วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556


ถามกันลั่น'การเมืองสั่งจับ?'
ถามกันลั่น'การเมืองสั่งจับ?': ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
การจับกุม สมชาย คุณปลื้ม หรือ "กำนันเป๊าะ" ในลักษณะที่ช็อกคนทั้งประเทศ หลายคนข้องใจว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะส่วนหนึ่งเชื่อว่า อยู่ต่างประเทศ อีกส่วนเชื่อว่าอยู่ในประเทศคือ ในบ้านพักที่ จ.ชลบุรี นั่นเอง

น่าสนใจว่า ข้อมูลความเคลื่อนไหวของกำนันเป๊าะนั้น ไม่มีใครรับรู้กันเลยหรือ ทั้งตำรวจและนักการเมือง เนื่องจากกำนันเป๊าะมีลูกชายคนโตที่ชื่อ สนธยา คุณปลื้ม ที่เพิ่งขึ้นรับตำแหน่ง รมว.วัฒนธรม แทนภรรยา ที่ลงจากเก้าอี้ภายหลังสามีพ้นจากการถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ถึงแม้เส้นสายการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นซึ่งลูกชายอีก 2 คนของกำนันเป๊าะก็ยึดครองเอาไว้เบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังไม่วายมีการตั้งคำถามว่า ใช่เพราะ "การเมือง" สั่งให้จับกุมกำนันเป๊าะหรือไม่

ตำนานการเมืองไทยที่ยุคไม่นานมานี้ออกแนว "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" หรือ "ใครตามข้ายัง ใครขวางข้าตาย" ทำให้คำถามว่า "การเมือง" สั่งจับกำนันเป๊าะ ดูจะมีน้ำหนัก

ครั้งที่ วัฒนา อัศวเหม ยังแกร่งอยู่ที่เมืองปากน้ำ ก็มีเสียงร่ำลือมาว่า ถูกทาบทามให้ไปร่วมงานกับพรรคที่ใหญ่กว่าแบบยกคณะไปทั้งจังหวัด

แต่ครั้งนั้น วัฒนา เลือกเป็น "หัวสุนัขดีกว่าเป็นหางเสือ" จึงปฏิเสธไป

จากจุดนั้นถึงกับมีคำพูดว่า ที่วัฒนา อยู่เมืองไทยไม่ได้ในวันนี้ ก็เพราะจุดเปลี่ยนตรงนั้น

อย่างไรก็ดี กรณีกำนันเป๊าะ นั้น ทั้ง สนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ลูกชายคนโตของกำนัน ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่ถูกมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็บอกเช่นกันว่า ไม่เกี่ยว

แต่หากมอง จ.ชลบุรี ที่เป็นเมืองใหญ่ มี ส.ส.เขตถึง 7 คน ไม่นับบัญชีรายชื่อที่มาตามสัดส่วนที่ได้รับการเลือกแล้ว ก็จัดได้ว่า เป็นที่ต้องการของทุกขั้วการเมือง แม้ครั้งล่าสุด เลือกที่จะชูธงพรรคพลังชล ของตนเองสู้ศึกก็ตาม

แม้ในวันนี้พรรคพลังชล ยังคงยืนหยัดเป็นอิสระจากทุกพรรค แต่ก็ได้รับการทาบทามจากพรรคชาติไทยพัฒนาขอให้กลับมาคืนรัง เสริมศักยภาพการต่อรองให้เข้มแข็ง ต่อเนื่อง

แต่หากมองในมุมพรรคพลังชลแล้ว ทางเลือกที่สวยงาม หากไม่ชูธงพรรคพลังชล แล้วก็ย่อมเลือกพรรคเพื่อไทย ที่น่าเชื่อว่าจะแข็งแกร่ง และได้เป็นรัฐบาลเสียมากกว่า

ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นเช่นกันว่า การจับกุมกำนันเป๊าะ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง หากแต่เป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำให้เห็นว่า ตำรวจ ยังพอเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ผู้ที่กระทำความผิดต่อให้หลบหนีไปนานแค่ไหน สุดท้ายก็ย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมาย



นักการเมืองที่ยังหลบหนีคดี

นายวัฒนา อัฒวเหม หลบหนีคดี 2 คดี

1.คดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ทั้งนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อ 18 สิงหาคม 2551 พิพากษาจำคุก นายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นเวลา 10 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขู่ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณประโยชน์ และที่สงวนหวงห้ามเพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย

2.คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินคลองด่าน ศาลแขวงดุสิตอ่านคำพิพากษาให้จำคุกและปรับนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกับพวกจำเลยในคดีที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งในกรณีนี้ ศาลพิพากษาจำคุกนายวัฒนา 3 ปี ฐานฉ้อโกงที่ดินและฉ้อโกง กรณีร่วมกันทุจริตจัดซื้อที่ดิน อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ 1,900 ไร่ มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

นายวัฒนา ปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งสุดท้ายวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ในพิธีแต่งงานลูกชาย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. จากนั้น ก็มีข่าวว่า ได้หลบหนีไปอยู่ที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

คดีที่ดินรัชดา 21 ตุลาคม 2551 ศาลฎีกาแผนคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 2 ปี กรณียินยอมให้คุณหญิงพจมานประมูลซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจไม่ถูกต้อง เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจในการกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ จึงไม่สามารถทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐได้ ซึ่งรวมถึงคู่สมรสได้

ในจำนวนผู้หลบหนีโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งหมด มีเพียง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียวที่ขออนุญาตศาลออกนอกประเทศแล้วถือโอกาสหลบหนีคดี โดยไม่ยอมมารายงานตัวต่อศาลตามกำหนดในวันที่ 11 สิงหาคม 2551

ทั้ง 4 คดี เมื่อถึงวันนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยในคดีทั้ง 4 คดีไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป และออกหมายจับจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาอีกครั้ง และเมื่อถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาใหม่ ปรากฏว่าจำเลยในคดีทั้ง 4 คดีนี้ ต่างหลบหนีไม่มีใครมาฟังคำพิพากษาแม้แต่คดีเดียว ศาลฎีกาจึงต้องอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยทุกคดี