วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แก้ปัญหาการเมืองน้ำเน่า


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  กางสูตร "สร้างภูมิ" คุ้มกันประชาธิปไตย
กว่าสองทศวรรษบนเวทีการเมือง ผ่านตำแหน่ง ส.ส.และเก้าอี้รัฐมนตรีมาหลายกระทรวง มีบทบาทโดดเด่นระดับแถวหน้าในวงการ
วันวาน “สวยแต่เจ็บ” เป็นฉายาของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้แนบแน่นกับบิ๊ก คสช.บางคน ยังเฉิดฉายบนถนนทางการเมือง

เมื่อขยับตัวแต่ละครั้งจึงถูกจับตามองเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะบทบาทช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในระบอบประชาธิปไตย ทีมข่าวการเมือง อาศัยจังหวะนี้สัมภาษณ์ถึงข่าวเป็นแกนนำตั้งพรรคการเมืองใหม่ให้ คสช.

โดย คุณหญิงสุดารัตน์ พยายามบอกทำนองปฏิเสธถึงการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีใครมาชวน คนที่จะชวนคงรู้อยู่แก่ใจว่าชวนก็ไม่ไป ขอคว้าใบปริญญาเอกให้ได้ก่อน ตามหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มีอาจารย์วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ด้านกฎหมาย ควบคุมวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจารย์เป็นก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร ขณะนี้กำลังเร่งทำวิทยานิพนธ์เป็นโมเดลสร้างประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย

แต่ได้ออกตัวขอดูหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน หากคนตัวเล็กๆจะเข้าไปทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ค่อยว่ากัน แต่หากเข้าไปแล้วเสียเวลา ขออยู่อย่างอิสระน่าจะเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้มากกว่า

ตอนนี้เท่าที่ติดตาม คสช.พบว่าพยายามทำตามที่ตั้งใจ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ หากตั้งใจปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน วางกฎเกณฑ์เรื่องหลักๆให้ประเทศและมีความยุติธรรม จะเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ประเทศเดินหน้า

วันนี้เร็วเกินไปจะไปวิจารณ์ถึงการทำงานว่าสำเร็จหรือไม่ เพราะยังไม่เข้าสู่โหมดการปฏิรูปประเทศและการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราอยากเห็นการแก้ปัญหาประชาธิปไตยที่ฐานโครงสร้างขึ้นมา อยากเห็นประเทศปลอดจากการทุจริต เพื่อให้ประเทศพัฒนาเดินหน้าไปได้

การแก้ปัญหาทุจริตอย่าไปดูแค่พยายามให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็น ส.ส.ได้ยากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งจากเขตเล็กเป็นเขตใหญ่ ไม่ให้ ส.ส.สังกัดพรรค ดูแล้วกำลังตีลังกาหามาตรการแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า

ขอเสนอให้แก้ที่ต้นเหตุ โดยสร้างประชาชนเจ้าของสิทธิเลือกตั้งและนักการเมืองที่ลงสมัครผู้ถูกเลือกให้มีคุณธรรม ที่ผ่านมา ประชาธิปไตยของประเทศไทย 82 ปีล้มลุกคลุกคลาน ต้นเหตุสำคัญมาจากฐานโครงสร้างประชาธิปไตยไม่แข็งแรง

ไปลอกโครงสร้างประชาธิปไตยมาจากต่างประเทศ ที่เน้นด้านสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของประชาชน แต่ทิ้งรากเหง้าความแข็งแรงของสังคม ไม่ได้ทำโครงสร้างที่ยึดโยงกับวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ที่อยู่แบบเครือญาติ ภราดรภาพ เกื้อกูลกันและกัน จึงได้เฉพาะประชาธิปไตยที่เป็นโลกาธิปไตย ทิ้งจุดเด่นของชาติในเรื่องคุณธรรม ไม่มีการสอนประชาธิปไตยกับคุณธรรม

อีกปัญหาหนึ่ง ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาประชาธิปไตยลงสู่ประชาชนจริง มีงบประมาณการพัฒนาด้านนี้อยู่ในหลายกระทรวง แต่นำไปพัฒนาแค่เปลือกของประชาธิปไตย ประชาชนมีหน้าที่เป็นประชาธิปไตยแค่วันลงคะแนนเสียง ถือว่าจบภารกิจ แล้วมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้นักการเมืองที่เลือกมา และเมื่อเกิดรัฐประหารก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

โครงสร้างของสังคมเป็นอีกปัญหาที่ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ ไม่มีการสนับสนุนให้ครอบครัวและหมู่บ้านปกครองโดยหลักประชาธิปไตยของหมู่บ้าน ละเลยให้คนรากหญ้า ประชาชนในหมู่บ้านสัมผัสประชาธิปไตยด้วยตัวเอง มีเฉพาะให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

หากย้อนดูประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ได้วางโครงสร้างกำหนดให้ระดับหมู่บ้านมีสภาประชาชน มีสิทธิหน้าที่พิจารณางบประมาณ โครงการต่างๆของหมู่บ้าน

ตรงกับสภาธรรมาธิปไตยของพระพุทธเจ้าที่มีมานานมาก เน้นให้ความสำคัญที่ประชาชน และดั่งพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 17

ความตอนหนึ่งว่า “ในหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านที่ไปเยี่ยม ส่วนมากเขาอยู่อย่างกันเอง สามารถที่จะพยุงตนเองได้ มีผู้ที่เป็นหัวหน้า มีผู้ที่ปฏิบัติงาน แบ่งงานและสามัคคีกัน ถ้าจะเรียกว่าการเป็นอยู่แบบไทย หมายความว่าอยู่แบบประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้าน

ประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้านนี้เรากำลังอยากที่จะทำลาย เพราะอยากทำประชาธิปไตยขั้นประเทศ แต่ประชาธิปไตยขั้นประเทศนั้น ก็ต้องมีรากฐานที่ประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้านซึ่งเรามีอยู่แล้ว แต่ประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้านนี้ก็จำเป็นที่จะมีความรู้ เพื่อที่จะทำให้การพัฒนาของหมู่บ้านได้ขึ้นมาได้”

สภาธรรมาธิปไตยหมู่บ้าน จึงเป็นโมเดล เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน โดยใส่ชุดคุณธรรมที่เกี่ยวกับการปกครองด้านประชาธิปไตย หลักคุณธรรม 4 ประการ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 49 ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ครบถ้วน กับประชาชน

รูปแบบสภาธรรมาธิปไตยหมู่บ้านหรือสภาหมู่บ้าน ไม่มีกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด ระบบราชการ การเมืองไม่ครอบงำ เป็นแนวทางที่ให้แต่ละครอบครัวเลือกตัวแทน 1 คนในบ้าน เข้าเป็นสมาชิกสภาหมู่บ้าน สภานี้อยู่ยาวต่อเนื่อง เป็นการเรียนรู้ประชาธิปไตยไม่รู้จบ

เมื่อได้สมาชิกในหมู่บ้านครบถ้วน ก็นัดประชุมเพื่อเลือกผู้หลักผู้ใหญ่ คนที่มีความรู้ มีคุณธรรม เข้ามาเป็นหัวหน้าสภาฯ เป็นที่ปรึกษาสภาหมู่บ้านทำหน้าที่คล้ายฝ่ายนิติบัญญัติ คอยตรวจสอบและอนุมัติโครงการต่างๆในหมู่บ้าน เช่น งบกองทุนต่างๆที่ใส่ลงไปในหมู่บ้าน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาหมู่บ้าน แต่สภานี้ไม่ได้ใช้เงิน ฝ่ายใช้เงินเป็นผู้บริหารของกองทุนต่างๆ

ข้อดีที่เห็นชัดเจน จะได้ผลงานการพัฒนาในพื้นที่ตามที่ประชาชนในหมู่บ้านต้องการ ป้องกันการโกงกินในระดับหมู่บ้าน หากโครงการที่อนุมัติไปก่อสร้างเสร็จ ปรากฏว่าพังง่าย

สภาหมู่บ้านมีหน้าที่ตรวจสอบ หากพบว่ามีการทุจริต สามารถเสนอต่อหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมกองทุนนั้นๆ เปรียบเหมือนอำนาจตุลาการ ปลดคณะกรรมการบริหารกองทุนต่างๆในหมู่บ้านได้ วงจรนี้จะสอนให้ประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงรู้จักประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่กินได้

ที่สำคัญเมื่อสภาหมู่บ้านเข้มแข็ง วางกฎเกณฑ์ ออกรัฐธรรมนูญของหมู่บ้านนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องมีธรรมนูญเหมือนกัน ต่อไปจะสร้างกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง ส.ส. โดยรณรงค์ไม่ให้ขายเสียง ออกมาตรการป้องกันคนในหมู่บ้านซื้อสิทธิขายเสียง คนในหมู่บ้านควบคุมกันเอง สามารถป้องกันซื้อเสียงได้ในระยะยาว

แต่ที่มีข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆว่า มาตรการที่กำลังคิดแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไรถึงจะป้องกันการซื้อเสียงได้ เชื่อมั่นว่าแบ่งเขตเลือกตั้งรูปแบบไหน คนจะซื้อเสียงก็ซื้อได้อยู่ดี

ดังนั้นโมเดลนี้สามารถป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงได้ ซึ่งอยู่ระหว่างเลือกหมู่บ้านที่จะศึกษาโมเดลนี้ตามภาคละ 1 หมู่บ้าน และอยู่ระหว่างทำชุดคุณธรรมเพื่ออบรมในหมู่บ้าน ในโอกาสนี้ขอเสนอต่อ คสช.น่าจะใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย ยึดถือเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ และสนับสนุนให้มีสภาหมู่บ้าน

เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตยในหมู่บ้าน ขอประเดิมงานแรกด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนแต่ละหมู่บ้านรวมตัวในรูปสภาหมู่บ้าน มีส่วนร่วมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทุกทีเราร่างรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับ ทำในรูปแบบจากบนลงล่าง ใช้วิธีเลือกคนทั้งทางตรง ทางอ้อม แล้วอนุมานว่า คนเหล่านี้รู้ทุกเรื่อง เก่งทุกเรื่อง เป็นคนดีขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ผลสุดท้ายรัฐธรรมนูญทุกฉบับถูกฉีกหมด

ครั้งนี้หากจะปฏิรูปประเทศจริงๆให้สมที่ คสช.ตั้งใจ ขอให้โอกาสสภาหมู่บ้านเสนอความเห็นถึงการปฏิรูปการเมือง อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างไร เสนอขึ้นมาเป็นกรอบให้สภาปฏิรูป

ระยะเวลาที่ คสช.วางไว้ 1 ปีครึ่ง หากเพิ่มสภาหมู่บ้านเข้ามาก็ยังทำงานในกรอบเดิมของ คสช. ทำงานคู่ขนานระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญกับสภาหมู่บ้าน เชื่อว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกมา 80-90 เปอร์เซ็นต์จะไปทิศทางเดียวกัน

อาจมีบางประเด็น 10-20 เปอร์เซ็นต์ที่ยังเห็นขัดแย้งกันอยู่ คสช.ก็นำประเด็นเหล่านี้ไปทำประชามติ เชื่อมั่นว่าจะยุติความขัดแย้งได้ถาวร ตอบโจทย์ทุกอย่าง จบหมด รัฐประหารครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

เมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนตามที่ คสช.ตั้งใจ.

ทีมข่าวการเมือง