วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดใจ“พงศพัศ”ลงสมัครแล้วต้องหวังชนะ

หลังถูกกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเคาะรายชื่อให้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อมาอำลาในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด เพื่อเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้ง
และเป็นครั้งแรกที่เปิดใจให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในฐานะว่าที่ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการ

ถ้านับจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจถือว่าเกิน 35 ปีที่อยู่วงการนี้และดูแลพี่น้องประชาชน ผมไม่ใช่นักการเมือง ถ้าเทียบพรรษาก็นับจากศูนย์ แต่มีความตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาที่หมักหมมมานาน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป หรือการจะขับเคลื่อนอะไรต่างๆไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

พรรคเพื่อไทยมีนโยบายพร้อมที่จะรับใช้คน กทม. และตลอดชีวิตการทำงานของผมก็มีประสบการณ์รู้ถึงความทุกข์ยาก ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน กทม. มาเยอะ เห็นปัญหาต่างๆมากมาย เมื่อพรรคเพื่อไทยให้โอกาสก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ และจะลาออกจากตำรวจหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เพราะระเบียบของ สตช. เปิดโอกาสให้ข้าราชการตำรวจทุกคนมีโอกาสลาไปสมัครดำเนินการทางการเมือง แต่ต้องมีประกาศจาก กกต. ให้ชัดเจนก่อน

นายกรัฐมนตรีได้ให้กำลังใจ อยากให้นำนโยบายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อไปบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนชาว กทม. ว่าผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไรเพื่อดูแลแก้ไขปัญหา ทั้งปัญหาพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาขับเคลื่อน กทม.ไปสู่ศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ส่วนตัวไม่มีนโยบายอะไรมาก แต่เคยเข้าถึงมาแล้วทุกพื้นที่ รู้ปัญหา พร้อมที่จะแก้ไขปัญหา มีความตั้งใจจริงอยากจะคืนความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนชาว กทม. ทุกคน

สำหรับความมั่นใจในชัยชนะนั้น พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า เป็นเพียงการเสนอตัวรับใช้พี่น้องชาว กทม. ถือเป็นสิทธิและดุลยพินิจของประชาชนที่จะเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง แนวทางการหาเสียงของผมก็เหมือนกับผู้สมัครคนอื่นๆคือ คิดบวกทำบวก จะไม่ว่าร้ายใคร

“ไม่ว่าจะสมัครในนามพรรคหรืออิสระ ทุกคนมีหน้าที่นำเสนอนโยบาย สร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนนว่าเลือกคนใดคนหนึ่งแล้วจะสามารถทำงานเพื่อคน กทม. ได้อย่างไร คิดว่าเรื่องการให้ร้ายกันคงไม่มี ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมา จะไม่มีการโฆษณาเกินจริง แต่ถ้าใครนำเรื่องในอดีตมาโจมตีก็พร้อมอธิบาย พร้อมตอบทุกคำถาม”

พล.ต.อ.พงศพัศย้ำว่า นโยบายหลักที่จะใช้ในการหาเสียงคือ การวางยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ อันนี้จะเป็นหัวใจในการหาเสียง โดยจะชี้ให้ประชาชนเห็นว่าการเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับคน กทม. ประโยชน์สุขจะเกิดกับคน กทม. อย่างไร ประสบการณ์ที่ผ่านมาคิดว่าคน กทม. คงทราบดี ดังนั้น ทุกนโยบายที่จะออกมาจะเป็นการทำงานกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ

ส่วนกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะมาช่วยดูเรื่องนโยบายนั้น ส่วนตัวเห็นว่าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองในพื้นที่ กทม. เชื่อว่าจะเป็นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ และพร้อมนำไปปฏิบัติ รวมถึงข้อเสนออื่นที่เป็นประโยชน์จากประชาชนทั่วไปด้วย

“ผมไม่มีอะไรขัดแย้งกับคุณหญิงสุดารัตน์ เพราะรู้จักกันมาเนิ่นนาน ในทางการเมืองผมเริ่มจากศูนย์ ไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ แต่มีความตั้งใจ ถ้าคุณหญิงสุดารัตน์มีความตั้งใจจะดูแลประชาชนชาว กทม. คงจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะจุดหมายปลายทางเดียวกัน”

สำหรับนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมาช่วยหาเสียงอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นคนขอโอกาสจากคน กทม. ให้ผู้สมัครของพรรค โดยนายกฯจะเริ่มลงพื้นที่ช่วยหาเสียงวันแรกในวันที่ 16 มกราคมนี้

สุดท้าย พล.ต.อ.พงศพัศตอบคำถามสำคัญที่ว่าหากแพ้เลือกตั้งจะกลับเข้ารับราชการหรือไม่ว่า “รอให้ถึงวันนั้นก่อน แต่เมื่อลงแล้วก็ต้องหวังชนะ รับรองว่านโยบายที่จะเปิดตัวเจ๋งแน่ ขอให้รอดู”