วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

‘เทียนฉาย’ปธ.สปช. ตามโผ! ‘บวรศักดิ์-ทัศนา’รอง

เผย‘จุฬาคอนเน็กชั่น’ทั้ง3ที่นั่ง วิชากร้าว7พ.ย.คดี‘ปู’ต้องรู้เรื่อง ครม.ช่วยชาวสวนยางไร่ละ1พัน
สปช.โหวตฉลุยตามโผล็อก คสช. ส่งเครือข่ายจุฬาคอนเน็กชั่นคุมเบ็ดเสร็จ “เทียนฉาย” นอนมานั่งประธาน สปช. “บวรศักดิ์” ลอยลำคว้ารองประธานคนที่ 1 หลัง “หมอพลเดช” หลบฉากไม่ขึ้นสังเวียนสู้ อ้างไม่อยากเห็นภาพขัดแย้ง “ทัศนา” ซิวรองประธานคนที่ 2 ทิ้งขาด “ประชา” ไม่เห็นฝุ่น ปธ.สปช.ป้ายแดงยึดหลักซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตั้งเป้าลดความเหลื่อมล้ำ ศก.-สังคม-การเมือง “บวรศักดิ์” ขีดเส้นไม่เกิน 6 ส.ค.58 ตั้งแท่นชงโมเดลปฏิรูปใส่มือ กมธ.ยกร่าง รธน. “นายกฯตู่” สะกิด สปช.เร่งเดินงานเร็ว ปัด คสช.กดปุ่มเบรกเกมถอดถอน “ขุนค้อน-นิคม” ชี้ช่องตั้ง กมธ.ศึกษา ก.ม.คลายข้อสงสัย ไม่หวั่นไหว “ยิ่งลักษณ์” นัดพบพี่ชาย ด้าน “ปู” ผวาโดนสอยหนีบทนายทัวร์นอก 7 พ.ย. ลุ้นระทึก ป.ป.ช.จ่อหักดิบ อสส.ลุยส่งฟ้อง “ปู” จำนำข้าว ฟันธง สปช.ไม่ต้องโชว์ทรัพย์สิน
ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดประชุมนัดแรกอย่างราบรื่น โดยมีมติเลือกนายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธาน สปช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธาน สปช.คนที่ 1 และนางทัศนา บุญทอง เป็นรองประธาน สปช.คนที่ 2 ตามกระแสข่าวว่ามีใบสั่งจากผู้มีอำนาจใน คสช. ไม่มีรายการพลิกโผ
สปช.คึกคักเฟ้น ปธ.-รอง ปธ.
เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า บรรยากาศที่รัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทยอยเดินทางมายังรัฐสภาตั้งแต่เวลา 07.00 น. เพื่อเข้าร่วมการประชุม สปช.นัดแรก ซึ่ง สปช.บางคนนำพวงมาลัยมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในรัฐสภา บางส่วนจับกลุ่มพูดคุยถึงการเลือกประธานและรองประธาน สปช. ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐสภาเปิดเพลง “สปช.รู้รักสามัคคี” จัดทำโดยนายนิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิก สปช. แต่งเนื้อร้องใหม่จากต้นฉบับเพลง “พรุ่งนี้” ของนายประภาส ชลศรานนท์ และนายจักพัฒน์ เอี่ยมหนุน แต่งทำนอง กระทั่งเวลา 09.30 น.จึงเปิดประชุมมีสมาชิก สปช.ลงชื่อร่วมประชุม 203 คน จาก 250 คน เมื่อเข้าสู่การประชุมนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปช. เชิญนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สปช.อาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธาน จากนั้นนายพารณแจ้งที่ประชุมลุกขึ้นยืนรับทราบพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิก สปช. 250 คน แล้วปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ และเจ้าหน้าที่เปิดวีดิทัศน์ชี้แจงกรอบการทำงานของ สปช.
“ปู่ชัย” ชง “เทียนฉาย” ชื่อเดียวฉลุย
จากนั้นนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. ลุกขึ้นกล่าวว่า จากรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 วรรค 2 ที่ต้องดำเนินการเลือกคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันแรกที่เรียกประชุม ซึ่งหนังสือนัดประชุมลงวันที่ 15 ต.ค.ขัดกับวีดิทัศน์ หากเริ่มต้นขัดรัฐธรรมนูญจะทำให้เป็นปัญหา จึงอยากให้ลงบันทึกว่าการนับระยะเวลามีความสำคัญ จากนั้นนายพารณนำเข้าสู่วาระการประชุมเลือกประธานและรองประธาน สปช. โดยให้สมาชิกเสนอชื่อได้ 1 คนและต้องมีผู้รับรอง โดยนายชัย ชิดชอบ สมาชิก สปช. ด้านการเมือง เสนอชื่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ สมาชิก สปช. เป็นประธาน สปช. ขณะที่นายชาลี เจริญสุข สมาชิก สปช.เสนอชื่อนายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. เป็นประธาน สปช. แต่นายอลงกรณ์ลุกขึ้นยืนขอถอนตัวและกล่าวว่า มีชื่ออยู่ในใจแล้วคือนายเทียนฉาย ทำให้นายเทียนฉายได้เป็นประธาน สปช.โดยไม่มีคู่แข่งขัน
บี้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์
ทั้งนี้ นายสุชาติ นวกวงษ์ สมาชิก สปช. อภิปรายว่าตนเป็นสมาชิกใหม่ อยากรับฟังการแถลงวิสัยทัศน์ของผู้ที่ได้รับตำแหน่งประธานและรองประธาน สปช. เช่นเดียวกันนายชาลี เจริญสุข สมาชิก สปช. กล่าวว่า ขอสนับสนุนแนวคิดการแสดงวิสัยทัศน์ อยากฟังว่าจะนำพา สปช.ไปทิศทางใด ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. แย้งว่า ขณะนี้อยู่ในวาระเลือกประธานและรองประธาน สปช. เมื่อได้ประธานและรองประธาน สปช. ค่อยให้แสดงวิสัยทัศน์ ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สปช.กล่าวว่า ครั้งนี้นำข้อบังคับประชุม สนช. อนุโลมใช้ ซึ่งข้อ 6 วรรค 2 ระบุว่า ให้ผู้ได้รับเลือกจากสมาชิกให้เป็นประธาน ต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม หากไม่ยึดตามต้องขอมติที่ประชุมจะงดเว้นข้อบังคับหรือไม่ ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สนช. กล่าวย้ำให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ไม่เกี่ยวว่าจะเสียเวลาหรือไม่ ใช้เวลาเพียง 4-5 นาทีก็ไม่เป็นไร ซึ่งสมาชิก สปช.หลายคนต่างสนับสนุนนายเสรี
“เทียนฉาย” ชูซื่อสัตย์-สุจริต-โปร่งใส
จากนั้นนายเทียนฉาย แสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกและผู้เสนอชื่อ ผู้รับรอง สนับสนุน ขอให้ความมั่นใจว่าตนพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด งาน สปช.ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ 2 ส่วนคือ ร่างรัฐธรรมนูญและที่เกี่ยวกับข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูป มีประเด็นหลักกำหนดเบื้องต้น 10 ด้านขึ้นไป และด้านอื่นๆ ยังไม่ได้บอกว่าอะไรบ้าง คงต้องปรึกษากัน สำหรับแนวทางทำงาน สปช. ต้องซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส นำพาให้ประชาชนที่ตั้งความหวังไว้ได้รับรู้เข้าใจ สิ่งที่เป็นความหวังของประชาชน โดยเฉพาะการยกร่างรัฐธรรมนูญแม้มีกรรมาธิการ แต่ สปช.จะช่วยให้ความเห็นเป็นขั้นตอน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามกรอบเวลา
ขอประสานพลัง เปิดรับฟังเสียง ปชช.
“การปฏิรูปเป็นที่สนใจของประชาชนต้องหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จเร็วที่สุด ผลการปฏิรูปอาจทอดออกไป แต่กรอบและแนวความคิดการปฏิรูปน่าจะบรรลุความสำเร็จระดับหนึ่ง สิ่งที่สำคัญต้องคิดร่วมกันเรื่องเป้าหมายการปฏิรูปที่อยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะบรรเทาหรือลดภาระความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นระบบเศรษฐกิจ และสังคม ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เป้าหมายการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของประเทศทุกเรื่อง ซึ่ง สปช. ต้องประสานกันมาก ประสานความคิด ประสานพลัง โดยเฉพาะการฟังเสียงประชาชน ทั้งที่ประชาชนนำเสนอ และส่วนที่เราผลักดันให้ประชาชนเสนอความเห็น คือสิ่งที่เป็นอุดมการณ์และเป็นความหวังของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณและเราจะร่วมกันทำงานตั้งแต่บัดนี้ ผมจะทำหน้าที่ประสานงานทั้ง 250 คน และแนวคิดปฏิรูปทั้งหลายของประเทศไทยให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ทุกคนปรารถนา” นายเทียนฉายกล่าว
“บวรศักดิ์” ไร้คู่แข่งซิวรอง ปธ.คนที่ 1
ต่อมานายพารณให้สมาชิก สปช. เสนอชื่อรองประธาน สปช. โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. เสนอชื่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธาน สปช. คนที่ 1 โดยไม่มีคู่แข่งเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า สปช.สายเอ็นจีโอและภาคประชาชนพยายามผลักดันนายพลเดช ปิ่นประทีป มาท้าชิง แต่สุดท้ายกลับไม่มีการเสนอเข้ามา ทำให้นายบวรศักดิ์ได้เป็นรองประธาน สปช. คนที่ 1 ไปแบบลอยลำ จากนั้นนายบวรศักดิ์แสดงวิสัยทัศน์ว่า จะทำหน้าที่ช่วยประธาน สปช. ดำเนินการประชุมและกิจการสภา เพื่อให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นใช้ความรู้ความสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมือง สปช.มีอำนาจหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะการปฏิรูปมากกว่า 11 ด้าน และเสนอไปยัง สนช. ครม. คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสนอไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 6 ส.ค.58 วันนี้การปฏิรูปเป็นวาระของชาติ การประสานงานกับสมาชิก สปช. ต้องเชื่อมโยงกับประชาชนให้เป็นการปฏิรูปของคนทั้ง 67 ล้านคน และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าเราจะเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ทำให้การปฏิรูปที่ประชาชนทั้งประเทศคาดหวังล้มเหลว
“ทัศนา” ลิ่วทิ้งห่าง “ประชา” ไม่เห็นฝุ่น
ลำดับต่อมานายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิก สปช. เสนอชื่อ น.ส.ทัศนา บุญทอง สมาชิก สปช. และอดีตรองประธานวุฒิสภา ปี 51 เป็นรองประธาน สปช. คนที่ 2 และนายนิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิก สปช. เสนอชื่อนายประชา เตรัตน์ สมาชิก สปช. แข่งกับ น.ส.ทัศนา ซึ่ง น.ส.ทัศนาแสดงวิสัยทัศน์ว่า เป้าหมาย สปช. ต้องการปฏิรูปให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีความเท่าเทียมเสมอภาค ต้องสร้างสังคมให้มีศีลธรรม การปฏิรูปให้มีสิ่งเหล่านี้ได้เป็นหน้าที่สมาชิก สปช. ต้องร่วมมือกัน รวมทั้งทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งขอให้ผู้หญิงเป็นตัวแทนทำหน้าที่รองประธาน สปช. เพราะ สปช.มีผู้หญิงเพียง 36 คน ต้องขออนุญาตสมาชิก สปช. ผู้ชายสนับสนุนผู้หญิง ด้านนายประชา แสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปต้องทำอย่างซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม เมื่อ น.ส.ทัศนาและนายประชาแสดงวิสัยทัศน์เสร็จ นายพารณให้สมาชิก สปช. ลงคะแนนลับด้วยการเขียนชื่อบุคคลที่ควรได้เป็นรองประธาน สปช.คนที่ 2 หย่อนลงกล่อง โดย น.ส.ทัศนาชนะนายประชาด้วยคะแนน 151 ต่อ 88 คะแนน ไม่ลงคะแนน 3 ใบ และบัตรเสีย 1 ใบ เมื่อนายพารณประกาศผลลงคะแนนเสร็จ สปช.ต่างปรบมือแสดงความยินดี
คุยต่อตั้งวิปฯ–กมธ.ยกร่าง รธน.
จากนั้นเวลา 13.00 น. นายพารณขอให้ที่ประชุมหารือตั้งคณะกรรมาธิการ 3 คณะคือ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สรรหารายชื่อและตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิกคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน คณะ กมธ.ยกร่างข้อบังคับการประชุม สปช. 19 คน และคณะ กมธ.ประสานงานกิจการ สปช. (วิป สปช.ชั่วคราว) 22 คน แต่ที่ประชุมขอหารือการตีความนับวันเพื่อตั้งคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันนัดประชุม สปช.ครั้งแรก ตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าต้องนับจากวันใด ซึ่งสมาชิกบางส่วนเห็นว่าใช้คำที่แตกต่างกันในมาตรา 31 ที่ระบุว่านับจากวันนัดประชุมครั้งแรก แต่มาตรา 32 ระบุว่านับจากวันเรียกประชุม สปช.ครั้งแรก โดยมีการถกเถียงกันอย่าง กว้างขวาง จนประธานต้องสั่งพักการประชุม 2 ครั้ง ในที่สุดที่ประชุมจึงเห็นตามที่นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาฯ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปช. และนายบวรศักดิ์ เห็นพ้องกันว่าต้องใช้มาตรา 5 ว่าด้วยประเพณีการปกครอง ที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ทำหนังสือเชิญประชุมนัดแรก จึงเป็นวันประชุมนัดแรก ดังนั้นกรอบระยะเวลาตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.-4 พ.ย.
22 ต.ค.เฟ้น กมธ.ยกร่างข้อบังคับ-วิปฯ
ต่อมาที่ประชุมมีมติตั้งคณะ กมธ.ยกร่าง ข้อบังคับการประชุม ประกอบด้วย ตัวแทนจาก สปช.ทั้ง 11 ด้านด้านละ 1 คน และ สปช.กลุ่มจังหวัด 4 กลุ่มกลุ่มละ 4 คน โดยนัดประชุมครั้งแรกวันที่ 22 ต.ค. มีกำหนดเวลายกร่าง 15 วัน พร้อมตั้งวิป สปช.ชั่วคราว 22 คน มีนายเทียนฉายเป็นประธาน รวมทั้งตัวแทนจาก สปช.11 ด้านด้านละ 1 คน และ สปช.กลุ่มจังหวัด 4 กลุ่มกลุ่มละ 4 คน นัดประชุมครั้งแรก วันที่ 22 ต.ค. ส่วนการตั้งคณะ กมธ.สรรหาและตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก สปช.เป็นคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มอบหมายให้วิป สปช.ชั่วคราว รับผิดชอบสรรหาและพิจารณากรอบเวลา 15 วันพร้อมประสานงาน สนช. ครม. และ คสช. เพื่อส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามสัดส่วน กระทั่งเวลา 17.00 น. นายพารณ ในฐานะประธานการประชุม สั่งปิดการประชุม พร้อมเชิญชวนให้สมาชิก สปช. ร่วมเดินทางไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช รวมเวลาประชุม สปช. นัดแรก 7 ชั่วโมงครึ่ง
เผย “จุฬาคอนเน็กชั่น” คุมเบ็ดเสร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่ได้รับตำแหน่งประธานและรองประธาน จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนายเทียนฉาย จบการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะรัฐศาสตร์ นายบวรศักดิ์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) จากคณะนิติศาสตร์ และ น.ส.ทัศนา จบการศึกษาครุศาสตร-บัณฑิต (สุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชชั้นสูง) ตลอดทั้งวันมีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุมทั้งสิ้น 244 คน จากทั้งหมด 250 คน พบว่ามีผู้ส่งจดหมายลาประชุม 4 คน ได้แก่นางจุรี วิจิตรวาทการ นายทองฉัตร หงส์-ลดารมภ์ นายเปรื่อง จันดา และนายเอนก เหล่าธรรม-ทัศน์ ขณะที่นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ และนายมีชัย วีระไวทยะ เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งสองคนปรากฏตัวในห้องประชุม แต่ไม่ได้ลงชื่อเข้าร่วมประชุม
สปช.สาย จว.แพ็กกลุ่มสร้างพลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่สมาชิก สปช.สายจังหวัดเสนอชื่อนายประชา เตรัตน์ สมาชิก สปช.จ.ชลบุรี ชิงตำแหน่งรองประธาน สปช.คนที่ 2 กับ น.ส.ทัศนา บุญทอง สมาชิก สปช. เนื่องจากก่อนหน้านี้นายประชาโทรศัพท์ติดต่อเชิญ สปช.รายจังหวัด มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. มี สปช.มาร่วม 44 คน จาก 77 คน โดยนายประชาเป็นคนต้อนรับ จัดคนมาดูแล ซึ่งมีสมาชิก สปช.คนหนึ่งเสนอขึ้นว่าตำแหน่งรองประธาน สปช. ควรมีสมาชิก สปช.จังหวัดที่ถือเป็นตัวแทนประชาชนมาดำรงตำแหน่ง และเห็นควรให้นายประชาเป็นตัวแทน เพราะผ่านงานสายปกครองมาหลายตำแหน่ง เป็นที่รู้จักของสังคม แต่ได้ประเมินกันว่านายประชาจะไม่ชนะ น.ส.ทัศนา กระทั่งก่อนประชุม สปช. เช้าวันที่ 21 ต.ค. สปช.สายจังหวัดได้หารือกันอีกครั้งที่ห้องรับรองสมาชิกชั้น 1 ซึ่งนายประชาแม้รู้ตัวว่าไม่ชนะ แต่ยืนยันจะขอสู้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สมาชิก สปช. สายจังหวัดจะรวมกลุ่มเพื่อให้มีพลังและแน่นแฟ้นมากขึ้น คาดว่านายดิเรก ถึงฝั่ง สปช.จ.นนทบุรี จะเป็นแกนนำ
“พลเดช” รับเอ็นจีโอถอนชื่อชวดชิง
ด้าน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิก สปช. ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ สปช.สายเอ็นจีโอไม่ได้เสนอชื่อตนแข่งขันเป็นรองประธาน สปช.คนที่ 1 เพราะมีการปรึกษาหารือกัน และผู้ที่จะเสนอชื่ออาจเปลี่ยนใจ ไม่อยากให้ สปช.มีภาพความขัดแย้งเกิดขึ้นและต้องการให้ภาพที่ออกมาเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องดีแล้วที่นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ได้ตำแหน่งประธาน สปช. ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ น.ส.ทัศนา บุญทอง ได้ตำแหน่งรองประธาน สปช. คนที่ 1 และ 2 เนื่องจากทั้ง 3 คน มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง ขณะที่ตนไปนั่งตำแหน่งนั้นอาจทำหน้าที่ได้ไม่ดี และอยากทำงานจากด้านล่างมากกว่า เพราะงานด้านการปฏิรูปเป็นงานถนัด
วิป สนช.เปิดรับสรรหา กมธ.ยกร่างฯ
ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะ-กรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมวิป สนช.ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการสรรหา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของ สนช. 5 คน ที่ประชุมมอบให้ฝ่ายเลขานุการแจ้งสมาชิก สนช.ที่ต้องการเป็น กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้ยื่นความจำนงก่อนวันที่ 28 ต.ค. จากนั้นวิป สนช. จะนำรายชื่อทั้งหมดเพื่อเข้าหารือในที่ประชุมวิปฯ หากสมาชิกแจ้งความจำนงเกิน 5 คน วิปฯจะคัดเลือกให้เหลือ 5 คน แล้วจะเสนอรายชื่อดังกล่าวต่อที่ประชุม สนช.วันที่ 30 ต.ค. เพื่อลงมติคัดเลือก แต่หากสมาชิก สนช.ต้องการเสนอชื่อใครเพิ่มเติมในที่ประชุมจะไม่ตัดสิทธิการเสนอชื่อ ซึ่งจะได้ชื่อสมาชิกที่เป็นตัวแทนไปเป็น กมธ.ยกร่างฯแน่นอน
ทยอยรับเอกสารสอย “ขุนค้อน—นิคม”
นพ.เจตน์กล่าวว่า ที่ประชุมวิป สนช.ได้พิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา โดยมีมติให้แจกสำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ให้ สนช.ทุกคน เป็นเอกสารลับจำนวน 3 ชุด ให้สมาชิกพิจารณาสำนวนประกอบการตัดสินใจก่อนจะมีการพิจารณาในที่ประชุม สนช.อีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี สนช.ทยอยมาขอเอกสารการไต่สวนกรณีดังกล่าว โดยเอกสารทั้ง 2 สำนวนมีกว่า 10,000 หน้า ทำให้สมาชิกหลายคนบ่นอุบว่าเอกสารมีมาก แต่เชื่อว่าแต่ละคนมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ซึ่งการลงมติถอดถอนต้องใช้คะแนน 3 ใน 5 หรือประมาณ 132 เสียง จึงเป็นเรื่องที่ยากและหลายคนอาจงดออกเสียง
นายกฯอวย “เทียนฉาย” เก่ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงที่นายเทียนฉาย กีระนันท์ ได้รับเลือกเป็นประธาน สปช. ว่า นายเทียนฉายเก่งกว่าตนเยอะ ความจริงทุกคนมีคุณสมบัติและมีพื้นฐานดีใครก็เป็นได้ เพียงแต่ที่ประชุมเลือกใครเท่านั้นเอง ในเมื่อที่ประชุมเลือกก็เป็นไปตามนั้น เราไม่ได้ไปก้าวล่วง เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายเทียนฉายเคยแสดงความเป็นห่วงกรอบเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า นายเทียนฉายห่วง พวกเราไม่ห่วงเลยมั้ง แล้วแต่ก็ทำให้เร็วๆแค่นั้น ตามโรดแม็ปมีขั้นตอนและกรอบเวลาชัดเจน ต้องทำให้ได้ ถ้ายาวไปจะเกินเวลา รัฐบาลไปบังคับอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ส่วนตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตอนนี้มีอยู่ในใจแล้ว แต่ยังไม่มีการเลือก สำหรับรายชื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของรัฐบาลกำลังหารือกันอยู่
ปัดพุ่งเป้าถอดถอน “ยิ่งลักษณ์”
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าว คสช.สั่งสนช.สายทหารเกี่ยวกับการดำเนินการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาและนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภาออกจากตำแหน่งว่า ไม่เคยมีการล็อบบี้หรือสั่งการใดๆ เป็นเรื่องกฎหมายทำได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าทำไม่ได้ตอนนี้หรือยังมีความขัดแย้งอยู่ต้องไปตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา จะไปบอกว่าทำอย่างนี้หรือไม่ทำอย่างนี้ มันมีปัญหาทั้งคู่ เมื่อยังไม่แน่ใจและยังไม่มั่นใจ ต้องไปศึกษามาให้ได้ว่าจะเอาอย่างไร ไม่ใช่ว่าจะไปยกโทษหรือไม่ยกโทษให้ใคร ถ้าผิดต้องว่ากันไปตามผิด แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องไปดูกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ เมื่อถามว่าการถอดถอนไม่ได้เป็นการปูพื้นฐานและเพ่งเล็งไปที่การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯใช่หรือไม่ในคดีรับจำนำข้าว พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมไม่ได้ไปเพ่งเล็งใครสักคน จะไปเล็งทำไม ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด คนผิดก็เยอะแยะไป”
ไม่หวั่นไหว “ปู” นัดพบพี่ชาย
เมื่อถามถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มีการขออนุญาตแล้ว จัดทำรายละเอียดผ่านขึ้นมาถึงหัวหน้า คสช.เสนอมาว่าเดือนนี้มีใครบ้าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทราบเรื่องทั้งหมด มีการแจ้งรายละเอียดทั้งหมดว่าไปประเทศใดบ้าง การเดินทางครั้งนี้มีไปประเทศอินเดียและประเทศแถบอาเซียน เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่อินเดีย พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า “เจอแล้วเป็นอะไรล่ะ ผมจะไปหวั่นไหวเรื่องอะไร ผมจะไปหวั่นไหวทำไม แล้วที่มีข่าวว่ามีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปด้วยหลายคนไม่ได้มีปัญหา จะเป็นปัญหาอะไรไปกันในฐานะประชาชน ไปเจอกันก็ไปเจอกัน ถ้ามันผิดก็เจอกันไม่ได้ อีกข้างวันนี้ยังไม่มีความผิดก็ไปได้ไปเลย จะให้ผมหวั่นไหวเรื่องอะไร จะให้หวั่นไหวไปทุกเรื่องทำไม ไม่หวั่นไหวหรอก” เมื่อถามอีกว่า ไม่กลัวหรือว่าจะมีการวางแผนเคลื่อนไหวอีก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าจะวางแผนกันวันนี้เขาวางแผนกันตรงนี้ก็ได้ เมื่อถามต่อว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากงานศพของ พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เหรอ”
ขู่ใครป่วนบ้านเมืองระวังอันตราย
ต่อข้อถามว่า แสดงว่านายกฯไม่ห่วงอะไรเลยในตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ใช่ว่าจะไม่ห่วงสถานการณ์อะไร ก็ห่วง แต่เราเตรียมมาตรการให้พร้อม ไม่ใช่จะใช้อำนาจใช้กฎหมาย หรือวิธีการที่ไม่เท่าเทียมสร้างปัญหา เพื่อจะไม่ห่วง เท่าที่รับทราบวันนี้คือประชาชนอยู่กับเรา เห็นชอบกับรัฐบาล เห็นว่ารัฐบาลแก้ปัญหาจริงจังทุกมิติและทุกระบบ คนเหล่านี้ก็ดูแลเราอยู่ เรื่องคลื่นใต้น้ำยังมีอยู่ ถ้าจะถามว่าแรงหรือไม่ บอกว่ามันคงแรงอยู่เพียงใต้น้ำขอให้อยู่ใต้น้ำ อย่าขึ้นมาบนน้ำก็แล้วกัน ตนไม่ได้กดให้อยู่ใต้น้ำ แต่ใช้วิธีทำความดี ทำความเข้าใจต่อประชาชน ตั้งใจมั่นแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้จะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้ ถ้าใครออกมาเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง จะเป็นอันตรายกับตัวเขาเอง จะมีคนทั่วโลกไม่ยอมรับมากกว่าตนและ คสช.เสียอีก ที่ตนเดินทางเข้าร่วมประชุมในระดับผู้นำเอเชีย-ยุโรปกว่า 50 ประเทศ ไม่ได้ติติงประเทศไทยเลยแม้แต่คำเดียว
ยังไม่วางใจลงพื้นที่ ตจว.
เมื่อถามว่า นายกฯมั่นใจหรือไม่ว่าจากนี้ไปไม่ว่าประเทศใดเชิญไปเยือนหรือร่วมประชุมก็พร้อมที่จะไป พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า คงต้องดูก่อนว่าบ้านเมืองเราเป็นอย่างไร ถ้าบ้านเมืองสงบสุข สันติไปได้ แต่ถ้าไม่เกิดประโยชน์ เป็นแค่การไปเที่ยวก็ไม่ไป ที่ผ่านมาไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ประชุมทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันดึก จากนั้นก็นอนทันทีเพราะหมดแรง ส่วนกำหนดการไปเยือนต่างประเทศ ในวันที่ 30-31 ต.ค.จะไปเยือนกัมพูชา จากนั้นกลาง เดือน พ.ย. จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อถามว่า วันนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินสถานการณ์การลงพื้นที่ของนายกฯเสร็จหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กำลังดูอยู่ แต่ยังไม่เรียบร้อย เมื่อถามถึงกรณี รมว.กลาโหมของมาเลเซียเตือนให้เตรียมรับมือกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เรื่องนี้เราระมัดระวังอยู่แล้วในทุกๆกลุ่ม สามารถดำเนินการได้เป็นอย่างดี
งดตั้งโพลเดียมเลี่ยงฉะนักข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ในครั้งนี้ของนายกฯ ไม่มีการตั้งโพลเดียมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า นายกฯไม่ต้องการยืนให้สัมภาษณ์โดยใช้ระยะเวลายาวนาน เนื่องจากจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด หรือหลุดคำพูดจนมีการหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นอีก รวมถึงมีโอกาสปะทะคารมกับผู้สื่อข่าวทำให้เสียภาพลักษณ์ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการชี้แจงว่า ไม่มีคำสั่งจากนายกฯให้มีการตั้งโพลเดียม
คสช.-ครม.คัด กมธ.ร่าง รธน.4 พ.ย.
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯและหัวหน้า คสช.กำหนดประชุมร่วมระหว่าง ครม.กับ คสช.ครั้งที่ 2 ในวันที่ 4 พ.ย. เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะไปเป็น กมธ.ยกร่างรัฐ-ธรรมนูญในสัดส่วนของ คสช. 5 คน รวมประธานคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอีก 1 คน เป็น 6 คนและโควตา ครม.อีก 5 คน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า การประชุมร่วม ครม. และ คสช.วันนั้น ตรงกับวันสุดท้ายการเสนอชื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้กับประธาน สปช. โดยจะมาดูว่า คสช.และ ครม.ส่งใครจะได้ไม่ซ้ำกัน วันนั้นจะได้ข้อยุติรวมถึงตัวประธานด้วย
ป.ป.ช.โชว์ผลงานครบรอบ 8 ปี
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี มีการแถลงข่าวผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ครบรอบ 8 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.49-6 ต.ค.57 โดยมีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 ร่วมแถลง โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษก ป.ป.ช. กล่าวว่า ณ วันที่ 6 ต.ค.57 มีคดีความที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. 11,578 เรื่อง เพราะ ป.ป.ช.ชุดเก่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ถึง 2 ปี มีคดีรับใหม่ 22,590 เรื่อง ดังนั้นช่วงระยะ 8 ปีที่ผ่านมา มีคดีทั้งสิ้น 34,528 เรื่อง ดำเนินการเสร็จแล้ว 25,012 เรื่อง สรุปแล้วสามารถทำได้เฉลี่ยปีละ 3,000 เรื่อง คงเหลือกว่า 9,516 เรื่อง แบ่งเป็นอยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริง 7,665 เรื่อง และอยู่ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริง 1,851 เรื่อง
แฉ อปท.แชมป์ทุจริตมากสุด
นายวิชากล่าวว่า พบว่าการทุจริตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50 ของเรื่องทุจริต อันดับ 2 กระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน อันดับ 3 กรมที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อันดับ 4 คือ กระทรวงศึกษาธิการ และ 5 กระทรวงเกษตรฯ เรื่องที่พบมีการร้องเรียนมากสุดคือ คดีจัดซื้อจัดจ้างและการเสนอราคาต่อภาครัฐ และ ป.ป.ช.ชุดนี้นำคดีขึ้นศาล ฎีกามากที่สุด รวม 63 คดี ส่วนใหญ่อัยการฟ้องแทน ที่ผ่านมามีการฟ้องเอง 15 คดี เราไม่ได้งอมืองอเท้า หากอัยการไม่ฟ้องเราก็สามารถฟ้องเองได้
รับทำงานอืดถูกมอง 2 มาตรฐาน
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปี เรามีอุปสรรคในการดำเนินงาน 2 เรื่อง คือ 1.ความล่าช้าแต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามแก้ไขโดยถ่ายโอนงานไปให้ ป.ป.ช.จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น 2.ความยุติธรรม ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ยืนยันว่าเรายึดหลักกฎหมายและหลักฐานเป็นหลัก คดีที่มีหลักฐาน ผิดกฎหมายชัดเจนก็ดำเนินการได้เร็วทุกเรื่องไม่มีการเลือกปฏิบัติ

นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า มีคนกล่าวหาว่าเรามีใบสั่ง หรือมีคนร้องขอนั้น ยอมรับว่ามีจริง แต่เราไม่ช่วย เรามีจุดยืนที่มั่นคง ทำให้เรายืนอยู่ได้ถึง 8 ปี ดีใจที่ไม่เคยมีเรื่องกล่าวหา ป.ป.ช.รับสินบน หรือทุจริต ยอมรับว่าทำงานมันช้าจริง เพราะไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกให้เขี้ยวเล็บแก่ ป.ป.ช. งานเราท่วมหัว แต่มีงบประมาณและอัตรากำลังคนจำกัด
มติเอกฉันท์ สปช.ไม่ต้องยื่นทรัพย์สิน
นายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษก ป.ป.ช.แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน มีมติเอกฉันท์ให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เพราะเห็นว่าสปช.เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการ ใช้ความรู้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป ทำงานเพื่อบ้านเมืองให้มีผลดียิ่งขึ้น และเห็นว่าไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ใดๆ
ระทึก 7 พ.ย.ลุยส่งฟ้อง “ปู” คดีจำนำข้าว
นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. แถลงถึงความคืบหน้าการประชุมร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) ในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า หลังจากคณะทำงานร่วมป.ป.ช.กับ อสส.ประชุมร่วมกันมา 2 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ และยังมีการผ่อนปรนระยะเวลาเนิ่นนานเข้าเดือนที่ 3 ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน นับจากตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมา ดังนั้นการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 7 พ.ย. หากไม่ได้ข้อยุติ ป.ป.ช.จะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เช่นนั้นจะค้างคาอยู่อย่างนี้ตลอดไป ฉะนั้นวันที่ 7 พ.ย. ป.ป.ช.จะแจ้งผลการประชุมให้ทราบอย่างชัดเจน จึงโปรดติดตามด้วยใจระทึก ส่วน ป.ป.ช.จะยื่นฟ้องเองหรือไม่ ยังไม่พูดถึงขั้นนั้น หากตกลงกันได้ว่า อสส.จะฟ้องเองคือจบ แต่ ป.ป.ช.เองอยากให้คดีไปสู่ศาลโดยเร็วเพื่อให้ศาลพิจารณา ความจริงไม่อยากฟ้องเอง อยากให้ อสส.ดำเนินการให้ เนื่องจาก ป.ป.ช.มีคดีความที่ต้องไต่สวนอีกมาก
คดี “บุญทรง” ใกล้งวดเข้ามาแล้ว
นายวิชากล่าวว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน อาจครบ ถ้วนแล้ว ขาดเพียงการไต่สวนสอบพยานบุคคลอีก 2-3 ปาก โดยขอให้ถ้อยคำเพิ่มเติมของผู้สอบบัญชีของบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด และผู้ถูกกล่าวหาบางรายเข้าชี้แจงเพิ่มเติม และคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 111 คน ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ป.ป.ช.ดำเนินการมา การดำเนินการใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ส่วนคำร้องคดีทุจริตในโครงการระบายข้าวของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ อยู่ระหว่างเร่งรัดคดีให้เสร็จโดยเร็ว
ยกคำร้องสอยคดีโต้ง-ปูชดเชยสวนยาง
นายวิชากล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีมติยกคำร้องกรณีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร้องให้ถอดถอนและดำเนินคดีอาญานายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ. การออมแห่งชาติ และคำร้องกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จ่ายเงินที่เกี่ยวกับเรื่องการชดเชยให้กับเกษตรกรผู้ทำสวนยางพารามิชอบ เนื่องจากเห็นว่าไม่เข้าเหตุแห่งการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
“ปู” ควงทนายไปนอกห่วงคดีข้าว
สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯที่พาบุตรชายไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้นำทีมทนายความส่วนตัวไปด้วย เช่น นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยและที่ปรึกษาทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คาดจะหารือถึงคดีโครงการจำนำข้าวที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด รวมทั้งประเด็นการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่อาจเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางมาพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณไปยังประเทศอินเดีย เพื่อทำบุญระหว่างวันที่ 24-26 ต.ค. จะมีอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเดินทางไปร่วมด้วยในวันที่ 25 ต.ค.
พท.ยุ คสช.โละทิ้ง ป.ป.ช.
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 8 ปีของ ป.ป.ช. อยากถามว่าความสำเร็จคืออะไร คดีโรงพักทดแทนสุดอื้อฉาวเป็นอย่างไร ไหนจะเรื่อง 92 ศพ ป.ป.ช.จัดการอะไรกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ บ้าง เรื่องประกันราคาข้าวเสียหายไปหลายหมื่นล้านบาท คดี ปรส. 6 แสนกว่าล้านบาท ป.ป.ช.ทำอะไรอยู่ วันนี้เอาแต่พูดเรื่องจำนำข้าว คดีจำนำข้าวจ้องจะเด็ดแต่หัว จะเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯให้ได้ ทั้งที่ยังไม่มีการชี้มูลผู้ปฏิบัติเลย นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.กำลังทำหน้าที่โดยทุจริต เอาหน้าที่การงานไปทำลายฝั่งตรงข้าม อยากให้ ป.ป.ช.ปฏิรูปตัวเองเสียใหม่ หรือให้ คสช.ยุบทิ้งไปได้แล้ว เพราะเป็นตัวสร้างความขัดแย้งให้ประเทศ
“บิ๊กตู่” รับปากช่วยผู้พิการ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม ครม.ตามปกติ ก่อนเข้าห้องประชุม นายพัฒน์ธนชัย สระกวี ประธานชมรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตาบอดแห่งประเทศไทย มารอพบและมอบเข็มที่ระลึกเพื่อรณรงค์ให้ความสำคัญกับ “อายอุปกรณ์” หรือไม้เท้าขาว ซึ่งเป็นเครื่องมือนำทางผู้พิการทางสายตา เนื่องในวันไม้เท้าขาวสากลประจำปี 2557 ที่บริเวณทางเชื่อมตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรี โดย พล.อ.ประยุทธ์รับปากกับตัวแทนชมรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตาบอดที่จะพิจารณาเร่งจัดสร้างทางขึ้นลง และเส้นทางให้กับผู้พิการตามคำร้องขอด้วย
ยิ้มบอกชาวนาพอใจได้ไร่ละพัน
ต่อมาเวลา 13.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมหารือถึงนโยบายที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร หลังจากเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) เพื่อนำไปสู่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศพม่า และเอเปก นอกจากนี้ยังหารือถึงมาตรการช่วยเหลือชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร ลูกจ้าง ชาวนา เพิ่งเข้ามาขอบคุณที่ออกมาตรการช่วยเหลือต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15,000 บาท แม้จำนวนน้อยชาวนาก็ยินดี พอใจที่มีเงินใช้จ่ายได้บ้าง ทั้งหมดไม่ใช่การแทรกแซงราคา
คลอดมาตรการช่วยชาวสวนยาง
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหายางพารา ตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เสนอ ประกอบด้วย 1.จ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ รวมเป็นเงิน 8,500 ล้านบาท จะตรวจสอบบัญชีรายชื่อชาวสวน ยาง ก่อนเริ่มจ่ายเงินให้ชาวสวนยางภายในเดือน พ.ย. 2.ใช้วงเงินอนุพันธ์กันชนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 20,000 ล้านบาทให้กับองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ไปรับซื้อ ยางจากในตลาดและจากสหกรณ์เข้าเก็บในสต๊อกไว้ขาย 3.ใช้วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาทจาก ธ.ก.ส.ให้สหกรณ์ชาวสวนยางไปซื้อยางแผ่นมาอัดเป็นก้อนขายให้ อ.ส.ย. 4.ให้วงเงินสินเชื่อกับผู้ประกอบการธุรกิจน้ำยางข้นจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไปรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรมาทำน้ำยางข้น และ 5.ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ 100,000 บาท กับชาวสวนยางรายย่อยที่มีสวนยางไม่เกิน 15 ไร่ โดยชาวสวนยางสามารถไปกู้เงินกับ ธ.ก.ส.ที่เตรียมวงเงินไว้ให้จำนวน 10,000 ล้านบาท
วางคิวยาวเดินสายทัวร์นอก
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 30-31 ต.ค. นายกฯ และหัวหน้า คสช.จะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา ตามคำเชิญสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา และจะหารือความร่วมมือการเปิดด่านการค้าขายชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ ความร่วมมือแหล่งพลังงานทางทะเล วันที่ 10-11 พ.ย.จะไปร่วมประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 22 ที่ประเทศจีน และวันที่ 12-13 พ.ย.จะไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมียน–มาร์ ที่มีแนวโน้มบินตรงจากจีนไปเมียนมาร์เลย และยังวางกำหนดเยือนจีนและญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการต่อไปตามคำเชิญ รวมถึงกำลังจัดตารางเดินทางเยือนประเทศอื่นๆ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม ลาว สิงคโปร์
นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า นายกฯจะเดินทางเยือนประมาเลเซียในเดือน ธ.ค. เพื่อเข้าหารือ นายนาจิบ ราซัค นายกฯมาเลเซีย คงจะพูดคุยเพิ่ม เติมกลไกการสร้างสันติสุข ที่ไม่ใช่แค่พูดคุยกับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แต่ยังรวมความร่วมมือการพัฒนาพื้นที่และยังคงให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย
สั่งจัดระเบียบสังคมซ้ำอีกรอบ
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายก– รัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า นายกฯปรารภกรณีกระทรวง ทบวง กรม ที่เสนอผลักดันกฎหมายต่างๆเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ขอให้ ความสำคัญอย่าจัดเด็กไปชี้แจงโดยเด็ดขาด ขอให้ส่งผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องดีไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2558-2562 ตามที่ สมช.เสนอ โดยนายกฯกำชับให้นำหลักการดังกล่าวไปใช้ในทุกเขตพื้นที่ที่ไทยติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในทางบก จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเขตแดน นายกฯยังปรารภถึงการจัดระเบียบพื้นที่ ทั้งรถตู้ มอเตอร์ไซค์ ชายหาด ว่าเบื้องต้นการจัดระเบียบลงตัวและดีแล้ว แต่พอระยะเวลาผ่านไปก็เริ่มกลับไปไม่มีระเบียบอีก ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปดำเนินการจัดระเบียบใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยให้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ ต้องหามาตรการช่วยเหลือด้วย
เพิ่ม สมช.ร่วมวงจัดงบฯ ปี 59
นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผอ.สำนักงบประมาณ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 โดยให้เพิ่มสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วมกำหนดยุทธ– ศาสตร์การจัดทำงบประมาณด้วย เพื่อให้เป็นไปตามแผนบูรณาการงบประมาณทั้ง 18 แผนงาน ต่างจากเดิมที่รัฐบาลให้สำนักงบประมาณ จัดทำยุทธศาสตร์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนโยบายรัฐบาลเป็นแนวทาง นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบภาระผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ 1,587 โครงการใช้ งบฯปี 58 วงเงิน 31,174 ล้านบาทและมีวงเงินภาระผูกพัน 193,261 ล้านบาท
ตั้ง 5 ตัวแทน ครม.นั่งวิป สนช.
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แล้ว โดยมีสัดส่วนของ สนช. 17 คน และสัดส่วนของรัฐบาล 5 คน ซึ่งประกอบด้วยตนเป็นประธาน นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ รองเลขาธิการนายกฯ นางโฉมศรี อารยะศิริ อดีตรองเลขาธิการนายกฯ นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ที่ปรึกษานายก– รัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ พล.ท.เยาวดนัย ภู่เจริญยศ เลขานุการคณะกรรมการกลั่นกรองงาน ด้านกฎหมาย คสช.และนางฐะปาณีย์ อาจารวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ โดยจะนัดประชุมครั้งแรก วันที่ 27 ต.ค.
ศาลยืนจำคุก 1 ปี “สมชาย ไพบูลย์”
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำ พิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายสมชาย ไพบูลย์ แนวร่วม นปช. เป็นจำเลย โดยโจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย. 53 จำเลยกับพวกตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ร่วมชุมนุมและมั่วสุม ที่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ เวทีราชประสงค์ ใช้กำลังทำร้ายทหารและตำรวจ มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด เป็นเหตุให้ทหาร ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสีย ชีวิตเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหาย เหตุเกิดระหว่างที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำเลยให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายสมชายจำเลย 1 ปี ไม่รอลงโทษ จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษตามที่ศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี ไม่รอการลงโทษ ภายหลังนายสมชายให้ทนายความยื่นหลักทรัพย์ 1 แสนขอปล่อยชั่วคราวต่อไป ศาลเห็นสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักรจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากศาล