วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

เทียบฟอร์มคู่เอก "พงศพัศ-สุขุมพันธุ์" ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.

นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ อดีตปลัดกรุงเทพฯ ให้ความเห็นถึงศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากพรรคเพื่อไทย

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์

เมื่อประเมินคุณสมบัติของผู้สมัครจาก 2 พรรคใหญ่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่ามีความโดดเด่นพอสมควร เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่สำคัญคือ มีข้อได้เปรียบที่เป็นแชมป์เก่า เคยทำงานมาแล้ว และฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพฯมีความแข็งแกร่ง แต่จุดอ่อนมาจากการบริหารงานเรื่องน้ำท่วม การก่อสร้างสนามบางกอก ฟุตซอล อารีนา รวมถึงกรณีต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอสที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาในปัจจุบัน

ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. และเลขาธิการ ป.ป.ส. จากพรรคเพื่อไทย แม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ถือว่ามีความโดดเด่นทั้งในตำแหน่งหน้าที่และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีภาพลักษณ์ของความสุภาพเรียบร้อยและเอาใจใส่ต่อทุกข์สุขของประชาชน กล่าวได้ว่าถึงเป็นมวยใหม่แต่ก็เป็นมวยมีฝีมือ ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่หรือไม่

ปกติทั้ง 2 พรรคจะมีฐานคะแนนอยู่ในมือประมาณ 25-27 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยที่คนชั้นล่างอาจจะเลือกฝั่งรัฐบาล เพราะจะได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนคนชั้นบนอาจจะเลือกฝั่งตรงข้ามรัฐบาลเพื่อการตรวจสอบ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ เพราะผู้ว่าฯกทม.ต้องแสดงวิสัยทัศน์ที่อิสระ จูงใจคนให้ได้ว่าเขาจะทำอะไรให้ประชาชนในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาทำงานรูทีนกันตลอด งานที่ประชาชนควรจะได้รับอย่างเต็มที่จากผู้ว่าฯยังมีน้อยเกินไป

ปัญหาสำคัญของ กทม. คือการจราจรและการขนส่งมวลชน เป็นหน้าที่ผู้ว่าฯกทม.ต้องทำและสามารถลงมือได้เลย ส่วนปัญหาต่อมาคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำอย่างไรไม่ให้มียาเสพติดและโจรผู้ร้าย นอกจากนี้ยังมีงานด้านการศึกษา รวมทั้งบริการสาธารณะต่างๆ ที่ประชาชนควรจะได้รับ ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้และชี้ให้เห็นว่าเขามีนโยบายอะไร

สุขุม นวลสกุล  
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้เปรียบกว่าตรงที่เป็นการป้องกันตำแหน่ง เพราะในระหว่างการทำงานใน 4 ปีที่ผ่านมา คงได้สร้างฐานคะแนนไว้พอสมควร แม้ว่าผลงานอาจจะดูไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไร แต่การลงคะแนนบางครั้งผูกพันกับการเมืองสูง จุดได้เปรียบอยู่ที่กระแสการเมืองทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นต่อ เพราะถ้าพิจารณาจากในอดีต คนกรุงเทพฯจะเลือกตั้งในลักษณะถ่วงดุล
ขณะเดียวกัน การที่พรรคเพื่อไทยมีมติส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.และเลขาธิการ ป.ป.ส. แทนที่จะนำคนจากในพรรคขึ้นมา ส่วนหนึ่งคงเพราะกลัวกระแสการเมือง จึงส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่คนของพรรคชัดเจน มีความสดใหม่ เป็นของใหม่ของคนกรุงเทพฯ และในฐานะตำรวจ พล.ต.อ.พงศพัศก็มีลักษณะเป็นตำรวจมวลชน

เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมาประกบกัน เรียกว่าได้ลุ้นกันทั้งคู่ ดังนั้น ปัจจัยที่จะชี้ขาดว่าใครจะชนะหรือแพ้คงต้องดูที่ช่วงหาเสียงว่าแนวโน้มของการใช้วิจารณญาณของคนจะไปทางไหน ถ้าคนตัดสินใจในแง่การเมือง ต้องการถ่วงดุลกับรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะได้เปรียบสูง
ปัญหาของกรุงเทพฯเป็นปัญหาเรื้อรัง มีปัญหาแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย สาธารณูปโภคทั้งหลาย ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก็ต้องพยายามสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ คนกรุงเทพฯเองก็รู้สึกว่ายังไม่มีผู้ว่าฯกทม.ท่านไหนที่ตอบโจทย์ได้ และได้แต่พูดว่าจะทำโน่นทำนี่
ส่วนผู้สมัครอิสระนั้น ครั้งนี้โอกาสของคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคค่อนข้างจะสอดแทรกเข้ามายาก เพราะแนวโน้มการเลือกตั้งในระยะหลัง ฐานการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
สุดท้าย ถ้า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะสะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในสายตาและมีโอกาสในระดับชาติ แต่ถ้าเกิดไม่ได้ขึ้นมา พรรคประชาธิปัตย์คงต้องคิดหนัก เพราะเท่ากับเสียที่มั่นสุดท้ายไป

ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ

อดีตปลัดกรุงเทพฯ

ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ พูดตรงๆ ว่าต้องอยู่ที่มุมมองของผู้เลือก เพราะครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันอย่างรุนแรงของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ในความคิดเห็นนั้น หากมองที่ตัวบุคคล เห็นว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ค่อนข้างได้เปรียบเพราะทำงานมานาน เคยเป็นทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. และเป็นผู้ว่าฯกทม.มาแล้ว 4 ปี รู้ปัญหาในกรุงเทพมหานครดี หากเข้ามาอีกสมัยก็สามารถสานต่องานได้ทันที และทำงานง่ายขึ้น
ส่วน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.และเลขาธิการ ป.ป.ส.นั้น อาจจะได้เปรียบที่ความสด ใหม่ มีประสบการณ์ด้านงานตำรวจ มีจุดเด่นด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ กทม.จำเป็นจะต้องนำมาใช้เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจกับคนกรุงเทพฯ
ที่ผ่านมา จะเห็นว่าการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในกรุงเทพฯ มักจะเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับทีมบริหาร กทม.ที่ชัดเจน เช่น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส หรือแม้แต่การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายต่างๆ เป็นต้น นั่นเพราะว่าผู้บริหาร กทม.มาจากคนละพรรคกับรัฐบาล และ กทม.ก็ต้องขึ้นอยู่กระทรวงมหาดไทย

ดังนั้นหากให้มองผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ที่มาจากพรรคการเมือง ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยอาจจะได้เปรียบเพราะอยู่ฝั่งเดียวกับรัฐบาล ถ้าคนกรุงเทพฯเลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยก็จะได้เห็นการทำงานที่เป็นทีมเดียวกันกับรัฐบาล ซึ่งหมายถึงความราบรื่นในการทำงาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนกรุงเทพฯจะเลือกเพราะเหตุนี้ทั้งหมด เพราะยังมีตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการพลิกล็อกได้เสมอ
จากสถิติการเลือกตั้งในสนามกรุงเทพฯ หากผู้สมัครมาจากพรรครัฐบาล มักจะค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะคนกรุงเทพฯมักเลือกผู้ว่าฯกทม.ที่อยู่คนละข้างกับรัฐบาล เพื่อคานอำนาจรัฐบาล เมื่อดูที่ฐานเสียงเมื่อครั้งเลือกตั้งใหญ่ จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเกือบทุกภาค ยกเว้นกรุงเทพฯที่ยังเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคนกรุงเทพฯให้การสนับสนุนมากกว่า ดังนั้นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้สมัครจากพรรคที่เป็นรัฐบาล

ขณะนี้ผู้สมัครทุกคนยังไม่เข้าจุดสตาร์ต ดังนั้นทุกคนยังเสมอกัน คนที่เคยเป็นผู้ว่าฯกทม.แล้วลงสมัครอีกสมัยก็ยังได้เปรียบไม่มาก เพราะทำงานแค่ 4 ปี คนกรุงเทพฯยังไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คนกรุงเทพฯจึงอาจอยากลองเลือกของแปลก สด ใหม่ ดังนั้นจากนี้ไปจึงขึ้นอยู่กับทีมหาเสียงด้วยว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายถูกใจคนกรุงเทพฯ

ส่วนผู้สมัครอิสระนั้น แม้ครั้งนี้จะประกาศตัวขอเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนกรุงเทพฯอยู่หลายคน แต่เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะลำบาก เพราะคนที่จะชนะต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 8 แสนคะแนน เนื่องจากคราวที่แล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้มาแล้ว 9 แสนคะแนน

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้เป็นต้นไปต้องติดตาม โดยเฉพาะในช่วง 7 วันก่อนการเลือกตั้ง จะเห็นชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯสนับสนุนใครเป็นผู้ว่าฯกทม. แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอให้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ควรนึกถึงภาระหน้าที่หลักของผู้ว่าฯกทม.ว่าคืองานบริการ เช่น แก้ปัญหาจราจร แก้ปัญหาน้ำท่วม แก้ปัญหาขยะ ฯลฯ อย่ามัวไปทุ่มงบประมาณทำแต่โครงการขนาดใหญ่ ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แล้วหันมาดูแลทุกข์สุขของคนกรุงเทพฯจะดีกว่