วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สปช.ขวางคนนอก


กมธ.ยกร่างฯ ฮุบหมด20ที่ แห่ขอชักรูปทักษิณกับปูที่กําแพงจีน
สปช.ดาหน้าสกัดคนนอกเบียดโควตานั่งชุดยกร่าง รธน. “รสนา” ยืนจังก้าขวาง “ไพบูลย์” หัวชนฝายังไงก็ไม่คายเก้าอี้ “ดิเรก” เมินแต่ขอ 36 อรหันต์ห้ามใช้อคติร่างกติกา “คำนูณ” ชี้ตั้งที่ปรึกษา สปช.ค่าตอบแทนก๊วนอกหัก “นิพิฏฐ์” ซัดแค่ผลัดกันเกาหลัง “ทักษิณ” พา “ปู-ไปก์” ชมกำแพงเมืองจีน วางคิวทัวร์กวางโจวต่อ อดีต ส.ส. เพื่อไทยครวญถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง “บิ๊กต๊อก” ชงชื่อ อธิบดีดีเอสไอคนใหม่เข้า ครม. “บิ๊กตู่” สั่ง 20 กระทรวงส่งคนนั่งศูนย์ร้องทุกข์ “ไก่อู” ฟุ้งแก้ปัญหาแล้ว 87.66% แต่เช็กเรตติ้ง คสช.ล่าสุดเดือน ต.ค.คะแนนหล่น “บิ๊กต๊อก” ส่ง ป.ป.ช.-ป.ป.ท.สอบสวมสิทธิชาวนารับเงิน
หลังจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลายกลุ่ม พากันออกมาคัดค้านตีกันโควตากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้ให้เฉพาะคนในนั้น ล่าสุดมีการนัดประชุมนอกรอบก่อนนำเข้าที่ประชุมใหญ่ สปช. ตัดสินชี้ขาดวันที่ 27 ต.ค.
วิป สปช.รับมติตัดโควตาคนนอก
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน ในฐานะเลขานุการวิป สปช.ชั่วคราว ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนการประชุม สปช.วันที่ 27 ต.ค. สปช.แต่ละกลุ่มจะประชุมนอกรอบเพื่อพิจารณาข้อเสนอของวิป สปช.ชั่วคราว ตามแนวทางให้คัดเลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วน สปช.รวม 20 คน โดยแบ่งเป็นคนใน สปช. 15 คน และบุคคลภายนอก 5 คน และในที่ประชุม สปช.จะเปิดโอกาสให้สมาชิก สปช.แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ก่อนลงมติ และช่วงบ่าย สปช.แต่ละด้านจะแยกกันไปประชุมเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมเป็นตัวแทนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นนำเข้าที่ประชุม สปช.อีกครั้งวันที่ 28 ต.ค. เพื่อให้ความเห็นชอบ ส่วนการคัดค้านโควตาคนนอกของสมาชิก สปช.บางส่วนนั้น ถ้า สปช.ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับและว่าอย่างไร วิป สปช.ชั่วคราวก็พร้อมปฏิบัติตาม
“ดิเรก” ขอ 36 อรหันต์ห้ามมีอคติ
นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช.นนทบุรี กล่าวว่า ขอเสนอว่าระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญควรจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็น และนำมาใช้เป็นแนวทางการร่าง บุคคลที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คนต้องมีความเป็นกลาง ไม่ใช่ใช้อคติเพราะจะทำให้รัฐธรรมนูญมีปัญหา และควรยึดหลักการร่างรัฐธรรมนูญเป็นกลางที่สุด ไม่หนักไปทางหนึ่งทางใดหรือซ้ายจัดขวาจัด ส่วนเรื่องโควตาคนนอกตนยัง ยืนยันว่าเห็นด้วยหากเป็นตัวแทนจากพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้ลดแรงกดดันได้ แต่ตนได้ปฏิเสธไม่ขอเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เนื่องจากยังต้องการทำงานด้านการเมือง แก้ปัญหาการเมืองความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจต่อไป
ด้านศึกษาดันผู้หญิงเป็นตัวแทน
นายอมรวิชช์ นาครทรรพ สปช.ด้านการศึกษา กล่าวว่า การหาตัวแทน สปช.ด้านการศึกษาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในด้านการศึกษามีผู้หญิงจำนวนมาก จึงมองว่าผู้หญิงเหมาะสมเพราะละเอียดอ่อนในด้านเด็กและเยาวชน น่าจะผลักดันกฎหมายได้ดี รวมทั้งนโยบายเร่งด่วนเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชน ส่วนเรื่องโควตาคนนอกนั้น ตนเห็นว่าควรคัดเลือกจากบุคคลใน สปช.ก่อน
“รสนา” จังก้าขวางคนนอกนั่งยกร่าง
น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวถึงกรณีที่มี สปช.คัดค้านโควตาคนนอก 5 คนในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสัดส่วนของ สปช. ว่า ส่วนตัวต้องการโควตาเป็นคนภายใน สปช.อย่างเดียว เพราะหากให้สัดส่วนคนนอก สปช.เข้ามา ไม่รู้ว่าจะมีวิธีการคัดเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับการทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่อยู่กับที่ประชุม สปช.ว่าจะให้มีสัดส่วนอย่างไร การประชุมวันที่ 27 ต.ค.จะได้แนวทางที่ชัดเจน และคิดว่าน่าจะมีสัดส่วนผู้หญิงไปนั่งเป็นกรรมาธิการยกร่างฯด้วย เพื่อความสมดุลในการออกกติกาให้ครอบคลุม แต่ต้องดูแนวทางที่ประชุม เพราะแต่ละสายมีคนสนใจเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
“ไพบูลย์” หัวชนฝาลั่นค้านเต็มที่
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช.ด้านการเมือง กล่าวว่า ส่วนตัวยืนยันไม่เห็นด้วยกับโควตาคนนอก เพราะไม่อยากให้ สปช.ที่ตั้งใจเข้ามาทำงานถูกตัดสิทธิ ควรให้โอกาสสมาชิก สปช.ก่อน แต่หากการแสดงความจำนงเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.ไม่ถึง 20 คน ค่อยเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาทำหน้าที่ก็ยังไม่สาย ซึ่งการประชุม สปช.วันที่ 27 ต.ค. ตนจะอภิปรายคัดค้านไม่เห็นด้วยและจะขอความเห็นจากสมาชิกในการโหวต
“ตวง” ผิดคิวร่วมวงแจมเวที สปช.
นายตวง อันทะไชย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ไม่ควรมีสัดส่วนคนนอกเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะ สปช.ที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความสามารถ คนนอกที่เข้ามาไม่ได้ รับผิดชอบกับผลที่ออกมา คนที่รับผิดชอบคือ สปช. จึงขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม สปช.
“สิงห์ชัย” สอนเปิดใจรับฟังคนอื่น
ด้านนายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าหากมีคนนอกไปร่วมเป็น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยก็ดี จะได้เห็นความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น เพราะ สปช. 250 คนที่มีอยู่ส่วนใหญ่อยู่ฝ่ายเดียวกัน ไม่มีกลุ่มตรงข้ามเลย การเอาฝ่ายตรงข้ามมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้ เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่พวกเดียวกันมา ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนการเอาคนที่สมัคร สปช.กว่า 7,000 คน ไปทำงานกับ สปช. คิดว่าคงไม่จำเป็น น่าจะให้พวกเขาเหล่านี้ไปร่วมงานในกรรมาธิการฯจะดีกว่า
จ่อวางตัวกรรมาธิการฯลงล็อก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สปช.จะไม่เอาคนนอกมาร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ โดยโควตา 20 ที่นั่ง เบื้องต้นจะให้ สปช.ทั้ง 11 ด้านเสนอชื่อตัวแทนด้านละ 1 คน ส่วน สปช.จังหวัดจะแบ่งเป็น 4 ภาค ให้แต่ละภาคเสนอตัวแทนภาคละ 1 คน รวมเป็น 15 คน ที่เหลืออีก 5 ที่ จะเปิดให้ สปช.ที่แสดงความประสงค์แข่งขันกันเอง ล่าสุด เวลา 17.00 น.วันที่ 26 ต.ค. นายประชา เตรัตน์ สมาชิก สปช.ชลบุรี นัดหมายสมาชิก สปช.กลุ่มจังหวัด หารือที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า นายประชาจะเป็นกรรมาธิการฯในสัดส่วนภาคกลางและภาคตะวันออก เนื่องจากนายดิเรก ถึงฝั่ง ประกาศไม่เป็นแล้ว ส่วนกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีนายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นตัวเก็ง ด้านการปกครองท้องถิ่น มีชื่อนายจรัส สุวรรณมาลา และนายวุฒิสาร ตันไชย ลงชิงเก้าอี้
“คำนูณ” ชี้ค่าตอบแทนก๊วนอกหัก
อีกเรื่องหนึ่ง นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่สมาชิก สปช. ว่า ทางรัฐสภายังไม่ได้ชี้แจงเรื่องนี้ คาดว่าวันที่ 27 ต.ค.คงมีการชี้แจงต่อที่ประชุม สปช. การแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นวิธีการคล้ายการให้สิทธิอำนวยความสะดวกแบบเดียวกับ ส.ส. ส.ว. และ สนช. เมื่อถามว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดทางให้ก๊วน สปช.ที่อกหัก นายคำนูณตอบว่า คงเป็นความพยายามช่องทางหนึ่งตามแนวทางของรัฐบาลและ คสช. ที่ต้องการให้คนเข้าร่วมการปฏิรูป ส่วนจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ อยู่ที่การทำงานของ สปช.แต่ละคน อาจมองว่าเป็นการช่วยให้ สปช.ทำงานสะดวกมากขึ้น เพราะการทำงานของ สปช.ต้องลงพื้นที่พบปะประชาชน หาข้อมูลด้านวิชาการและข้อกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่ใน 1 ตำแหน่งให้แต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้รับคัดเลือกเป็น สปช. ขอให้สังคมมองที่ผลงาน
“นิพิฏฐ์” ซัดแค่ผลัดกันเกาหลัง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องดูว่าการให้ค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นในรูปเงินประจำตำแหน่งหรือเงินเดือน ถ้าเป็นเงินเดือนก็ถือเป็นอัตราเดิมเหมือน ส.ส. ส.ว. ที่ใช้ เครื่องบิน ใช้รถฟรี แต่สิ่งที่แตกต่างคิดครั้งนี้ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน อยากให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบเรื่องนี้ ตนไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ ในอดีตคนเป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส.มีเงิน 2 ส่วน คือเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง แต่รับเงินได้ทางเดียว แต่ สนช.รับเงินเดือน 2 ทาง และไม่ต้องลงพื้นที่ พบปะประชาชนเหมือน ส.ส. ในยุคปฏิรูปทั้ง สนช.และ สปช.กินเงินทุกทาง คนที่เป็นอธิการบดีมาเป็น สนช.และ สปช. รับเงินเดือนอธิการบดี และยังรับ เงินเดือน สนช.และ สปช.อีก จึงขอเรียกร้องว่า ควรรับเงินทางเดียว อย่ารับหลายทาง และการแต่งตั้งจำนวน 5 ตำแหน่ง จากบุคคลที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็น สปช. ถือเป็นการผลัดกันเกาหลัง 5 ตำแหน่งเยอะเกินไป
“สังศิต-ยะใส” ขยับเดินเกมปฏิรูป
อีกด้านเวลา 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการแถลงเปิดตัวสถาบันปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปช. เป็นประธานสถาบันฯ นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้อำนวยการ สถาบันฯ โดยนายสังศิตกล่าวว่า การปฏิรูปต้องทำให้ประชาชนมีประโยชน์มีอำนาจมากขึ้น หน้าที่ สปท.คือทำให้การปฏิรูปตกกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ภาคประชาสังคมมีอำนาจตรวจสอบ เจตนารมณ์การก่อตั้ง สปท. ต้องการให้องค์กรสังคม องค์กรวิชาการทำงานเชื่อมต่อกับเครือข่ายภาคประชาชน เปิดเวทีให้สะท้อนความเห็นสู่ สปช. และทำงานร่วมกัน สปท.สนับสนุน สปช.เต็มที่ โดยระยะสั้น สปท.จะทำหน้าที่เป็นสภากระจก จัดเวทีคู่ขนานกับ สปช. ส่วน ระยะกลาง ติดตามตรวจสอบ กระบวนการและเจตนารมณ์การปฏิรูป และระยะยาว ปลูกฝังจิตสำนึก สร้างทางเลือกใหม่
“พิภพ” ย้ำต้องทำกันทหารกลับมา
นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า แนวโน้มการปฏิรูปครั้งนี้ท่าทีทหารต้องการให้ข้าราชการเกิดความแข็งตัว ขณะที่ สปท.เห็นว่าการปฏิรูปควรกระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แนวคิดนี้อาจขัดกับแนวทางทหาร ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ สปท.ต้องดูท่าที โดยเฉพาะสภาวะที่ยังมีกฎอัยการศึก สปท.ต้องนำข้อดี ข้อเสียความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มาชี้ให้สังคมเห็นชัดๆ โดยเฉพาะกรรมการ สปท.ที่เป็น สปช.มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ต้องนำข้อเสนอที่ดีของ สปท.เพื่อปฏิรูปประเทศ ต้องปฏิรูปอย่างไรให้ทหารจากไปโดยไม่ให้ทหารกลับเข้ามาอีก
“เจิม” ชี้ รธน.ใหม่ต้องคานอำนาจ
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช.ด้านสังคมกล่าวเสวนาเรื่อง “ทิศทางปฏิรูป ทิศทางรัฐธรรมนูญ” ว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยเน้นแต่ร่างรัฐธรรมนูญ เน้นการเปลี่ยนแปลงกฎกติกา แต่ไม่เน้นเปลี่ยนพฤติกรรมและวัฒนธรรมการเมือง ปฏิรูปประเทศครั้งนี้ต้องไม่ใช่ปฏิรูปแค่รัฐธรรมนูญเท่านั้น ระบบอุปถัมภ์เป็น วัฒนธรรมต้องแก้ไข ต้องใช้ระยะเวลาไม่ใช่แค่ 1-2 ปี ตนฝันอยากเห็นการได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่ใช้เฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเท่านั้น แต่ใช้กับทุกคนที่เข้าสู่อำนาจการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้คานอำนาจระหว่างข้าราชการ ทหาร ทุน และนักการเมือง
เย้ย สปช.สุดโต่งทำลายล้างไม่ได้
ขณะที่นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ สปช.บางกลุ่มบางคน ประเภทความคิดสุดโต่งและมีส่วนได้เสียกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา พยายามเสนอตัวเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีจำนวนน้อยกว่า สปช.สายความมั่นคงมาก ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีน้ำหนักในการเขียนกติกาเพื่อทำลายล้างกันทางการเมือง และคิดว่าบทเรียนการเขียนรัฐธรรมนูญปี 2550 คงทำให้ คสช.และรัฐบาลนำมาเป็นข้อคิดข้อเตือนใจไม่กระทำซ้ำอีก เพราะจะยิ่งสร้างความแตกแยกไม่รู้จักจบสิ้น ทุกภาคส่วนให้โอกาสรัฐบาลทำงานตามวัตถุประสงค์ คือการสร้างความ ปรองดองและปฏิรูปประเทศ คสช.และรัฐบาลอย่ากังวลคลื่นใต้น้ำ ตราบใดที่ยังทำตามที่สัญญาทุกอย่างจะไม่มีปัญหา
“แม้ว” พา “ปู” ชมกำแพงเมืองจีน
ด้านความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ ที่ยังคงพักผ่อนอยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยมีภาพเข้าเยี่ยมชมม้าพันธุ์เซ็กเธาว์ ซึ่งเป็นม้าพันธุ์ที่มีเหงื่อสีเลือดตามตำนานสามก๊ก ที่คอกม้าของนายชาญชัย รวยรุ่งเรือง หรือเหยียน ปิน นักธุรกิจชาวจีนเพื่อนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ล่าสุดวันที่ 26 ต.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และน้องไปก์ เดินชมกำแพงเมืองจีน หรือที่คนปักกิ่งเรียกว่า “ฉางเฉิน” สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มนักศึกษาไทยปริญญาเอก และชาวจีนเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก ทั้งนี้มีเด็กหญิงชาวจีนนำตุ๊กตาหมีแพนด้ามามอบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย ขณะที่น้องไปก์ถือโอกาสแกะสลักหินเป็นชื่อภาษาจีนเป็นของที่ระลึกนำกลับบ้านด้วย ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น
วางโปรแกรมลัดฟ้าไปกวางโจว
โดยโปรแกรมชมกำแพงเมืองจีนถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ทางการจีนจัดต้อนรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกันนี้ทางการจีนยังเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำด้วย จากนั้นวันที่ 27 ต.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ จะเดินทางไปเมืองกวางโจว และยังคงอยู่ที่จีนอีกหลายวัน
อดีต ส.ส.ครวญถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพราะพรรคงดจ่ายปัจจัยสนับสนุนให้อดีต ส.ส.เขต และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. เนื่องจากแกนนำพรรคมองว่า คสช.มีคำสั่งห้ามพรรคและนักการเมืองเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมือง จึงไม่มีเหตุต้องจ่ายเงินให้ ส.ส.ไปทำกิจกรรม และ เกรงว่าหากยังสนับสนุนปัจจัยต่อไปอาจถูกมองว่าฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. เป็นมูลเหตุนำไปสู่การร้องเรียนให้ยุบพรรคได้ จึงตัดปัญหาเลิกจ่ายเงินสนับสนุน แต่อดีต ส.ส.เขตหลายคนเห็นแย้งว่า ยังต้องทำกิจกรรมในพื้นที่กับประชาชนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะงานที่ยากต่อการปฏิเสธ อาทิ งานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในพื้นที่ที่จะต้องช่วยเหลือเป็นสินน้ำใจ โดยเงินที่พรรคให้อดีต ส.ส.เขตเดือนละ 100,000 บาท ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 50,000 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เงินใส่ซองต้องน้อยลง เช่น เดิมเคยใส่ซองละ 1,000 บาท ก็เหลือ 500-600 บาท โดยพวกที่ลำบากหน่อยคงเป็นอดีต ส.ส. ที่ไม่มีธุรกิจอื่น
“บิ๊กต๊อก” ชงอธิบดีดีเอสไอเข้า ครม.
วันเดียวกัน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ได้เซ็นแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่แล้ว โดยจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ต.ค. ยืนยันอธิบดีดีเอสไอคนใหม่เป็นคนดีแน่นอน ตนบอกกับข้าราชการทุกคนแล้วว่าเอาจริง ต้องทำให้ดีเอสไอมีความชัดเจน ใครมีเรื่องอะไรลงโทษแน่ ต้องทำให้องค์กรน่าเชื่อถือ ถ้าไม่น่าเชื่อถือก็อยู่ลำบาก ถ้าสังคมไม่เชื่อมั่นคนทำหน้าที่จะยืนอยู่ได้อย่างไร ตนเอาจริงต้องไม่ให้เกิดปัญหา ทำงานในคดีที่เป็นพิเศษจริงๆ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา ที่ทำให้ประชาชนเคลือบแคลง ต้องตอบชาวบ้านให้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกระแสข่าวว่าชื่อแคนดิเดตจะขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอมีอยู่ 2 คนคือ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งเป็นคนนอก
มท.ตั้ง ผวจ.—ผู้ตรวจ 22 ตำแหน่ง
ขณะที่กระทรวงมหาดไทย จะเสนอรายชื่อแต่งตั้งข้าราชการในระดับบริหารสูง จำนวน 22 คน จากระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ ประกอบด้วยตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด 18 ราย และผู้ตรวจราชการ 4 ราย อาทิ นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช เป็น ผวจ.กระบี่ นายประยูร รัตนเสนีย์ รอง ผวจ.พังงา เป็น ผวจ.พังงา นายณรงค์ อ่อนสะอาด รอง ผวจ.สิงห์บุรี เป็น ผวจ.อุทัยธานี นายชยาวุธ จันทร รอง ผวจ.นครราชสีมา เป็น ผวจ.สมุทรสงคราม นายสุทธินันท์ บุญมี รอง ผวจ.อุดรธานี เป็น ผวจ.มหาสารคาม นายสุชาติ นพวรรณ รอง ผวจ.หนองคาย เป็น ผวจ.หนองคาย นายปิติ แก้วสลับสี รอง ผวจ.สุโขทัย เป็น ผวจ.สุโขทัย นายสามารถ วราดิศัย รอง ผวจ.ยะลา เป็น ผวจ.ยะลา นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รอง ผวจ.ยะลา เป็น ผวจ.ปัตตานี นายกาจพล เอิบสุขศิริ รอง ผวจ.น่าน เป็นผวจ.แพร่ นายธานี ธัญญาโภชน์ รอง ผวจ.นครปฐม นายวรวิทย์ สายสุพัฒน์ผล รอง ผวจ.ชลบุรี นายยุทธนา วิริยะกิตติ รอง ผวจ.สุรินทร์ เป็นผู้ตรวจราชการ
สั่ง 20 กระทรวงนั่งศูนย์ร้องทุกข์
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สั่งการให้ 20 กระทรวง รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจในการแก้ปัญหา และสามารถตัดสินใจได้ มาประจำที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนโดยตรง ทั้งนี้เรื่องราวร้องทุกข์ส่วนใหญ่ที่เข้ามา เป็นปัญหาในพื้นที่ต่างจังหวัด จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ประสานงานกับศูนย์ดำรงธรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ทั้งนี้ ระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา สามารถแก้ไขปัญหาไปได้แล้วร้อยละ 80 ส่วนปัญหาที่ยังค้างคาอยู่เป็นเรื่องการปฏิรูปที่ดินที่ต้องใช้เวลา และเรื่องที่มีความเกี่ยวโยงในหลายกระทรวง
“ไก่อู” ฟุ้งแก้ปัญหาแล้ว 87.66%
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ 20 กระทรวง จัดผู้แทนมาประจำที่ศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนด้วยความรวดเร็ว ลดขั้นตอนในรูปแบบ one stop services ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.- 16 ต.ค. มีประชาชนมาร้องทุกข์ พร้อมเสนอความคิดเห็นต่อ คสช. รวม 81,855 เรื่อง แก้ไขแล้วร้อยละ 87.66 อยู่ระหว่างดำเนินการร้อยละ 12.34 ประกอบด้วย 1.ด้านสังคมและสวัสดิการ 44,105 เรื่อง 2.ด้านเศรษฐกิจ 11,299 เรื่อง 3.การร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ 11,070 เรื่อง 4.การเมือง การปกครอง 8,587 เรื่อง 5.ด้านกฎหมาย 3,908 เรื่อง และ 6.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2,886 เรื่อง
เรตติ้ง คสช.เดือน ต.ค.คะแนนตก
อีกเรื่อง สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,677 คน เรื่อง “ผลการดำเนินงาน 5 เดือน ของ คสช.” โดยร้อยละ 82.17 เห็นว่า คสช.ยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ไม่มีความขัดแย้งหรือการทะเลาะเบาะแว้งที่รุนแรง ร้อยละ 81.24 เห็นว่าการทำงานเริ่มยากขึ้น มีกระแสข่าวในแง่ลบออกมา เช่น การแต่งตั้ง สปช. การรวบอำนาจ โดยจุดเด่นของ คสช.ที่บริหารประเทศครบ 5 เดือน ร้อยละ 42.06 บอกว่าเป็นการทำงานที่เด็ดขาดตรงไปตรงมา แตกต่างจากนักการเมือง ร้อยละ 35.30 เป็นการเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาทุกด้าน ขณะที่ปัญหาและอุปสรรคของ คสช. ร้อยละ 37.68 ระบุว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ร้อยละ 32.64 มีปัญหากับสื่อมวลชน ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ส่วนความพึงพอใจของประชาชนต่อ คสช. ร้อยละ 55.14 ระบุค่อนข้างพึงพอใจ ร้อยละ 31.46 พึงพอใจมาก มีเพียงร้อยละ 10.28 ไม่พึงพอใจเลย แต่เมื่อเปรียบเทียบคะแนนที่ประชาชนให้ คสช.ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเดือน ต.ค.ได้น้อยที่สุดอยู่ที่ 8.52
โพลเชียร์ยังไม่ให้ยกเลิกอัยการศึก
ขณะที่มาสเตอร์โพล เปิดผลสำรวจ เรื่อง คลื่นใต้น้ำ ขบวนการใต้ดินและกฎอัยการศึก ของแกนนำชุมชน 608 ชุมชน พบว่า ร้อยละ 78.4 ระบุว่ายังมีขบวนการใต้ดินคอยสร้างความขัดแย้งทางการเมืองให้คนในชาติ ร้อยละ 21.6 ระบุไม่มีอีกแล้ว โดยร้อยละ 81.7 เห็นว่ายังคงมีขบวนการในโลกออนไลน์ ส่วนการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในเวลานี้ ร้อยละ 75.9 บอกยังไม่ต้องการให้ยกเลิก ขณะที่ร้อยละ 24.1 ต้องการให้ยกเลิกทันที โดยร้อยละ 69.9 ระบุว่าหากยกเลิกกฎอัยการศึกจะทำให้ความวุ่นวายกลับมาอีก
ส่ง ป.ป.ช.—ป.ป.ท.สอบสวมสิทธิ
วันเดียวกัน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. กล่าวว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่งรายชื่อเกษตรกรชาวนาที่ขึ้นทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทแล้วกว่า 20,000 คน ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบว่าเป็นชาวนาที่แท้จริง หรือเป็นนายทุนที่สวมสิทธิ อย่างที่นายกฯบอกถ้าตรวจสอบพบว่าไม่ตรงกับที่แจ้ง ต้องมีความผิด รวมถึงหน่วยงานต้องรับผิดชอบด้วยในฐานะไปรับรอง
“วินธัย” โต้เขมรมีกองกำลังติดอาวุธ
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีประเทศกัมพูชาส่งหนังสือประท้วงประเทศไทยจากกรณีการเสียชีวิตของชาวกัมพูชาที่ต้องสงสัยว่าขโมยจักรยานยนต์ที่ จ.สุรินทร์ รวมทั้งการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกลุ่มลักลอบตัดไม้ว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. กำชับและเน้นย้ำการปฏิบัติของหน่วยทหารในพื้นที่มาตลอดให้ยึดตามหลักสากล บนพื้นฐานของความเป็นมิตรประเทศ และตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะระเบียบการใช้อาวุธในทุกเหตุการณ์ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารเริ่มปฏิบัติด้วยวิธีที่ละมุนละม่อมทุกครั้ง จะไม่เริ่มด้วยการใช้ความรุนแรงก่อน เพราะจุดประสงค์หลักคือ ควบคุมตัวผู้กระทำผิดมาขยายผลดำเนินคดี ขอให้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องรักษากฎหมาย น่าสังเกตว่าพฤติกรรมคนร้ายมีความก้าวร้าวขึ้น มีการขัดขืนต่อสู้ในฐานความผิดบางประเภท ถึงขั้นจัดกองกำลังคุ้มกันมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เช่น การลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ชายแดน ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดการปะทะอยู่เป็นระยะ โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ต.ค. กรมทหารพรานที่ 26 ได้ออกสกัดกั้นการกระทำผิดเงื่อนไขชายแดนที่ ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พบชาย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาจึงแสดงตัวเพื่อตรวจค้น แต่ถูกชุดคุ้มกันของกลุ่มคนร้ายยิงเข้าใส่ เกิดการปะทะกัน 5 นาที คนร้ายเสียชีวิต 1 คน
ทหารติดอาวุธในเขตศาลไม่เจตนา
พ.อ.วินธัยยังกล่าวถึง กรณีมีภาพคลิปทหารนำอาวุธติดตัวเข้าไปในเขตที่ทำการศาลจังหวัดภูเก็ตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการไปให้การต่อศาลของผู้บังคับหน่วยทหารเรือ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ในคดีเรื่องการจัดระเบียบชายหาด การรุกป่าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ โดย ผบ.หน่วยอยู่ในห้อง พิจารณาและไม่มีอาวุธ แต่มีกำลังพลที่เพิ่งเสร็จจากการปฏิบัติภารกิจจากพื้นที่อื่นและติดอาวุธประจำกายมาด้วย ขณะมารอพบผู้บังคับบัญชาด้านนอกอาคาร ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติคงไม่สามารถฝากไว้ที่ไหนได้ มีเหตุจำเป็นที่จะต้องรักษาอาวุธปืนไว้กับตัว มองได้ว่าคงไม่ได้มีเจตนาจะแสดงความก้าวร้าว หรือไม่เคารพธรรมเนียมปฏิบัติของเขตที่ทำการศาล เมื่อเกิดความไม่เข้าใจขึ้น ผบ.หน่วยที่เข้ามาเจรจาโดยไม่มีท่าทีก้าวร้าวหรือเสียมารยาท แม้ในคลิปจะถูกต่อว่าในลักษณะรุนแรงก็ตาม อย่างไรก็ตามผู้บังคับบัญชาจะกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารให้มีความเข้มงวดรัดกุม
พท.เชียร์เปิดสัมปทานปิโตรเลียม
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยและสนับสนุนที่รัฐบาลเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไม่อยากให้มีการบิดเบือนข้อมูล ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ใช้ มูลค่าปีละกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และแหล่งพลังงานในประเทศที่มีอยู่กำลังจะหมดไป หากไม่หาแหล่งเพิ่มเติมโดยการออกสัมปทาน พลังงานที่หาได้ในประเทศก็จะหมดลง สำหรับแหล่งพลังงานในประเทศไทยเป็นแหล่งเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป ไม่ได้เป็นแหล่งขนาดใหญ่เหมือนในประเทศอื่น การให้ผลตอบแทนกับรัฐก็ควรเป็นไปตามปริมาณของพลังงานที่ขุดขึ้นมาได้ หากเรียกร้องมากเกินไปจะไม่มีใครมาลงทุน โดยมั่นใจว่าข้าราชการในกระทรวงพลังงานทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก