้งจะเป็นธรรมหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ยุติธรรมมากที่สุด ถ้าเปรียบเป็นการแข่งขันฟุตบอล พรรคการเมืองของประชาชน ต้องแข่งกับทีมที่เป็นทั้งนักเตะและกรรมการในคนคนเดียวกัน ดังนั้น เราต้องร่วมกันป้องกันตรวจสอบไม่ให้มีกลโกงเกิดขึ้น ให้การเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัดอนาคตประเทศ ไม่ใช่เป็นปาหี่ของกลุ่มคนที่ต้องการกัดกินทรัพยากร ทำลายอนาคตของประเทศ
ชี้สังคมโลกจับตาเพราะไม่ไว้ใจ
น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ คณะทำงานด้านต่างประเทศพรรคไทยรักษาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.2562 จะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาคมโลกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมีหลายปัจจัยยังเป็นที่เคลือบแคลงเรื่องความยุติธรรมโปร่งใส เนื่องจาก คสช.ยังมีมาตรา 44 เป็นเครื่องมือ สามารถแทรกแซงองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ได้เป็นรัฐบาลที่ถืออำนาจเต็ม ขณะเดียวกัน กกต.ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ต้องทำให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด ควรเร่งพิจารณาเชิญนานาชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์ แสดงความเป็นอิสระโปร่งใส การอ้างว่าในประเทศเจริญแล้วก็ไม่มีนั้น ควรเข้าใจบริบทของประเทศที่เจริญแล้วว่าแตกต่างกับเราขณะนี้อย่างสิ้นเชิง ส่วนตัวมองว่านานาประเทศไม่ได้ต้องการเข้ามาก้าวก่ายอำนาจอธิปไตยของไทย ดังนั้นประชาชนต้องพร้อมใจกันแสดงให้เห็นว่าทนต่อไปไม่ได้แล้ว ต่อให้นานาชาติแสดงความกังวลอย่างไร ก็คงไม่มีผลอะไรเท่ากับการที่คนไทยจะไปใช้สิทธิตัวเองในการเลือกตั้งครั้งนี้ คนไทยจึงต้องเลือกข้างให้ชัดเจนระหว่างฟากฝั่งอำนาจเผด็จการ และฟากฝั่งประชาชน
ถุงของขวัญ “ลุงตู่” เข้าข่ายจูงใจ
น.ส.พรพรหม พรหมชาติ รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า กรณีที่เพจ “ทีมลุงตู่” โพสต์ผังรวมของขวัญปีใหม่ 2562 ของภาครัฐ ถือว่าผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ เพราะมีข้อห้ามไม่ให้กระทำจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนให้ ดังนั้นการโพสต์ผังรวมของขวัญปีใหม่ 2562 จากภาครัฐของเพจทีมลุงตู่ น่าจะเข้าข่ายเสนอจะให้ผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ กรณีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่จัดว่าเป็นผู้รักษากฎหมาย ควรกำชับทีมงานไม่ให้ทำอะไรที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่

เสรีรวมไทยยุยูเอ็นร่วมจับตา
ที่สยามสแควร์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. และกลุ่ม New Gene เดินรับสมัครสมาชิกย่านสยามสแควร์ และสยามพารากอน โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวถึงกรณี กกต.จะเชิญพรรคการเมืองประชุมในวันที่ 19 ธ.ค. ว่า จะส่งรองหัวหน้าพรรคเข้าร่วมประชุมสิ่งที่ยังกังวลคือเรื่องบัตรเลือกตั้ง อยากเสนอให้ใส่ชื่อนายกฯ ของแต่ละพรรคลงในบัตรเลือกตั้งด้วย ส่วนที่กระทรวงการต่างประเทศคัดค้านไม่ให้เชิญองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ยูเอ็น เข้ามาดูแลการเลือกตั้งนั้น รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้เขามาสังเกตการณ์เลือกตั้งได้ หากมั่นใจทำถูกต้องเชิญมาเลย กลัวอะไร
“กอบศักดิ์” นำทีม พปชร.ลงพัทลุง
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ลงพื้นที่ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน กลุ่มทอผ้านิคมลานข้อย อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ได้ผลักดันกฎหมายช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบใกล้ถึงฝั่ง แล้ว กฎหมายจะเข้าสู่สภาช่วงปลายเดือน ธ.ค.นี้ ช่วยให้ชาวบ้านมีธนาคารชุมชน ส่วนการช่วยเหลือราคายางพารานั้น ในอนาคตต้องมีกระบวนการให้อุตสาหกรรมและนักวิจัยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนเพิ่มขึ้น รวมทั้งการแปรรูปและยกระดับมูลค่าสินค้าส่งออกยาง นอกจากนี้ ยังแนะนำชุมชนเรื่องธนาคารต้นไม้ ขอรับข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะของผู้กรีดยาง และชาวสวนยาง ที่มีพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ยังมีอุปสรรคในการรับการช่วยเหลือจากรัฐบาล
“ภิรมย์” แก้เกี้ยวโยนบาปสื่อ
นายภิรมย์ พลวิเศษ เลขานุการนายสมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวถึงกรณีที่ระบุว่านายสมศักดิ์จองซื้อเฮลิคอปเตอร์สำหรับตรวจงานในตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่า ยอมรับว่าเป็นคนพูดเอง นายสมศักดิ์ไม่ได้พูด เป็นการแนะนำนายสมศักดิ์ในฐานะที่ทำงานให้กับกลุ่มเกษตรกรมาทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มเกษตรกรว่าพรรคพลังประชารัฐมีบุคคลที่เหมาะสม แต่ที่สื่อหลายสำนักไปมองว่าเป็นการจองตำแหน่งนั้น สื่อไปตีความหมายล้ำหน้าความคิดเห็นประชาชน ที่เขายังไม่ได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งเลย

“ธนาธร” เปิด 12 นโยบาย อนค.
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคอนาคตใหม่ จัดงานแถลงนโยบาย “เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต” มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค แถลงเปิดตัวนโยบายพรรคอย่างเป็นทางการว่า เราเปิดตัว 12 นโยบาย ที่จะเปลี่ยนอนาคตของเราทุกคน สู่สังคมที่คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก แบ่งเป็น 3 นโยบายฐานราก คือ 1.ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ 2.ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร 3.ปฏิวัติการศึกษา ลงทุนให้ถูกจุด ลดความเหลื่อมล้ำ นโยบายเสาหลัก 8 ข้อ คือ 1.ทลายเศรษฐกิจผูกขาด 2.ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน 3.เกษตรก้าวหน้า 4.เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อประชาชน 5.เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต 6.โอบรับความหลากหลาย เคารพความแตกต่าง ศักดิ์ศรีคนต้องเท่าเทียม 7.สิ่งแวดล้อมยั่งยืน 8.ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร และสุดท้ายปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร
ลั่นขอปลดปล่อยพันธนาการ
นายธนาธรกล่าวอีกว่า วิสัยทัศน์ของสังคมที่เราอยากเห็นใน 10 ปีข้างหน้า คือ คนไทยเท่ากัน และเท่าทันโลก พวกเราขอนำเสนอบ้านหลังใหม่ที่จะนำไปสู่อนาคตที่สว่างไสว บ้านจะแข็งแรงต้องเริ่มจากรากฐาน 3 ด้านคือ 1.คน 2.ทรัพยากรพื้นฐาน ให้ท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง และ 3.ความรู้ นี่คือปัจจัยที่จะกำหนดการพัฒนาว่าประเทศจะไปทางไหน ถ้าสร้างได้แบบนี้ พร้อมด้วยนโยบาย 8 เสาหลัก จะปลดปล่อยพันธนาการให้พี่น้องชาวไทย บ้านจะสมบูรณ์ไม่ได้หากไม่มีคานคอยรับเสาให้ตรงตระหง่าน และรับน้ำหนักของหลังคา คานคือประชาธิปไตย เพื่อนำพาไปสู่ให้ไทยเท่าเทียมกันและเท่าทันให้โลกให้ได้ นโยบายแต่ละตัวไม่ได้ออกมาเพื่อแลกคะแนนเสียง แต่นโยบายของเรามีลักษณะพลิกเปลี่ยนแปลงประเทศทั้งหมด พวกเราคิดเยอะกว่า ลึกกว่า ไกลกว่า ที่สำคัญคือเราพร้อมชนต้นตอของปัญหามากกว่า
สถาปนาอำนาจให้ท้องถิ่นใหม่
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เราต้องสถาปนาหลักการกระจายอำนาจไปไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วยการบัญญัติว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างการบริหารแบบการกระจายอำนาจ และบัญญัติอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นให้ชัดเจนว่ามีอำนาจหน้าที่อะไร อนาคตใหม่จะเสนอพลิกกลับให้อำนาจการจัดทำบริการสาธารณะเป็นของท้องถิ่นเป็นหลัก เป็นลักษณะบิ๊กแบง ต้องรับรองให้การเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ใช้การเลือกตั้งผู้บริหารแบบเด็ดขาดเพื่อให้มีอำนาจ พร้อมทั้งยกระดับพื้นที่บางแห่งให้เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ต้องกระจายงบระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นให้เป็น 50 ต่อ 50 จัดสรรภาษีกันใหม่ ให้เก็บเข้าท้องถิ่นก่อนโอนเข้าส่วนกลาง ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่จะสร้างรถไฟ ถนน แหล่งท่องเที่ยว ในท้องที่ตนเอง แล้วต้องไปถามส่วนกลางทุกครั้ง การปลดปล่อยท้องถิ่นไทย เท่ากับปลดปล่อยศักยภาพประเทศ
“สุวัจน์” ถือธงเจาะฐานใต้ ปชป.
ขณะที่นายมนตรี แก้วแพง ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคชาติพัฒนา จ.สงขลา กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนาให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้ มุ่งหวังจะปักธงในสนามเลือกตั้งให้ได้ มีการจัดทำแผนพัฒนาภาคใต้โดยเฉพาะ แบ่งเป็น 3 โซน คือ กลุ่มภาคใต้อ่าวไทย ภาคใต้อันดามัน และชายแดนภาคใต้ มีแนวนโยบายส่งเสริมการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ เพราะเชื่อว่าภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมาถูกผูกขาดการเลือกตั้งจากพรรคเดียวเป็นส่วนใหญ่ วันนี้ประชาชนเริ่มมองที่ตัวผู้สมัคร มองที่นโยบายพรรค ทำให้เชื่อว่าพรรคชาติพัฒนาจะได้รับโอกาสจากชาวใต้ โดยพรรคได้คัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.สงขลาครบทั้ง 8 เขตแล้ว และในวันที่ 17 ธ.ค. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค จะมาเปิดที่ตั้งสาขาพรรคที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ตรวจเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ
ช่วงเช้าวันเดียวกัน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยนายพิชญา นาควัชระ รองปลัด กทม. และน.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ร่วมสังเกตการณ์การเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตบางพลัด ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ ทั้งนี้ เขตบางพลัดมีผู้สมัคร 7 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง 6 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร 1 คน โดยเขตบางพลัดมีการเลือกกันเองเพียง 1 กลุ่ม คือ กลุ่มสตรีที่มีผู้สมัครจำนวน 4 คน จะเลือกกันเองให้เหลือ 3 คน ตามกฎหมายกำหนด
คนสมัครน้อยไม่ชินระบบใหม่
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า ภาพรวมได้รับรายงานว่าไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง ทุกอย่างเรียบร้อย ที่พบว่ามีหลายอำเภอไม่ต้องเลือกกันเองผ่านไประดับจังหวัดนั้นก็มีเยอะพอสมควร อาจเป็นเพราะระบบใหม่ แต่ยืนยันว่าการประชาสัมพันธ์ของ กกต.ทำเต็มที่ ส่วนกระบวนการเลือกระดับจังหวัดที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค. เตรียมการไว้หมดแล้ว เชื่อว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับผลการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอคาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในวันที่ 17 ธ.ค. ขณะที่นายพิชญากล่าวว่า กทม.มี 2 เขต ที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ว. คือเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กับเขตสาทร ซึ่งเขตที่มีผู้สมัครไม่เกิน 3 คน จะผ่านไปเลือกระดับจังหวัด โดย กทม.มีเพียง 3 เขต ที่มีผู้สมัครเกินจำนวน คือ เขตบางพลัด บึงกุ่ม และประเวศ คาดว่า กทม.จะสรุปผลได้ภายในวันที่ 16 ธ.ค.
ยังไม่ออกระเบียบป้ายหาเสียง
พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวถึงการร่างระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงที่กำหนดให้ขึ้นรูปได้เฉพาะผู้สมัคร หัวหน้าพรรค และว่าที่นายกฯ ไม่สามารถใช้รูปบุคคลอื่น หรือผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในการหาเสียงได้ ว่า หลักการเรื่องป้ายหาเสียงขณะนี้ยังอยู่ในชั้นการยกร่างฯ ก่อนเสนอให้กรรมการ กกต.พิจารณา เนื้อหาของป้ายจะมีรูปผู้สมัคร ส.ส.เขต หมายเลข ชื่อว่าที่นายกฯ ที่พรรคเสนอ นโยบายสั้นๆเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ ป้ายหาเสียงจะจัดอยู่ในเรื่องของหาเสียงทางโซเชียลมีเดียด้วย จึงต้องรับฟังเสียงจากพรรค การเมือง และสื่อมวลชนในวันที่ 19 ธ.ค. ที่จะมีการ หารือกัน
รอ กกต.เคาะห้ามรูป “แม้ว-ปู”
เมื่อถามว่า ถ้าเป็นป้ายที่มีภาพคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำได้หรือไม่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ตอบว่า เราไม่ได้ระบุว่าห้ามเอารูปคนนั้นคนนี้มาติด แต่ทางสำนักงาน กกต.เสนอไปว่าเนื้อหาในป้ายจะให้มีเท่าที่จำเป็น และต้องไปดูในแง่กฎหมาย หรือดูว่า กกต.จะพิจารณาอย่างไร
679 อำเภอนอนรอระดับจังหวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรุงเทพมหานครมีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 214 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง 153 คน ผู้ที่ผ่านการเลือกระดับอำเภอของ กทม.จะไปทำการเลือกระดับจังหวัดในวันที่ 22 ธ.ค.ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง สำหรับการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้งประเทศมีจำนวน 928 อำเภอ ลงคะแนนเลือกกันเองใน 197 อำเภอ ขณะที่ 52 อำเภอจะไม่มีการเลือกเพราะไม่มีผู้สมัคร ส่วนอำเภอที่มีผู้สมัครไม่ถึงเกณฑ์ 3 คน จำนวน 679 อำเภอนั้น จะไปรายงานตัวผ่านไปคัดเลือกระดับจังหวัดได้เลย
กกต.เตรียมถกพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมร่วมระหว่างพรรคการเมืองและ กกต. ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ กกต.กำหนดประเด็นหารือไว้ 3 เรื่อง คือ ค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร และพรรคการเมือง ในการหาเสียงเลือกตั้ง การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ และการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียง เพื่อนำความเห็นพรรคการเมืองไปพิจารณาปรับปรุงร่างระเบียบ กกต.เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนเสนอที่ประชุม กกต.ให้ความเห็นชอบและบังคับใช้ต่อไป
กำหนดรูปแบบป้ายหาเสียง
ทั้งนี้ ร่างระเบียบทั้ง 2 ฉบับที่สำนักงานยกร่างเสร็จแล้ว สาระสำคัญนอกจากเรื่องการติดป้ายหาเสียงของผู้สมัคร พรรคการเมือง ที่ กกต. กำหนดเป็น 3 ประเภท 1.ประกาศการโฆษณา ให้ผู้สมัครทำได้ขนาดกระดาษ A3 จำนวนไม่เกิน 10 เท่าของหน่วยเลือกตั้งในเขตนั้น 2.แผ่นป้ายการโฆษณาขนาด 1.30×2.45 เมตร ผู้สมัครทำได้ไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง และพรรคทำได้ไม่เกิน 1 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตที่พรรคส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต และระเบียบฯระบุสามารถมีข้อความ รูป เช่น ชื่อสกุล รูป หมายเลขผู้สมัคร รูปคู่หัวหน้าพรรค บุคคลที่พรรคมีมติเสนอเป็นนายกฯ ข้อความอื่นเท่าที่จำเป็น 3.ป้ายสนับสนุนการโฆษณา สำนักงาน กกต.จังหวัด จะจัดทำให้กับผู้สมัครทุกคน และพรรค ในแต่ละเขตเลือกตั้งจะมีรายละเอียดชื่อผู้สมัคร เขตเลือกตั้ง รูปถ่าย ชื่อโลโก้พรรค และข้อความรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ซึ่ง ผอ.กกต.จังหวัดจะขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐหรือเอกชน สนับสนุนการติดตั้ง
ปล่อยผีหาเสียงผ่านโซเชียล
ส่วนการโฆษณาหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้าพรรคต้องยื่นความประสงค์ต่อ กกต.ก่อน ไม่แจ้งถือว่าสละสิทธิ ข้อความในการโฆษณาต้องไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกระหว่างชนในชาติ ไม่ใช้ถ้อยคำก้าวร้าวหยาบคายปลุกระดม หากพบ กกต. สามารถสั่งแก้ไขลบหรือระงับ ส่วนการจัดเวทีดีเบต กกต.จะจัดเวทีประชันนโยบายบริหารประเทศ กำหนดเป็น 3 กลุ่ม ตามจำนวนการส่งผู้สมัคร กลุ่ม 1 พรรคที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 300-350 เขต กลุ่ม 2 พรรคที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 200-299 เขต และกลุ่ม 3 พรรคที่ส่งผู้สมัครน้อยกว่า 200 เขต ตัวบุคคลอาจเป็นหัวหน้าพรรค หรือคนที่พรรคมีมติเสนอให้เป็นนายกฯ
ค่าใช้จ่ายเลือกตั้งไม่เกิน 70 ล้าน
ส่วนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัคร แบบแบ่งเขต กกต.กำหนดเบื้องต้นคนละไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง กกต. เสนอคิดจากจำนวนการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต 1-50 คน ไม่เกิน 10 ล้าน 51-100 คน ไม่เกิน 20 ล้าน 101-150 คนไม่เกิน 30 ล้าน 201-250 คนไม่เกิน 50 ล้าน 251-300 คน ไม่เกิน 60 ล้าน และ 301-350 คน ไม่เกิน 70 ล้าน

โพลชี้คนไม่เอาบัตรโหล กกต.
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็น “บัตรเลือกตั้งแบบไหน ที่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องการ” ของกลุ่มตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 1,139 คน ระหว่างวันที่ 12-15 ธ.ค. พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 48.13 อยากให้บัตรเลือกตั้งมีชื่อผู้สมัครโลโก้ ชื่อพรรคครบถ้วนชัดเจน รองลงมา ต้องมีกระดาษดี สีสด ตัวหนังสือชัด มีช่องให้กากบาทสะดวก ตัวเลือกไม่สับสนเข้าใจง่าย ต้องมีความเป็นสากลมีมาตรฐานเหมือนต่างประเทศ และชี้แจงบอกวิธีการเลือกและรายละเอียดครบถ้วน เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับบัตรเลือกตั้งที่มีแต่เบอร์เท่านั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 40.55 ระบุว่าทำให้สับสน จำชื่อและหมายเลขพรรคไม่ได้ รองลงมาเห็นว่าอาจเกิดการทุจริตโกงเลือกตั้งได้ง่าย ไม่เป็นมาตรฐานสากล และเห็นว่า กกต.ควรพิจารณาให้เหมาะสมเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สนช.โชว์ผลงานเข้าตามากขึ้น
ด้านนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การรับรู้ภาพลักษณ์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสายตาประชาชน” จากประชาชน 2,065 หน่วยตัวอย่างระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 83.54 รู้จัก หรือเคยได้ยินชื่อ สนช. ถือว่ารู้จัก สนช.เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 ที่รู้จักเพียงร้อยละ 42.30 และไม่รู้จักร้อยละ 57.70 เมื่อถามความคิดเห็นต่อการทำงานของ สนช. ทั้ง 4 ด้าน พบว่าร้อยละ 84.50 เห็นด้วยกับการทำงานด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย รองลงมาคือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การตรากฎหมาย และการต่างประเทศ
กลุ่ม CHES จี้ถามจุดยืน ป.ป.ช.
อีกเรื่อง นพ.สุธีร์ รัตนมงคลกุล ผู้ประสานงาน ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES กล่าวว่า เตรียมเข้าพบหารือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 18 ธ.ค. ถึงประเด็นคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 21/2561 เนื่องจากตัวแทนจากกลุ่มต่างยังมีความกังวลใจต่อประกาศ คสช. ที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเอื้อให้เกิดการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย แสดงบัญชีทรัพย์สินกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย จึงอยากพบ ป.ป.ช.เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้เกิดอภิสิทธิ์ชน สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบ พวกเราอยากให้ ป.ป.ช.รับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นอีกส่วนที่รู้ปัญหาในมหาวิทยาลัยบ้าง ป.ป.ช.เองมีคดีทุจริตที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอยู่ แสดงให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งมาจากการขาดธรรมาภิบาลของผู้บริหารในองค์กร หาก ป.ป.ช.ยังคงเมินเฉย พวกเราอาจต้องฟ้องศาลรัฐธรรมนูญต่อไป