จับตา “ประยุทธ์” ตั้ง สนช.-ทำคลอดรัฐบาล
เข้าสู่ฤดูมรสุม หลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนในขณะที่บรรยากาศทางการเมืองภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษก็กำลังดำเนินไปอย่างราบเรียบ ไร้คลื่นลมแปรปรวน สวนทางกับสภาพอากาศทั่วไปและก็เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์กันทั้งประเทศ
เมื่อปรากฏภาพข่าว “กำนันเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.คนดัง โกนหัวห่มผ้าเหลือง อุปสมบทเป็นพระอย่างเงียบๆที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยได้ฉายา “ปภากโร” หมายถึงผู้ก่อให้เกิดแสงสว่าง
ท่ามกลางข่าวออกมาหลายกระแส ทางหนึ่งก็ว่า “กำนันเทพ” บวชแก้บน บวชเอาเคล็ด เพราะมีพระทักว่าดวงถึงฆาต หากไม่บวชจะต้องมีอันเป็นไป อีกสายหนึ่งก็บอกว่า “กำนันเทพ” ต้องการบวชอุทิศส่วนกุศลให้คนที่เสียชีวิตจากการร่วมชุมนุมกับม็อบ กปปส.
และแน่นอน มันก็มีเครื่องหมายคำถามกับการบวชหลังวันเข้าพรรษา แหวกประเพณีปฏิบัติทั่วไป ถือเป็นเหตุผิดปกติวิสัย เลยต้องสงสัยว่า
มีวาระแฝงเรื่องการหลบเลี่ยงคดีความต่างๆหรือไม่
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด ที่แน่ๆโดยสถานะของเลขาธิการ กปปส.ที่สุขสงบอยู่ในผ้าเหลือง หลบไปปลีกวิเวกในทางธรรม
ละแล้วซึ่งทางโลก ตัดแล้วซึ่งกิเลส
ตามท้องเรื่อง ปมเหตุวุ่นวายทางการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับตัวเลขาธิการ กปปส.ก็คงจะลดโทน หรือตัดออกจากเงื่อนไขไปได้
ชื่อของ “กำนันเทพ” น่าจะหายไปจากกระแส ห่างจากกระดานข่าวการเมืองอีกพักใหญ่
และก็เช่นเดียวกัน กับจังหวะ “โลว์โปรไฟล์” ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ห่างหายไปจากกระดานข่าว หลังโดนรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง
เพราะไม่ต้องการให้เป็นเป้าสายตา
ล่าสุดเพิ่งมีข่าวว่ายื่นเรื่องขออนุญาต คสช.เดินทางออกนอกประเทศไทย ด้วยเหตุผลต้องการพาบุตรชายเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนยาวกับครอบครัวที่ทวีปยุโรป
มีความสุขตามประสาแม่ลูกทั่วไป
ถ้าไม่บังเอิญว่า ในห้วงบังเอิญพอดิบพอดี ช่วงที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์บินไป ดันตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 65 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ตามกระแสข่าวจะไปจัดกันที่มหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส
และก็ยิ่งบังเอิญเข้าไปอีก เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติด่วนแบบสายฟ้าแลบด้วยมติ 7 ต่อ 0 เชือดอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ มีความผิดอาญา ตามมาตรา 157 ฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 5 แสนล้านบาท
ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
แน่นอนในจังหวะก้ำกึ่งก็เลยมีกระแสดักทางจากเครือข่ายขั้วตรงข้ามว่า อดีตผู้นำหญิงจะฉวยจังหวะบินออกนอกประเทศไปทัวร์ยุโรป หลบหนีคดี ปักหลักอยู่เมืองนอกยาวเหมือนพี่ชายหรือไม่
โดยปรากฏการณ์ไม่น่าไว้วางใจสักเท่าไหร่
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะ คสช.อนุญาตให้อดีตผู้นำหญิงเดินทางออกนอกประเทศแต่โดยดี ไม่มีเงื่อนไขหรืออาการยื้อยุดแต่อย่างใด
และไม่ใช่แค่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เท่านั้น บรรดาแกนนำและลูกข่ายพรรคเพื่อไทยที่ขออนุญาตเดินทางไปฝรั่งเศส ตามเหตุอย่างที่เป็นข่าวออกมาว่า แห่ไปเบิร์ธเดย์ “นายใหญ่”
คสช.ก็เปิดไฟเขียวให้ทุกกรณี ท็อปบูตปล่อยผีกันสบายๆ
แน่นอนตามรูปการณ์ที่ออกมาก็วิเคราะห์ได้ คสช.น่าจะประเมินสถานการณ์ทั่วไปแล้วว่า อยู่ในวิสัยที่ควบคุมแรงเสียดทานได้
การเคลื่อนไหวของเครือข่าย “นายใหญ่” คงไม่สร้างปัญหาอะไร
อีกทั้งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ยังอีกหลายขั้นตอนกว่าจะถึงคิวพิพากษาขั้นสุดท้ายในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตามท้องเรื่องจึงยังไม่ถึงจุดต้องซีเรียสแต่อย่างใด
เอาเป็นว่า สถานการณ์ ณ ห้วงนี้ยังไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น และยังถือว่าเป็นอะไรที่เข้าทาง กับจังหวะที่ “กำนันเทพ” หลบไปบวชเงียบๆ ส่วนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ก็บินไปทัวร์ต่างแดนกับครอบครัว
หัวขบวน 2 ขั้วอำนาจไม่ได้อยู่ในจุดที่สร้างแรงกดดัน
ในห้วงสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเดินหน้าเข้าสู่เฟส 2 ของโรด-แม็ปการบริหารภายใต้อำนาจพิเศษ
เกมเดินมาถึงจุด “เปลี่ยนถ่ายอำนาจ”
ตามโปรแกรมจากนี้ไป ไล่ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ ไปแล้ว รอประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนตั้งสภา
นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ต่อด้วยการฟอร์ม ครม.เป็นรัฐบาล แล้วก็ถึงการผุดสภาปฏิรูปประเทศ
ห้วงเวลาแบ่งเค้ก จัดสรรเก้าอี้
นาทีทองของพวกนักวิ่ง ไปจนถึงพวกจ้องรอรับรางวัล
ตามธรรมชาติเลยก็ต้องมีแรงกระเพื่อมจากขาป่วนกระบวนการแชร์อำนาจ ทั้งจากแนวร่วมฝ่ายเดียวกัน รวมถึงแรงเสียดทานจากพวกหมั่นไส้ฝ่ายตรงข้าม
แต่โดยรูปการณ์เมื่อ “กำนันเทพ” หลบไปบวช ตัดแล้วซึ่งกิเลสทางโลก ขาดมือดีลคนสำคัญ รายการทวงรางวัลจากฝั่งแนวร่วม กปปส.อย่างที่มีการปล่อยใบเสร็จออกมาก่อนหน้า ก็คงจะเสียงเบาลงไป
จากที่เจาะลำบากอยู่แล้ว การเข้าถึง พล.อ.ประยุทธ์ก็ยิ่งต่อสายติดยากกันไปใหญ่
และในสถานการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เมื่อกำแพงเหล็กของหัวหน้า คสช.เจาะลำบาก แนวร่วมฝ่ายเดียวกันทวงรางวัลไม่ได้
ปรากฏการณ์แจกรางวัลมั่ว การแบ่งเค้กแบบสมบัติผลัดกันชมไม่เกิดขึ้น
ตามเงื่อนไขก็ไม่มีเหตุให้เครือข่าย “นายใหญ่” ออกมาป่วนแต่อย่างใด
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ที่ถืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่ามกลางแรงเสียดทานที่เบาบาง แถมกระแสยังหนุนต่อเนื่อง
เรื่องของเรื่อง ทุกอย่างอยู่ในกำมือหมด
บทแรกของการแชร์อำนาจจะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสำคัญ
เริ่มกันตั้งแต่โจทย์ยากอันแรกเลย กับการตัดสินใจวางสถานะของตัวเอง ในหมากเกมอำนาจบน 3 ตำแหน่งสำคัญ ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี
ตามเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์จะครบกำหนดเกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายนนี้ ในขณะที่มีความจำเป็นต้องประคองดุลอำนาจเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายในการปฏิรูปประเทศไทย
ไม่ให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ทำปฏิวัติเสียของ
โดยรูปการณ์เลยมีการมองถึงความเป็นไปได้ ในการที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต่ออายุราชการในเก้าอี้ ผบ.ทบ.ออกไป นั่งควบหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี รวบทั้ง 3 เก้าอี้
เพื่อคุมดุลอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในการรับประกันความชัวร์
แต่นั่นก็จะมีปัญหากระทบกับบรรดาท็อปบูตรุ่นน้องที่ต่อแถวจ่อคิวรอขึ้นมาคุมกองทัพ จะไม่ได้ขยับไปหนึ่งปี กระเทือนกันไปหมดเป็นทอดๆ
เสี่ยงกับการเกิดแรงกระเพื่อมใต้น้ำในระยะยาว
เอาเป็นว่า นาทีนี้ชัดเจนแค่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ที่ประเมินจากการที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลมีการปรับปรุงห้องน้ำบนห้องทำงานนายกรัฐมนตรี โดยติดโถปัสสาวะของผู้ชายเข้าไปใหม่ จากแต่เดิมถูกถอดออกไปในช่วงของอดีตนายกฯหญิง
มันก็ชัวร์ “บิ๊กตู่” นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีเองแน่
แต่จะควบกี่ตำแหน่งต้องรอดูต่อไป
และกับบทของนายกรัฐมนตรี ประเดิมงานแรกเลยก็คือการฟอร์มคณะรัฐมนตรีเข้ามาช่วยงานบริหารในนามรัฐบาลเฉพาะกิจ นี่คือการบ้านยาก ข้อต่อมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการเฟ้นมือดีที่ไว้ใจได้มาร่วมรัฐนาวา ในการผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
แน่นอน ก่อนอื่นเลยก็ต้องโฟกัสไปที่บรรดาหัวขบวน คสช.ที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. รองหัวหน้า คสช.รับผิดชอบงานด้านสังคม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด รองหัวหน้า คสช.รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ
น่าจะอยู่ในบัญชีของรองนายกฯ 4 เหล่าทัพ
เช่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. เลขาธิการ คสช. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ก็ต้องมีชื่ออยู่ใน ครม.ชุดใหม่
ตามที่ คสช.ได้ออกกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการนั่งตำแหน่งฝ่ายบริหารได้
อีกส่วนหนึ่งก็คือคณะที่ปรึกษาตามคำสั่งที่ คสช.ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะมืออาชีพด้านบริหารอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
ชื่อเหล่านี้ถูกดึงมาคุมงานด้านเศรษฐกิจให้รัฐบาลทหารอยู่แล้ว
ในขณะที่งานด้านกฎหมายคงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากนายวิษณุ เครืองาม กุนซือกฎหมายของ คสช. ส่วนงานด้านความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ไว้ใจใครมากไปกว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เลขาฯทีมกุนซือ คสช.
เพื่อนรักที่ว่ากันว่าเป็นฝ่าย เสธ.วางเกมให้ “บิ๊กตู่”มาตั้งแต่ต้น
อีกจุดที่สำคัญไม่แพ้การทำคลอดรัฐบาล นั่นก็คือการวางเกมในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะคอยคุมงานด้านกฎหมาย เป็นหางเสือคัดท้ายให้รัฐบาล
งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็คงต้องเฟ้นมือกฎหมายที่เชื่อใจได้ มานั่งเป็นประธาน สนช. ตามโพยของคนที่อยู่ในข่ายก็มีทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสุรพล นิติไกรพจน์ ที่ตรงสเปกกว่าใคร
ทั้งหมดทั้งปวง ในสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ เข้าสู่เฟส 2 ของโรดแม็ป คสช.
นี่คือจุดเริ่มบทพิสูจน์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะไม่ใช่แค่หัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในกำมือในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารเท่านั้น
แต่มันหมายถึงความรับผิดชอบที่แบกอยู่เต็มบ่าในฐานะนายกรัฐมนตรี
ผู้นำพาประเทศไทยไปสู่ยุคปฏิรูปใหญ่.
“ทีมการเมือง”