วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รัฐบาลไทย และรัฐบาลสหภาพพม่า เตรียมลงนามจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ วันที่ 27 พ.ค.นี้

รัฐบาลไทย และรัฐบาลสหภาพพม่า เตรียมลงนามจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ โดยมุ่งหวังพัฒนาการลงทุนร่วมกันในโครงการการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมไทย-สหภาพพม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง (JCC) กล่าวว่า จากการหารือกับ นายอู เอ มินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสหภาพพม่า ที่ได้เดินทางร่วมประชุมกลุ่มย่อยกับตัวแทนของรัฐบาลไทยครั้งล่าสุด จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง(JHC) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย และนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า เป็นประธาน ระหว่างวันที่ 26 – 28 พฤษภาคมนี้ ที่ประเทศไทย และในวันที่ 27 พฤษภาคม จะมีการลงนามร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) จากนั้นคณะทำงานทั้งสองประเทศจะเดินทางไปเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกของไทย เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรม และท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์นำไปปรับใช้กับการพัฒนาโครงการทวายฯ ต่อไป โดยตัวแทนของทั้งไทยและพม่าที่จะลงนามในการจัดตั้ง SPV เป็นบริษัทร่วมทุนที่ไทยและพม่ากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรัฐบาลไทยให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์การมหาชน) หรือ สพพ. ด้านพม่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติพม่า เป็นตัวแทนในการลงทุน และมีการถือหุ้นทั้งสองประเทศร่วมกัน ส่วนกรณีญี่ปุ่น ทั้งไทยและพม่าได้ส่งหนังสือเชิญญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า ญี่ปุ่นมีขั้นตอนการพิจารณาต้องใช้เวลา และในอนาคตหากมีประเทศอื่น ๆ เข้ามาถือหุ้นใน SPV เพิ่ม จะมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหม่ คาดว่าผู้เข้ามาถือหุ้นใน SPV จะมีประมาณ 4 ประเทศ สำหรับประเทศที่ 4 นอกจากไทย พม่า และญี่ปุ่นแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาร่วมกัน เพราะเมื่อมีการลงนาม เสร็จเรียบร้อยแล้วแสดงให้เห็นว่าโครงการฯ มีการดำเนินการที่ชัดเจน นักลงทุนในส่วนต่าง ๆ จะเริ่มจับกลุ่มกันเพื่อลงทุนในนิติบุคคลย่อย ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับโครงการทวายฯ และส่งเสริมให้มีการทำงานอย่างเต็มที่ โดยมองว่า เป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยสามารถขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ และในฐานะที่เป็นรัฐบาล การดำเนินการในการเจรจาลักษณะรัฐบาลกับรัฐบาล(จีทูจี) เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ง่ายกว่าการที่เอกชนไปเจรจากับรัฐบาลเอง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการศึกษาข้อมูลด้านต่าง ๆในเชิงลึก เช่น การคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสองประเทศอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลตามที่ได้รับมอบหมาย คาดว่าจะมีความพร้อมเสนอให้เป็นข้อมูลกับนักลงทุนภายหลังจากมีการลงนาม เสร็จแล้ว ถือเป็นข้อมูลช่วยให้นักลงทุนสามารถคำนวณต้นทุนทางธุรกิจเมื่อเข้ามาลงทุนโครงการฯ ทวาย ในส่วนของนิติบุคคลย่อย เช่น ถนน ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม ได้สะดวกมากขึ้น ขณะที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งของไทย มีการเตรียมพร้อมเข้าไปลงทุนในโครงการฯ ทวาย เช่นกัน เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) พร้อมเข้าไปลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าในโครงการฯ แต่การเข้าไปลงทุนของรัฐวิสาหกิจต้องผ่านขั้นตอนตามกฎระเบียบของพม่า ส่วน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อาจเข้าไปลงทุนในฐานะบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค