วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มติก.ต.ช.เอกฉันท์ ‘บิ๊กอ๊อด’ นั่งผบ.ตร.ตามโผ


โหวตนายกฯวันนี้‘บิ๊กตู่’แบเบอร์ กกต.ถกชิงไปสปช.-ประวิชถอย
สนช.เทเสียงเลือก “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ใช้วิธีโหวตไม่ลับ-ขานชื่อทีละคน ทำเนียบรัฐบาลพร้อมแล้ว จัดห้องสีงาช้างตึกไทยคู่ฟ้ากับห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรีเผื่อไว้ให้ “ว่าที่นายกฯ” เลือกใช้ในวันโปรดเกล้าฯ มติบอร์ด ก.ต.ช.เอกฉันท์ 5 ต่อ 0 เคาะ “บิ๊กอ๊อด” ขึ้น ผบ.ตร.คนใหม่ตามโผ ที่ประชุมเชื่อชื่อนี้เหมาะสมที่สุดในภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติ ผลงานเข้าตาเรื่องจับอาวุธสงคราม-คดีมั่นคงคืบหน้า ว่าที่ ผบ.ตร.เล่าความในใจ จากเด็กบ้านนอกสู่ ตร.ยศ พล.ต.อ.คือสุดยอดของชีวิต ลั่นจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง แฉ กกต.เปิดศึกชิงเข้ารับการสรรหา สปช. มีโควตา 2 แต่อยากจะเป็น 3 สุดท้าย “ประวิช” ต้องยอมถอนตัวออกไป

หลังตั้งตารอกันมานานการแต่งตั้งโยกย้าย สรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองเดินหน้าเป็นลำดับ ล่าสุดได้ตัว ผบ.ตร.เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะได้เห็นโฉมหน้าในอีกไม่กี่อึดใจ
วิป สนช.แจงวิธีเลือกนายกฯ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงภายหลังการประชุมวิป สนช.ว่า การประชุม สนช. วันที่ 21 ส.ค. จะมีเพียงวาระการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยขั้นตอนการเลือกนายกฯจะเริ่มจากการเสนอร่างข้อบังคับการประชุม เฉพาะหลักเกณฑ์เรื่องการเลือกตัวนายกฯ ให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบ จากนั้นพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี โดยให้สมาชิก สนช. เสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องมีสมาชิก สนช. 1 ใน 5 ให้การรับรอง หรือประมาณ 40 คน โดยใช้วิธีเสียบบัตรลงคะแนนรับรองแทน การยกมือรับรองเหมือนที่ผ่านมา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรับรองชื่อซ้ำซ้อน หากมีการเสนอชื่อนายกฯ มากกว่า 1 คน
โหวตไม่ลับ–ขานชื่อทีละคน

นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า หลังจากมีผู้รับรองครบ ถ้วน ขั้นตอนการคัดเลือกนายกฯจะให้เลขาธิการวุฒิสภาขานรายชื่อสมาชิก สนช.ทีละคน เพื่อให้ลงมติโดยเปิดเผย ว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง โดยผู้ที่จะได้เป็นนายกฯต้องได้รับคะแนน เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ สนช. ที่มีอยู่ หรือ 99 คะแนนขึ้นไป ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องประชุม ไม่จำเป็นต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพียงแต่ผู้เสนอชื่อต้องรับผิดชอบเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติว่า บุคคลดังกล่าวต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ ต้องมีการทาบทามบุคคลดังกล่าวมาล่วงหน้าแล้ว
ยันทำเนียบฯเสร็จทัน รบ.ใหม่

เมื่อเวลา 10.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. ฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงซ่อมแซมทำเนียบรัฐบาลและบ้านพิษณุโลก ร่วมกับ พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า คสช. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย พล.ต.อ.อดุลย์เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เชื่อเสร็จตามกำหนดวันที่ 1 ก.ย.แน่นอน โดยเฉพาะตึกไทยคู่ฟ้า ตึกบัญชาการ 1 ทันรองรับการทำงานนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐมนตรี (ครม.) แน่ ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีการโหวตเลือก นายกฯในวันที่ 21 ส.ค. ส่วน ครม. หากสัปดาห์หน้าจะมีการประชุม สามารถดำเนินการได้เลย ส่วนตึกไทยคู่ฟ้า ห้องทำงานนายกฯ ขณะนี้ถือว่าเสร็จเกือบ 100% แล้ว เหลือแค่รอเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น
เผื่อไว้ 2 ห้องรับโปรดเกล้าฯ

พล.อ.สกลเปิดเผยว่า ห้องทำงานนายกฯ ตึกไทยคู่ฟ้า มีความพร้อมแล้วในการรองรับการทำงาน นายกฯคนใหม่ ได้ทำความสะอาดพรม ผ้าม่าน ซ่อมแซมโต๊ะ เก้าอี้ ส่วนที่ยังไม่มีการจัดวางโต๊ะ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพียงแต่รอดูความเหมาะสม ความสะดวกในการปฏิบัติงาน ขึ้นอยู่กับนายกฯคนใหม่ตัดสินใจ คงไม่ได้รอซินแสมาดูฮวงจุ้ย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนสถานที่รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี กองสถานที่และยานพาหนะ ทำเนียบรัฐบาล เตรียมห้องสีงาช้าง ภายในตึกไทยคู่ฟ้า หรือห้องสีเหลือง ที่ตึกสันติไมตรีไว้
“ประยุทธ์” ลอยลำนั่งนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 21 ส.ค. ที่มีวาระสำคัญคือ การลงมติให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นที่แน่นอนว่า จะมีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมสนช.เพียงคนเดียว ไม่มีการเสนอชื่อบุคคลอื่นมาประกบเป็นคู่แข่ง ซึ่งที่ประชุม สนช.จะลงมติสนับสนุนไปทางเดียวกันด้วยการโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 โดยจะใช้เวลาประชุมลงมติไม่นาน ส่วนผู้ที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีการหารือกันก่อนที่จะมีการประชุม สนช. โดยจะเป็นนายทหารระดับสูงเป็นผู้เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์
มติ 5 ต่อ 0 ดัน “บิ๊กอ๊อด” ผบ.ตร.

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) โดยมีคณะกรรมการ ประกอบด้วย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผอ.สำนักงบประมาณ และ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. ในฐานะเลขา ก.ต.ช. โดยในการประชุม ก.ต.ช.ได้เสนอวาระการพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่แทน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ที่ครบวาระเกษียณราชการ โดยในการประชุม ก.ต.ช. พล.ต.อ.วัชรพลได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้ที่ไม่ใช่คณะกรรมการ ก.ต.ช.ออกจากห้องประชุมทั้งหมด โดย พล.ต.อ.วัชรพลได้เสนอแนวคิดในการ ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจก่อนเสนอชื่อ พล.ต.อ.สมยศ ขอความเห็นชอบอนุมัติจาก ก.ต.ช. โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก.ต.ช.มีมติ 5 ต่อ 0 หลังประชุม พล.อ.ประยุทธ์ และ ก.ต.ช.ได้แยกย้ายจากห้องประชุม
ชี้ชื่อนี้เหมาะที่สุดในภาวะไม่ปกติ

จากนั้น พล.ต.อ.วัชรพลแถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม ก.ต.ช.เห็นชอบคัดเลือกให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้เสนอต่อที่ประชุมก.ต.ช. โดยให้เหตุผลว่าในอนาคตข้างหน้า การประสานการทำงานกับรัฐบาลหรือ คสช.ในมิติเรื่องความมั่นคงสำคัญอย่างยิ่งในสภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติ ก.ต.ช.เห็นว่า พล.ต.อ.สมยศเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ ตร. ดำเนินงานด้านมิติความมั่นคงร่วมงานกับรัฐบาล ที่ผ่านมาทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ แต่ในภาวะสถานการณ์ที่ไม่ปกติ สังคมต้องการความสามัคคี และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้
ผลงานจับอาวุธเข้าตากรรมการ

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ที่ผ่านมางานด้านความมั่นคงเป็นหน้างานที่มีความสำคัญ รวมถึงคดีด้านความมั่นคงทั้งหลาย พล.ต.อ.สมยศได้เข้ามามีบทบาทและปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความสำเร็จ หลายคดีมีผลจับกุมอาวุธสงคราม วัตถุระเบิดได้เป็นจำนวน มาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยสืบสวนจับกุมหรือออกหมายจับได้ ขณะนี้ทุกคดีชัดเจนมากขึ้น
“บิ๊กอ๊อด” ซึ้งจากเด็กบ้านนอกสู่เบอร์ 1 ตร.

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. พล.ต.อ.สมยศได้เดินทางเข้ามาที่ สตช. โดยได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขอขอบคุณทุกฝ่าย ตนเองพร้อมจะทำหน้าที่เป็น ผบ.ตร.ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนรักตำรวจ สร้างความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมนำจุดแข็งที่มีมาทำงานยอมทำทุกทางเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองไม่ให้ประชาชนผิดหวัง ชีวิตเป็นเด็กบ้านนอกแค่ได้ก้าวสู่ยศ พล.ต.อ.ก็ถือว่าสุดยอดของชีวิต ปฏิเสธว่าไม่ทราบกระแสข่าวข้อตกลงสัญญาใจให้เป็น ผบ.ตร. คนละปีกับ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.
เผยคอนเน็กชั่นแนบแน่น คสช.

สำหรับประวัติ พล.ต.อ.สมยศ นรต.รุ่น 31 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. และเตรียมทหารรุ่น 15 เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นนายตำรวจที่มีคุณสมบัติพิเศษ เป็นมือประสานสิบทิศ เข้าได้กับทุกกลุ่มทุกฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจ เป็นนายตำรวจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจตั้งแต่สมัยเป็น สว. เป็นคนใจนักเลง ถึงลูกถึงคน เสมอต้นเสมอปลายจนทำให้มีความสนิทแนบแน่น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.และอดีตรองนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งในรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไว้วางใจเข้ามารับผิดชอบงานด้านความมั่นคง คดีหมิ่นสถาบัน และคดียิงถล่มระเบิดเอ็ม 79 ช่วงการชุมนุมของ กปปส.จนทำให้มีผลจับกุมขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องการสร้างสถานการณ์รุนแรงทางการเมือง
“บิ๊กอู๋-น้องบิ๊กตู่” ยินดี “บิ๊กอ๊อด”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวถึงมติที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เห็นชอบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร.ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่า ต้องขอแสดงความยินดีด้วย

พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร รุ่น 15 (ตท.15) ขอแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.สมยศ ซึ่งตนเป็นเพื่อนกับ พล.ต.อ.สมยศ และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ทั้งนี้ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีด้วย เพราะรู้จักกันมานาน คนเป็นเพื่อนกันแค่โทร.หากันก็ดีใจแล้ว เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สมยศมีคุณสมบัติเด่นเหมาะสมเป็น ผบ.ตร.อย่างไร พล.ท.ปรีชา กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องการทำงาน แต่เป็นคนใจดี นิสัยดี รอบคอบ และเทิดทูนสถาบันฯ
คอนเฟอร์เรนซ์ถก กก.สรรหา สปช.

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สำนักงาน กกต.นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต.ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของการเปิดรับเสนอชื่อ สปช.พร้อมระบุว่าคสช.มอบหมายให้ทางฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา สปช. จัดประชุมวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ร่วมกับคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด 77 จังหวัด ในวันที่ 21 ส.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อทำความเข้าใจการสรรหา สปช.และดำเนินการไปด้วยความเสมอภาคถูกต้องตามกฎหมายให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด หลังเกิดกระแสข่าวว่าการสรรหาในบางจังหวัดบล็อกโหวต ทั้งนี้ หากพบว่ามีการสรรหาไม่เป็นธรรมก็สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนมาที่สำนักงาน กกต.ได้
สรุปยอด 7 วันจบที่ 999 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช.ตลอดช่วงเช้าวันที่ 7 มีบุคคลที่น่าสนใจ อาทิ มูลนิธิส่งเสริมนโยบายการศึกษา เสนอชื่อนายชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ารับการสรรหาด้านการเมือง ส่วนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เสนอชื่อนายพานิชย์ เจริญเผ่า อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2534 และอดีต ส.ว.ปี 2535 เข้ารับการสรรหาเป็น สปช.ด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด เสนอชื่อ พล.อ.สุภกิจ นุตสถิตย์ ที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย เข้ารับการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน และ พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย ด้านการศึกษา

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต.แถลงสรุปยอดการเปิดรับเสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น สปช.วันที่ 7 ว่า ตลอดทั้งวันมีองค์กรนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรเสนอรายชื่อทั้งสิ้น 254 คน มายื่นที่ กกต.57 คน ส่งไปรษณีย์ 12 คน จังหวัด 185 คน สรุปยอด 7 วันมีทั้งสิ้น 999 คน แบ่งเป็นนิติบุคคล 259 คน จังหวัด 740 คน
สมาคมสื่อฯแบ่งสายกันชงชื่อ

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย นายมานพ ทิพย์โอสถ โฆษกและอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวฯว่า ที่ประชุมมีมติเสนอชื่อนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวฯ และ ดร.สุรศักดิ์ จิรวัสตร์มงคล อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมนักข่าวฯ เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายสื่อมวลชน

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีมติเสนอชื่อนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและนายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือ พิมพ์แห่งชาติเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช. สายสื่อมวลชน
กกต.ส่ง “สมชัย–ธีรวัฒน์” ลุ้น สปช.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม กกต. เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยภายหลังการประชุม นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเสนอนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต. เข้ารับการสรรหาเป็น สปช. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร เข้ารับสรรหาด้านการเมือง ส่วน กกต. 3 คนที่เหลือได้สละสิทธิ์ เนื่องจากมีภารกิจปรับปรุงและพัฒนางานสำนักงาน กกต. ขณะที่นายประวิช รัตนเพียร กกต. ที่เสียสละเพราะกำลังทำงานใหญ่ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการมีส่วนร่วมและปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยให้แก่เยาวชน พร้อมการขยายศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยตำบลจำนวน 7,200 แห่ง ร่วมกับ กศน.
ไม่มีใครยอมใคร–“ประวิช” ต้องถอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กกต. ครั้งนี้ประชุมลับ เมื่อเริ่มประชุม กกต.ทั้ง 3 คน คือ นายประวิช นายธีรวัฒน์ และนายสมชัย แสดงเจตจำนงเข้ารับการเสนอชื่อ ทำให้ที่ประชุมเกิดความเคร่งเครียดและตกลงกันว่าจะใช้วิธีโหวตลงคะแนน นอกจากนี้ที่ประชุมได้ทราบว่าหากนายสมชัยไม่ได้รับการเห็นชอบ นายสมชัยจะให้องค์กรนิติบุคคลอื่นเสนอชื่อตนเอง จึงทำให้นายประวิชตัดสินใจถอนตัว เพราะเกรงว่าหากองค์กรนิติบุคคลอื่นเสนอชื่อนายสมชัย จะทำให้ภาพลักษณ์ กกต. ถูกมองไม่ดีเหมือนกับเกิดความแตกแยกในองค์กร และยังให้เหตุผลว่า กกต.ทั้ง 5 คน อยู่ร่วมกันทำงานมานานถึง 6 เดือนแบบสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ตลอด หากต้องโหวตเลือกคนใดคนหนึ่งออกก็อาจจะส่งผลเสียต่อสายตาบุคคลภายนอกเกี่ยวกับความเป็นเอกภาพของ กกต.ทั้ง 5 คนได้
ป.ป.ช.ส่ง จนท.แจงยื่นบัญชีทรัพย์สิน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีการแสดงรายการทรัพย์สินของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ป.ป.ช.ได้รับการประสานจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ให้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปให้ความรู้ และคำแนะนำเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินแก่ สนช. โดย ป.ป.ช.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจง 3 ช่วงเวลาคือ วันที่ 21-22 ส.ค. วันที่ 28-29 ส.ค. และ 4-5 ก.ย. หาก สนช.คนใดจัดทำบัญชีทรัพย์สินเสร็จแล้ว ก็ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้ทันที เพราะจะครบกำหนด 30 วัน ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินในวันที่ 7 ก.ย. 57 เมื่อ สนช.ยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้ว ป.ป.ช.จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะภายใน 30 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน จะตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สินที่ยื่นมาทั้งหมด หากพบความผิดปกติว่า มีการยื่นเท็จ หรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ ส.ส. -ส.ว. ส่วนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ต้องยื่นแสดงรายการทรัพย์สิน แต่ถ้าเข้ามาเป็น ครม.ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
รอซิก สนช.ไฟเขียวสอย “ปู”

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมบรรจุวาระหารือ เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า สนช.ยังไม่ได้ประสานเรื่องดังกล่าวมาที่ ป.ป.ช. ถ้า สนช.ระบุว่า สามารถพิจารณาเรื่องถอดถอนได้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีรับจำนำข้าวไปให้พิจารณา พร้อมกับดำเนินการไต่สวนเรื่องถอดถอนที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช.ต่อไป เรื่องนี้ ป.ป.ช.ต้องรอฟัง สนช.ว่า จะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปได้หรือไม่ หากมีความชัดเจนว่า สนช.ดำเนินการได้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องไปให้ตามขั้นตอน
กมธ.ยอมถ่ายวงจรปิดงบฯ 58

ที่รัฐสภา พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ได้เป็นตัวแทน คณะกรรมาธิการดังกล่าวหารือกับสื่อมวลชนถึงแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดการประชุม ภายหลังมีกระแสข่าวคณะกรรมาธิการไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเผยแพร่การประชุม โดย พล.ต.กลชัย กล่าวว่า ได้ข้อสรุปว่าจะเปิดให้ช่างภาพเข้าบันทึกภาพก่อนการประชุมในเวลา 10.00 น. ส่วนทีมโฆษกของกรรมาธิการจะทำการแถลงข่าวผลการประชุมทุกวันในเวลา 14.00 น. และจะมีการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านโทรทัศน์วงจรปิดภายในรัฐสภาตลอดเวลาที่มีการประชุม เช่นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านๆมา
พท.ข้องใจงบฯกลางโปร่งใสไม่สุด

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2558 ว่า คณะกรรมาธิการฯควรพิจารณารอบคอบ เพราะตั้งงบไว้สูงมาก ที่สำคัญคืองบราชการลับที่ทหารมีตลอด เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะให้กรรมาธิการงบประมาณดู เพราะปกติแล้วดูไม่ได้ ซักถามไม่ได้ จึงมีความเคลือบแคลงไม่โปร่งใส เงินทุกบาทเป็นเงินภาษีประชาชนเมื่อตรวจสอบไม่ได้ก็เป็นห่วงว่าจะมีการคอร์รัปชันแบบลับๆ ซึ่งการชี้หน้าคนอื่นว่าคอร์รัปชัน คสช.ก็ควรสร้างความเชื่อมั่นว่าไม่มีปัญหาคอร์รัปชันในการพิจารณางบประมาณ สำหรับงบกลางที่มีจำนวนเงินถึง 3.5 แสนล้านบาท หรือ 14% เป็นงบฯที่ทำอะไรก็ได้ เช่น ให้คนไทยร้องเพลงชาติ ร้องรำทำเพลงคืนความสุขให้ประชาชนแล้วทอนเงินคืนกระเป๋าใครก็ไม่รู้ อยากให้คืนเงินส่วนนี้มาแก้ปัญหาของประชาชน เช่น เงินผู้สูงอายุ โครงสร้างพื้นฐานในชนบท และเงินให้เด็กๆ ที่สำนักงานการประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะไม่จำเป็นที่จะทำเรื่องปรองดองต่อไป
“วรงค์” จี้ คสช.รวบแก๊งโกงข้าว

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตรวจสอบการทุจริตข้าวในโครงการรับจำนำข้าวว่า ขอสนับสนุนแนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาลใหม่ ที่เห็นว่าไม่ควรไปยุ่งกับคดีทุจริตเรื่องข้าวโดยเฉพาะคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจีเก๊ เพราะคดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช.และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการ แต่เนื่องจากการทุจริตเรื่องข้าวมีหลายขั้นตอนมาก โดยเฉพาะการทุจริตขั้นตอนกลางน้ำคือช่วงข้าวสารเข้าโกดัง พบว่ารัฐบาลในอดีตพยายามปกปิดข้อมูลปริมาณและคุณภาพข้าวในทำนองปล่อยปละละเลยมาตลอด
ทนายบอก “ปู” สู้คดีไม่มีถอย

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ต่อเนื่องว่า ไม่อยากตอบโต้อะไรมาก เรื่องที่ นพ.วรงค์ พูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง อาจทำเพื่อลดความน่าเชื่อถือรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และชี้นำสังคมให้หลงเชื่อตามคำพูด แต่คิดว่าเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมจะไม่เชื่อคำพูด นพ.วรงค์ จะเชื่อจากพยานหลักฐานมากกว่า วันนี้หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่ นพ.วรงค์พูดไว้ อาทิ การตรวจสอบข้าวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พบว่าข้าวไม่ได้หายหรือเน่าจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้กังวลอะไร คดีความต่างๆ ขอให้ว่าไปตามข้อเท็จจริง เพราะสุจริตใจอยู่แล้ว ขณะนี้สิ่งไหนทำได้ก็ทำ สิ่งไหนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ใช้สิทธิต่อสู้เต็มที่ ส่วนเรื่องความยุติธรรมไม่ขอพูดอะไรมาก เชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการต่อสู้

โหวตข่าวนี้
ชอบ
75.0%
ไม่ชอบ
25.0%
สนุก
0.0%
ประหลาดใจ
0.0%
เสียใจ
0.0%
ให้กำลังใจ
0.0%