สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง เกี่ยวพันกับการปรับครม.ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี "ครม. ปู5" นอกจากเรียกเสียงฮือฮา จากคนทั้งประเทศ ด้วยกรณี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ยังเชื่อมโยงกับการที่การเมืองอาจเข้าไปล้วงลูก อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ที่นายกฯพยายามปฏิเสธ ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างปชป. ก็พยายามกระพือเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมา
ขณะที่กรณีของ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวถึง โผรายชื่อ การปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ 5 ก็ดูน่าสนใจ และร้อนแรงไม่แพ้กัน เพียงแต่กรณีนี้ เป็นปัญหาของคนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ ส.ส.อีสาน ที่ถือได้ว่า เป็นกำลังสำคัญส่วนใหญ่ที่ส่งให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล เกิดอดรนทนไม่ไหวออกมาสะท้อนความน้อยอกน้อยใจ ส่งสัญญาณไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรวมไปถึงนายใหญ่ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งส่งสัญญาณไปยังคนนอกที่ไม่ได้เป็นส.ส. แต่มีรายชื่อติดครม.ใหม่ได้เป็นรัฐมนตรีกันในครั้งนี้
"เท่าที่ดูมีการนำคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีมากเกินไป 4-5 ตำแหน่ง ควรเอา ส.ส.ที่มีฝีมือ มาเป็นรัฐมนตรีก่อน เช่น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มีฝีมือค้าขาย ควรได้เป็นรัฐมนตรี เพราะคนนอก ที่มาจากข้าราชการนั้น แนวคิดก็ยังเป็นข้าราชการ มีระเบียบแบบแผนตามระบบราชการ คิดนอกกรอบไม่ได้ และก็ยังไม่รู้ว่ามีฝีมือจริงหรือไม่ แต่ถ้ามาจาก ส.ส. จะกล้าคิดนอกกรอบ
การอ้างว่า นำคนนอกมาเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลนั้น ไม่จำเป็น เพราะ ส.ส.ในสภา ก็มีฝีมือและภาพลักษณ์ดีเหมือนกัน ได้คุยกับ ส.ส.อีสานหลายคน ก็เห็นตรงกันว่า มีคนนอก มามากเกินไป แต่สัดส่วน ส.ส.อีสานได้เป็นรัฐมนตรีรอบนี้น้อย มีแค่ตำแหน่งเดียวคือ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข เชื่อว่า คงมี ส.ส.อีสานบางส่วนนำเรื่องที่ ส.ส.อีสานได้โควตารัฐมนตรีน้อย ไปถามเหตุผล ในที่ประชุมพรรค เพราะรู้สึกน้อยใจ" น.พ.เชิดชัย กล่าว…
ดูไปก็รู้สึกน้อยใจจริงๆ เพราะก็อย่างที่เห็น ส.ส.อีสานซึ่งเรียกได้ว่า เป็นฐานเสียงสำคัญมากที่สุด ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ครองอำนาจรัฐ กลับได้โควตาตำแหน่งในครม.ปู 5 ครั้งนี้ น้อยที่สุด เหมือนกับ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ดูได้จากการตัดพ้อ ของ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า เหมือนพรรคไม่ให้ความสำคัญของคนเสื้อแดง
ความจริงแล้ว เหตุผลที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ทีมโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ที่พยายามออกมาชี้แจงการปรับครม.แบบสายฟ้าแลบ ในครั้งนี้ว่า ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หลังจากรัฐบาลที่ผ่านมา ผจญมรสุมลูกใหญ่ ทั้งโครงการจำนำข้าว หรือแม้แต่ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ที่เพิ่งโดนศาลปกครองสั่งเบรกต้องไปทำการรับฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ได้รับผลกระทบก่อน
ถ้าดูจากรายชื่อครม.ชุดใหม่ ที่จะประกาศออกมา มันก็น่าจะฟังขึ้น เพราะมีมืออาชีพ เข้ามาเป็นจำนวนไม่น้อย น่าจะเรียกความเชื่อมั่นได้ไม่ยาก ถ้ารัฐบาล มีการปรับปรุงการทำงานอย่างจริงจัง ไม่เป็นเหมือนกับที่ผ่านมา อันนี้เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ หากทำไม่ได้อีก เชื่อแน่ว่า รัฐบาลชุดนี้ คงต้องถึงกาลหมดอายุขัยลง เนื่องจากประชาชนคงจะไม่ให้โอกาสอีกต่อไป
สังเกตดูได้จากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่มองดูมีความคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งพรรคฝ่ายค้าน อย่าง ปชป.ที่ดูจะมีความมั่นอกมั่นใจมากยิ่งขึ้น ออกมาประกาศว่า หลังจากนี้ไปจะมีการเคลื่อนไหวจัดเวทีผ่าความจริงทุกวันแทนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ขณะที่กลุ่มม็อบหน้ากากขาว ก็ต้องยอมรับว่า เริ่มมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ในประเทศไทย แต่ลามไปถึงต่างประเทศแล้ว
แล้วสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่หลายๆ ฝ่ายเกรงกันมากก็กำลังเกิดชัดเจนยิ่งขึ้น คือ การปะทะกันของมวลชนหน้ากากขาว และกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาล โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือ และภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย อย่างเมื่อวานที่ผ่านมา ก็เกิดการปะทะกัน ที่ จ.ลำปาง ดีว่าไม่มีถึงขั้นเลือดตกยางออก
นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไป ประมาณช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ที่เชื่อว่า รัฐบาลจะมีการดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และ พ.ร.บ.ปรองดอง ที่ค้างอยู่ในวาระเข้าสู่การประชุมพิจารณาของ ส.ส. ขณะที่กลุ่มประชาชนอีกฝั่งตรงข้ามรัฐ มองอย่างไรก็ยังเห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ้นจากความผิดโดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว จะอย่างไรก็จะออกมาต่อต้านอย่างเต็มที่แน่
ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร จะยังยึดแนวทาง "เดินหน้าต่อ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" หรือ "ถอยไปตั้งหลักก่อน เพื่อไม่ให้สถานการณ์การเมืองไปถึงจุดแตกหัก" เพราะสุ่มเสี่ยงถึงขั้นเสถียรภาพรัฐบาลนายกฯหญิง อาจพังพาบ เพราะต้องยอมรับว่า ในภาวะคะแนนนิยมตกต่ำ จากปัญหาโครงการจำนำข้าว สินค้าราคาแพง โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน นี่ยังไม่นับรวม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในช่วงเดียวกัน
แล้วก็มาถึงทาง 3 แพร่ง ที่รัฐต้องเลือกทางเดิน คือ 1.เดินหน้าต่อไป 2.ถอยตั้งหลักก่อน และ 3.อีกทางสุดท้าย คือ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพราะถ้าปรับครม.อีก เป็นไปไม่ได้แน่....