ก่อนปล่อยตัว-คสช.จัดเวทีให้แสดงออก
“บิ๊กป้อม” กำชับล่าคน บงการต้าน คสช. งัดผล โพลโต้ชาวบ้านไม่เอาด้วย “บิ๊กป๊อก” สวดแก๊งป่วนปล่อยใบปลิวทำลาย ชาติ ให้แยกแยะกลุ่มนักศึกษา-แก๊งกวนเมือง “นายกฯตู่” สั่ง สปช.-สถาบันพระปกเกล้าเปิดเวทีให้ขาโจ๋โชว์พลังลดแรงเสียดทาน กระแสต้าน คสช.บานทะโร่ “กลุ่ม มธ.เสรีเพื่อ ปชต.” พาเพื่อนโปรยใบปลิวถล่มซ้ำ คสช.ทั่ว ม.ธรรมศาสตร์ มือมืดโผล่เชียงใหม่ติดสติกเกอร์ชู 3 นิ้วใต้สะพานลอย ไม่เอารัฐประหาร “เทียนฉาย” รับลูกทำประชาพิจารณ์ รธน.คู่ขนานเวทีรับฟังความเห็น “พรเพชร” ปฏิเสธกางปฏิทินเชือดล่วงหน้า “ยิ่งลักษณ์-ขุนค้อน-นิคม” ยันยังไม่เคาะวันเปิดแถลงคดีสอย ด้าน “ทนายปู” ยื่น สนช.สอบเพิ่มเอกสาร 72 รายการ หักล้างข้อหาละเลยโครงการจำนำข้าว
กระแสการต่อต้านคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ (คสช.) โดยกลุ่มนักศึกษาจากหลายสถาบันชู 3 นิ้วแสดงสัญลักษณ์ไม่เอารัฐประหาร ยังขยายวงออกไปทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสถาบันพระปกเกล้าจัดเวทีให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น
“บิ๊กป้อม ” กำชับล่าคนบงการต้าน คสช.
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 24 พ.ย. ที่ท่าอากาศยานกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการโปรยใบปลิวโจมตีรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจากโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนักระบุชัดเจนว่า ไม่อยากให้มีการต่อต้านรัฐบาลและ คสช.ควรให้เวลาในการทำงานก่อน ทั้งนี้ กลุ่มต่อต้านไม่ได้มีเพิ่มขึ้น คนทำคนเดียว แต่ต้องไปดูด้วยว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ รวมถึงกรณีของนักศึกษาด้วย ทั้งนี้ คสช.เข้ามาก็เพื่อให้เกิดความปรองดอง ลดความขัดแย้ง และบอกชัดเจนว่าเราขอเวลาอีกแค่ปีเดียวเพื่อทำงานให้บรรลุความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ อยากฝากสื่อให้ช่วยบอกผู้ที่คิดต่อต้านด้วย
มท.1 ให้แยกแยะ นศ.-แก๊งกวนเมือง
ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการโปรยใบปลิวและเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ในลักษณะต่างๆว่ามองว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านไม่ได้เป็นการกระทำต่อ คสช.แต่เป็นการกระทำต่อประเทศชาติ เพราะขณะนี้ปัญหาของประเทศชาติมีหลายประเด็นที่ต้องแก้ไข จึงควรร่วมมือกันปฏิรูปให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด จะได้กลับไปสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อยากให้แยกการเคลื่อนไหวเป็นคนละเรื่อง ที่นักศึกษามาถือว่ามาอย่างบริสุทธิ์ ภายใต้บริบทของการเมือง ขณะนี้การทำงานของรัฐบาลเป็นการทำงานที่เลือกไม่ได้ ที่ต้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหามาปฏิรูปให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการเข้ามากวนเมืองเป็นอีกเรื่องที่ไม่ส่งผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม ทำให้เดินหน้าไปไม่ได้และนี่คือเหตุผลต้องปฏิรูป
เชื่อ ปชช.ยังไว้ใจเร่งปั่นผลงาน
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของ คสช.และรัฐบาล ว่า คสช.จะเร่งทำงานต่อไป เพราะประชาชนส่วนใหญ่ทราบดีว่า คสช.ทำงานเพื่อประชาชน ตนยังประเมินว่าสังคมยังคงให้โอกาสต่อ คสช.และรัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาต่อ สำหรับงานของกระทรวงมหาดไทย ส่วนใหญ่ยังคงทำตามหน้าที่รับผิดชอบรองรับงานของทุกกระทรวงและงานของตัวเองเป็นอย่างดี การบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นยังสามารถทำงานได้ตามหน้าที่ สำหรับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยประเมินว่าทำงานร่วมกันได้ดีและตั้งใจทำงาน กระตือรือร้น เราประชุมกันเร่งรัดการทำงานกันทุกสัปดาห์ ส่วนงานที่จะเป็นของขวัญให้คนไทยในปีใหม่มีหลายเรื่องซึ่งรัฐบาลจะประกาศให้ทราบเอง
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ขู่จะย้ายข้าราชการที่ฝักใฝ่ฝ่ายตรงข้าม ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 21 พ.ย. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่มีหรอก ท่านจะไปย้ายใคร ตั้งแต่ปฏิวัติมาท่านก็ยังไม่ได้ย้ายอะไรมากมายเลย จะย้ายอะไรนักหนา และในที่ประชุมท่านไม่ได้พูดเลย ไม่มีหรอก
วอนต้องอดทนช่วงเปลี่ยนผ่าน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การออกมาต่อต้านและการแสดงความคิดเห็นแตกต่างกัน ทุกคนให้ความเห็นได้แต่ต้องสร้างสรรค์ ทำให้รัฐบาลรับไปดำเนินการต่างๆ ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังปฏิรูปประเทศ เพื่อจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และเดินหน้าประเทศต่อไปได้อย่างยั่งยืน ถือเป็นช่วงรอยต่อเปลี่ยนผ่าน ฉะนั้นต้องขอให้ประชาชนอดทนนิดหน่อย เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว นายยงยุทธตอบว่า เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาจะพิจารณาต่อไป ต้องดูว่าเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว หรือว่าดำเนินการเป็นกลุ่ม แต่คงยังไม่ถึงขั้นที่จะเกิดสถานการณ์จากนักศึกษาเหมือนในอดีต เราต้องฟังความเห็นจากทุกฝ่ายไม่ใช่แค่นักศึกษา และไม่ทำให้เกิดความอึดอัด หรือความเครียดจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่ประสงค์
“บิ๊กตู่” สั่งเปิดเวทีให้ นศ.ปล่อยของ
ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) กล่าวว่า หน่วยข่าวกรองประเมินและทำรายงานมาว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะมีเพิ่มมากขึ้นตามความคาดหมาย ส่วนใหญ่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ บางส่วนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ บางส่วนทำด้วยความซ่อนเร้น นายกฯต้องการเปิดเวทีให้นักศึกษา จึงมอบให้ สปช.และสถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาเปิดเวทีพูดคุยแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา ให้เขาได้ใช้พลัง ความกล้า ความรู้ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้ามีรูปแบบอยู่แล้ว อีก 2-3 วันน่าจะเห็นรูปแบบของเวที โดยไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายด้วยการยกเลิกกฎอัยการศึก
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทุกอย่างถือว่าปกติเรียบร้อยดี ฝ่ายความมั่นคงไม่ประมาท หน่วยข่าวทำงานเต็มที่ ไม่มีอะไรน่าห่วง
เข็น รมต.ลงพื้นที่เข้าหาชาวบ้าน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกฯมีคำสั่งให้รองนายกฯและ รมต.ประจำสำนักนายกฯลงพื้นที่เพื่อติดตามงานรัฐบาลว่า เป็นนโยบายของนายกฯอยากให้รองนายกฯและรัฐมนตรี ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน รับฟังปัญหาประชาชน นายกฯพูดไว้ตลอด เวลาลงไปในพื้นที่ต้องทำการบ้าน อย่าไปดูเฉพาะที่เขาจัดให้ดู ให้สอบถามสิ่งที่ทำการบ้านมาด้วย ส่วนการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ของนายกฯยังไม่ทราบรายละเอียดว่ากำหนดแล้วหรือยัง แต่ได้กำหนดไว้เป็นหลักการว่าจะไปทุกพื้นที่ และต้องมีการประเมินผลความสำเร็จ เพราะจากการประชุมผู้ว่าฯ 20 จังหวัดในการลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เรื่องที่นายกฯสั่งการไป ต้องได้รับการแก้ไข เห็นผลเป็นรูปธรรม ถ้าแก้ไม่ได้ต้องมีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจน เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ของนายกฯที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประชาชนจะมาน้อย พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯลงพื้นที่ได้พูดคุยสอบถามการแก้ไขปัญหากับผู้นำ ได้คุยกับประชาชน จ.ขอนแก่น พบว่าแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด จะบอกว่าไม่มีพี่น้องประชาชนมาหรือการเตรียมการน้อยคงไม่ถึงขนาดนั้น
ทบ.จวก “อ.สมศักดิ์” ดูหมิ่นทหาร
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์การเรียนการสอนในกองทัพว่า นายสมศักดิ์ควรแสดงความเห็นในเชิงสร้างสรรค์มากกว่า ควรระมัดระวัง เช่น การใช้คำว่า “โง่” เป็นการพูดเชิงลบหลู่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่ใช่วิสัยของคนระดับอาจารย์ การเสนอข้อมูลใดๆในขณะที่มีข้อมูลไม่ครบหรือใช้เพียงความรู้สึกในมุมมองของตัวเองไปพาดพิงบุคคล และองค์กรอื่นๆขอให้ระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจกระทบภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือด้านวิชาชีพได้ มั่นใจว่าระบบการศึกษาของโรงเรียนทหารมีมาตรฐานระดับสากล เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีผลงานจับต้องได้จริง ไม่ใช่ล้มเหลวอย่างที่กล่าวอ้าง
“ประยุทธ์” เดินสายเยือนเพื่อนบ้าน
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในวันพุธที่ 26 พ.ย.และไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในวันที่ 27 พ.ย.และเดินทางกลับไทยวันที่ 28 พ.ย. การเดินทางไปทั้งสองประเทศนี้ เพื่อแนะนำตัวในฐานะรัฐบาล รวมทั้งกระชับความสัมพันธ์และร่วมมือด้านต่างๆ ที่หารือไว้เมื่อครั้งเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ยุโรป ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลีที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 ธ.ค. นายกฯจะเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ และวันที่ 11-12 ธ.ค. เข้าร่วมประชุมอาเซียน-เกาหลีใต้ ที่ประเทศเกาหลีใต้ จากนั้นวันที่ 19-20 ธ.ค.ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกลุ่มประเทศจีเอ็มเอส
วางโปรเจกต์ลุยเอง 3 งานใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้คณะทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ข้อสรุปเป็นแผนงาน 3 เรื่อง ที่จะเร่งดำเนินการภายหลังจากนายกฯเดินทางกลับจากการเดินทางเยือนประเทศต่างๆและหลังงานราชพิธี 5 ธ.ค. ประกอบด้วย 1.การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. จะเรียกประชุม คสช.วาระการปราบปรามคอร์รัปชันโดยเฉพาะ จะนำเรื่องนี้มาอยู่ภายใต้การดูแลของ คสช.เพียงคณะเดียว เพราะมองว่าถ้าทำหลายหน่วยงานจะแก้ไขยาก คาดว่าจะมีการประชุมกันในช่วงต้นเดือน ธ.ค. จากนั้นจะตั้งคณะทำงานขึ้น 2 คณะ คือ คณะปราบปรามคอร์รัปชัน และคณะป้องปรามดูแลระบบควบคุมคอร์รัปชัน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์จะดูแลด้วยตัวเอง เพราะถือเป็นจังหวะดีหลังจากมีข่าวใหญ่ในวงการตำรวจ 2.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯตั้งใจจะเรียกประชุมภาคเอกชนที่ดูแลภาคเศรษฐกิจ พร้อมทั้งลงมาดูแลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยตัวเอง เพราะต้องการกระชับการบริหาร และเชื่อว่าหลังคุยกับภาคเอกชนจะมีอะไรตามมาแน่นอน และ 3.การปฏิรูป พล.อ.ประยุทธ์จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน นักศึกษา และนักวิชาการ เสนอความเห็นต่อการปฏิรูปประเทศ กำลังดูช่องทางอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการสื่อสาร 2 ทางแบบเหมาะสม โดยจะทำให้กระบวนการเกิดขึ้นทั่วประเทศในไม่ช้า
ศธ.เด้งรับปรับพฤติกรรมเด็ก
นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลภาพรวมของนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หลังนักศึกษา ม.ขอนแก่น ชู 3 นิ้วต้านนายกฯ ตนได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)ให้ดูแลนักศึกษาที่ออกมาแสดงความเห็นต่างทางการเมือง โดยปรับพฤติกรรมและทัศนคติแล้ว พร้อมทั้งกำชับดูแลพฤติกรรมเด็กในภาพรวมอย่างเข้มงวด ส่วนตัวเห็นว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องเหมาะสมถูกกาลเทศะ เข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่คิดเร็ว ทำเร็ว อาจไม่ได้ตั้งใจ กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น
นายกฯ เผยในหลวงทรงห่วง ปท.
เมื่อเวลา 19.00 น.ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลผลการดำเนินงานที่ทุกคนกำลังช่วยกันพัฒนาประเทศ พระองค์ท่านทรงเข้าพระทัยในทุกเรื่อง ทรงเป็นห่วงเนื่องจากวันนี้ประเทศต้องลงทุนและเดินหน้า รับสั่งว่าการบริหารประเทศในช่วงนี้เป็นงานที่หนักและเร่งให้ทันเวลาที่มีจำกัด วันนี้ทุกวินาทีมีค่า อยากขอให้ร่วมกันในการทำงาน เสียสละ บางอย่างที่ไม่ได้ดั่งใจ ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปทุกเรื่องเอาของเก่ามาทำใหม่เพื่อลูกหลาน ทุกคนต้องช่วยกันอย่าขัดแย้ง
ผวาซ้ำรอยขอนแก่นอารักขาเข้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยพื้นที่จัดงานโดยรอบบริเวณอาคารชาเลนเจอร์ มีการวางกำลังทหาร 1 กองร้อย และตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทั้งตำรวจสายสืบ จราจร ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ 1 กองร้อย โดย ผกก.สภ.ปากเกร็ดกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอดส่อง และสังเกตการณ์ผู้เข้าร่วมงานอย่างเข้มงวด เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยนักศึกษาแฝงตัวเข้ามาชู 3 นิ้ว ต้านการรัฐประหาร ที่ จ.ขอนแก่น
สติกเกอร์ชู 3 นิ้วโผล่เชียงใหม่
ช่วงเที่ยง วันเดียวกัน พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.สุวัฒน์ แก้วดวงโต รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ รักษาราชการแทน ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ว่า เมื่อเย็นวันที่ 23 พ.ย. มีพลเมืองดีโทรศัพท์แจ้ง 191 ว่า มีการลักลอบติดสติกเกอร์ ชู 3 นิ้วต่อต้าน คสช.และการทำรัฐประหารที่ใต้สะพานลอยทางข้ามหน้าห้างเทสโก้ โลตัส สาขาหางดง ถ.เชียงใหม่-ฮอด ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียง-ใหม่ จึงนำกำลังพร้อมทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ และอาสาสมัครรักษาดินแดน จ.เชียงใหม่ไปตรวจสอบ พบว่ามีการติดสติกเกอร์ชู 3 นิ้วสีดำ-ขาว ขนาดเท่าฝ่ามือ 3 แผ่น เจ้าหน้าที่จึงแกะออก และประสานตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของห้างเทสโก้ โลตัสที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น แต่ไม่พบผู้ต้องสงสัย เนื่องจากกล้องอยู่ไกลกว่าจุดที่ติดสติกเกอร์ จึงยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือกลุ่มใด ทั้งนี้เมื่อ 2 วันก่อน ทหาร มทบ.ที่ 33 ได้ติดตามชายกลุ่มหนึ่ง 3 คนที่มายืนชู 3 นิ้วที่ลานประตูท่าแพ กลางเมืองเชียงใหม่ แล้วนำไปโพสต์ในสังคมออนไลน์ และเชิญตัวมาปรับทัศนคติไปแล้ว ซึ่งตำรวจและทหารจะเพิ่มการกวดขันออกตรวจตามสถานที่สาธารณะต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกัน ไม่ให้มีการลักลอบนำสติกเกอร์ดังกล่าวมาติดอีก
นศ.โปรยใบปลิวโจมตี คสช.ทั่ว มธ.
ขณะที่เวลาประมาณ 15.00 น.ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) พร้อมเพื่อนประมาณ 6-7 คน รวมถึงนายนัชชา กองอุดม นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ถูกจับกุมกรณีชูสามนิ้วหน้าโรงภาพยนตร์สยามพารากอน สวมเสื้อมีสัญลักษณ์ชูสามนิ้วแล้วเดินโปรยใบปลิวที่มีข้อความระบุว่า“ถึงยุคทมิฬมารจะครองเมือง ด้วยควันปืน...แต่คนย่อมเป็นคน-จิตร ภูมิศักดิ์” พร้อมระบุที่มาจากเฟซบุ๊ก“สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ทั่วพื้นที่สนามฟุตบอล ลานประติมากรรม 6 ตุลาคม 2519 จนถึงหน้ามหาวิทยาลัย ต่อมาจึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไป สน.ชนะสงคราม อย่างไรก็ตามขณะที่กลุ่มนักศึกษาอยู่ที่ สน.ชนะสงคราม มีเจ้าหน้าที่ทหารอีกชุดหนึ่งแจ้งว่าจะต้องนำตัวนายนัชชาและนักศึกษาชายอีกคนหนึ่งไปสืบสวนที่ สน.สำราญราษฎร์เนื่องจากคาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โปรยใบปลิวโจมตี คสช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อเช้ามืดวันที่ 23 พ.ย. ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.สำราญราษฎร์ ทั้งนี้นักศึกษาทั้ง 2 คนปฏิเสธที่จะเดินทางไป สน.สำราญราษฎร์พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร แต่จะรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์มารับตัวไปแทน
เมินปรับทัศนคติเดินหน้าลุยต่อ
ด้านนายสิรวิชญ์กล่าวว่า แม้ว่าจะเรียกปรับทัศนคติกี่ครั้งแต่ตนก็ยังไม่เบื่อที่จะทำ จะต่อต้านอำนาจทมิฬมารที่มีอยู่ในตอนนี้ต่อไป ส่วนกรณีที่มีการโปรยใบปลิวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มตนแน่นอน
ตร.พาไปทำประวัติแล้วปล่อยตัว
ต่อมาเวลา 15.30 น. พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม พ.ต.ท.ชัยพันธุ์ เพ็ชรสดศิลป์ สว.สส. พร้อมชุดสืบสวน เดินทางไปเชิญตัวกลุ่มนักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) 8 ราย ประกอบด้วย นายศิรวัชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายสุกฤษฏ์ เพียรสุวรรณ นายกัลป์ กรุยรุ่งโรจน์ นายวรยุทธ มูลเสิรฐ นายปัฐนกวินท์ ชูชื่น น.ส.ธารารัตน์ ปัญญา นายนัชชา กองอุดม และนายศุภชัย เสียงจันทร์ มาที่ สน.ชนะสงคราม เบื้องต้นทราบว่า ทั้งหมดตั้งใจโปรยใบปลิวบริเวณสนามฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัย แต่เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่อนุญาต จึงโปรยใบปลิวหน้าป้ายของมหาวิทยาลัยแทน จนกระทั่งทหารและตำรวจมาเชิญตัวไปทำประวัติสอบปากคำและปรับทัศนคติชี้แจง ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่มีการแจ้งข้อหาแต่อย่างใด
“เทียนฉาย” ยันฟังเสียง ปชช.ทั่วถึง
อีกเรื่อง เมื่อเวลา 11.10 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 1 นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมด้วยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช.คนที่ 1 น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 ให้การรับรองนายขิ่น อ่อง มิ้นท์ ประธานสภาชาติพันธุ์แห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระหว่างวันที่ 23-25 พ.ย. ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมาร์ โดยนายเทียนฉายกล่าวตอนหนึ่งว่า การทำงานของ สปช.มีกรอบระยะเวลาแค่ปีเศษที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การดำเนินงานจะต้องทำอย่างระมัดระวัง รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนอย่างทั่วถึง ด้านนายขิ่น อ่อง มิ้นท์ กล่าวว่า สปช.ต้องมีภาระหนักในการฟื้นฟูประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่ง มีหลักอยู่ 3 ข้อ คือ 1. ประเทศชาติต้องสงบเรียบร้อย 2.ประชาชนต้องมีความรู้ และ 3.ประชาชนมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค
ตั้ง 5 อนุฯ กมธ.ศก.บอนไซประชานิยม
เมื่อเวลา 12.30 น.ที่รัฐสภา นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สปช. แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะอนุ กมธ.5 ชุด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ สร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของระบบการเงินการคลัง ลดนโยบายประชานิยมในอนาคต ได้แก่ 1.อนุ กมธ.ปฏิรูปการคลัง การงบประมาณ และการภาษีอากร มีนายพรายพล คุ้มทรัพย์ เป็นประธาน 2.อนุกมธ.ปฏิรูประบบการเงิน และสถาบันการเงิน มีนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เป็นประธาน 3.อนุ กมธ.ปฏิรูปตลาดทุน มีนายไพบูลย์ นลินทรางกูร เป็นประธาน 4.อนุ กมธ.ปฏิรูปเศรษฐกิจ มีนายสุทัศน์ เศรษฐ์-บุญครอง เป็นประธาน และ 5.อนุ กมธ.ปฏิรูปด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน และพิจารณาข้อเสนอการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหา การทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับแนวทางการป้องกันนโยบายประชานิยม หากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายหรือโครงการใดๆที่อาจเข้าข่ายการทำประชานิยม ต้องชี้แจงต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคมทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะมีมูลค่าเท่าใด
ส่งของขวัญ กมธ.ยกร่างฯทัน 19 ธ.ค.
นายเทียนฉายกล่าวอีกว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นการปฏิรูปของประชาชนของ สปช.เบื้องต้นมีข้อเสนอเข้ามาจำนวนมาก ภายใน 1-2 สัปดาห์หน้าจะได้ข้อมูลที่นำไปสู่สาธารณะได้ว่ามีประเด็นใดบ้าง ส่วนกระแสการต่อต้านรัฐบาลไม่มีผลกระทบกับการทำงานของ สปช. ขณะนี้บรรยากาศที่นี่ยังดี สดชื่น แสดงว่าเรื่องปฏิรูปยังเดินหน้าอยู่และไม่เกรงว่ากระแสต่อต้านจะทำให้การปฏิรูปสะดุด โดยจะรวบรวมประเด็นทั้งหมดจากคณะกรรมาธิการทั้ง 18 คณะ ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. และจะทยอยส่งให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทันวันที่ 19 ธ.ค. ซึ่งจะเป็นห่อของขวัญที่ส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯที่ทันเวลา ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทำประชาพิจารณ์ควบคู่ไปกับการรับฟังความคิดเห็น เพราะเรากำลังฟังความคิดเห็นซึ่งคือการทำประชาพิจารณ์โดยที่ท่านไม่รู้ตัว และเป็นวิธีรับฟังความคิดเห็นที่มีระเบียบวิธี
เล็งตั้งสภาจริยธรรมแห่งชาติ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงผลการประชุมอนุ กมธ.ฯว่า สาระสำคัญการใช้อำนาจต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การตรวจสอบครอบคลุมถึงการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง การละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ตลอดจนกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ประชุมยังหารือถึงกรอบการตั้งสภาจริยธรรมแห่งชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีบทลงโทษ ส่วนที่มาจะใช้รูปแบบเดียวกับ สปช.คือ มีองค์กรเสนอชื่อ คัดกรองคุณสมบัติและสุ่มเลือกมาดำรงตำแหน่ง 1 ปี ส่วนการพิจารณาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันที่ 3 ธ.ค. โดยจะเชิญผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาร่วมเขียนบทบัญญัติเบื้องต้นตามเจตนารมณ์
“อภิสิทธิ์” เข้าให้ข้อมูลแน่ 27 พ.ย.
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช. ในฐานะโฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวถึงกรณีการเชิญพรรคการเมืองมาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะแก่ กมธ.ยกร่างฯว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดต่อมายัง กมธ.ยกร่างฯ ว่าจะขอเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อ กมธ.ยกร่างฯ วันที่ 27 พ.ย. เวลา 10.00 น. เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าจะมีใครมาบ้าง แต่นายอภิสิทธิ์จะมาด้วยตนเองแน่นอน
ภาค ปชช.บี้ยกเลิกกฎอัยการศึก
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ช่วงเช้ากลุ่มสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.)จัดการประชุม สชป.ครั้งที่ 1 พิจารณาร่างกรอบรัฐธรรมนูญภาคประชาชน มีเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 30 เครือข่ายร่วมจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ กระทั่งเวลา 15.00 น.นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ตัวแทน สชป. แถลงว่า ข้อเสนอการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นพลเมือง ต้องรวมถึงประชาชนชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองผู้ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม และยังไม่ได้รับสัญชาติ รัฐต้องให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นต้องมีสิทธิกำหนดทิศทางให้สามารถปกครองตนเองได้ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญควรรับฟังเสียงของประชาชน และเพื่อเป็นการส่งเสริมบรรยากาศประชาธิปไตย คสช. ควรพิจารณาทบทวนและยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งนี้ สชป.ได้รับคำเชิญจากนางถวิลวดี บุรีกุล กมธ.ยกร่างฯ ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้ สชป.ส่งตัวแทน 2 คนไปร่วมเสนอความคิดเห็นในวันที่ 26 พ.ย.
วิปรัฐชง ก.ม.ภาษีมรดกต่อ สนช.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก และประมวลรัษฎากรการรับการให้ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดยมีข้อสังเกตถึงความ พร้อมของกรมสรรพากรและมาตรการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และการไม่กระทบถึงผู้มีรายได้ปาน กลาง และรายได้น้อย ส่วนร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะยังอยู่ระหว่างตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หากไม่ปรับแก้ภายใน 1 เดือน น่าจะ ส่งกลับมา ครม.พิจารณาอีกครั้ง
แนะรอบคอบเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช.
นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่ง ป.ป.ช.สามารถเสนอต่อ สนช.ได้เอง แต่วิปรัฐบาลเชิญ ป.ป.ช. มาอธิบายถึงเหตุผล สาระสำคัญและความจำเป็นของกฎหมาย โดยตั้งข้อสังเกต 2 ประเด็น คือ การ เพิ่มอำนาจ และอนุมัติให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ชี้แจงว่ามีความจำเป็นต้องเพิ่มอำนาจ หากต้องการให้การป้องกันและปราบ ปรามทุจริตคอร์รัปชันได้ผล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งได้คำนึงถึงการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ สนช.จึงต้องพิจารณาเรื่องการเพิ่มอำนาจด้วยความรอบคอบ
ทนาย “ปู” ยื่น สนช.สอบเพิ่ม 72 รายการ
วันเดียวกัน นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากฎหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ สนช.จะพิจารณาคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีเพิกเฉยทำให้เกิดความเสียหายในโครงการจำนำข้าว ในวันที่ 28 พ.ย.ว่า ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นหนังสือถึงสนช.เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ขอให้ สนช.นำหลักฐานเอกสาร 72 รายการ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอน เนื่องจากเป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ละเลย หรือเพิกเฉยในโครงการจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหาย อาทิ มติ ครม.เรื่องการสั่งการให้ติดตามและแก้ไขโครงการจำนำข้าว ภาย หลังจากที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธาน ระบุว่ามีการขาดทุนโครงการจำนำข้าวนับแสนล้านบาท เอกสารการสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเรื่องการสวมสิทธิการจำนำข้าว เอกสารขององค์การตลาด เพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่ยืนยันว่าไม่มีข้าวในโครงการสูญหายจากโกดัง
“พรเพชร” ยังไม่เคาะวันแถลงเปิดคดี
ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการประชุมสนช.ในวันที่ 27 พ.ย.เพื่อพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาและนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ การพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกฯ ในวันที่ 28 พ.ย.ว่า เป็นกระบวนการถอดถอนในขั้นต้น เพื่อกำหนดวันแถลงเปิดคดี ทั้งสองกรณี ต่างยื่นขอให้มีการเพิ่มเติมพยาน ขณะนี้กำลังตรวจ สอบข้อเท็จจริงอยู่ ส่วนการกำหนดเรื่องวันแถลงเปิดคดี คงต้องรอฟังฝ่ายนายสมศักดิ์ นายนิคม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกอบด้วย เพื่อดูวัน เวลาว่างที่เห็นพ้องตรงกัน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องวันแถลงเปิดคดีทั้งสองกรณี ที่มีข่าวเรื่องตารางเวลาวันแถลงเปิดคดี ไม่รู้ไปเอามาจากไหนกัน ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนคดีถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา 38 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ขณะนี้สำนวนจาก ป.ป.ช.ยังมาไม่ถึง ถ้ามาถึงต้อง พิจารณาตามข้อบังคับ ดูเนื้อหาของสำนวนว่าเข้าองค์ประกอบที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาได้หรือไม่
สนช.ส่งซิกสอย “ยิ่งลักษณ์” ต้นปี 58
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. ในฐานะวิป สนช. กล่าวว่า วันที่ 25 พ.ย.วิป สนช.จะประชุม กำหนดแนวทางการประชุมถอดถอนคดีนายสมศักดิ์ และนายนิคมกับคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ สนช. จะประชุมกันในวันที่ 27 และ 28 พ.ย. โดยจะกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาถอดถอนทั้ง 2 คดี และพิจารณาพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาขอให้สนช.สอบเพิ่มเติม การลงมติถอดถอนทั้ง 2 คดีคงใช้เวลาไล่เลี่ยไม่ห่างกันมากนัก คาดว่าคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะลงมติได้ในช่วงต้นเดือน ม.ค.ปี 58 ไม่ทันภายในปีนี้ เพราะเดือน ธ.ค.มีวันหยุดมาก และ สนช.ไม่สามารถประชุมได้ทุกวัน ส่วนกรณีที่ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอให้ สนช.พิจารณาหลักฐานเอกสาร 72 รายการ ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ สนช.พร้อมจะพิจารณาให้ คงไม่ใช่การยื่นหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยื้อเวลาแต่อย่างใด
“นิคม” ขออดีต ส.ว.ร่วมแจงด้วย
นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ สนช.จะประชุมพิจารณาคดีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ในวันที่ 27 พ.ย.ว่า ตนจะ เข้าชี้แจงด้วยตนเอง ไม่มีทีมทนายความแต่จะนำเพื่อนที่เป็นอดีต ส.ว.มาร่วมชี้แจงด้วย ขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าจะอนุญาตหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะอนุญาตได้ 1 คน เหมือนการเปิดให้ทนายความมาร่วมชี้แจง ส่วนข้อมูลที่จะนำมาชี้แจงเป็นเทปบันทึกการประชุมในการพิจารณาวาระที่ถูกกล่าวหา เพราะที่ผ่านมาฝ่ายผู้กล่าวหาได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. โดยมีข้อมูลอัน เป็นเท็จ จงใจปิดบังข้อเท็จจริงบางส่วน เชื่อว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ดูข้อมูลทั้งหมดที่เป็นเทปบันทึกการประชุม 120 ชั่วโมง จึงเชื่อตามที่ผู้กล่าวหาโดยไม่มีการสืบค้น ป.ป.ช.อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือทำด้วยความเร่งรีบ
ค้าน 16 สนช.ชูมือถอดถอน
นายนิคมกล่าวว่า นอกจากนี้ จะทำเรื่องขอคัดค้าน สนช. 16 คน ซึ่งเป็นอดีต ส.ว.ที่เข้าชื่อร้อง ต่อ ป.ป.ช.กล่าวหาตน ไม่ให้เข้าร่วมกระบวนการถอดถอนตน เพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียในคดี ขณะเดียวกันจะประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาให้แจกเอกสารรัฐธรรมนูญ ปี 50 และข้อ บังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ปี 51 เพื่อให้สมาชิกศึกษาว่ามีบทบัญญัติให้อำนาจสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อเพื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้รับการคุ้มครอง หวังว่าเมื่อสมาชิกได้พิจารณาโดยยึดหลักความเที่ยง ธรรมและยุติธรรม ก็ไม่ควรรับพิจารณาตั้งแต่แรก เนื่องจากไม่มีอำนาจ หากต่อไปมีอดีตสมาชิกรัฐสภากว่า 300 คน ต้องอยู่ในบัญชีถอดถอน จะต้องถอด ถอนทุกวัน